
|
|
ท่อหายใจ |
|
หากเปรียบลีลาธรรมชาติของสรรพสิ่งใต้ทะเลเป็นดั่งภาพยนต์ที่เราได้ชมอยู่แล้วไซร้หน้ากากดำน้ำก็คือตา
ส่วนท่อหายใจเป็นเสมือนสิ่งที่ทำให้เราสามารถดูภาพยนตร์นั้นได้อย่างไม่ขาดตอน
ท่อ หายใจช่วยทำให้นักดำน้ำผิวน้ำ (Skin
Diver)
สามารถนอนคว่ำบนผิวน้ำเพื่อดูธรรมชาติใต้ท้องทะเลได้ตลอดเวลาโดยหายใจสูด
อากาศเข้าปอดผ่านท่อหายใจได้อย่างสบาย
ซึ่งมีปลายโผล่พ้นผิวน้ำและช่วยสงวนพลังงานของร่างกายโดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้น
มาหายใจ อันจะทำให้เหนื่อยง่าย
รวมทั้งยังมีความสำคัญต่อการดำน้ำลึก
(Scuba Diving)
ในลักษณะของอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย
ซึ่งนักดำน้ำลึก (Scuba Diver)
จะใช้ขณะลอยตัวอยู่ที่ผิวน้ำเพื่อประหยัดอากาศในถังดำน้ำก่อนลงดำหรือเมื่อ
กลับขึ้นสู่ผิวน้ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่อากาศในถังใกล้หมดหรือหมดไปแล้ว
แต่ต้องว่ายกลับเรือหรือเข้าฝั่ง |
|
|
1. |
แบบตัวJหรือธรรมดา (Simple "J") |
|
2. |
แบบ ตัวJโค้งเข้า (Contour)
มีลักษณะปลายท่อจะโค้งเข้าหาศีรษะเพื่อป้องกันน้ำทะเลกระเซ็นเข้าลงท่ออัน
เกิดจากการดำน้ำของตัวเองหรือผู้อื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง |
|
3. |
แบบท่ออ่อน (Flex Hose)
มีลักษณะส่วนล่างของท่อหายใจจะเป็นข้อหยัก ๆ
ทำให้ท่อยืดโค้งงอได้ตามแต่เราต้องการ |
|
1. |
ท่อหายใจที่ได้มาตรฐานจะต้องมีขนาดยาวระหว่าง
14-17 นิ้ว โดยวัดจากจุดกึ่งกลางของที่คาบหายใจ
(Mouth Piece) ถึงปลายท่อด้านบน
ส่วนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางภายในท่อควรจะมีขนาดประมาณ
7/8 นิ้ว หรือ (22 มม.)
เพื่อให้การนำเข้าอากาศหรือสูดอากาศเข้าปอด
และการระบายอากาศหรือการเป่าลมออกจากปอด
รวมทั้งการไล่น้ำออกจากท่อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่อาจมีขนาดเล็กลงได้บ้างหากผู้ใช้เป็นเด็กเล็ก |
|
2. |
ตัวท่อควรมีสีสันสดใส
แต่ถ้าชอบแบบสีทึบก็ควรมีแถบสะท้อนแสงหรือมันวาวติดที่ปลายส่วนบน
เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนและสะดุดตา
รวมทั้งป้องกันการถูกเรือวิ่งชนขณะดำน้ำผิวน้ำ |
|
3. |
ไม่ควรเลือกชนิดที่มีลูกบอลหรือลูกปิงปองกันน้ำเข้าอยู่ที่ปลายท่อ
เพราะจำทำให้ผู้ใช้หายใจเข้าออกไม่สะดวก
รวมทั้งไม่สามารถไล่น้ำออกจากท่อหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพดีพอ |
|
4. |
ส่วนโค้งจากตัวท่อหายใจมายังบริเวณที่คาบหายใจ
(Mouth Piece) นั้นไม่ควรโค้งมากหรือหักมุมแคบมาก
เพราะทำให้การหายใจเข้าออกไม่สะดวก
และการไล่น้ำออกทำได้ยาก |
|
5. |
ท่อหายใจควรมีน้ำหนักเบา
และยางที่ใช้เป็นส่วนประกอบของท่อหายใจควรเป็นยางที่มีคุณภาพดีไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง
และมีความทนทานต่อการใช้งานในทะเล เช่น ซิลิโคน
ฯลฯ |
|
6. |
ต้องมีตัวคล้องหรือที่รัดท่อ (Snorkel Keeper)
เข้ากับสายรัดศีรษะของหน้ากากดำน้ำ ซึ่งมีหลายแบบ
ได้แก่ แบบรัด คล้อง และตัวหนีบหรือล็อค |
|
7. |
ลองทดสอบนำท่อหายใจคล้องหรือหนีบเข้ากับสายรัดศีรษะของหน้ากากดำน้ำ
แล้วจับส่วนโค้งของที่คาบหายใจ (Mouth Piece)
ให้มาอยู่ในตำแหน่งปาก
ซึ่งจะต้องรู้สึกว่าเป็นไปอย่างสะดวกคล่องตัวและไม่มีแรงต้านเลยหรือมีน้อยมาก
แต่ทั้งนี้ไม่ต้องลองจริงถึงขนาดใช้ปากกับที่คาบหายใจ
เพราะผู้ขายอาจไม่พอใจหากเราไม่ซื้อ |

|
|
วิธีการใช้ท่อหายใจ |
|
นำ
ท่อหายใจคล้องหรือหนีบเข้ากับสายรัดหน้ากากดำน้ำให้แน่น
โดยให้ตำแหน่งปลายท่อหายใจชี้ขึ้นหลังศีรษะอันเป็นส่วนที่สูงที่สุดในขณะ
คว่ำหน้าเพื่อดำน้ำผิวน้ำ
ซึ่งจะเป็นจุดที่น้ำจะเข้าท่อหายใจได้ยากหรือไม่สามารถเข้าได้เลยเพราะปลาย
ท่อหายใจจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำอย่างมั่นคงหาไม่อาจจะทำให้ปลายท่อหายใจเอน
ตัวลงจุ่มน้ำเวลาดำน้ำได้ง่าย
ทำให้น้ำเข้าท่อหายใจและผู้ใช้เกิดอาการสำลักน้ำได้
ควรติดท่อหายใจเอาไว้ทางด้านซ้ายของศีรษะเพราะในอนาคตเราอาจได้ฝึกฝนเรียน
รู้การดำน้ำแบบดำน้ำลึก
จะได้เกิดความเคยชิน
เนื่องจากการดำน้ำลึกนั้นทางด้านขวาของหน้ากากดำน้ำจะเป็นสายอุปกรณ์หายใจ
ใต้น้ำหากติดท่อหายใจทางด้านนี้ก็จะเกิดความเกะกะขณะใช้งาน
ท่อหายใจเป็นอุปกรณ์สำคัญในการสูดอากาศเข้าออกทางปากแทนจมูกขณะดำน้ำ
วิธีใช้ก็โดยใช้ฟันขบตุ่มบนที่คาบหายใจ
(Mouth Piece) เพียงเบา ๆ
ไม่ต้องกัดแน่นจนตุ่มขาด
ตัวแผ่นที่คาบหายใจจะอยู่ระหว่างฟันกับริมฝีปาก
ย้ำว่า "ไม่ใช่เป็นการอม"
มิฉะนั้นน้ำจะเข้าปาก และสำลักได้ |
|