บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

นักวิจัย ม.มหิดล พบพืชวงศ์ผักบุ้ง 5 ชนิดใหม่ของโลก

เครือพูลานสาง เครือพูดอกหอม และเครือพูพวงผกา เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand )

                               หลายคนคงไม่รู้ว่า ประเทศไทยเป็นถิ่นกำเนิดของพืชพรรณนานาชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากที่สุด 1 ใน 25 แห่งของโลก ที่จริงมีการค้นพบพืชชนิดใหม่(รวมทั้งสัตว์ชนิดใหม่)ของโลกอยู่ทุกปี แต่ด้วยในสมัยก่อนยังไม่มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์เฉกเช่นทุกวันนี้ ทำให้มีเฉพาะคนที่อยู่ในวงการวิชาการด้านนี้เท่านั้นที่รับรู้

การค้นพบพืชชนิดใหม่เป็นการยืนยันให้เห็นถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติของประเทศไทย ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่เปราะบางเป็นอย่างยิ่ง

พืชวงศ์ผักบุ้ง 5 ชนิดใหม่ของโลกนี้(สกุล Argyreia หรือสกุลเครือพูเงิน) ถูกค้นพบโดย“ผศ.ดร.ปวีณา ไตรเพิ่ม” อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานวิจัยร่วมกับ Dr. George W. Staples นักพฤกษศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้แก่ เครือพูพิสุทธิ์ เครือพูลานสาง เครือพูดอกหอม เครือพูพวงผกา และจิงจ้อภาชี โดยพืชทั้ง5ชนิดนี้ถูกตีพิมพ์รับรองแล้วในวารสารวิชาการชั้นนำทางพฤกษศาสตร์ ได้แก่ Phytotaxa ของประเทศนิวซีแลนด์ และ Systematic Botany ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ข่าวฯนี้ได้มีการเผยแพร่มาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2561 แล้ว ซึ่งนอกจากจะเป็นไม้ประดับที่สวยงามแล้ว ยังพบว่ามีสารสำคัญที่สามารถศึกษาและพัฒนาต่อยอดเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย คือ สารในกลุ่มอัลคาลอยด์(Alkaloid) ในพืชสกุลเครือพูเงิน(Argyreia Lour.) เช่น “ใบระบาด” ชื่อวิทยฯ Argyreia nervosa (Burm. f.) Boj. ซึ่งสารนี้ได้ถูกนามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์เพื่อรักษาไมเกรน การตกเลือดหลังคลอด และพาร์กินสัน เป็นไปได้ว่าจุดเริ่มต้นจากการค้นพบ“พืชชนิดใหม่ทั้ง 5 ชนิด”นี้ จะนำไปสู่การค้นคว้าวิจัยต่อยอดในเรื่องสารสำคัญในพืชกลุ่มนี้ ซึ่งอาจมีปริมาณ“อัลคาลอยด์”สูงกว่าใน“ใบระบาด” และนำไปสู่การพัฒนาการวิจัยหาสารสำคัญที่พัฒนาเป็นยารักษาโรคได้อย่างจริงจังต่อไป

                              แต่เหตุที่ผู้เขียนเพิ่งนำมาเผยแพร่ เพราะรอข้อมูลรายละเอียดของทั้ง 5 ชนิด ที่เพิ่งมีการเผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

พืชสกุล Argyreia ทั่วโลกพบประมาณ 137 ชนิด ในประเทศไทยมีรายงานการพบประมาณ 47 ชนิด สำหรับ 5 ชนิดใหม่ที่พบนั้น มีรายละเอียดดังนี้

  1. “เครือพูพิสุทธิ์” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia albiflora Staples & Traiperm ชื่อชนิด albiflora หมายถึง ดอกที่มีสีขาว ชนิดนี้เคยมีการพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2465 และมีตัวอย่างอ้างอิงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยากรุงลอนดอน เพียงชิ้นเดียวและไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถระบุชนิดได้ จนกระทั่งได้ค้นพบในธรรมชาติอีกครั้งหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้

เครือพูพิสุทธิ์ เครดิตภาพจาก.. https://mahidol.ac.th/th/2018/argyreia/

เครือพูพิสุทธิ์ เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/282456072_Another_New_Thai_Argyreia_Species_Convolvulaceae )

                              เป็นไม้เลื้อยทอดยาว 15-75 ซม. ขนาดลำต้น 0.4-1.3 ซม. ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปไข่ รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีกว้าง กว้าง 1-6 ซม. ยาว 4.1-9.5 ซม. ปลายใบมน แหลม หรือเรียวแหลม ขอบใบเรียบและเป็นคลื่น โคนใบมน กลม หรือรูปลิ่ม ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ผิวเกลี้ยง หรือมีขนยาวนุ่มเล็กน้อยบนเส้นกลางใบ ผิวใบด้านล่างสีจางกว่าและมีขนสั้นหยาบแข็ง ก้านใบยาว 1-5.3 ซม. และมีขน

ออกดอกเป็นช่อกระจุกตั้งขึ้นตามซอกใบ ยาว 4-15 ซม.(หรือยาวได้ถึง 30 ซม.) ดอกบานเฉพาะกลางวัน ดอกสีขาว ดอกเป็นหลอดรูปกรวยหรือรูปแตร ยาว 4-5 ซม. ปลายดอกแผ่ออก5กลีบ แต่กลีบดอกติดกันดูคล้ายเป็นกลีบเดียวกัน มีขนหยาบคล้ายไหมตามเส้นกลางกลีบดอกและผิวดอกด้านนอก เกสรตัวผู้คล้ายเส้นด้ายสีขาว อับเรณูรูปขอบขนานแกมรูปแถบ เกสรตัวเมียยาวกว่าเกสรตัวผู้ กลีบเลี้ยง5กลีบมีขนาดไม่เท่ากัน 3กลีบนอกมีขนาดใหญ่กว่า2กลีบใน ผิวด้านนอกของกลีบเลี้ยงมีขนคล้ายไหม ผิวด้านในเกลี้ยง ก้านดอกย่อยยาว 0.5 ซม. ใบประดับรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 0.4-0.7 ซม. ยาว 1.5-2 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม ผิวใบด้านนอกมีขน ผิวด้านในเกลี้ยง ใบประดับย่อยคล้ายใบประดับ แต่มีขนาดเล็กกว่า และมีขนหนาแน่น พบออกดอกในราวเดือนกรกฎาคม และเดือนตุลาคม

พบขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 989-1,300 เมตร ริมถนนทางหลวงหมายเลข1099 บริเวณ กม.3-4 ที่ อ.อมก๋อย และตามป่าเต็งรังผสมป่าสนเขาในพื้นที่ อ.แม่ตื่น จ.เชียงใหม่ และยังพบที่บ้านมูเซอ จ.ตาก

เครือพูพิสุทธิ์ เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/282456072_Another_New_Thai_Argyreia_Species_Convolvulaceae )

                              เครือพูพิสุทธิ์มีดอกสีขาวคล้ายกับ Argyreia wallichii Choisy (ยังไม่มีชื่อไทย) ที่เป็นพืชถิ่นเดียวทางภาคเหนือเช่นกัน แต่ต่างกัน 4 ประการ ได้แก่

– เครือพูพิสุทธิ์เป็นไม้เลื้อยพบขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 989-1,300 เมตร ส่วน A. wallichii Choisy เป็นไม้ล้มลุกพบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 800-1,500 เมตร

– เครือพูพิสุทธิ์มีใบรูปไข่ รูปรี รูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปรีกว้าง กว้าง 1-6 ซม. ยาว 4.1-9.5 ซม. โคนใบมน กลม หรือรูปลิ่ม ส่วน A. wallichii Choisy มีใบรูปไข่กว้าง กว้าง 14-21.5 ซม. ยาว 17.5-30 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ

– เครือพูพิสุทธิ์มีกลีบเลี้ยง3กลีบนอกขนาดใหญ่กว่า2กลีบใน ส่วน A. wallichii Choisy มีกลีบเลี้ยง2กลีบนอกขนาดใหญ่กว่า3กลีบใน

– เครือพูพิสุทธิ์มีใบประดับรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง 0.4-0.7 ซม. ยาว 1.5-2 ซม. ส่วน A. wallichii Choisy มีใบประดับรูปไข่ กว้างและยาวราว 1.5-2.5 ซม.

  1. “เครือพูลานสาง” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia ankylophlebia Traiperm & Staples ชื่อชนิด ankylophlebia มาจากสถานที่ที่พบครั้งแรก คือ อุทยานแห่งชาติลานสาง จังหวัดตาก โดย Dr. Paul Wilkin นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษและ ดร.สมราน สุดดี เมื่อปี พ.ศ.2541 แต่ตัวอย่างดอกไม่สมบูรณ์จึงไม่สามารถยืนยันชนิดได้แน่นอนในขณะนั้น เครือพูลานสางมีดอกสีม่วงเข้มตัดกับใบสีเขียวอ่อน นับเป็นพืชที่เหมาะแก่การนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นไม้ประดับ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

เครือพูลานสาง เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand )

                              เป็นไม้เลื้อยทอดยาวได้ไกล 2-5 เมตร ขนาดลำต้น 0.15-0.3 ซม. และมีขนสีออกเหลืองปกคลุม โคนต้นมีเนื้อไม้ ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 2-4 ซม. ยาว 8-14.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบกลมหรือตัด ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มและมีขนกำมะหยี่ประปราย ผิวใบด้านล่างสีซีด เส้นแขนงใบ 12-14 คู่ เห็นได้ชัดที่ผิวใบด้านล่าง ก้านใบรูปทรงกระบอก ยาว 1.5-3 ซม. ด้านบนเป็นร่อง

เครือพูลานสาง เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand )

                              ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อกระจุกเอียงห้อยลงตามซอกใบ ช่อละ 2-3 ดอก ดอกบานเฉพาะกลางวัน ดอกสีม่วง ดอกเป็นหลอดรูปกรวยหรือรูปแตร ยาว 3.5-4.5 ซม. ปลายดอกแผ่ออก5กลีบ แต่กลีบดอกติดกันดูคล้ายเป็นกลีบเดียวกัน ผิวดอกเกลี้ยง ภายในหลอดดอกมีสีม่วงเข้ม เกสรตัวผู้สีขาว ก้านชูอับเรณูยาวราว 2.2-2.3 ซม. อับเรณูรูปหัวลูกศรแกมรูปขอบขนาน เกสรตัวเมียสีขาวและยาวกว่าเกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมียแยกเป็น2แฉก กลีบเลี้ยง5กลีบเกือบเท่ากัน รูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบแหลม กลีบนอก3กลีบกว้าง 0.5 ซม. ยาว 1-1.3 ซม. ผิวด้านนอกของกลีบนอก2กลีบมีขนนุ่มหนาแน่นคล้ายกำมะหยี่ ส่วนอีกกลีบมีขนนุ่มเพียงครึ่งกลีบ กลีบใน2กลีบยาว 0.9-1 ซม. ผิวเกลี้ยง หรืออาจมีขนนุ่มตามปลายกลีบของผิวด้านใน กลีบเลี้ยงติดคงทนและขยายใหญ่เมื่อมีผล ก้านดอกยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน ยาว 0.8-1.2 ซม. ออกพร้อมดอก และหลุดร่วงเมื่อเป็นผล ผิวใบประดับด้านนอกมีขน โดยเฉพาะกลางใบ ใบประดับย่อยคล้ายใบประดับ แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลอ่อนมีกลีบเลี้ยงขยายใหญ่ห่อหุ้ม ออกดอกและผลในราวเดือนพฤศจิกายน

พบใต้ร่มเงาไม้ในป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับทะเลฯราว 700 เมตร โดยพบบริเวณริมถนนทางเข้าอุทยานฯลานสาง จ.ตาก เข้ามาราว 0.5 กม.

เครือพูลานสางมีดอกสีม่วงคล้ายกับ“เครือพูม่วง”ที่มีดอกสีชมพูอมม่วงจนถึงสีม่วง ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia kerrii Craib ที่เป็นพืชถิ่นเดียวทางภาคเหนือเช่นกัน แต่ต่างกัน 3 ประการ ได้แก่

– เครือพูลานสางพบขึ้นในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 700 เมตร ส่วนเครือพูม่วงพบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 8600-1,000 เมตร

– เครือพูลานสางมีใบรูปขอบขนานแกมรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลมหรือตัด และเส้นแขนงใบแตกต่างจากชนิดอื่นในสกุลนี้ ส่วนเครือพูม่วงมีใบรูปไข่แกมรูปขอบขนาน โคนใบมนหรือสอบเล็กน้อย

– เครือพูลานสางมีกลีบเลี้ยง5กลีบที่ไม่ได้มีขนปกคลุมผิวด้านนอกทุกกลีบ ส่วนเครือพูม่วงนั้นผิวด้านนอกของกลีบเลี้ยงทั้ง5กลีบมีขนประปราย

  1. “เครือพูดอกหอม” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia dokmaihom Traiperm & Staples ชื่อชนิด dokmaihom มาจากภาษาไทยคำว่า“ดอกไม้หอม” พืชชนิดนี้มีกลิ่นหอมอ่อนๆในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยพบมาก่อนในพืชชนิดอื่นๆในสกุลเดียวกัน เครือพูดอกหอมมีดอกสีขาว ออกเป็นพวงขนาดใหญ่ ใบประดับสีขาวอมชมพู นับเป็นพืชที่เหมาะแก่การนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นไม้ประดับ สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

เครือพูดอกหอม เครดิตภาพจาก.. https://mahidol.ac.th/th/2018/argyreia/ )

                              เป็นไม้เถาเนื้อแข็งสีน้ำตาลที่ทอดยาวได้ไกลถึง 10 เมตร หากเถาฉีกขาดจะมีสีขาวคล้ายน้ำนมไหลออกมา ขนาดลำต้น 0.5 ซม. และมีร่องตามยาว ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 12-18 ซม. ยาว 18-25 ซม. ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนาม ขอบใบเรียบ โคนใบเว้าตื้น ผิวใบด้านบนมีขนแข็งเอนสีน้ำตาล ผิวใบด้านล่างมีขนหยาบแข็งสีออกเหลือง เส้นแขนงใบ 12-14 คู่ ใบแห้งมีสีน้ำตาลแกมเหลือง ก้านใบรูปทรงกระบอก ยาว 4.5-9 ซม. และมีขนสั้นนุ่มประปราย

ออกดอกเป็นช่อกระจุกห้อยลงหนาแน่นตามซอกใบ ขนาดดอก 4-5 ซม. ดอกบานเฉพาะกลางวัน มีกลิ่นหอมอ่อนๆในเวลากลางคืน ดอกสีขาว ดอกเป็นหลอดรูประฆังยาวราว 6 ซม. ปลายดอกแผ่ออก5กลีบ ภายในหลอดดอกสีน้ำตาลอ่อน เกสรตัวผู้สีขาว ยาวราว 4 ซม. เกสรตัวเมียสีขาวและยาวกว่าเกสรตัวผู้ ยอดเกสรตัวเมียแยกออกเป็น2แฉก กลีบเลี้ยง5กลีบเกือบเท่ากัน สีเขียวอ่อน กลีบนอก2กลีบมีขนาดใหญ่สุด กว้าง 0.7-1.2 ซม. ยาว 1.4-1.5 ซม. กลีบใน3กลีบมีขนาดเล็ก รูปไข่กลับ หรือรูปรีกว้าง ปลายกลีบมนหรือกลม ก้านดอกยาว 2-3 ซม. ใบประดับด้านนอกรูปไข่กว้างจนถึงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด สีชมพูอมแดง หลุดร่วงได้ กว้าง 4 ซม. ยาว 5.5 ซม. ปลายใบแหลม ผิวด้านนอกมีขนประปราย ใบประดับด้านในมีขนาดเล็กลง สีขาวจนถึงสีขาวแกมเขียว ออกดอกในราวเดือนกันยายน

เครือพูลานสาง เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand )

                              ผลมีเนื้อนุ่ม ขนาด 0.8-1 ซม. ผลอ่อนสีเขียวและถูกห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงสีออกแดงที่ติดคงทนและขยายใหญ่ ผลสุกสีแดงเข้ม ผลแห้งมีผิวย่น มี2เมล็ด สีดำ ขนาด 0.6 ซม. ออกผลในราวเดือนตุลาคม

พบตามป่าไผ่และเขาหินปูนที่มีความสูงจากระดับทะเลฯ 200 เมตร บริเวณริมถนนทางเข้าน้ำตกตะเคียนทอง ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และพบที่บ้านเสน่ห์พ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

เครือพูดอกหอมมีดอกสีขาวคล้ายกับ Argyreia versicolor (Kerr) Staples & Traiperm (ยังไม่มีชื่อไทย) ที่เป็นพืชถิ่นเดียว มีใบรูปหัวใจ และดอกเป็นหลอดรูประฆังเช่นกัน แต่ต่างกัน 2 ประการ ได้แก่

– เครือพูดอกหอม ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยพบมาก่อนในพืชชนิดอื่นๆในสกุลเดียวกัน

– เครือพูดอกหอมมีใบประดับด้านนอกรูปไข่กว้างจนถึงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด สีชมพูอมแดง

  1. “เครือพูพวงผกา” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia inaequisepala Traiperm & Staples ชื่อชนิด inaequisepala หมายถึง มีกลีบเลี้ยงไม่เท่ากัน ส่วนชื่อไทยได้ตั้งให้เป็นเกียรติแก่“รศ.ดร.พวงผกา อัมพันธ์จันทร์” หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่สนับสนุนงานทางด้านอนุกรมวิธานเสมอมา

เครือพูพวงผกา เครดิตภาพจาก.. https://mahidol.ac.th/th/2018/argyreia/ )

                              เป็นไม้เลื้อยนอนราบกับพื้น ไม่มีเนื้อไม้แต่เหนียว ยาว 1-2 เมตร มีรากออกตามข้อ เถามีร่องตามยาวเมื่อแห้ง ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรีจนถึงรูปขอบขนาน กว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 9-11.5 ซม. ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบรูปลิ่มจนถึงมน แผ่นใบบาง ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มและผิวเกลี้ยง ผิวใบด้านล่างสีเขียวซีดและมีขนคล้ายไหม เส้นแขนงใบคล้ายขนนก 6-7 คู่ เห็นชัดเจนที่ผิวใบด้านล่าง และมีขนหนาแน่นตามเส้นใบ ก้านใบรูปทรงกระบอก ยาว 1.5-2.2 ซม. ด้านบนเป็นร่องตามยาว

ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบ ช่อละ 3-5 ดอก ดอกบานเฉพาะกลางวัน ดอกเป็นหลอดรูปกรวยหรือรูปแตรยาวราว 4-5 ซม. สีขาว ปลายดอกแผ่ออก5กลีบ สีชมพูจนถึงสีชมพูอมม่วง ผิวดอกด้านนอกมีขนแข็งเอนตามเส้นกลางกลีบดอกและปลายหลอดดอก เกสรตัวผู้5อัน ขนาดไม่เท่ากัน 2อันยาว 2.1-2.2 ซม. สั้น3อัน ยาว 1.9-2 ซม. อับเรณูรูปหัวลูกศร เกสรตัวเมียยาวกว่าเกสรตัวผู้ ยาวราวง 3.2 ซม. ยอดเกสรตัวเมียแยกเป็น2แฉก กลีบเลี้ยง5กลีบมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายกลีบแหลม กลีบนอก3กลีบนั้น 2กลีบแรกรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 1.5-1.6 ซม. กลีบนอกกลีบที่3มีขนาดเล็กมาก กลีบใน2กลีบรูปแถบแกมรูปขอบขนาน ขนาด 1 ซม. ผิวกลีบด้านนอกมีขนสั้นนุ่มและขนยาวสีขาวออกเหลือง ผิวกลีบด้านในเกลี้ยง ก้านดอกยาวราว 1 ซม. ใบประดับรูปขอบขนานจนถึงรูปแถบยาวและแบน ยาว 0.7-1.5 ซม. ผิวใบด้านนอกมีขนสั้นหนานุ่มอยู่หนาแน่น ผิวใบด้านในเกลี้ยง ใบประดับย่อยคล้ายใบประดับ แต่มีขนาดเล็กกว่า ออกดอกในราวเดือนตุลาคม – เดือนพฤศจิกายน

เครือพูลานสาง เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand )

                              พบในป่าเต็งรังผสมป่าสนเขาที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 1,000 เมตร บริเวณริมถนน กม.42-43 ที่ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และพบที่บ้านมูเซอ อำเภอเมือง จังหวัดตาก

เครือพูพวงผกามีลักษณะคล้ายกับ“เครือเขาหลง” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia laotica Gagnep. แต่ต่างกัน 3 ประการ ได้แก่

– เครือพูพวงผกามีดอกเป็นหลอดรูปกรวยหรือรูปแตร สีขาว ปลายดอกแผ่ออก5กลีบ สีชมพูจนถึงสีชมพูอมม่วง ส่วนเครือเขาหลงมีดอกเป็นหลอดรูประฆังแคบ สีม่วง ภายในหลอดดอกเป็นสีม่วงแดง

– เครือพูพวงผกากลีบเลี้ยง5กลีบมีขนาดไม่เท่ากัน ปลายกลีบแหลม กลีบนอก3กลีบนั้น 2กลีบแรกรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 1.5-1.6 ซม. กลีบนอกกลีบที่3มีขนาดเล็กมาก กลีบใน2กลีบรูปแถบแกมรูปขอบขนาน ขนาด 1 ซม. ผิวกลีบด้านนอกมีขนสั้นนุ่มและขนยาวสีขาวออกเหลือง ผิวกลีบด้านในเกลี้ยง

– เครือพูพวงผกาเป็นพืชถิ่นเดียวของไทย พบทางภาคเหนือ ส่วนเครือเขาหลงพบทางภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แพร่กระจายในจีน ไทย ลาว และเวียดนาม

  1. “จิงจ้อภาชี” ชื่อวิทยฯ Argyreia suddeeana Traiperm & Staples ชื่อชนิด suddeeana ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่“ดร.สมราน สุดดี” นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ได้พบพืชชนิดนี้เป็นครั้งแรกในธรรมชาติในปี พ.ศ.2551 ส่วนชื่อไทยมาจากบริเวณที่พบในป่าเต็งรัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำภาชี จังหวัดราชบุรี

เครือพูพวงผกา เครดิตภาพจาก.. https://www.facebook.com/ForestHerbarium/photos/a.574234035935621/598003860225305/?type=3&theater )

เครือพูพวงผกา เครดิตภาพจาก.. https://mahidol.ac.th/th/2018/argyreia/ )

                              เป็นไม้เลื้อยพันได้ไกล 1.5-8 เมตร โคนต้นอาจมีเนื้อไม้หรือไม่มี เถารูปทรงกระบอก ผิวเกลี้ยงหรือมีขนปกคลุม ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน จนถึงรูปใบหอกแกมรูปไข่ กว้าง 1.5-5 ซม. ยาว 6-15 ซม. ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบตัด ผิวใบด้านบนสีเขียวมะกอกและมีขนสากแนบชิด ผิวใบด้านล่างสีจางกว่าและมีแข็งสีออกเหลือง เส้นแขนงใบคล้ายขนนก 7-9 คู่ เห็นได้ชัดเจนที่ผิวใบด้านล่าง

ออกดอกเป็นช่อกระจุกห้อยลงตามซอกใบและปลายกิ่งก้าน ยาว 2-3.5 ซม. ดอกบานเฉพาะกลางวัน ขนาดดอก 2.5-4 ซม. ดอกสีชมพูอมม่วงจนถึงสีม่วง ดอกเป็นหลอดรูประฆังยาว 4.5-6 ซม. ผิวด้านนอกหลอดดอกสีชมพูอมม่วง ผิวด้านในหลอดดอกสีเข้มกว่า ปลายหลอดดอกแผ่ออก5กลีบ สีชมพูแดง เกสรตัวผู้5อัน ยาว 2-2.8 ซม. อับเรณูรูปขอบขนานแกมรูปแถบ เกสรตัวเมียยาว 2.7 ซม. ยอดเกสรตัวเมียแยกเป็น2แฉก กลีบเลี้ยง5กลีบมีขนาดเท่ากัน รูปรีจนถึงรูปรีกว้าง กว้าง 0.4-0.45 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. ปลายกลีบมนจนถึงแหลม ใบประดับสีชมพู รูปไข่แกมรูปรีกว้าง จนถึงรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หรือรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 ซม. ใบประดับย่อยเหมือนใบประดับและมีสีชมพู แต่มีขนาดเล็กกว่า ผลรูปกลม สีเขียว มีกลีบเลี้ยงและใบประดับติดคงทน ออกดอกและผลในราวเดือนตุลาคม

เครือพูลานสาง เครดิตภาพจาก.. https://www.researchgate.net/publication/286979310_A_New_Endemic_Thai_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae )

                              พบในป่าเต็งรังที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 190-250 เมตร ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำภาชี จังหวัดราชบุรี

จิงจ้อภาชีมีลักษณะคล้ายกับ“จิงจ้อตะวันตก” ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia variabilis Traiperm & Staples แต่ต่างกันที่กลีบเลี้ยงและใบประดับของจิงจ้อภาชี

ความในใจของผู้เขียน (ทำเป็นกรอบ)

ในทุกปีมีการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่าอยู่เสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษา โดยมีงบประมาณจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย

ดอยกิ่วลม จ.เชียงใหม่

                              ขอขอบพระคุณนักสำรวจและวิจัยทุกท่านที่ทำให้ได้รับรู้ว่าเมืองไทยมีธรรมชาติที่น่าสนใจศึกษาและค้นคว้าอยู่เสมอ

เครดิตข้อมูลและรูปของพรรณไม้ทั้ง5ชนิดนี้ มาจาก

https://www.researchgate.net/publication/311924451_Three_New_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae_from_Thailand

https://www.researchgate.net/publication/282456072_Another_New_Thai_Argyreia_Species_Convolvulaceae

https://www.researchgate.net/publication/286979310_A_New_Endemic_Thai_Species_of_Argyreia_Convolvulaceae

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..