เทคนิคแค้มป์

การท่องป่าในฤดูฝน

ผานารายณ์ อุทยานฯรามคำแหง จ.สุโขทัย

คำว่า“ฤดูกาล”ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ชื่นชอบท่องเที่ยวประเภทกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ ยิ่งหน้าหนาวด้วยแล้ว..ตามแดนดอยขุนเขาสูงทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะคลาคล่ำไปด้วยเต็นท์หลากสีสัน ใครมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็จะมีเสียงสรวลเสเฮฮาได้ยินอยู่ตลอด ที่มากันเพียงกลุ่มน้อยหรือมากันเป็นคู่ก็มักจะตั้งแค้มป์ห่างไกลจากกลุ่มอื่น เพื่อหาที่เงียบสงบตามต้องการ ปกติชีวิตชาวแค้มป์ในยามกลางวันก็จะเงียบเชียบราวกับร้างลาผู้คน เพราะบางกลุ่มก็เดินเท้าหรือนั่งรถไปเที่ยวในละแวกใกล้เคียง จวบจนเย็นย่ำโดยเฉพาะยามค่ำคืน..แค้มป์จึงเริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับตามผับตามบาร์นั่นแหละ แต่ต่างกันที่ชาวแค้มป์ส่วนใหญ่จะรู้กันโดยมารยาทอยู่แล้วว่าควรส่งเสียงดังมากน้อยแค่ไหน และเวลาใดที่เหมาะสมที่จะหยุดการส่งเสียงใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้ชาวแค้มป์ได้นอนหลับใหลท่ามกลางโอบกอดของธรรมชาติอันพิสุทธิ์ ภายใต้อากาศยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บจับจิตจับใจ คงมีส่วนน้อยที่อาจจะยังคงส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นอยู่ โดยมากมักจะเป็นชาวแค้มป์มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเที่ยว หากเป็นสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแล ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปบอกกล่าวให้หยุดการส่งเสียง บ่อยครั้งที่ผู้เขียนพบว่าชาวแค้มป์ด้วยกันเองเข้าไปบอกกล่าวขอความกรุณางดเสียง พวกเขาเหล่านั้นก็จะกล่าวขอโทษขอโพยและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นี่แหละเป็นสภาพบรรยากาศของชาวแค้มป์ที่เราพบเห็นได้อยู่เสมอ

                              ปกติในช่วงเดือนกรกฎาคม – กลางเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่มีฝนตกไปทั่วทุกแห่งหนในเมืองไทย ป่าช่วงนี้จึงมีความเขียวชอุ่มชุ่มชื้นสดใสยิ่งกว่าช่วงฤดูใดๆ อากาศเย็นสบาย กลิ่นดินกลิ่นป่าหอมสดชื่น สายหมอกลอยคละคลุ้งไปทั่วแนวป่า น้ำตกอิ่มเอิบเต็มแผ่นผา โดยเฉพาะพรรณไม้ที่ออกดอกเป็นทุ่งตระการตา ล้วนเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ชาวแค้มป์ละทิ้งสิ่งศิวิไลซ์ในเมืองใหญ่ ออกไปท่องป่าในโลกกว้างกลางป่าใหญ่ของฤดูฝน

                              คนที่ไม่ชอบท่องเที่ยวในแนวแค้มปิ้ง อาจมองว่าช่วงฤดูนี้อันตรายมากจากพายุฟ้าฝน โดยเฉพาะดินถล่ม และน้ำป่า ซึ่งเรามักได้รับข่าวคราวกันอยู่บ่อยๆทุกปี ไหนจะเปียกเฉอะแฉะจากหยาดฝนจนเป็นหวัดได้ง่าย ทางเดินก็ลื่นจนอาจได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บได้ การตั้งแค้มป์และการก่อกองไฟหุงหาทำอาหารก็แสนลำบากยุ่งเหยิง ตามป่าดิบก็จะมีเจ้าตัวดูดเลือดอย่าง“ทาก”(Land Leeches) สัตว์ตระกูลเดียวกับปลิงที่หลายคนมักกลัวหรือเกลียดขยะแขยง กำลังชูหัวสลอนไปมาเป็นวงกลมราวกับเรดาร์เพื่อรอคอยดูดเลือดจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เดินผ่านมา

ทากดิน

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียนซึ่งพิสมัยการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจนั้น ยอมรับว่าการเดินป่าในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อน ไม่ลำบากเท่ากับการเดินป่าในช่วงหน้าฝน แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการเดินป่าหน้าฝนจำต้องเตรียมตัวมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าฤดูกาลใด โดยเฉพาะต้องเสาะหาข้อมูลของพื้นที่นั้นๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่มากได้ว่ามีการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างใด เช่น ทางเดินช่วงชันทำเป็นขั้นบันไดไม้หรือเหล็กพร้อมราวจับเกาะให้เดินได้สะดวกหรือไม่ มีสะพานที่แข็งแรงและสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึงในการข้ามลำน้ำหรือไม่ บริเวณตั้งแค้มป์มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือและป้องกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยวหรือไม่ เป็นต้น

                              เดินป่าหน้านี้ย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอฝนได้ทุกเมื่อ ชาวแค้มป์จึงมีเสื้อกันฝนพกติดตัวเพื่อใช้งานได้ทันท่วงที เรื่องหวัดเป็นเรื่องปกติ อยู่ในเมืองใหญ่ก็เป็นหวัดได้ และเชื่อไหมว่าหายยากกว่าอยู่ในป่าเสียอีก สายฝนที่ตกในป่ามีความเย็นสดชื่น ต่างจากฝนในเมืองที่ถูกต้องกายแล้วรู้สึกคัน ด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่ล่องลอยปกคลุมไปทั่ว

ทากลายโซ่สีตอง

ทากดูดเลือดก็ไม่ได้มีทุกแห่งในป่า คงมีเฉพาะตามป่าดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เท่านั้น และมันก็ไม่ได้ดูดเลือดเราหมดตัวจนตายเสียเมื่อไร มันเป็นนักบริโภคแบบพอเพียง คือแค่พออิ่ม ไม่ดูดแล้วดูดอีก หรือกัดแล้วกัดอีก อย่างเช่น เห็บ เหลือบ และริ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า“ทากเป็นนักบริโภคที่มีจรรยาบรรณมากกว่าสัตว์ดูดเลือดจำพวกเห็บ เหลือบ และริ้น”


1. ก่อนเดินป่า


เป็นป่าที่มีลักษณะเป็นป่าทึบ แต่จะโปร่งกว่าป่าดิบชื้น อยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป พบได้ทุกภาคของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่จะพบทางภาคเหนือ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ก็คือ ก่อหลากชนิด มณฑาป่า สารภีป่า กำลังเสือโคร่ง เป็นต้น หากเป็นพื้นที่ที่สูงมากๆก็จะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ตามไม้ใหญ่จะปกคลุมไปด้วยมอสส์และเฟินปกคลุมหนาแน่นราวต้นไม้ใส่เสื้อ

นกกินปลีหางยาวเขียว ตัวผู้ Green-tailed Sunbird

                           ในการท่องเที่ยวป่าประเภทเข้าไปเดินป่า ไม่ใช่นั่งรถไปถึงแล้วตั้งแค้มป์เพื่อทำอาหารและดื่มกินหลับนอน ไม่ว่าจะเป็นการเดินแบบเช้าไปเย็นกลับหรือนอนค้างพักแรมในป่า มีข้อควรรู้เฉกเช่นเดียวกับการเดินป่าในฤดูหนาวและฤดูร้อน นั่นคือควรหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่เราจะไปเดินป่าให้มากที่สุด อาทิเช่น

                              – สถานที่นี้เหมาะสำหรับการท่องป่าฤดูฝนหรือไม่ อยู่ในความดูแลของหน่วยงานหรือชุมชนใด ต้องทำเรื่องขออนุญาตหรือติดต่อล่วงหน้ากี่วัน มีผู้นำทางและลูกหาบแบกสัมภาระหรือไม่

                              – สภาพป่า สภาพภูมิประเทศ และเส้นทางเดินเป็นเช่นไร ยากลำบากมากน้อยแค่ไหน เราจะตั้งแค้มป์นอนในป่ากี่คืน จุดหมายของแค้มป์แต่ละคืนมีระยะทางเท่าไรและมีลักษณะภูมิประเทศเป็นเช่นไร เพื่อจะได้รู้ว่าต้องนอนเต็นท์หรือเปลสนาม มีแหล่งน้ำใกล้แค้มป์หรือไม่ สามารถก่อกองไฟได้หรือไม่

ข้ามลำน้ำสู่น้ำตกปิตุ๊โกร จ.ตาก

เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้แล้ว กลุ่มของเรายอมรับและพร้อมที่จะเผชิญ ก็ถึงเวลาในการเตรียมอุปกรณ์ท่องป่าฤดูฝน จำไว้ว่าสิ่งของต่างๆที่จะนำเข้าไปท่องป่าฤดูนี้ควรยึดหลัก 3 ประการ คือ “เบา คล่องตัว และมีประโยชน์” ยิ่งหากพื้นที่นั้นไม่มีลูกหาบแบกสัมภาระด้วยแล้ว เราจำต้องแบกสัมภาระของเราเอง รวมทั้งของกองกลางที่ต้องช่วยกันแบก ทั้งนี้อาหารสำเร็จรูป หยูกยา ไฟฉาย รวมทั้งไฟแช็ค/ไม้ขีดไฟนั้น ทุกคนควรมีติดตัวเสมอ เผื่อกรณีเกิดการพลัดหลงกลางป่า

                              ทั้งนี้ข้อมูลที่เราหามาได้และตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันก็เป็นไปได้ อันเนื่องมาจากเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้าได้


2. ขณะท่องป่า


ก่อนจะเริ่มเดินราว 1 ชั่วโมง ควรยืดเส้นยืดสายพอเหมาะให้เหงื่อซึมตามรูขุมขน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ แล้วตรวจสอบสัมภาระและเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย

                              ที่สำคัญควรทำความรู้จักกับกฎ 2 ข้อ ของการเดินป่า ได้แก่

  1. “ตื่นตัวอยู่เสมอ” เป็นการเรียนรู้มาจากสัตว์ป่าที่สามารถป้องกันตนเองได้ ด้วยความตื่นตัวฉับไว แต่จงจำไว้ว่าเป็นการตื่นตัว ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมหรือหวาดระแวงจนเกินเหตุ และควรฝึกสายตาให้ไวในการมองและจดจำ ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

                              – การมองแบบกว้างๆ เป็นการมองรอบๆตัวเพื่อจดจำสภาพทั่วๆไปของป่าบริเวณนั้น เช่น ลักษณะของภูเขา ลักษณะของแม่น้ำลำธาร และทิศทางของแนวเส้นทางเดินป่า เป็นต้น

                              – การมองเฉพาะจุด เป็นการมองแบบพิจารณายังจุดเด่นๆที่น่าสนใจ เช่น ไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษ ยอดเขาหรือเสาหินหรือก้อนหินที่มีรูปร่างแปลกตา หน้าผาที่มีร่องรอยดินถล่มลงมา ทิศทางการไหลของสายน้ำ รอยเท้า หรือมูลสัตว์ป่าที่ปรากฏอยู่บนพื้น จุดทิศทางที่เรากำลังจะมุ่งไป เป็นต้น

เส้นทางเดินจากม่อนทูเลสู่ม่อนคลุย จ.ตาก

  1. “รักษาความเงียบ” ขณะเดินป่าต้องมีความระมัดระวังอยู่เสมอ จึงไม่ควรส่งเสียงดัง หากจำเป็นก็ขอให้เป็นเสียงที่เบาที่สุดและน้อยครั้งที่สุด เพราะการส่งเสียงดังจะทำให้เราพบเห็นสัตว์ป่าได้ยาก เป็นการรบกวนคณะอื่น และเป็นการกลบเสียงนกและสัตว์ป่าซึ่งจะร้องเตือนให้เราได้รับรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

                              อาจกล่าวสรุปได้ว่าขณะเดินป่าควรใช้ประสาททั้งหมดในการจดจ่ออยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก และผิวหนัง

                              มีข้อควรพึงปฏิบัติเพิ่มเติม 12 ประการ ดังนี้

                              – ควรเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ พร้อมๆกับใช้สายตาตรวจดูสภาพแวดล้อมรอบๆตัวในลักษณะการมองแบบกว้างและการมองเฉพาะจุด ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเดินตามคนข้างหน้าอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเดินป่า นานๆครั้งก็หันกลับไปมองข้างหลังสักครั้งหนึ่งเพื่อมองทิศทางและลักษณะภูมิประเทศที่ผ่านมา และดูว่าเพื่อนๆเดินตามมากันครบทุกคนหรือไม่ รวมทั้งต้องตรวจสอบทิศทางอยู่เสมอว่าเราเดินมาถูกทางที่จะไปเป้าหมายข้างหน้าหรือไม่

                             

เส้นทางเดินสู่สันหนอกวัว อุทยานฯเขาแหลม จ.กาญจนบุรี

                              – การเดินป่าเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะ ควรเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยว และทิ้งระยะห่างกันราวช่วงตัว เพื่อป้องกันกิ่งไม้น้อยใหญ่ตามป่ารกที่คนข้างหน้าเดินแหวกแล้วปล่อยดีดกลับตีโดนใส่คนข้างหลังที่ตามมาจนได้รับบาดเจ็บได้

                              – เมื่อพบสิ่งกีดขวาง เช่น ไม้ล้ม เป็นต้น ควรหาทางเดินอ้อม อย่าใช้กำลังบุกฝ่าฟันออกไป เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ให้นานที่สุด

                              – อย่าเดินชนหรือกระแทกต้นไม้แห้งที่ยืนตายซาก เพราะอาจทำให้กิ่งไม้ผุๆที่อยู่ข้างบนหักหล่นลงมาเป็นอันตรายได้

                              – การเดินขึ้นลงตามทางที่ลาดชันหรือเดินขึ้นเขาลงเขา ควรเดินสลับฟันปลาไปมา อย่าเดินขึ้นลงตรงๆ เพื่อลดความชันและแรงโน้มถ่วงของโลก และทุกย่างก้าวควรเดินแบบย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่น โดยให้พื้นเท้าที่ก้าวออกไปสัมผัสกับพื้นดินอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักตัวเราและสัมภาระที่แบกมา หากพื้นที่ดังกล่าวมีก้อนหินน้อยใหญ่มากมาย ควรระมัดระวังการเดินที่จะทำให้ก้อนหินร่วงหล่นไปโดนคนข้างหลังที่กำลังเดินตามมา และหากจำเป็นต้องเดินบนก้อนหินก็ต้องตรวจสอบดูว่าก้อนหินนั้นโยกคลอนหรือไม่ และรับน้ำหนักเราได้หรือเปล่า อนึ่งการเดินขึ้นเขาควรเดินในลักษณะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนอนราบกับพื้น และการเดินลงเขาควรเดินตัวตรงหรือแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อย หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนั่งหรือนอนหงายกับพื้น เพื่อป้องกันการกลิ้งไถลตกเขา

                              – ขณะเดินตามลำห้วยหรือลานหินที่ลื่นๆจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับการเดินทาง

เส้นทางเดินจากน้ำตกถ้ำฝุ่นสู่ผากำปั่น เขตรักษาพันธุ์ฯภูวัว จ.บึงกาฬ

                              – ควรเดินป่าแบบสบายๆ โดยเดินราว 1 ชั่วโมง แล้วหยุดพัก 5-10 นาที ทั้งนี้แล้วแต่ความยากง่ายของการเดินทางในครั้งนั้นๆ

                              – หากเป็นการหยุดพักชั่วครู่ ซึ่งยังไม่ถึงจุดกำหนดพักระหว่างทาง ควรยืนพักหรือยืนพิงต้นไม้ใหญ่ๆที่สามารถรองรับน้ำหนักเราได้ในละแวกนั้น แต่ต้องตรวจดูว่าไม่เป็นต้นไม้มีพิษหรือมีสัตว์มีพิษอาศัยอยู่ เหตุที่ไม่ควรนั่งพักก็เพราะว่าจะทำให้แข้งขาอ่อนล้าและรู้สึกปวดเมื่อยมากขึ้นเมื่อต้องเดินช่วงต่อไป สำหรับการหยุดพักใหญ่ที่เดินมานานแล้ว ควรนั่งพักในท่าสบายๆด้วยการเหยียดแข้งเหยียดขาพร้อมทั้งสำรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลและรอยขีดข่วนต่างๆหรือไม่ หากมีก็จัดการทำแผลและใส่ยาให้เรียบร้อย

                              – อย่าเหยียบหรือนั่งลงบนขอนไม้ผุ เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของเห็บ มด แมงป่อง และงู

                              – การดื่มน้ำแก้กระหายขณะเดินทาง ควรจิบน้ำทีละนิดๆ อย่ารีบดื่มโดยเร็วทันที เพราะอาจทำให้สำลักได้ง่ายๆ และควรดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยหากยังไม่ถึงจุดตั้งแค้มป์ เนื่องจากการดื่มน้ำมากๆไม่ได้ ช่วยให้หายเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ยิ่งจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง แถมน้ำที่เราดื่มเข้าไปจะไหลลงสู่เท้าขณะเดิน เป็นผลให้เกิดเม็ดหรือตุ่มน้ำใสๆตามเท้า และหากตุ่มน้ำใสๆแตกก็จะทำให้เนื้อบริเวณนั้นฉีกขาดเป็นแผลอักเสบ ซึ่งจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก นักเดินป่ามักเรียกอาการเช่นนี้ว่า“ยางแตก”

                              – หากเดินหลงทางควรหยุดพักและทำจิตใจให้สงบ แล้วเริ่มทบทวนความจำถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดที่หลง โดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่ผ่านมา จากนั้นเดินย้อนกลับไปยังจุดนั้นใหม่พร้อมกับดูรอบๆตัวว่าใช่เป็นทางที่เราเดินผ่านมาหรือไม่ จนกระทั่งถึงทางแยกที่เราคิดว่าหลงจากจุดนี้ ก็ดูว่าอีกแยกหนึ่งมีร่องรอยเพื่อนๆเดินไปหรือไม่ ถ้าไม่มั่นใจก็ให้นั่งรออยู่ที่เดิมและก่อกองไฟ

                              – ไม่ควรเดินทางในเวลากลางคืน เพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า หลงป่าได้ง่าย และการที่เรามองเห็นไม่ชัดเจนเท่ากลางวัน ย่อมอาจเดินตกเขา ตกหลุม หรือชนสิ่งใดจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


3. เทคนิคการข้ามลำน้ำ


หากเส้นทางเดินนั้นต้องข้ามลำน้ำไปมาด้วยแล้ว แต่ก่อนเดินทางเพียงวันสองวันหรือขณะกำลังเดินป่า ฝนได้เทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเรายังกลับทางเดิมได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าข้ามไปฝั่งนู้นแล้ว และเผชิญกับลำน้ำขวางหน้า เสมือนติดเกาะอยู่ จะทำอย่างไรดีล่ะ!

                              หากสายน้ำค่อนข้างนิ่ง ไม่ไหลเชี่ยวกราก และระดับน้ำสูงเพียงแค่เอว อก หรือคอของคนที่เตี้ยที่สุดในกลุ่ม เราก็ยังสามารถข้ามน้ำกลับฝั่งเดิมได้ แต่หากกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ก็จำต้องรอคอยจนกว่ากระแสน้ำจะไหลเอื่อยๆ ยิ่งกระแสน้ำนิ่งเท่าไรและระดับน้ำลดลงมากขึ้นก็ยิ่งปลอดภัยจากการถูกสายน้ำพัดพาไปจนได้รับอันตรายถึงเสียชีวิตได้ หากเวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สายน้ำยังคงไหลเชี่ยวกราก แต่ระดับน้ำเท่าเดิม และเราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะรอคอยต่อไป จำต้องข้ามในเวลานั้น ก็ให้เลือกหาจุดข้ามลำน้ำที่แคบที่สุด ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกสูงใหญ่ เมื่อพบแล้วก็มองหาจุดขึ้น ณ ฝั่งตรงข้ามว่ามีความลาดชันและยากง่ายแค่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อข้ามไปแล้วมีทางเดินต่อไปสะดวกหรือไม่ และถูกทิศทางตามจุดหมายของเราหรือเปล่า

                              การข้ามลำน้ำในเหตุการณ์เช่นนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ข้ามน้ำโดยไม่มีเชือก และข้ามน้ำโดยมีเชือก

  1. ข้ามลำน้ำโดยไม่มีเชือก และมีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมาก ให้แบ่งออกเป็นกลุ่มละ 4-6 คน มีเทคนิคการข้ามน้ำอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่

ข้ามลำน้ำแบบเกาะกลุ่มเป็นรูปสามเหลี่ยม

– วิธีแรกเป็นการ“เกาะกลุ่มเป็นรูปสามเหลี่ยม” โดยกำหนดให้คนหน้าสุดเป็นคนที่มีรูปร่างขนาดกลางๆในกลุ่ม ที่สำคัญต้องเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ส่วนคนแถวสองและแถวสามให้ใช้มือด้านนอกเกาะไหล่คนข้างหน้า ส่วนมือด้านในกอดคอประสานกันกับเพื่อนในแถว จากรูปAเป็นกรณี6คนที่ให้ความแข็งแรงมากในการต้านสายน้ำ หากมีเพียง 4-5 คน ก็ให้คนหน้ามี 1-2 คน และแถวหลังมี 3 คน

 

ข้ามลำน้ำแบบเกาะกลุ่มเดินวน

                          – วิธีที่สองเป็นการ“เกาะกลุ่มเดินวน” โดยกอดคอประสานกันเป็นวงกลม แล้วเดินวนไปตามกระแสน้ำ

                              ทั้งสองวิธีนี้ เมื่อเพื่อนคนใดคนหนึ่งเสียหลักจากกระแสน้ำหรือเดินสะดุดก้อนหินในท้องน้ำ ก็พยายามช่วยดึงรั้งเอาไว้ด้วยมือข้างที่จับเกาะกันอยู่ ห้ามปล่อยออกจากกันอย่างเด็ดขาด เวลาเดินก็ควรให้จังหวะเดินพร้อมๆกัน และพยายามเดินเฉียงไปตามกระแสน้ำ อย่าเดินข้ามน้ำตัดตรง เพื่อช่วยลดแรงต้านทานของสายน้ำ

  1. ข้ามลำน้ำโดยมีเชือก ให้ใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกกับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงเอาไว้ แล้วปลายเชือกอีกด้านหนึ่งก็ให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น นำไปผูกขึงข้ามลำธารไว้กับต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้าม โดยขณะข้ามให้ใช้เชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้เอาไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อนๆจะได้ช่วยฉุดรั้งขึ้นมาได้ เมื่อผูกเชือกขึงเสร็จเรียบร้อยก็ให้นำสัมภาระข้ามไปก่อน แล้วจึงทยอยข้ามกันไปทีละคู่ๆระหว่างผู้ที่ว่ายน้ำเป็นกับไม่เป็นเพื่อสามารถช่วยเหลือดูแลกันได้ โดยให้เดินจับเชือกพยุงตัวไปทีละก้าวๆ ทั้งนี้จะต้องอยู่ทางด้านหน้าของเชือกที่กระแสน้ำพัดมา และทำตัวเฉียงหรือหันด้านข้างให้กระแสน้ำเพื่อลดแรงเสียดทานจากสายน้ำ

ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

หากระดับน้ำลึกมากจนมิดหัว ก็จำต้องเดินเลาะเลียบลำน้ำเพื่อหาจุดข้ามลำน้ำที่แคบที่สุด ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกสูงใหญ่เช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น จากนั้นข้ามน้ำด้วยการใช้เชือกช่วยข้าม หรือต่อแพไม้ไผ่เพื่อใช้ข้ามฟาก วิธีหลังนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะสร้างแพเสร็จ อาจเป็น ½ วัน หรือ 1 วันเต็มๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เว้นแต่บริเวณนั้นไม่มีป่าไผ่หรือลำไผ่ขนาดพอเหมาะที่จะต่อเป็นแพ ก็จำต้องกลับไปใช้วิธีแรก คือ ใช้เชือกข้ามน้ำ แต่ถ้าเชือกแต่ละเส้นที่มีอยู่ มีความยาวไม่เพียงพอ ก็ต้องผูกเชือกต่อกันให้แน่น หรือใช้วัสดุอย่างเถาวัลย์หรือเข็มขัดนำมาผูกด้วยเงื่อนต่างๆให้มีความแข็งแรงแน่นหนา

รูป a

จากนั้นต่อเชือกให้เป็นวงกลม แล้วให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น..เป็นคนแรกที่จะพาเชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้ข้ามน้ำไปก่อน โดยมีคนที่สองและสามถือเชือกอยู่ห่างกันพอประมาณ(ดูรูป a) โดยผู้ข้ามน้ำคนแรกต้องว่ายน้ำเฉียงไปตามกระแสน้ำ หากกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากพาไหลไปตามน้ำจนข้ามฝั่งไม่ได้ เพื่อนๆที่อยู่บนฝั่งก็จะได้ช่วยกันดึงรั้งให้กลับเข้าฝั่งดังเดิมได้ ซึ่งช่วงหลังนี้ผู้ข้ามจำต้องบังคับตัวเองให้นอนหงาย กำหนดให้เท้าชี้ไปทางน้ำ ส่วนเพื่อนทั้งสองก็ช่วยกันสาวเชือก แต่ไม่จำเป็นต้องดึงเพื่อนให้กลับขึ้นฝั่งจุดเดิม เมื่อสาวเชือกและสายน้ำไหลพาเพื่อนไปจนเชือกตึง ก็พยามยามฝืนรั้งไว้ ตัวเพื่อนของเราก็จะถูกสายน้ำพัดพาเข้าฝั่งทางตอนล่าง เสมือนวิธีการเดียวกับการช่วยเหลือคนตกน้ำขณะล่องแก่งนั่นเอง

รูป b

รูป c

เมื่อเพื่อนคนแรกข้ามน้ำไปได้เรียบร้อย ก็เป็นเรื่องสะดวกสบายสำหรับคนต่อๆไปแม้จะว่ายน้ำไม่เก่งหรือไม่เป็นเลย โดยทำเป็นบ่วงขึ้นมาในวงเชือกนั้น แล้วใช้มือจับให้แน่น จากนั้นคนที่1และ3ต่างสาวเชือกเข้าหาตัวตามลูกศร(ดูรูป b) และทำเช่นเดียวกันนี้อีกครั้งกับคนที่3(ดูรูป c)

                              ถ้ายังมีเพื่อนฟากข้างโน้นยังเหลืออีกก็ให้ทำเช่นเดียวกับรูป c แต่หากมีกันเพียงแค่2คน การข้ามน้ำตามรูป a นั้น จักต้องใช้เชือกผูกกับต้นไม้แทนคนหมายเลข2 เมื่อคนแรกข้ามไปได้แล้ว คนสุดท้ายก็แกะเชือกออกจากต้นไม้ แล้วทำตามรูป c โดยคนแรกนำเชือกไปผูกกับต้นไม้แทนคนหมายเลข1 ซึ่งจะช่วยให้เรานำเชือกเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้อีก

                              ทั้งนี้การเดินป่านั้นควรเตรียมเชือกติดตัวไปด้วยเสมอ โดยมีความยาวประมาณ 15-20 เมตร และขณะเดินข้ามน้ำไม่ควรถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับการเดินทางต่อไป


4. การป้องกันฟ้าผ่า


ขณะเดินอยู่กลางป่าหรือตั้งแค้มป์โดยเฉพาะบนดอยสูงที่มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้า ไม่มีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เลย ปรากฏว่ามีฝนตกลงมา ประกอบกับฟ้าแลบคะนองแปลบปลาบอย่างน่ากลัวว่าจะฟาดลงมาโดนเรา อย่าเพิ่งตกใจเกินกว่าเหตุ ทางที่ดีควรตั้งสติให้มั่นคง จากนั้นสำรวจตรวจตราดูตัวเราเองว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นสื่อล่อฟ้าผ่า หากมีก็ให้ถอดออกและห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้า ก่อนแพ็คเก็บใส่กระเป๋าสะพายหลัง และถ้าบริเวณใกล้ๆไม่ไกลเกินไปนักมีดงไม้สูงใหญ่ ถ้ำ หรือเพิงแค้มป์ที่เราสร้างขึ้น ก็ให้เราเดินแบบค่อมตัวเข้าไปหลบพักพิง แต่ถ้าไม่มีหรือไกลเกินไปก็เหลือวิธีเดียวในการป้องกันฟ้าผ่า นั่นคือนั่งยองๆลงกับพื้น วางก้นไว้กับส้นเท้า โค้งหรือค่อมตัวไปข้างหน้า และก้มศีรษะเพื่อลดตัวให้ต่ำที่สุด โดยให้เท้าชิดกันและเขย่งเล็กน้อยเพื่อลดความเสี่ยงกรณีกระแสไฟฟ้าไหลมาตามพื้น โดยวางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่าหรือปิดหูเพื่อป้องกันเสียงฟ้าผ่า ซึ่งจำต้องอยู่ในท่านี้จนกว่าฝนฟ้าจะเบาบางลง จริงอยู่ที่เราย่อมมีโอกาสสูงในการเป็นหวัดแม้ว่าจะมีเสื้อกันฝนสวมอยู่ก็เถอะ แต่มีวิธีเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่านี้หรือในสถานการณ์เช่นนั้น

ท่านั่งเพื่อลดอันตรายจากฟ้าผ่า

แต่ทั้งนี้ห้ามนอนราบกับพื้นอย่างเด็ดขาด เพราะการนอนราบย่อมทำให้ร่างกายของเราแตะกับพื้นอย่างน้อย2จุดเสมอ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กระแสไฟฟ้าวิ่งมาตามพื้นไหลเข้าจุดหนึ่งของร่างกายแล้วผ่านออกอีกจุดหนึ่งจนทำให้เราเสียชีวิตได้

                              หลายคนมักเข้าใจว่าฟ้าจะผ่าลงมาตรงวัตถุที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น บอกเลยว่าไม่เสมอไป เพราะสายฟ้าอาจฟาดลงมาได้ทุกจุด ไม่ว่าพื้นดิน ต้นไม้ หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เพียงแต่ตามสถิติแล้ววัตถุหรือสิ่งต่างๆที่อยู่สูงกว่าย่อมมีโอกาสที่จะถูกฟ้าผ่ามากกว่า ด้วยเหตุนี้ขณะอยู่ในป่าจึงห้ามหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ระหว่างเกิดฝนฟ้าคะนอง

                              เคยมีเพื่อนๆถามผู้เขียนว่าหากเราหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ไม่ได้แตะต้องลำต้นหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นไม้ จะเป็นไรไม่? บอกได้เลยว่าไม่แน่เสมอไป เพราะเราอาจได้รับอันตรายอีก 2 แบบ ได้แก่

                              – แบบแรก กระแสไฟฟ้าอาจกระโดดเข้าสู่ตัวเราทางด้านข้างได้ เรียกว่า“ไซด์แฟลช”(Side Flash) หรือเรียกว่า“ไฟฟ้าแลบจากด้านข้าง”

                              – แบบที่สอง แม้ว่าเราจะยืนห่างจากต้นไม้สูงนั้นมากพอควร แต่หากต้นไม้ที่เราหลบอาศัยนั้นถูกฟ้าผ่า กระแสไฟฟ้าก็จะวิ่งจากลำต้นสู่โคนต้นแล้วกระจายออกสู่พื้นโดยรอบ เรียกว่า“กระแสวิ่งตามพื้น”(Ground Current) หรือเรียกว่า“แรงดันไฟฟ้าช่วงก้าว”(Step Voltage)

                              อีกคำถามหนึ่งที่มักถูกถามเสมอๆ คือ เครื่องประดับหรืออุปกรณ์อื่นๆที่ทำด้วยโลหะ เป็นตัวล่อฟ้าผ่าหรือไม่? เช่น แหวน สร้อยคอ เสื้อชั้นในดันทรงที่มีโครงเป็นลวดโลหะ ไม้ค้ำยันช่วยเดิน เป็นต้น ขอชี้แจงว่าโลหะชิ้นเล็กๆไม่ได้เป็นตัวล่อให้สายฟ้าฟาดลงมาที่มัน แต่จะมีผลข้างเคียงแก่ผู้สวมใส่ได้

                              ในความเป็นจริงแล้ว ตัวล่อฟ้าผ่าไม่จำเป็นต้องเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีก็ได้ เช่น ต้นไม้สูงๆที่ไม่จำเป็นต้องเปียกฝน เนื่องจากวัตถุต่างๆทั้งตัวนำและฉนวนไฟฟ้าล้นแล้วแต่ถูกประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆฝนฟ้าคะนองเหนี่ยวนำได้ทั้งสิ้น

แสดงคลื่นเสียงที่มาจากตำแหน่งต่างๆของสายฟ้า

                             ส่วนผลข้างเคียงของผู้สวมใส่นั้น หมายความว่า กระแสไฟฟ้าที่เกิดจากฟ้าผ่าจะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกโดยรอบ หากมีโลหะอยู่ในตัวเรา โลหะนั้นก็จะถูกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจนเกิดกระแสเหนี่ยวนำไหลภายในโลหะนั้นจนร้อนขึ้น หากร้อนมากก็จะทำให้ผิวหนังที่สวมใส่โลหะนั้นอยู่เกิดการไหม้เกรียมได้ และหากได้รับความร้อนมากเกินไปก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

                              วิธีสังเกตว่าเรากำลังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าหรือไม่ โดยให้สังเกตเส้นขนบนผิวหนังตั้งชัน หรือเส้นผมบนศีรษะลุกตั้งขึ้น แสดงว่าตัวเรากำลังเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า เนื่องจากเส้นขนและเส้นผมของเรากำลังถูกประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆฝนฟ้าคะนองเหนี่ยวนำอย่างแรง

                              อาการของเส้นขนที่ลุกตั้งชันก็ทำนองเดียวกับที่เราปวดท้องจนแทบทนไม่ไหว ส่วนเส้นผมตั้งชันหรือมักเรียกว่าขนหัวลุกก็ทำนองเดียวกับคนกลัวผีนั่นแหละ

                              วิธีสังเกตฟ้าผ่า มีกฎจำง่ายๆเรียกว่า“กฎ 30/30” ความหมายก็คือ

                              – เลข 30 ชุดแรก มีหน่วยเป็นวินาที หมายถึงว่าหากเราเห็นฟ้าแลบ แล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมาภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที แสดงว่าเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ใกล้มากเพียงพอที่ฟ้าผ่าจะทำอันตรายเราได้ จำต้องให้รีบหาที่หลบภัยโดยเร็ว

                              ตัวเลขชุดนี้มาจากการที่เสียงเดินทางด้วยอัตราความเร็วประมาณ 346 เมตร/วินาที(ณ อุณหภูมิ 25 องศาฯ) ดังนั้นระยะเวลาที่เราได้ยินเสียงไม่เกิน 30 วินาที แสดงว่าเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่ห่างจากเราไม่ถึง 10.5 กม.

ลานสนบนภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ – จ.พิษณุโลก

เลข 30 ชุดที่สอง มีหน่วยเป็นนาที หมายถึงว่าหลังจากพายุฝนฟ้าคะนองหยุดแล้ว คือ ฝนหยุด และไม่มีเสียงร้อง เราต้องรออยู่ในที่หลบอีกอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้มั่นใจว่าเมฆฝนฟ้าคะนองได้ผ่านพ้นหรือสลายตัวไปแล้ว


5. การตั้งแค้มป์และก่อกองไฟในช่วงฤดูฝน


การตั้งแค้มป์และการก่อกองไฟหุงหาทำอาหารในฤดูกาลที่ฟ้าฉ่ำฝน ขอกล่าวถึงเรื่องการก่อกองไฟหุงหาทำอาหารก่อนก็แล้วกัน ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาตินั้นส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเกือบทุกพื้นที่ได้ประกาศห้ามก่อกองไฟ คงใช้ได้เฉพาะเตาแก๊สหรือเตาถ่านเท่านั้น แต่หากพื้นที่ใดอนุญาตให้ก่อกองไฟได้ ชาวแค้มป์ที่ท่องป่าอยู่บ่อยครั้งย่อมรู้ดีว่าฟืนในฤดูนี้เปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝน วิธีแก้ไขก็โดยนำฟืนแห้งขนาดเล็กมาถากเนื้อไม้นอกออกเพียงบางๆด้วยมีด จนเหลือแต่เพียงไม้แห้งๆภายในที่เป็นเชื้อไฟอย่างดี เพื่อใช้เป็นเชื้อไฟในการก่อกองไฟ แต่เป็นไปได้ควรทำเพิงกันฝนก่อนก่อกองไฟ เพื่อที่ขณะก่อไฟแล้วมีฝนตกลงมา ฝนก็จะไม่สร้างความเสียหายให้แก่กองไฟของเรา ที่สำคัญควรรู้จักติดเชื้อไฟไปด้วยเสมอ เช่น เทียนไข ขี้ไต้ เชื้อเพลิงเหลว เป็นต้น แต่หากลืมติดตัวมาก็ต้องรู้จักดัดแปลงเอาจากสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น กล่องนมที่อาบพาราฟิน รองเท้าฟองน้ำ(ของเรา หรือของเพื่อน) เป็นต้น เมื่อไฟเริ่มติดก็ค่อยๆนำไม้แห้งขนาดเล็กๆมาวางสุมทับเป็นกระโจม เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกลามเพิ่มขึ้น จึงค่อยๆเติมฟืนแห้งขนาดกลางเพื่อกองไฟจะได้ลุกโพลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่ผลีผลามวู่วามยัดฟืนลงไปมากขณะกองไฟยังลุกไม่ดีพอ ควรใจเย็นๆและค่อยๆเติมฟืน ก่อนที่จะเพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อยๆ หากมีควันไฟคลุ้งขึ้นมามากก็ให้ยั้งมือไว้ก่อน มิฉะนั้นฟืนที่เติมเข้าไปอีกจะไปอุดช่องระบายอากาศจนควันไม่มีทางออกและทำให้กองไฟดับมอดลงในที่สุด สำหรับฟืนเปียกนั้นควรนำมาอังไว้ข้างกองไฟเพื่อให้ความร้อนจากเปลวไฟไล่ความชื้นภายในฟืนท่อนนั้นจนแห้งสนิทเสียก่อน ซึ่งมันจะกลายเป็นฟืนที่มีประโยชน์ต่อไป

ลานแค้มป์น้ำตกปิตุ๊โกร จ.ตาก

สำหรับการตั้งแค้มป์ในฤดูฝนมีข้อควรระมัดระวังมากกว่าฤดูกาลใดเป็นพิเศษ 9 ประการ คือ

                              – อย่าตั้งแค้มป์ในที่โล่งจนเกินไป เนื่องจากในช่วงฤดูกาลนี้จะมีลมค่อนข้างแรง และอาจจะมีพายุอีกด้วย แต่กรณีที่จำเป็นจริงๆก็ควรกางเต็นท์ให้มั่นคงและแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยตัดไม้ที่มีขนาดพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมขึ้น แล้วนำเชือกมาผูกยึดระหว่างสมอบกกับตัวเต็นท์ให้แข็งแรงเพิ่มขึ้น หรืออาจจะใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมก็ได้

                              – อย่าตั้งแค้มป์ใต้ต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่โดดเดี่ยวหรือใต้ต้นไม้แห้งที่ตายซาก เพราะต้นไม้ที่ขึ้นโดดเดี่ยวจะเป็นสื่อชนวนให้เกิดฟ้าผ่าได้ง่าย ส่วนต้นไม้แห้งที่ตายซากก็อาจจะถูกลมแรงพัดจนทำให้กิ่งหรือลำต้นหักโค่นลงมาและได้รับอันตรายได้

                              – อย่าตั้งแค้มป์ตามชายเนินเขาหรือไหล่เขา จริงอยู่ที่น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำในลักษณะที่ผ่านไปเลย แต่หากเป็นน้ำป่าไหลบ่าลงมารุนแรงอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

                              – อย่าตั้งแค้มป์ใกล้ถ้ำ หากจำเป็นก็ต้องตรวจร่องรอยอย่างละเอียดว่าเป็นแหล่งหลบพักอาศัยของสัตว์ป่าที่หนีฝนเข้าไปในถ้ำหรือไม่

                              – อย่าตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีหญ้ารกหรือมีน้ำขังเฉอะแฉะ เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงและสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษบางชนิด

ลานสนบนภูสอยดาว จ.อุตรดิตถ์ – จ.พิษณุโลก

                              – อย่าตั้งแค้มป์ใกล้หนองบึงที่มีลักษณะเป็นน้ำนิ่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีร่องรอยปลักโคลนของสัตว์ป่าต่างๆยิ่งควรหลีกเลี่ยง เพราะมันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้มาลาเรียมาสู่ตัวเรา

                              – การตั้งแค้มป์ตามดงไม้ทึบ ควรเลือกบริเวณต้นไม้เตี้ยๆและอยู่ให้ห่างจากต้นไม้สูงเอาไว้ โดยกะระยะว่าจะปลอดภัยกรณีที่มันเกิดล้มขึ้นมาเพราะฟ้าผ่าหรือลมพัดก็ตามแต่

                              – การตั้งแค้มป์ใกล้แหล่งน้ำนับว่าเป็นสิ่งดี แต่ควรที่จะตั้งแค้มป์บนตลิ่งที่สูงกว่าระดับน้ำในระยะที่ปลอดภัย(โดยดูจากร่องรอยเก่าของระดับน้ำที่สูงที่สุด) เพื่อป้องกันน้ำป่าที่หลากไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

                              – เป็นไปได้ควรเลือกที่พักภายใต้โขดหินที่เงื้อมหรือยื่นออกมา เพราะมันสามารถป้องกันกิ่งไม้ที่ตกหล่น ต้นไม้โค่นล้ม ลมพายุที่พัดแรง และสายฝนที่ชุ่มฉ่ำได้เป็นอย่างดี

ลานกางเต็นท์ อุทยานฯรามคำแหง จ.สุโขทัย


6. การป้องกันความชื้นผ่านพื้นเต็นท์


                             ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่หาสถานที่กางเต็นท์ยากลำบากยิ่ง เพราะบริเวณพื้นป่าจะชื้นแฉะ บ้างก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดฝนที่โปรยลงมาจากฟากฟ้า หากเรากางเต็นท์บนพื้นป่า..ความชื้นก็จะซึมผ่านพื้นเต็นท์ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะทำให้ตัวเราต้องอดนอนหรือจำต้องหลับนก คือ นั่งหลับสัปหงก เนื่องจากจะล้มตัวลงนอนก็รู้สึกราวกับว่าเหมือนกับนอนในน้ำ ยังทำให้เราเป็นไข้หวัด และอาจจะเป็นโรคปอดบวมได้อีกด้วย ส่วนสัมภาระก็จะเปียกชุ่มโชกซึ่งหากไม่ห่อหุ้มถุงพลาสติกให้ดีก็ย่อมสร้างความเสียหายเกิดขึ้นได้ ถ้าพื้นมีความชื้นเพียงเล็กน้อยก็อาจจะหาใบไม้ใบหญ้ามาปูพื้นก่อนกางเต็นท์ทับ ถ้าค่อนข้างชื้นจนถึงชื้นมากก็ใช้ผ้ายางหรือผ้าพลาสติกมาปูพื้นก่อนกางเต็นท์ทับ แล้วหาผ้ายางที่หลายบ้านยังนิยมนำมาใช้เป็นผ้าปูโต๊ะทานข้าว นำมาปูนอนในเต็นท์ เพื่อความชัวร์100%

                              เมื่อกางเต็นท์เรียบร้อย ควรขุดร่องน้ำรอบๆเต็นท์เพื่อป้องกันสายฝนไหลผ่านใต้เต็นท์ ซึ่งจะทำให้เกิดความชื้นที่พื้นเต็นท์ และซึมเข้าสู่เต็นท์จนทำให้สัมภาระและตัวเราเปียกได้ การขุดร่องน้ำควรลึกราว 3-4 นิ้ว และทำทางให้ร่องน้ำไหลมาบรรจบกันทางด้านหน้าของตัวเต็นท์(เพื่อสะดวกในการตรวจสอบและแก้ไข หากมีสิ่งใดขวางกั้นทางน้ำ) แล้วขุดร่องน้ำต่อไปเป็นทางให้ไหลลงไปสู่ที่ต่ำกว่าไปสู่ที่ต่ำกว่า ปกติเต็นท์โดมทั่วไปจะมีฟลายชีท(หรือผ้าคลุมเต็นท์)ใช้คลุมเต็นท์ด้วยการใช้ตะขอหรือห่วงของมุมฟลายชีทเกี่ยวเข้ากับโคนเสาเต็นท์ ในช่วงฤดูฝนเช่นนี้ จำต้องหาสมอบกมาดึงฟลายชีททุกด้านทุกมุมไปปักลงบนพื้นที่อยู่นอกแนวร่องน้ำ เมื่อน้ำไหลผ่านฟลายชีทลงสู่พื้นก็จะไม่มีปัญหาน้ำไหลผ่านพื้นเต็นท์ เพราะเรามีร่องน้ำดักรออยู่

ผากำปั่น เขตรักษาพันธุ์ฯภูวัว จ.บึงกาฬ

                               หากเป็นลานแค้มป์โล่งบนภูเขาสูงที่มักจะมีลมรุนแรงและผันแปรเอาแน่นอนไม่ได้ว่าจะพัดหอบเอาฝนมาทางทิศไหน สิ่งที่เราสร้างขึ้นก็อาจเอาไม่อยู่ วิธีนี้ก็ควรใช้ผ้าไนล่อน(ชนิดเดียวกับที่ทำเต็นท์)กันน้ำขนาดใหญ่ นำมาทำเป็นเพิงคลุมเต็นท์อีกชั้นหนึ่ง ช่วยป้องกันสายฝนได้แน่นอนกว่า ยิ่งหากเป็นผืนขนาดใหญ่ที่ใช้คลุมเต็นท์ได้ 2-3 หลัง ก็สุขกายสบายใจได้เลย

                              ปัจจุบันเต็นท์ทุกรุ่นเป็นเต็นท์โดมที่มีระบบ Frame Work เป็นระบบโครงเต็นท์ที่ก่อเกิดเป็นรูปทรงได้ โดยไม่ต้องใช้สมอบกช่วยยึดปักพื้นแต่อย่างใด ทำให้สามารถกางเต็นท์ได้ทุกสภาพภูมิประเทศ หากบริเวณนั้นมีลานหินที่ค่อนข้างราบเรียบก็ใช้เป็นลานแค้มป์ได้ โดยใช้ผ้ายางปูพื้นก่อนกางฯและปูพื้นภายในเต็นท์อีกชั้นหนึ่ง หากมีลมแรงเกรงว่าเต็นท์จะถูกปลิวตามแรงล้มจนล้มคว่ำก็ใช้สัมภาระของเราไปถ่วงไว้ตามมุมเต็นท์ รวมทั้งหาก้อนหินมีน้ำหนักพอเหมาะมาผูกไว้ตามมุมพื้นเต็นท์เพื่อถ่วงยึดก็จะช่วยให้วิมานหลังน้อยกลางป่าของเรามีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น


7. การป้องกันฝนเมื่อใช้เปลสนาม


                                นักเดินป่ามืออาชีพมักนิยมนำเปลสนามติดตัวไปแค้มปิ้งมากกว่าเต็นท์ เพราะมีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด และพกพาสะดวก ทำให้การเดินทางมีความคล่องตัวสูง นอกจากนี้ยังป้องกันความชื้นจากพื้นดินในช่วงฤดูฝน ป้องกันแมลง และสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ ทั้งนี้ควรมีผ้ากันฝนหรือฟลายชีทติดตัวไปด้วยเสมอ เพื่อใช้คลุมเปลสนามป้องกันน้ำค้างและสายฝน โดยหาเชือกที่ไม่อมน้ำจำพวกไนล่อนนำมาผูกกับต้นไม้ทั้งสองต้นที่เราจะผูกเปลสนาม ให้มีความสูงกว่าเปลสนามราวๆ 0.5-1 เมตร หรือสูงกว่าต่ำกว่าก็ขึ้นอยู่กับขนาดของผ้ากันฝนและจำนวนเปลสนามที่ผูกอยู่ข้างใต้ จากนั้นนำผ้ากันฝนมาพาดขวางเชือกที่ผูก แล้วดึงมุมผ้าทั้งสองด้านให้ตึงและเฉียงราว 45° ก่อนใช้สมอบกช่วยปักยึดติดแน่นกับพื้น แต่ในช่วงฤดูที่มีสายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายและตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ผ้ากันฝนหรือฟลายชีทก็ไม่สามารถป้องกันฝนได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเราไม่สามารถใช้ผ้ากันฝนหรือฟลายชีทคลุมต้นไม้ทั้ง2ต้นที่เราใช้ผูกเปลสนามได้ ทำให้น้ำฝนไหลลามลงมาตามต้นไม้สู่เชือกเปลสนาม ก่อนไหลซึมลงสู่ตัวเปลสนามจนชุ่มโชกในที่สุด

ทุ่งโนนสน อุทยานฯทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก – จ.เพชรบูรณ์

                                   วิธีการแก้ไขไม่ได้ยากเย็นซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงใช้กลเม็ดเด็ดพรายเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี และมีผลประสิทธิภาพแตกต่างกันไป ได้แก่

รูป d

  1. บากต้นไม้ทั้งสองต้น(ที่ใช้ผูกเปลสนาม)โดยรอบ ให้เป็นร่องเหนือจุดที่ผูกเชือกเปลสนาม พร้อมทั้งทำร่องน้ำเป็นทางลงให้ลอดใต้เชือกลงไป(ดูรูป d) วิธีนี้ป้องกันได้เพียง 70-80% เพราะเมื่อเชือกเปลสนามถูกสายฝนตกลงมาจนชุ่มโชกก็จะเกิดอาการอิ่มตัว แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านสู่เปลสนาม

รูป e

  1. บากต้นไม้เช่นเดียวกับวิธีแรก แล้วทำสายล่อน้ำซึ่งอาจจะเป็นเศษผ้าหรือวัสดุที่อมน้ำได้ดี เช่น ถุงเท้า เชือกผูกรองเท้า ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าพันคอ เป็นต้น นำมาผูกกับเชือกเปลสนามทั้งทางตอนหัวและท้าย(ดูรูป e) วิธีนี้ป้องกันได้ราว 80-90% เพราะเมื่อสายล่อน้ำอิ่มตัวจากน้ำเมื่อไร มันก็จะปล่อยให้ไหลผ่านลงสู่เปลสนามเช่นเดียวกับวิธีแรก

รูป f

  1. ตัดไม้ง่ามจำนวน 2 ท่อน ให้มีความสูงกว่าระดับเชือกเปลสนาม จากนั้นนำมาปักลงพื้นบริเวณหัวท้ายของเปลสนาม ข้างละ 1 หลัก แต่ทั้งนี้ต้องให้ไม้ง่ามทั้งสองท่อนอยู่ภายใต้ผ้ากันฝนหรือฟลายชีท แล้วใช้เชือกเปลสนามกระหวัดพันรอบง่ามไม้สัก 1-2 รอบ ก่อนดึงไปผูกกับต้นไม้ โดยให้เชือกเปลสนามอยู่ต่ำกว่าง่ามไม้ที่ปักหลัก(ดูรูป f) วิธีนี้จึงจะป้องกันฝนได้100%

8. ไม้ขีดไฟกันชื้น


นักท่องไพรนิยมธรรมชาติไม่ว่าชายหรือหญิง และจะเป็นผู้สูบบุหรี่หรือไม่ก็ตาม จำต้องพกพาไฟแช็คน้ำมันหรือไฟแช็คแก๊สติดตัวมากกว่าใช้ไม้ขีดไฟ เพราะมีขนาดกะทัดรัดและพกพาสะดวก อีกทั้งยังสามารถป้องกันความชื้นได้ดีกว่า แต่บางคนก็มักจะมีไม้ขีดไฟสำรองติดตัวไปด้วย เผื่อกรณีที่ไฟแช็คดังกล่าวหมดสภาพจนใช้งานไม่ได้ โดยมีวิธีป้องกันความชื้นด้วยการใช้น้ำตาเทียนจากเทียนไขหยดเคลือบหัวไม้ขีดไฟให้รอบ แล้วเก็บไว้ในกล่องพลาสติกสำหรับใส่ฟิลม์ถ่ายรูป พร้อมทั้งตัดเอาแถบขีดฟอสฟอรัสที่อยู่ทางด้านข้างทั้ง2ด้านของกล่องไม้ขีดไฟใส่ลงไปด้วย ทั้งนี้ต้องให้แถบขีดฟอสฟอรัสทั้ง2แผ่นหันหน้าเข้ากัน เพื่อป้องกันการเสียดสีกับหัวไม้ขีดไฟจนก่อให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ อนึ่งการเก็บไม้ขีดไฟในถุงพลาสติกไม่สามารถป้องกันความชื้นได้100%


ความในใจของผู้เขียน


ราะการเดินป่าหน้าร้อนหรือหน้าฝนอาจสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้นั้นจนมีความรู้สึกเกลียดป่าฝังใจไปเลยก็ได้ ต่างจากผู้ที่ชื่นชอบท่องป่าที่มักกล่าวว่า“ป่าหน้าฝนเป็นเสมือนสวรรค์ของนักนิยมไพร”

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….