คลินิกแค้มป์ โดย..หมอแค้มป์..

ภัยอันตรายจากการท่องป่าในฤดูฝน

ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

น้ำฝนที่หยาดลงจากฟ้าเปรียบเสมือนเป็นผู้ปลุกชีวิตแก่ทุกชีวิตในผืนป่า การเดินป่าในฤดูกาลนี้จึงมีความสนุกสนานเพลิดเพลินที่จะได้เห็นผืนป่าสีเขียวสดชุ่มฉ่ำเย็นสบายตา และได้สูดกลิ่นดินกลิ่นหญ้าที่หอมสดชื่น รวมทั้งมีโอกาสสูงที่จะได้พานพบสัตว์ป่าน้อยใหญ่หลากชนิดออกมาเดินเล็มยอดหญ้าอ่อนที่กำลังระบัดใบอย่างงดงามท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาทั่วผืนป่า แต่การเดินทางในฤดูกาลนี้ก็จะมีอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำป่าที่อาจเกิดขึ้นได้ในฉับพลัน สภาพทางเดินที่ค่อนข้างลื่น สัตว์ป่าที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และโดยเฉพาะสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่เสมอในช่วงหน้าฝนก็คือ“โรคภัยไข้เจ็บ และข้อเท้าแพลง”


1. โรคไข้หวัด


เป็นโรคที่ได้รับความนิยมเป็นกันบ่อยมากที่สุด และเป็นได้ทุกฤดูกาล เพียงแต่ในหน้าฝนเช่นนี้จะเป็นหวัดติดกันงอมแงมได้ง่ายกว่า ซึ่งการเป็นหวัดก็ไม่ใช่เพราะเกิดจากไปเดินป่าตากฝนเท่านั้น แม้แต่อยู่กับบ้านตนเองก็สามารถเป็นได้ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมสัตว์ต่างๆในป่าถึงไม่เป็นไข้หวัด ก็เพราะว่าพวกเขารู้จักการต่อสู้กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆอยู่ตลอดเวลามาตั้งแต่ลืมตาเกิด จนสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี ดังนั้นสัตว์จึงไม่เคยเป็นโรค(หากอาหารการกินในป่ามีอย่างอุดมสมบูรณ์) แต่สำหรับมนุษย์นั้นการดำเนินวิถีชีวิตในปัจจุบันได้ห่างเหินจากธรรมชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มักไม่มีเวลาในการออกกำลังกายเท่าที่ควร ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง พอถูกฝนเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็จะปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดอาการไม่สบายได้ง่าย

ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีอยู่มากกว่า 100 ชนิด ซึ่งโรคชนิดนี้เป็นโรคติดต่อกันได้ง่ายโดยระบบทางเดินหายใจ แบ่งโรคไข้หวัดตามกลุ่มอาการออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ไข้หวัดธรรมดา และไข้หวัดใหญ่

ตาดเลย..ภูหลวง จ.เลย

  1. ไข้หวัดธรรมดา(Common Cold) บ้างเรียกว่า“ไข้หวัดเล็ก”หรือ“ไข้ต่ำ” อาการของโรคชนิดนี้ คือ มีไข้หรืออุณหภูมิสูงกว่า 37.2°C ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำมูกไหล ไอจาม และเจ็บคอ อาการของโรคนี้ถ้ามีการดูแลรักษาร่างกายอย่างถูกต้องและไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะหายไปภายใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้ายังไม่หายควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อนของหวัด(ได้แก่ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หอบ และชัก) โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าผู้ใหญ่
  2. ไข้หวัดใหญ่(Influenza) บ้างเรียกว่า“ไข้สูง” อาการของโรคชนิดนี้คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่จะมีไข้สูงกว่า ปวดเมื่อยตามตัว และไอจามอย่างรุนแรง โรคชนิดนี้เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง ปัจจุบันในประเทศสหรัฐฯได้ทำการคิดค้นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แบบใช้พ่นจมูก ซึ่งสามารถใช้รักษาได้เป็นผลสำเร็จถึง 93% ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการอนุมัติจากสำนักอาหารและยาของประเทศสหรัฐฯ

ปัจจุบันไม่มียาชนิดใดที่จะกำจัดหรือฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดได้ คงมีแต่เพียงยาบรรเทาอาการลดไข้เท่านั้น ไข้หวัดนี้หากเป็นขณะอยู่กับบ้านก็ยังไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้ แต่ถ้าหากอยู่ในป่าล่ะ!จะทำอย่างไร? ซึ่งมีข้อควรรู้ 10 ประการ ดังต่อไปนี้

(1) ยาลดไข้หวัดที่นำติดตัวไปขณะท่องเที่ยว ไม่ควรเป็นยาที่ใช้ลดไข้อย่างแรง และต้องมีฉลากยากำกับรวมทั้งห้ามทานยาถ่ายขณะที่มีไข้สูง อนึ่งยาลดไข้หวัดจะใช้ได้ผลในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

(2) ถ้าร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงอยู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเป็นหวัด ดังนั้นควรออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ

(3) ก่อนเดินทางท่องเที่ยว ไม่ควรอาบน้ำอุ่น เพื่อให้ร่างกายเริ่มคุ้นเคยและปรับตัวได้กับน้ำเย็นและน้ำฝน

(4) ควรเตรียมเสื้อกันฝนที่สามารถปกปิดส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมิดชิด โดยเฉพาะบริเวณศีรษะและหน้าอก และทุกครั้งที่ถึงจุดตั้งแค้มป์ควรเช็ดตัวให้แห้งจากละอองฝน แล้วเปลี่ยนสวมใส่เสื้อผ้าที่แห้ง จากนั้นดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน ซึ่งอาจจะเป็นชา กาแฟ หรือน้ำขิงก็ได้ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

หอมแดง

(5) ถ้ามีไข้ก็ให้ทานยาลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน(เกรน5) ครั้งละ 2 เม็ด หรือยาพาราเซตามอล(แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคตับ) ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุกๆ 4 ชั่วโมง เป็นต้น โดยทานหลังอาหารแล้วดื่มน้ำมากๆ กรณีไม่มียาดังกล่าวก็ใช้วิธีเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา แล้วเช็ดตัวให้แห้ง ก่อนสวมใส่เสื้อผ้าที่แห้งสนิทและอบอุ่น ห้ามอาบน้ำเย็นๆอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เป็นโรคปอดบวมได้ง่าย

(6) ถ้ามีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลให้ทานยาลดไข้ เช่น ยาคลอเฟนิรามีน ครั้งละ 1 เม็ด ทุกๆ 4 ชั่วโมง เป็นต้น โดยทานหลังอาหารแล้วดื่มน้ำมากๆ แต่ยาชนิดนี้ทานแล้วจะรู้สึกง่วงนอน เวลาทานยาจึงควรเป็นเวลาในยามเย็นก่อนนอน เพราะมิฉะนั้นอาจเกิดอาการหลับในและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย กรณีไม่มียาดังกล่าวติดตัวก็ให้ใช้“หอมแดง”(Allium ascalonicum Linn.)นำมาต้มน้ำให้สุกจนเดือดและมีไอระเหยออกมา จากนั้นจึงดมเอาแต่ไอของมัน ซึ่งจะสามารถช่วยบรรเทาอาการให้ลดลงมาได้

(7) ถ้ามีอาการไอ ให้ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หรือใช้มะนาวฝานบางๆแล้วจิ้มเกลือนำมาอม ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการไอได้โดยไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ไอเลย ทั้งนี้ขณะไอหรือจามควรปิดปากปิดจมูก แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำลายหรือน้ำมูกที่เปรอะเปื้อน และล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง รวมทั้งไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ เป็นต้น เพราะไวรัสเชื้อหวัดจะแพร่กระจายจากการไอหรือจามไปตามอากาศ หรือติดตามปากและมือของผู้ที่เป็นหวัด

(8) ถ้ามีเสมหะและน้ำมูกสีเขียวเหลืองให้ทานยาลดไข้ เช่น ยาเพนวี ครั้งละ 1 เม็ด ทุกๆ 4 ชั่วโมง โดยทานก่อนทานอาหารและก่อนนอนราว 1 ชั่วโมง แล้วดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ แต่ห้ามใช้ยาชนิดนี้ติดต่อกันนานเกินกว่า 7-10 วัน ถ้ามีอาการแพ้ยาชนิดนี้ก็ควรใช้ยาเตตร้าซัยลิน ซึ่งยาชนิดหลังนี้ห้ามใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้หญิงมีครรภ์

(9) ควรทานอาหารอ่อนๆที่สุกและร้อน รวมทั้งมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากนี้ควรงดการดื่มสุราและสูบบุหรี่

(10) ควรนอนแต่หัวค่ำเพื่อได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และเวลานอนควรห่มผ้าให้ร่างกายมีความอบอุ่นอยู่เสมอ

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น จ.กาญจนบุรี

ข้อควรจำ ไม่มียาแก้ไข้หวัด มีแต่ยาบรรเทาอาการหวัด ดังนั้นต้องรอให้เป็นหวัดก่อนจึงจะทานยาตามอาการของไข้ได้ ทั้งนี้การทานยาที่ผู้เขียนกล่าวมานั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ ไม่ได้หมายความว่ามีแพทย์ร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยนะครับ แต่หมายถึงว่าควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้าไปท่องเที่ยวว่าร่างกายเราควรใช้ยาชนิดใดเมื่อเป็นไข้หวัด

ขอย้ำว่าไม่ควรทานยาชุดหรือยาหลายๆอย่างปนกันโดยที่ไม่มีอาการและไม่ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ หากบุคคลใดเป็นไข้หวัดตลอดทั้งปี แสดงว่าเป็นอาการของโรคภูมิแพ้ ซึ่งควรไปพบแพทย์เพื่อรีบทำการรักษาโดยเร็ว


2. โรคเชื้อรา


มีมากมายหลายชนิด แต่อาจแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ เชื้อราที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์

  1. เชื้อราที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มีอยู่มากมาย และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อธรรมชาติและมนุษยชาติ เช่น ช่วยย่อยสลายซากใบไม้และซากสัตว์ที่เน่าตายให้กลายเป็นปุ๋ย เป็นต้น
  2. เชื้อราที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดย่อย คือ

2.1) เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคภายในร่างกาย โดยปกติเชื้อราชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะถูกภูมิคุ้มกันของเราทำลายเสีย แต่หากภูมิคุ้มกันของเราบกพร่อง ร่างกายก็จะไม่สามารถป้องกันได้ เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์จะเกิดโรคเชื้อราที่ลิ้นและระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

อ่างเก็บน้ำหุบเขาวง จ.สุพรรณบุรี

2.2) เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคตามผิวหนัง โรคชนิดนี้เกิดขึ้นได้แก่ทุกคนและทุกฤดูกาล รวมทั้งเกิดได้กับทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นบริเวณลำตัว เล็บมือเล็บเท้า และหนังศีรษะ เป็นต้น ส่วนใหญ่โรคนี้เกิดจากความสกปรกหมักหมมของร่างกาย เพียงแต่ในช่วงหน้าฝนชุ่มฉ่ำเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายแก่นักเดินป่าพอๆกับไข้หวัด โดยปกติมักเกิดจากบาดแผลหรือรอยถลอกที่ถูกเสียดสีอยู่ซ้ำซากตามบริเวณที่อับชื้นทำให้เกิดโรคเชื้อราได้ง่าย ซึ่งโรคเชื้อราที่สร้างอุปสรรคปัญหาใหญ่ให้แก่นักเดินป่ามีอยู่ 2 โรค คือ

(1) “โรคเชื้อราบริเวณขาหนีบ”เกิดจากการสวมใส่กางเกงที่คับหรือฟิตจนเกินไป และเป็นผ้าเนื้อแข็ง หรือมีตะเข็บกางเกงเป็นสันแข็ง เมื่อเดินป่าเป็นเวลานานหลายชั่วโมงก็ย่อมจะเกิดการเสียดสีเนื้ออ่อนบริเวณขาหนีบจนก่อให้เกิดเป็นบาดแผลขึ้นได้ ยิ่งในช่วงหน้าฝนจะทำให้กางเกงที่สวมใส่เปียกชุ่มโชกจากสายฝนและแนบเนื้อมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเนื้ออ่อนบริเวณดังกล่าวถูกฝนจนทำให้เนื้อซีดและอ่อนยุ่ย เมื่อเดินก็จะเกิดการเสียดสีและเป็นบาดแผลได้ง่ายขึ้น บาดแผลในระยะแรกจะมีลักษณะเป็นผื่นแดง ก่อนลุกลามขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น ในช่วงนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอและยังจำต้องเดินต่อไปอีก บาดแผลก็จะลอกออกเป็นขุยๆ และเริ่มรู้สึกปวดแสบจนต้องจำใจเดินกางขาราวกับคนเป็นโรคผู้หญิง(อันที่จริงโรคชนิดนี้น่าจะเรียกว่าโรคผู้ชาย เพราะเกือบ100%เกิดกับผู้ชายเท่านั้น) บ้างก็เดินกางขาและคอยจับดึงกางเกงบริเวณขาหนีบไม่ให้เสียดสีกับบาดแผล ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะทำให้เสียบุคลิกและรู้สึกน่าเกลียดแค่ไหนกับท่าทางการเดินของเราหากเกิดโรคเชื้อราบริเวณขาหนีบ ชั่วโมงนั้นคิดอย่างเดียวว่าเมื่อไรจะถึงจุดตั้งแค้มป์หรือออกจากป่าเสียที เป็นต้น อนึ่งคนเดินป่าที่มีลักษณะเจ้าเนื้อหรือคนอ้วนจะเป็นโรคชนิดนี้ได้ง่ายกว่าคนผอม เพราะเนื้อบริเวณต้นขาจะเสียดสีกันได้ง่ายกว่า

แม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี

                           วิธีป้องกัน คือ ควรสวมใส่กางเกงที่มีขนาดพอดี ไม่หลวมไม่คับจนเกินไป ผ้ากางเกงเป็นผ้าเนื้อนิ่มที่ไม่แข็งกระด้างและมีตะเข็บกางเกงอย่างบาง หรือถ้าไม่มีได้เลยก็ยิ่งดี แต่หากหาลักษณะกางเกงดังกล่าวไม่ได้ก็ควรสวมใส่กางเกงขาสั้นไว้ข้างในอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งควรมีลักษณะเป็นผ้าเนื้อนิ่มที่มีปลายขายาวเกือบถึงหัวเข่า เช่น กางเกงขี่จักรยาน เป็นต้น

วิธีรักษา หากเป็นโรคชนิดนี้ขณะอยู่ในป่า ทุกเช้าก่อนเดินป่าให้ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อ และใส่ยาทาชนิดครีมแก้โรคเชื้อรา(มีหลากหลายยี่ห้อ) แล้วใช้ผ้าก๊อซปิดทับแผลเพื่อป้องกันเชื้อโรค จากนั้นนำถุงพลาสติกมาตัดฉีกเป็นแถบยาวพันรอบขาปิดทับบาดแผลอีกชั้นหนึ่งเพื่อกันน้ำฝนเข้าขณะเดิน พอถึงแค้มป์ก็แกะแถบพลาสติกและผ้าก๊อซออก แล้วทำความสะอาดแผลพร้อมใส่ยาให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องใช้ผ้าก๊อซและแถบพลาสติกปิดบาดแผลขณะอยู่ที่แค้มป์ เพื่อให้แผลไม่อับชื้นและแห้งสนิท

(2) โรคเท้าเปื่อยหรือ“โรคน้ำกัดเท้า” สำหรับคนในเมืองเป็นโรคนี้ เพราะ เกิดจากการเดินลุยน้ำท่วมหรือน้ำขังที่สกปรก ส่วนคนเดินป่าจะเกิดจากความอับชื้นของถุงเท้าและรองเท้า ทำให้เท้าซีดและเปื่อยย่น เมื่อถูกเสียดสีจากรองเท้าที่บีบรัด หรือมีเศษกรวดหินทรายเข้าไปในถุงเท้ารองเท้า ผิวเนื้อก็จะหลุดลอกออกได้ง่าย โดยปกติมักเกิดตามบริเวณข้อเท้า ซอกนิ้วเท้า และฝ่าเท้า ต่อมาก็เริ่มมีอาการปวดแสบ ทำให้เราก้าวเดินเหยียบย่างได้ไม่เป็นปกติ และหากไม่รีบทำการรักษาแต่เนิ่นๆ บาดแผลก็จะลุกลามขยายใหญ่มากขึ้นอันเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ต่อการเดินป่า

วิธีป้องกัน ทุกครั้งที่ถึงจุดตั้งแค้มป์ควรถอดถุงเท้ารองเท้าออกผึ่งลมเสีย และสวมใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำประเภทรัดส้น(เพื่อป้องกันรองเท้าหลุด) เพื่อให้เท้าได้คลายความอึดอัดและความอับชื้น จากนั้นล้างเท้าให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดเท้าให้แห้ง และใช้แป้งทาตัวโรยให้ทั่วบริเวณเท้าโดยเฉพาะตามซอกนิ้วเท้าเพื่อขจัดความชื้น ถ้าเป็นไปได้เวลานอนก็ควรสวมถุงเท้าคู่ใหม่ที่หนาพอที่จะช่วยให้เท้ารู้สึกอบอุ่นได้ยิ่งขึ้น รุ่งเช้าก่อนเดินทางก็นำถุงเท้าและรองเท้ามาอังไฟกับกองไฟ(อ่อนๆ)ให้แห้งสนิท หากสวมใส่ถุงเท้าคู่ใหม่ได้ก็จะดีกว่า อนึ่งการเดินป่าฤดูฝนควรสวมรองเท้าที่ทำจากยางแบบกันน้ำ ซึ่งจะไม่อมความชื้นเหมือนรองเท้าที่ทำจากผ้า

วิธีการรักษา ก็เช่นเดียวกับโรคเชื้อราบริเวณขาหนีบ

พระมหาธาตุฯบนดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่


3. ข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง


อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่ต้นว่าในช่วงฤดูฝน สภาพทางเดินค่อนข้างลื่นมากกว่าฤดูหนาวและฤดูร้อนหลายเท่าตัวนัก ยิ่งตามลานหินหรือพลาญหินที่มักจะลื่นไปด้วยตะไคร่ เวลาก้าวเท้าย่างผ่านจึงจำต้องเกร็งข้อเท้าและจิกปลายเท้าด้วยสัญชาตญาณ แต่ให้ระวังอย่างไรก็มีโอกาสที่จะพลั้งเผลอจนลื่นล้มได้ บ่อยครั้งที่พวกเราเดินๆอยู่ก็มีเพื่อนล้มหงายหลังแบบยกล้อ(คือยกเท้าชี้ฟ้า) เล่นเอาเจ็บสะโพกและบั้นท้ายไม่น้อย หากแค่เจ็บเล็กน้อย ไม่มีส่วนใดแตกหัก ก็เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงกันถ้วนหน้า แต่ก็มีไม่น้อยที่ลื่นล้มแบบพับขาหรือขาข้างหนึ่งตกลงไปในร่อง/หลุมจนข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง

เพื่อนๆรู้ไหมว่าข้อเท้าของคนเรา นอกจากมีกระดูกมาประกอบกันเป็นข้อต่อแล้ว ยังมีเยื่อหุ้มข้อโดยรอบ ในวันหนึ่งๆข้อเท้าและเท้าต้องทำหน้าที่หนักมาก เวลาเดิน..ข้อเท้าและเท้าจะต้องรับน้ำหนักประมาณ 1.5 เท่าของน้ำหนักตัว ถ้าคิดคำนวณโดยเฉลี่ยแล้ว คนเราใช้เท้าเดินประมาณปีละ 1,600 กม. และช่วงออกกำลังกาย..ข้อเท้าและเท้าจะต้องรับน้ำหนักประมาณ 4.95 กก./ชั่วโมง

การเกิดข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง(Ankle Sprain) เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่พบได้บ่อยๆ ส่วนใหญ่จะเดินสะดุดก้อนหิน ขอบถนน หรือพื้นที่ไม่เรียบ สวมรองเท้าส้นสูงแล้วข้อเท้าพลิก เดิน/วิ่งตกหลุม หรือขึ้นลงบันไดแล้วพลาด เป็นต้น สำหรับผู้เล่นกีฬาก็มักประสบกับปัญหานี้เช่นกัน ยิ่งเป็นกีฬาที่ต้องกระทบกระแทกหรือกระโดดโลดเต้น ก็มีโอกาสสูงมากขึ้นในการเกิดข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง ส่วนคนเดินป่าที่ไม่เคยรู้จักคำว่า“ราบเรียบ”อยู่ในสาระบบ สภาพภูมิประเทศที่เผชิญอยู่เสมอมีแต่ความลาดชัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น อีกทั้งยังต้องคอยหลบหลีกสิ่งต่างๆที่วางระเกะระกะอยู่ตามทางเดิน และแม้จะระมัดระวังเพียงใดก็ตาม ก็อาจเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลงได้ ซึ่งนักเดินป่าคงไม่สามารถที่จะออกจากป่ามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้ทันท่วงทีเหมือนกลุ่มบุคคลอื่นๆที่กล่าวมา ทีนี้ล่ะ!นอกจากการเดินทางครั้งนั้นจะหมดสนุกแล้ว ยังรู้สึกทรมานเจ็บปวดไม่น้อยกว่าจะพ้นออกจากป่า คงมีหนทางเดียวที่จะบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ก็คือต้องรู้จักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ผาช่อ อุทยานฯแม่วาง จ.เชียงใหม่

ตัวผู้เขียนเองก็ประสบอุบัติเหตุเท้าเคล็ดเท้าแพลงอยู่บ่อยๆในช่วงการใช้ชีวิตครั้งแรกๆของการเดินป่า โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่พื้นดินพื้นหินลื่น มันเจ็บทรมานยิ่งนัก เพียงแค่วางเท้าข้างที่เจ็บ..ลงเต็มพื้นและปล่อยน้ำหนักเพื่อก้าวเดินต่อไป ก็ต้องสะดุ้งโหยงและรีบใช้เท้าอีกข้างรองรับน้ำหนักตัวทันทีทันใด ครั้นจะออกจากป่าขณะนั้นก็เป็นเรื่องยาก จำต้องเดินกะเผลกๆตามเพื่อนไปเรื่อยๆ

  1. สาเหตุและอาการบาดเจ็บ ข้อเท้าของคนเรานั้นนอกจากมีกระดูกมาประกอบกันเป็นข้อต่อแล้ว ยังมีเส้นเอ็นยึดข้ออยู่โดยรอบ ดังนั้นข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลง จึงหมายถึง“การที่เส้นเอ็นยึดข้อถูกยืดมากเกินไป” อันมีสาเหตุมาจากการกระทบกระแทก ลงน้ำหนักขาและปลายเท้าผิด ขาหรือเท้าบิด หรือการหมุนของข้อเท้าโดยไม่ตั้งใจ ส่วนอาการบาดเจ็บก็จะเริ่มมีอาการปวดเจ็บทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะรู้สึกเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหว หรือมีสิ่งใดมากระทบกระแทก นอกจากนี้ยังพบว่าบริเวณข้อมีลักษณะบวม แดง และร้อน ซึ่งเป็นกลไกของการอักเสบ ส่วนอาการปวดจะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อว่าฉีกขาดหรือไม่ หรือฉีกขาดมากน้อยแค่ไหน
  2. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณข้อเท้า ซึ่งหลักการรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ใช้หลักการของ“R-I-C-E” มี 4 ประการ ด้วยกัน ได้แก่

2.1) R(หรือ Rest) คือ การพัก โดยควรลดหรือหยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ และพยายามพักผ่อนอยู่เฉยๆ อย่าพยายามใช้งานขอเท้าข้างนั้น จนกว่าจะทุเลา แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้สำหรับผู้ที่อยู่กลางป่า เมื่อจำต้องเดินต่อไปในขณะนั้นหรือวันรุ่งขึ้น ก็ควรหาไม้ขนาดพอเหมาะมาช่วยค้ำยันขณะเดิน เพื่อช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะก้าวเดิน

Ice Pack

2.2) I(หรือ Ice) คือ การใช้ความเย็นประคบข้อเท้าราวๆ 15 นาที โดยทำทันทีหลังได้รับบาดเจ็บ ด้วยการใช้ Ice Pack คือ ถุงเย็นวิทยาศาสตร์ที่มีลักษณะคล้ายเยลลี่ ซึ่งต้องแช่ตู้เย็นอยู่เสมอ หรือใช้ถุงน้ำแข็งหรือผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบ แต่สำหรับคนเดินป่าคงเป็นเรื่องยากที่จะมีน้ำแข็งหรือ Ice Pack ติดตัว ดังนั้นควรหาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แล้วใช้วิธีแช่เท้าในน้ำก็ได้ เพื่อลดการไหลเวียนของเลือดมายังข้อเท้า เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวม ห้อเลือด และฟกช้ำก็จะลดน้อยลง เป็นไปได้ควรทำเช่นนี้อยู่ 2-3 ครั้ง ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกที่บาดเจ็บ ต่อเมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว จึงทำการประคบด้วยน้ำร้อนหรือแช่น้ำอุ่น 15-30 นาที โดยทำวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการอักเสบ ขอเน้นย้ำว่าห้ามบีบนวด ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือประคบน้ำอุ่นในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก อย่างเด็ดขาด เพราะจะเป็นการซ้ำเติมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดยิ่งขึ้น

2.3) C(หรือ Compression) คือ การพันรอบ ด้วยการใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด(Elastic Bandage) แต่ถ้าไม่มีก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ หรือตัดชายเสื้อยืดที่เราสวมใส่อยู่ นำมาพันข้อเท้าพอแน่น แต่อย่าให้แน่นเกินไป เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก และช่วยพยุงข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บไม่ให้เคลื่อนไหวมากนัก ทำให้อาการปวดลดน้อยลง

การพันผ้าฯที่ถูกต้อง ต้องพันไล่ขึ้นมาจากปลายเท้าก่อน โดยเริ่มจากโคนนิ้วเท้ามาหลังเท้า รอบข้อเท้า และเหนือข้อเท้าไปอีกเล็กน้อย หากเราพันเฉพาะตรงข้อเท้าละก็ ส่วนปลายเท้าที่เลยพ้นผ้าออกไปจะมีอาการบวม และควรคล้ายผ้าฯออกทุก 2 ชั่วโมง และเมื่อคลายออก ก็ถือโอกาสประคบด้วยความเย็นอีกรอบ แล้วค่อยพันกลับไปใหม่

2.4) E(หรือ Elevation) คือ การยกเท้าสูง ครั้นหยุดพักหรือเวลานอน ควรยกปลายขาข้างที่บาดเจ็บให้สูงขึ้นด้วยการใช้เป้ฯรองหรือพาดกับก้อนหิน/ต้นไม้ในบริเวณนั้น เพื่อลดอาการบวม และทำให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณข้อเท้าไหลย้อนกลับสู่หัวใจได้ดียิ่งขึ้น อนึ่งควรคล้ายผ้าฯออกทุก 2 ชั่วโมง และเมื่อคลายออกก็ถือโอกาสประคบด้วยความเย็นอีกรอบ แล้วค่อยพันกลับไปใหม่เมื่อจะเริ่มเดิน แต่เมื่อถึงจุดพักแรมที่ไม่ต้องเดินทางอีกแล้ว ควรถอดผ้าฯออกเสีย เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก

  1. การรักษา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงหรืออาการบาดเจ็บ เบาสุดก็แค่ทานยาแก้ปวด และใช้ผ้าฯพันไว้ เพราะปกติแล้วอาการข้อเคล็ด-ข้อแพลง ส่วนมากจะเป็นอาการไม่รุนแรง และควรจะเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ และหายขาดภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและรักษาต่อไป หนักหน่อยก็เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการฉีกขาด หรือกระดูกเคลื่อน/หัก มีผลทำให้ข้อเท้าเราไม่แข็งแรง อาการที่เกิดขึ้น คือ บวมและปวดบริเวณข้อเท้า สังเกตเห็นรอยเขียวรอบข้อ อาการอย่าง2กรณีหลังนี้จำต้องพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งอาจรักษาโดยการเข้าเฝือก หรือผ่าตัดเพื่อเย็บซ่อมเยื่อหุ้มข้อที่ฉีกขาด

กรณีที่มีอาการปวดรุนแรงและสงสัยว่ากระดูกบริเวณข้อเท้าแตก/หัก หรือเคลื่อน ควรใช้วิธีการ“ดาม” ด้วยการใช้ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า เสื้อ หรือผ้าห่ม มาพันทับหลายๆชั้นห่อเท้าและข้อเท้า แล้วเอาผ้าฯพันทับไว้อีกชั้น เพื่อประโยชน์ 4 ประการ คือ

– ป้องกันการเคลื่อนไหวของข้อเท้าที่บาดเจ็บ ช่วยให้ข้อเท้าได้พักผ่อน

– เพื่อไม่ให้กระดูกที่หักแล้วหรือสงสัยว่าหัก..เคลื่อนไหว ซึ่งอาจทำให้กระดูกเคลื่อนไปจากเดิมมากขึ้น หรืออาจมีปลายแหลมของกระดูกไปทิ่มตำเส้นประสาทหรือเส้นเลือดหรือเนื้อเยื่อบริเวณนั้นเสียหายมากขึ้น

– เพื่อลดความเจ็บปวด และ

– เพื่อสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ

ไพล เครดิตรูปภาพจากไทยาพฤกษ์

การรักษาข้อเท้าเคล็ด-ข้อเท้าแพลงของชาวบ้านตามท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญ มักนิยมใช้สมุนไพรพื้นบ้านที่มีอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ชนิดที่ผู้เขียนพบเห็นว่านิยมใช้กันมากและพบได้ทั่วทุกแห่งในเมืองไทย คือ “ไพล”หรือ“ไพลเหลือง” เป็นพืชล้มลุกตระกูลขิงข่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum (J.Koenig) Link ex Dietr. มีชื่อท้องถิ่นเรียกแตกต่างออกไป อย่างเช่นชาวเงี้ยว-ฉานในแม่ฮ่องสอนเรียกว่า“มิ้นสะล่าง” ภาคเหนือเรียกว่า“ปูลอย หรือปูเลย” ภาคกลางเรียกว่า“ไพล หรือว่านไฟ” เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของไพล มีหัวหรือเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกเหง้าสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองถึงเหลืองแกมเขียว มีกลิ่นหอม ลำต้นเป็นลำต้นเทียมที่ประกอบด้วยกาบใบทับซ้อนกัน สูงราว 0.7-1.5 เมตร ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 ซม. ยาว 18-35 ซม. ลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบแผ่ออกเป็นกาบหุ้มลำต้น ออกดอกเป็นช่อแทงขึ้นมาจากเหง้าใต้ดิน ใบประดับสีม่วง มีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกสีนวล ผลรูปกลม มีแหล่งกำเนิดและแพร่กระจายอยู่ในอินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ชาวบ้านจะใช้เหง้าแก่จัดของต้นที่มีอายุ 2-3 ปี ขึ้นไป นำมาคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และฟกบวมช้ำ ท้องถิ่นบางแห่งที่พัฒนาก็ใช้วิธีการสกัดเอาน้ำมันไพล แล้วบรรจุลงในขวดขนาดกะทัดรัด เพื่อเก็บไว้หรือใช้พกพาติดตัว บางแห่งก็ใช้ไพลผสมกับพืชสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น ขมิ้นชัน ข่า เป็นต้น ทำเป็นลูกประคบในการรักษาบรรเทาอาการดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันตามสปาหลายแห่งก็นำมาใช้แพร่หลายเช่นกัน

วิวทิวทัศน์บนภูป่าเปาะ จ.เลย

สำหรับคนที่รักชื่นชอบในการเดินทางอยู่เสมอ ก็ควรรู้จักหน้าค่าตาของไพลไว้ให้ดี เผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะได้รู้จักเก็บตามป่านำมาใช้ แต่หากเห็นว่าไม่สะดวก ผู้เขียนก็ขอแนะนำตัวยาที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้นำ“ไพล”มาสกัดเอาน้ำมันและพัฒนาเป็นครีม และจากการทดลองพบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการบวม โดยทดสอบในกลุ่มนักกีฬาที่มีอาการบาดเจ็บข้อเท้าแพลง พบว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่ใช้ตัวยาดังกล่าวมีอาการบวมของข้อเท้าลดลง มากกว่ากลุ่มผู้บาดเจ็บที่ใช้ยาชนิดอื่นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการปวดได้ดีอีกด้วย ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้นำมาผลิตออกวางจำหน่าย โดยมีชื่อทางการค้าว่า“ครีมไพลจีซาล” ทั้งนี้คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้ประกาศให้สมุนไพร“ไพล”ที่มีความเข้มข้น 14 % อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2542 มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวดเมื่อยและปวดบวมจากกล้ามเนื้ออักเสบ เคล็ด ขัด ยอก และฟกช้ำ ส่วนความเป็นพิษนั้นพบว่าไม่มีพิษเฉียบพลัน และไม่มีผลระคายเคืองต่อผิว นับเป็นการพึ่งพาตนเองของชาวไทยในการใช้สมุนไพรพื้นบ้านในการรักษา

ข้อควรระวังสำหรับครีมไพลจีซาล คือ ห้ามใช้ทาบริเวณขอบตา และเนื้อเยื่ออ่อน , ห้ามทาบริเวณผิวหนังที่มีบาดแผล หรือมีแผลเปิด และห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์ หรือระหว่างให้นมบุตร รวมทั้งห้ามใช้กับเด็กเล็ก

  1. การสร้างกล้ามเนื้อข้อเท้าให้แข็งแรงหลังหายจากอาการบาดเจ็บ เมื่อข้อเท้าที่บาดเจ็บกลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิมแล้ว ควรหมั่นออกกำลังกายกล้ามเนื้อรอบๆข้อเท้าของเราให้แข็งแรงยิ่งขึ้น ด้วยวิธีง่ายๆ 3 วิธี คือ

– ท่าที่1 ยืนแยกขาตามสบาย แล้วยืนด้วยปลายเท้า พร้อมกับเขย่งส้นเท้าขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ให้เสียการทรงตัว ครู่ใหญ่ๆจึงวางส้นเท้าลงพื้นตามเดิม ทำเช่นนี้ไปมาอย่างน้อย 20 ครั้ง

                              – ท่าที่2 สลับจากท่าที่1 คือยืนด้วยส้นเท้า แล้วยกปลายเท้าขึ้นจากพื้น จากนั้นเดินไปมาด้วยส้นเท้าเป็นเวลา 5-10 นาที

                              – ท่าที่3 คล้ายๆท่าที่2 แต่เป็นการเดินด้วยข้างเท้าด้านในและด้านนอก สลับไปมา ท่านี้ควรทำเพียง 2-3 นาที จนกว่าเท้าจะแข็งแรงมากขึ้น จึงเพิ่มเวลาเดิน

ลานกางเต็นท์อุทยานฯเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี

5. การป้องกันที่ดีที่สุดก่อนท่องป่า ควรบริหารกล้ามเนื้อขาให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณส่วนของเอ็นร้อยหวาย เพราะถ้ากล้ามเนื้อดังกล่าวแข็งแรงก็จะทำให้ข้อเท้ามีความมั่นคงไม่พลิกได้ง่าย  การบริหารร่างกายที่ดีก็คือ ขี่จักรยานออกกำลังกาย หรือเดินเร็ว วันละ 45-60  นาที อย่างน้อยวันเว้นวัน หรือสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง หากไม่มีเวลาจริงๆก็อาจจะออกกำลังกายภายในบ้านเท่าที่สามารถทำได้ แต่ถ้ายังไม่มีเวลาอีก เพราะต้องตื่นตั้งแต่ไก่โห่แล้วกว่าจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่น ก็ควรออกกำลังกายในที่ทำงาน เช่น ใช้ปลายเท้าจิกลงพื้นแล้วหมุนข้อเท้าไปรอบๆซ้ายบ้างขวาบ้าง เป็นต้น นอกจากนี้ควรแบกสัมภาระที่ไม่หนักจนเกินไปและอย่าปล่อยให้ร่างกายมีไขมันหนาเตอะจนดูอุ้ยอ้าย เหล่านี้ก็เป็นส่วนช่วยลดการเกิดข้อเท้า

น้ำตกผาตาด จ.กาญจนบุรี

หมายเหตุ สำหรับการป้องกันน้ำป่าและเทคนิคการท่องป่าในฤดูฝน อ่านรายละเอียดได้ที่ https://www.e-travelmart.com/technic-camp/ โดย”หนุ่มสุพรรณ”จะเป็นผู้มาสาธยายแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆสมาชิกฯ

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….