|
| กล้องส่องทางไกลแบบสองตา (Binocular)
|
กล้อง
ส่องทางไกลแบบสองตาทุกรุ่นทุกยี่ห้อไม่ว่าจะประดิษฐ์จากวัสดุอะไรหรือออกแบบ
ไหนก็ตามจะมีลักษณะง่ายๆ คือ
เป็นกระบอกเลนส์สองอันเชื่อมติดประสานการทำงานร่วมกัน
เพื่อการมองเห็นเป็นจุดรวมกัน
เป็นกล้องที่มีพลังการขยายต่ำที่ให้ภาพตั้งตรงตามความจริง
ไม่ใช่ภาพกลับหัว
สาเหตุที่กล้องส่องทางไกลออกแบบมาในลักษณะเป็นกระบอกเลนส์
2 อัน มีแกนกลางเป็นตัวเชื่อมติดกัน
สามารถปรับระดับของกระบอกเลนส์ทั้งสองได้ตามระยะห่างของตาทั้งสองข้างนั้นก็
เพื่อความสะดวกสบายในการมองของทั้งสองตา
ดูภาพให้เห็นเด่นอย่างของจริง
แสงที่สะท้อนจากวัตถุที่มองจะผ่านเข้ามาในกล้องไปยังเลนส์ทั้งสองข้าง
ทะลุไปยัง
กลุ่มเลนส์ที่บรรจุอยู่จนสุดที่เลนส์ชิ้นสุดท้ายแล้วออกมายังสายตาของเรา
แต่ก่อนจะมาถึงยังสายตาของผู้มองภาพนั้นจะต้องผ่านชุดของปริซึมที่กลับภาพ
ให้ถูกต้องตามความจริงก่อน
แล้วภาพจึงค่อยพุ่งไปยังเลนส์ตา (Eye
Piece)
ขยายให้เราสามารถเห็นวัตถุนั้นได้เด่นชัดตรงกับสภาพความจริงในระยะที่ใกล้
กว่าระยะห่างจริงๆ ของเรากับวัตถุนั้น
กำลังขยาย
(Magnification) และเลนส์ตัวหน้า(
Obijective Lens Diameter)
คำถามแรกในการเลือกกล้องส่องทางไกลแบบสองตาก็คือ
มีกำลังขยายกี่เท่าเมื่อเทียบกับการมองด้วยตาเปล่า
ซึ่งเราสามารถดูได้จากตัวเลข 2 ชุด
ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย X (เอ็กซ์)
ที่พิมพ์อยู่บนสะพานระหว่างบาเรลหรือลำกล้องทั้งคู่
บางรุ่นก็อาจเขียนบอกไว้ที่ตัวกล้องตรงบริเวณด้านที่เราเอาตามองหรือที่เรียกว่า
"ชุดเลนส์ตา" (Eye Piece) นั่นเอง
กล้องส่องทางไกลทุกตัวจะต้องมีหมายเลข 2
ชุดนี้กำกับอยู่ เช่น 8X23 6.3, 10X30
Field6, 7X50S (S ตั้งแต่ 51-59), 7X35,
10X24 เป็นต้น
ตัวเลขเหล่านี้จะแทนคุณสมบัติของกล้องดังนี้
|
|
|
1. |
ตัวเลขหน้าX คือ กำลังขยายของกล้อง เช่น 7X
หรือ 10X
แสดงว่าเราสามารถเห็นวัตถุในระยะไกลใกล้เข้ามา 7
เท่าตัว หรือ 10 เท่าตัวตามลำดับ ตัวอย่างเช่น
ส่องดูวัตถุในระยะ 140 หลา
ภาพที่เห็นจะเหมือนกับว่าวัตถุนั้นตั้งอยู่ในระยะ
20 และ 14 หลา ตามลำดับ
โดยทั่วไปมักคิดว่ากำลังขยายยิ่งมากคุณภาพของกล้องยิ่งดีที่สามารถเห็นวัตถุ
ที่ไกลๆได้ชัดขึ้น ความจริงแล้วไม่ใช่กำลังขยาย 10
เท่า (หรือ 10X)
เป็นกำลังขยายที่เหมาะสมสำหรับกล้องสองตา
ซึ่งต้องใช้มือถือ เพราะหากมีกำลังขยายมากกว่านี้
ตัวกล้องก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย
ทำให้เพิ่มความลำบากในการใช้มือถือส่องดู
เพราะมือคนเราไม่เที่ยง
ย่อมจะทำให้เกิดภาพสั่นไหวและเกิดอาการเวียนศีรษะได้ง่าย
ดังนั้นหากจำเป็นต้องการใช้กล้องสองตาที่มีกำลังขยายมากกว่า
10X ก็ควรที่จะหาอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น
ขาตั้งกล้อง และอเด็ปเตอร์ เป็นต้น
ข้อสังเกต
แสงสว่างจะมีผลต่อการมองเห็นสีของวัตถุและความชัดเจนของภาพด้วย
ดังนั้นกล้องที่มีกำลังขยายที่มากขึ้นเท่าใด
การดูดกลืนแสงก็จะมากกว่าตัวที่มีกำลังขยายที่ต่ำกว่า
|
|
2.
|
ตัวเลขหลังX คือ ความกว้างของหน้ากล้อง
(aperture)
หรือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ตัวหน้า
(Objective Lens Diameter) มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
ทำหน้าที่ในการอนุญาตให้แสงผ่านเข้ากล้องซึ่งความกว้างของหน้ากล้องมีขนาด
ใหญ่จะยอมให้แสงผ่านเข้าได้มากกว่าและทำให้ภาพที่ส่องดูมีความสว่างกว่า
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบผลิตกล้องเพื่อใช้ในงานในสภาวะต่างๆกัน
เช่น กล้อง 6X15
ไม่เหมาะสำหรับใช้มองในสภาพที่มีแสงอ่อนหรือในที่ร่มเงาของป่าไม้
ทำนองเดียวกันกับกล้องที่มีขนาดเลนส์ตัวหน้า 60
มม. เป็นกล้องส่องทางไกลที่ใช้มองผ่านความมืด
(Night Glass) อาศัยเพียงแสงดาวก็มองเห็นได้ชัดเจน
แต่กล้องที่มีขนาดเลนส์ตัวหน้าหรือความกว้างของหน้ากล้องใหญ่ก็จะมีน้ำหนัก
มาก เนื่องจากต้องใช้เลนส์ขนาดใหญ่
ทำให้รูปทรงมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายต่อสายตาของผู้ใช้หากนำไปมองย้อนแสงแดดที่แรงจัด |

ขอบเขตของภาพหรือสนามความกว้าง
(Field of view)
กล้องที่มีลำลังขยายสูงมากๆจะทำให้ขอบเขตของภาพที่จะมองเห็นจากกล้องแคบลงตามไปด้วย
บนกล้องสองตาทุกตัวจะต้องมีตัวเลขบอกความกว้างของจอภาพหรือขอบเขตภาพ
เช่น 367 ฟุต ต่อ 1,000 หลา หรือ 120 เมตร ต่อ 1,000 เมตร
ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าสามารถมองทิวทัศน์ระยะห่าง 1,000
หลา หรือ 1,000 เมตร ได้กว้างถึง 367 ฟุต และ 120 เมตร
ตามลำดับ
ปกติมักนิยมใช้มุมองศาเป็นตัวกำหนดแทนระยะฟุตหรือเมตร
กล้องสองตาส่วนใหญ่จะมีมุมกว้างเท่ากับ 7º
ยกเว้นรุ่นที่มีกำลังขยายสูงๆจะมีมุมกว้างเพียง 3-5º
แต่ทั้งนี้ก็มีกล้องสองตาที่มีมุมกว้างมากๆ ถึง 8º และ 10º
ถ้ากล้องส่องทางไกลตัวใดระบุแต่เพียงองศาการรับภาพ
เราก็สามารถคำนวณขอบเขตความกว้างของพื้นที่ในภาพได้
โดยนำค่าองศามาคูณ 17.5
แต่ถ้ากล้องตัวนั้นไม่บอกองศาและขนาดขอบเขตของภาพ
ก็ให้ทำการเปลี่ยนค่าระยะทางฟุต/1,000 หลา หรือ เมตร/1,000
เมตร เป็นองศา โดยการนำค่าระยะทางเป็นฟุตหารด้วย 52.5
และค่าระยะทางเมตรหารด้วย 17 ก็จะได้ค่าองศา
จากนั้นนำมาคูณ 17.5
จะทราบขนาดขอบเขตของภาพว่ากว้างมากน้อยเท่าไร
|
|
รูรับแสงหรือม่านตา (Exit pupils) |
|
คือ
เส้นผ่าศูนย์กลางของลำแสงที่ผ่านเลนส์ตาเข้าสู่ตาของผู้ส่องกล้อง
เมื่อยกกล้องส่องวัตถุบนท้องฟ้าหรือผนังสีอ่อนๆ
เราจะเห็นจุดเล็กๆ 2 จุด
อยู่กลางเลนส์ตาหรือเลนส์ตัวหลัง
ขนาดของจุดแสดงถึงความสามารถในการรับแสงจึงเรียกว่า
"รูรับแสง" หรือ "ม่านตา"
รูรับแสงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับม่านตาของคนเรา
คือขณะที่อยู่ในที่มืดหรือร่มครึ้ม
ม่านตาของคนเราจะเปิดออกได้กว้างถึง 7 มม.
ดังนั้นกล้องสองตาที่ใช้ในเวลากลางคืนหรือร่มครึ้มจึงต้องมีขนาดรูรับแสง
7 มม. หรือมากกว่านี้
เพื่อที่จะสามารถส่งผ่านแสงเข้าสู่รูม่านตาของคนเราได้ทั้งหมด |
|
โดยไม่ตกหล่น
ภาพที่ปรากฎจึงจะคมชัดที่สุด
แต่ในเวลากลางวัน..รูม่านตาของคนเราจะเปิดกว้างไม่ถึง 7
มม. ขนาดของรูรับแสงก็ไม่จำเป็นต้องให้กว้างถึง 7 มม.
เช่นกัน อนึ่ง
ขนาดของรูรับแสงที่มีขนาดใหญ่ก็หมายความว่ากล้องตัวนั้นมีน้ำหนักมาก
ขนาดของรูรับแสงหาได้จากผลหารระหว่างขนาดของเลนส์ตัวหน้ากับกำลังขยาย
เช่น 8X20 และ 7X35 จะได้ขนาดของรูรับแสงเท่ากับ 2.5 และ 5
มม.ตามลำดับ
มีทฤษฎีมากมายหลายแบบที่ใช้ในการคำนวนเปรียบเทียบถึงความสามารถในการใช้งานในสภาพแสงที่ต่างกัน
ในที่นี้ขอกล่าวเพียง 3 ทฤษฎี ได้แก่
|
1. |
relative brightness หรือ brightness index
โดยให้เอาความกว้างของหน้ากล้องหารด้วยกำลังขยาย
จากนั้นเอาผลลัพธ์มายกกำลังสองแล้ว
นำมาเปรียบเทียบกัน เช่น 7X35 และ 15X60
จะได้ขนาดรูที่ว่าออกมาเท่ากับ 5 และ 4
มม.ตามลำดับ นำไปยกกำลังสองทั้ง 2
ตัวจะได้ค่าเท่ากับ 25 และ 16
เมื่อนำมาเปรียบเทียบค่าตัวเลขกันแล้วจะเห็นว่าเลข
25 มีมากกว่าเลข 16 ราวๆ 1 ใน 3 หรือ 30% นั่นคือ
เป็นความสามารถในการรับแสงที่ต่างกัน
|
|
2.
|
twilight factor โดยให้เอาตัวเลข 2 ชุด
บนกล้องแต่ละตัวคูณกันเข้าไป แล้วนำไปถอดสแควร์รูธ
เช่น 7X35 = 245
เมื่อถอดสแควร์รูธก็จะได้ค่าเท่ากับ 15.6
หมายความว่าในเวลาที่แสงเลวมากๆ
กล้องส่องทางไกลจะมองวัตถุได้ในระยะประมาณ 15.6
หลา
|
|
3.
|
วิธีนี้เป็นทฤษฎีสุดท้าย ซึ่งมีรูปแบบที่ง่ายๆ
โดยเอาตัวเลข 2 ชุดบนกล้องแต่ละตัวคูณกันเข้าไป
แล้วนำมาเปรียบเทียบดูกับตารางข้างล่างว่า
กล้องตัวไหนคือกล้องที่เราต้องการ
|
0-100 -
100-150 -
150-200 -
200-250 -
250-300 -
300-400 -
400 ขึ้นไป -
|
ใช้ในสภาพกลางวันที่มีแดดดี
ใช้ในสภาพแสงทั่วๆไป
ใช้ในสภาพที่ร่มเงาภูเขา ในป่า
หรือครึ้มฝน
ใช้ในสภาพแสงเช้ามืดหรือย่ำค่ำ
ใช้ได้อย่างดีมากในสภาพแสงเช้ามืดหรือย่ำค่ำ
ใช้ในสภาพแสงจันทร์กระจ่าง
ใช้ในสภาพที่มีแสงดาวหรือกลางคืน |
|
กล้อง
สองตาที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในสภาพแสงน้อย
มักจะมีขนาดรูรับแสงเท่ากับ 7 มม.เสมอ
จริงอยู่ที่มีผู้สูงอายุจะมีรูม่านตาหดแคบลง เช่น อายุ 30
ปีขึ้นไป รูม่านตากว้างสุดเพียง 6 มม. ส่วนคนที่มีอายุ 40
ปีขึ้นไป รูม่านตาจะลดเหลือเพียง 4.5-5 มม. เป็นต้น
จึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กล้องที่มีขนาดรูรับแสงเท่ากับ 7
มม. เพราะแสงที่เกินมาไม่สามารถผ่านเข้าตาเราได้
แต่การเลือกซื้อกล้องสองตาที่มีขนาดรูรับแสงสูงเอาไว้ก่อนก็จะใช้ประโยชน์
ได้กว้างขึ้น หากไม่มีความแตกต่างในเรื่องราคามากนัก
การโฟกัสภาพ
การปรับความคมชัดของภาพสำหรับกล้องส่องทางไกลนั้น
ในทางปฏิบัติจะมีมากกว่าหนึ่งวิธีดังนี้
|
1. |
วิธีแรกเรียกว่า "ระบบโฟกัสเดียว"
เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว
และนิยมใช้กันมากที่สุด คือ
การปรับโฟกัสบริเวณตรงกลางกล้อง (Center Focus)
หรือแกนกลางของกล้องระหว่างที่เรามองอยู่
กล้องบางตัวจะใช้วงล้อหมุน
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็มีหลักการเดียวกัน คือ
ปรับเคลื่อนเลนส์ตาให้ไปข้างหน้าหรือถอยหลังเพื่อหาจุดชัด
รูปทรงของกล้องที่ปรับโฟกัสด้วยวิธีนี้เป็นรูปแบบที่หมดความกังวลในเรื่อง
ของความสกปรกและความชื้นได้เป็นอย่างดี
|
|
2.
|
วิธีที่สอง เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยากสักหน่อย
คือ การปรับโฟกัสที่เลนส์
โดยปรับโฟกัสแยกในแต่ละข้าง (Individual Focus)
เป็นการปรับเพื่อให้เกิดความชัดเจนและสมดุลย์ในการมองภาพของทั้งสองตา
คือ ถ้าตาขวาชัด ตาซ้ายก็ต้องชัดด้วย
ในขณะที่ความยาว-สั้นของสายตาขวา-ซ้าย
อาจจะไม่เท่ากัน จุดปรับจะอยู่ตรงเลนส์ตา (Eye
piece) ที่เราใช้แนบกับตาเมื่อส่องกล้อง
โดยปกติจะอยู่ที่เลนส์ตาข้างขวาโดยหมุนได้ซ้ายขวาเพื่อหาจุดชัด
(แต่กล้องบางรุ่น อาจมีเลนส์ตาอยู่ข้างซ้ายก็ได้)
ส่วนเลนส์ด้านซ้ายอาจใช้หมุนได้
แต่ไม่ใช่หมุนเพื่อปรับอะไรนอกจากการถอดเลนส์ออก
หน่วยที่เป็นค่าให้ปรับนั้นจะติดไว้ที่เลนส์ตาข้างใดข้างหนึ่ง
(ที่อยู่ตรงกันข้ามกับเลนส์ตาที่ใช้ปรับโฟกัส)
โดยมีค่าเป็น + 0 - ส่วนตัวขีดตั้ง ( )
จะเป็นตัวบอกว่า ขณะนี้เลนส์ตาข้างขวา (หรือซ้าย)
ที่ปรับอยู่ เป็น + 0 หรือ -
ระบบการปรับโฟกัสประเภทนี้มักเป็นรุ่นที่ป้องกันการซึมของน้ำและป้องกันความชื้นได้ดีกว่า
วิธี
การปรับก็โดยการหาวัตถุที่นิ่งชัดเจน มีระยะห่าง
15-30 เมตร จากนั้นก็หลับตาข้างขวา
(กรณีเลนส์ตาอยู่ข้างขวา)
แล้วมองด้วยตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียว
หมุนที่ปรับโฟกัสปรับให้ชัดเจนที่สุด
เมื่อชัดเจนดีแล้วก็หลับตาข้างซ้ายลง
แล้วใช้ตาข้างขวามองบ้าง (มองจากเลนส์ตาข้างขวา)
โดยมองวัตถุอันเดียวกัน
ดูว่าชัดเจนเท่ากับที่เห็นจากข้างซ้ายหรือไม่
ห้ามหมุนที่ปรับโฟกัสไม่ว่าชัดเจนหรือไม่ก็ตาม
ถ้าไม่ชัดเจนเหมือนข้างซ้ายก็ให้หมุนเลนส์ตาข้างขวาจนได้ภาพที่ชัดเจน
หยุดการปรับหมุน
แล้วลืมตาซ้ายดูว่าภาพที่เห็นพร้อมกันทั้งสองตา
ชัดเจนดีหรือไม่
ถ้ายังไม่ถูกใจก็หลับตาข้างซ้ายใหม่
แล้วหมุนปรับที่หมุนนี้ต่อจนกว่าจะหาจุดพอดีที่พอใจได้
แต่ถ้าปรับเท่าไรก็ไม่ได้ก็ดูว่าเราจ่ายเงินซื้อหรือยัง
ถ้ายังไม่ได้ซื้อก็ให้เลือกอันใหม่
แต่ถ้าเราได้ซื้อมาแล้วก็ควรส่งให้ช่างนำไปซ่อม
เพราะอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของเลนส์หรืออุปกรณ์บางอย่างก็เป็นไปได้
ข้อ สำคัญในการปรับขั้นตอนนี้ก็คือ
ต้องปรับตาข้างซ้ายให้ชัดเจนที่สุดด้วยที่หมุนปรับโฟกัส
และระหว่างการปรับตาข้างขวาห้ามหมุนปรับโฟกัส
มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถปรับกล้องส่องทางไกลแบบสองตาให้มีความสมดุลในการมอง
ของภาพให้ดูภาพที่ดีๆได้
อนึ่งเมื่อปรับจนสมดุลย์กันเรียบร้อยดีแล้ว
ควรดูค่าของเลนส์ตาว่าชี้บอกอยู่ในตำแหน่งใดแล้วจำไว้หากมีใครมาปรับเลนส์ตานี้
เราก็จะสามารถปรับคืนกลับมาได้
จะได้ไม่เสียเวลาในการมาปรับหาจุดโฟกัสใหม่
|
|
3.
|
วิธีที่สาม
เป็นกล้องส่องทางไกลที่ไม่ต้องปรับความคมชัดเลย
นั่นคือ เป็นกล้องส่องทางไกลแบบระยะชัดตายตัว
(Fixed Focus) มีความชัดลึกสูง
แต่ข้อเสียของกล้องประเภทนี้ คือ
ระยะโฟกัสโดยทั่วไปจะจำกัดไว้ที่มากกว่า 40 ฟุต
เพราะฉะนั้นถ้าสิ่งที่เราต้องการจะดูอยู่ใกล้กว่านั้น
ก็เห็นทีว่าโชคร้ายแน่นอน
|
|
4.
|
วิธีที่สี่ เป็นระบบออโต้โฟกัส (Auto Focus)
ที่มีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีเดียวกันกับระบบออโต้โฟกัสในกล้องถ่ายรูประบบ
SLR ที่ต้องใช้แบตเตอรี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก็ให้ความสะดวกสบายกว่าระบบแมนน่วลอยู่มาก
หมายเหตุ
กล้องสองตาที่มีกำลังสูงๆควรมีช่องเสียบต่อกับขาตั้งกล้องประเภทสามขาเอาไว้ด้วย
หรือไม่ก็สามารถใส่แถบหรือตัวล็อคกับขาตั้งกล้องสามขาได้
ส่วนกล้องที่ต้องใช้กับงานภาคสนามที่ต้องผจญกับน้ำก็ควรพิจารณารุ่นที่กันน้ำได้ด้วย |
ปัญหาเรื่องสายตากับการส่องกล้อง
สำหรับผู้ที่ต้องใส่แว่นสายตา
ก่อนจะเลือกซื้อกล้องต้องตรวจสอบดู "ระยะสบายตา"
(Eye relief)
หรือระยะที่เราต้องจรดลูกตาของเราห่างจากเลนส์ตาใกล้แค่ไหน
จึงจะสามารถมองภาพได้เต็มจอ
ระยะสบายตานี้สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องสวมใส่แว่นตาเป็นอันมาก
แม้ว่าคนใส่แว่นตาจะสามารถถอดแว่นและใช้กล้องสองตาได้เหมือนเช่นคนสายตาปกติ
โดยการปรับระยะชัดใหม่ที่ตัวกล้องได้ก็ตาม
แต่จะก่อความรำคาญมากเพราะต้องใส่ๆถอดๆอยู่บ่อยๆ
ในกรณีที่ไม่ต้องการถอดแว่นโดยใช้กล้องสองตาเห็นได้เต็มจอต้องเลือกระยะสบายตาที่มีค่าอย่างน้อยที่สุด
14-15 มม. วัดจากขอบเลนส์ใกล้ตาออกมา
กล้องสองตาบางรุ่นมีค่าระยะสายตาถึง 18 มม.หรือ 23 มม.
สามารถดูห่างๆตาได้สบายๆ ขณะที่บางรุ่นมีระยะสบายตาแค่ 8-9
มม. ซึ่งจะต้องเอาตาจ่อติดเลนส์จึงจะเห็นเต็มจอ
ทำให้ปวดตาและขนตาอาจจะไปขีดข่วนเลนส์ให้มีรอยได้ง่ายอีกด้วย
เลนส์ดีต้องมีเคลือบ
การ
สะท้อนกลับของแสงเป็นตัวการสำคัญของเลนส์ทุกชนิดในเลนส์กล้องส่องทางไกลหรือ
กล้องถ่ายรูป ซึ่งประกอบตัวเลนส์ราวๆ 5-15 ชิ้น
แต่ละชิ้นอาจสะท้อนแสงกลับไป 4-5% แล้วแต่สภาพแสง
กล้องห่วยๆบางตัวจากแสงที่ผ่านเข้ามาทางเลนส์ตัวหน้ากว่าจะรอดมาถึงเลนส์ตา
ก็เหลือไม่ถึงครึ่ง ถ้าเราใส่แว่นตา (กระจกใสธรรมดา)
ก็อาจหายไปอีก 7-8% แสงบางส่วนที่สะท้อนก็ไม่ยอมกลับไปหมด
แต่จะไปสะท้อนเลนส์ตัวหน้าแล้ววกกลับมาอีก
เพราะระหว่างเลนส์บางตัวหรือบางชุดที่เป็นช่องอากาศว่างอยู่
แสงที่เด้งไปเด้งมาอยู่นี่ คือ
ตัวการของภาพซ้อนหรืออย่างน้อยก็ทำให้มีอาการพร่ามัว
เพื่อเป็นการแก้อาการดังกล่าวและอนุญาตให้แสงผ่านได้มากขึ้น
การเคลือบผิวเลนส์จึงถูกนำมาใช้ในเลนส์สมัยใหม่ทั่วไป
ซึ่งช่วยให้แสงผ่านได้มากกว่า 90%
ให้สีและคอนทราสท์ในส่วนมืด สว่าง และโทนกลางได้ชัดเจน
รวมทั้งรายละเอียด ความคมชัด และรูปทรง
ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับเกรดของการเคลือบและคุณภาพของเลนส์
เลนส์ของกล้องสองตาส่วนใหญ่จะต้องเคลือบ "สารแมกนีเซียมฟลูออไรด์"
อย่างน้อยๆ 1 ชั้น เพื่อลดการสะท้อนกลับภายในเนื้อแก้ว
และให้แสงผ่านเข้ากล้องได้มากสุด
ในกล้องสองตาที่เป็นรุ่นราคาต่ำอาจเคลือบสารเฉพาะผิวหน้าของเลนส์วัตถุ
แต่ในรุ่นที่มีราคาสูง
การเคลือบเลนส์มักจะทำทุกชิ้นทั้งผิวนอกและผิวใน
บางรุ่นที่ดีๆการเคลือบจะเคลือบทั้งตัวเลนส์และปริซึมและเคลือบหลายชั้นที่เรียกว่า
"Multilayer Coating" หรือ "Multi Coat"
ซึ่งแสงจะสะท้อนกลับเพียง 5% เท่านั้น
ทำให้มองเห็นภาพวัตถุสมจริงสมจังและสวยงามคมชัดมากกว่าเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบ
หรือเคลือบน้อยชั้นกว่า
จริงอยู่ที่เลนส์ตาของมนุษย์มีคุณสมบัติที่วิเศษในการปรับตัวเองให้เข้ากับ
แหล่งกำเนิดของแสงต่างๆได้ เช่น
เรามองเห็นกระดาษสีขาวในเวลาที่มีแสงจ้านอกอาคาร
แต่ถ้าเรานำกระดาษเข้ามาในอาคารที่มีแสงไฟฟ้า
เราจะเห็นกระดาษเป็นสีแดง และสักครู่ก็จะเป็นสีขาวเช่นเดิม
ดังนั้นการใช้กล้องส่องทางไกลที่ไม่เคลือบน้ำยากันแสงกับตามนุษย์ก็มีผลแตก
ต่างกันบ้างเพียงเล็กน้อย
แต่ถ้าเป็นกล้องถ่ายรูปภาพที่ออกมาจะแตกต่างกันมากทีเดียว
แสงและรังสีหลายชนิดที่ไม่มีผลต่อตาคนก็จริง
แต่จะมีผลต่อเลนส์จับภาพของกล้อง
อาจทำให้วัตถุที่เห็นสีผิดเพี้ยนไปไม่ชัดเจน
ดังนั้นเลนส์ที่มีการเคลือบน้ำยากันแสงหลายชนิด
อาจทำให้เรามองเห็นภาพวัตถุได้ดี
มีสีสันสมจริงกว่าเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบน้ำยาอย่างแน่นอน
การตรวจสอบว่าเลนส์ของกล้องผ่านการเคลือบสารหรือไม่
สามารถใช้วิธีการตรวจสอบอย่างง่ายๆได้โดยวิธีการดังนี้
นำกล้องไปไว้ใต้แสงไฟนีออน แล้วก้มดูแสงสะท้อนของดวงไฟ
ซึ่งจะมีอยู่หลายจุดตามจำนวนชิ้นเลนส์ และมีสีต่างๆกัน
สีฟ้าอมม่วงแสดงว่าใช้ได้ สีน้ำเงินแสดงว่าเคลือบหนาเกินไป
สีเหลืองหรือค่อนข้างเหลืองแสดงว่าเคลือบบาง
แต่ถ้ามีสีขาวปนอยู่แสดงว่าเลนส์ชนิดนั้นไม่ได้เคลือบอะไรไว้เลย
สิ่งที่มีผลต่อการมองเห็นความคมชัด
สีสันของวัตถุในกล้องส่องทางไกลอีกอย่างก็คือ "การเคลือบน้ำยากันแสง"
เลนส์จับภาพที่เคลือบน้ำยากันแสงหลายชนิด (Multi Coated
Lense) จะให้ภาพวัตถุที่มองเห็นสมจริง
สวยงามมากกว่าเลนส์ที่ไม่ได้เคลือบหรือเคลือบน้อยชนิดกว่า
โครงสร้างของกล้อง
ทุกชิ้นส่วนที่ปรับเลื่อนได้ควรมีปะเก็นหรือแหวนยางแทนการซีลด้วยน้ำมันหล่อลื่น
ซึ่งจะอาบเยิ้มเข้าสู่เลนส์เมื่อถูกแดดส่องโดยตรงเป็นเวลานานๆ
ความชื้นเพียงเล็กน้อยจากเหงื่อของเราก็อาจทำให้เลนส์ภายในพร่ามัว
ซึ่งไม่สามารถจะแก้ไขได้
ถ้าเราพบเช่นนั้นหมายถึงความบกพร่องและเกรดของการผลิตที่ด้อย
กล้องหุ้มยางจะช่วยลดแรงกระทบและเก็บเสียงได้ดี
ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการส่องสัตว์
กล้องกันน้ำทุกแบบจะหุ้มด้วยยาง
แต่ไม่ได้หมายความว่ากล้องหุ้มยางจะกันน้ำ
ควรเช็คดูคำประกัน "waterproof"
บนตัวเรือนของกล้องหรือคู่มือที่แนบมากับกล้องว่ามีหรือไม่
นอกจากนี้ดูว่ายี่ห้อของกล้องเป็นยี่ห้อที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีพอเชื่อถือได้หรือไม่
สำคัญที่สุดสำหรับคนที่ใช้แว่นตาเป็นประจำ
ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ากล้องตัวนั้นถูกออกแบบมาสำหรับใช้ "ถ้วยยาง"
(Rubber cups)
ได้แทนการดูชัดแต่เพียงส่วนกลางหรือถอดแว่นแล้วดูไม่ชัด
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแสดงว่ากล้องแบบนี้ดีไซน์เผื่อเลนส์แว่นตาไว้ด้วย
ขณะที่กล้องเกรดต่ำบางตัวเพียงเพิ่มถ้วยยางลงไปเฉยๆ
ซึ่งเราอาจสังเกตดูเครื่องหมายอักษร B ที่ติดมาด้วย เช่น
8X20B เป็นต้น
ขนาดและแบบกับการใช้งาน
กล้องส่องทางไกลเป็นอุปกรณ์ที่มีอายุยืนยาวและไม่สึกหรอจากการใช้งานตามปกติ
สิ่งสำคัญอยู่ที่การเลือกขนาดและแบบของกล้องนั้นควรให้เหมาะแก่งานที่มีโอกาสได้ใช้บ่อยที่สุด
ซึ่งเราต้องรู้ว่าจะนำไปใช้กับอะไรบ่อยที่สุด เช่น
|
- |
ถ้าวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็ว เช่น
สัตว์ป่าในทุ่งราบหรือกีฬาประเภทความเร็ว
กล้องส่องทางไกลควรเป็นขนาด 6X หรือ 7X
จึงจะเหมาะสมที่สุด เพราะมันมีกำลังขยายที่ต่ำ
และภาพที่กว้างจะทำให้เราใช้กล้องโดยการแพนตามวัตถุให้คงอยู่ในสายตาได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ต้องคำนึงระยะทางด้วยว่ายิ่งใกล้เท่าไรความเร็วที่ผ่านจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น |
|
-
|
สำหรับการดูนกหรือสัตว์
ควรเลือกกล้องที่มีกำลังขยายสูง
เท่าที่เราจะถือรับน้ำหนักได้ |
|
-
|
สำหรับหมอผ่าตัดหรือช่างทำทอง
ควรใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงขนาด 10X |
|
- |
ในป่าทึบเมืองร้อน จะให้แสงน้อยโดยเฉลี่ย
กล้องที่มีเลนส์กล้องขนาดใหญ่ประมาณ 30 มม.
หรือมากกว่านั้นจะช่วยได้มาก (กล้องขนาด 7X35
ให้รูรับแสง 5 มม. เหมาะสำหรับใช้ในป่าบ้านเรา) |
|
-
|
ถ้าอยู่บนรถไฟหรือเรือที่โยกเยกอยู่ตลอดเวลา
ควรเลือกกล้องที่มีกำลังขยายต่ำ
มีเลนส์ตัวหน้าใหญ่เข้าไว้
โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนัก
เพราะจะช่วยสายตาของเราไม่ให้ระคายเคืองได้มาก |
|
-
|
ในป่าทึบ..การมองเห็นในสภาพแสงน้อยสำคัญกว่ากำลังขยาย
ตรงกันข้ามกับเขตทุ่งราบและภูเขา
อย่างไรก็ตามกล้องที่มีกำลังขยายต่ำจะให้ขอบเขตของภาพกว้าง
และสามารถเก็บภาพเพียงปลายหางสัตว์เล็กที่โผล่เรี่ยยอดหญ้าได้อย่างชัดเจน
การที่ให้มันอยู่ในสายตาตลอดเวลานั้นสำคัญกว่าการรู้ว่ามันเป็นตัวผู้หรือมีเขางามขนาดไหน
จึงควรเลือกกล้องจากระยะ 7X หรือไม่เกิน 9X
ตัวใดตัวหนึ่ง โดยคำนึงถึงเงื่อนไขอื่นๆประกอบด้วย |
|
-
|
กล้องส่องทางไกลขนาด 8X20 แบบกันน้ำ ชนิด roof
prism มีน้ำหนักเบา
เหมาะสำหรับการนำติดตัวไปเดินทางไกล
และสามารถใช้งานในการตรวจสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ |
|
- |
กล้องส่องทางไกลชนิด "ไลท์เวท" และ "คอมแพค"
เป็นกล้องขนาดมินิที่ให้กำลังขยายสนามความกว้าง
และคุณภาพเลนส์ทัดเทียมกับกล้องมาตรฐานในขนาดเดียวกัน
แต่มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวตรงที่มันจะสูญเสียความสามารถในการรับแสงไปราว
30% เพื่อแลกกับน้ำหนักและขนาดที่ลดลงมา
แต่ก็ยังดีพอสำหรับแสงกลางวันทั่วไป
รวมถึงการนำไปดูดนตรีหรือกีฬากลางคืนในอินดอร์สเตเดี้ยม |
|
-
|
เวลาย่ำรุ่ง ยามโพล้เพล้
หรือคืนเดือนหงายที่เหมาะสำหรับการตกปลาบางประเภทเช่นเดียวกับการเห็นความ
เคลื่อนไหวบางอย่างบนผิวน้ำหรือการแตกตื่นของฝูงปลาเล็ก
รวมไปถึงการรู้ว่าเรือบางลำกำลังวัดปลาอะไรขึ้นมา
ด้วยเหยื่อชนิดไหน
เป็นข้อได้เปรียบของนักตกปลาคนนั้นที่จะใช้กล้องส่องทางไกลตัวที่มีรูรับแสง
ขนาดใหญ่ ซึ่งมันมีประโยชน์ในทุกสภาพแสง |
ลักษณะอาการผิดปกติของกล้องส่องทางไกล
มีมากมายหลายประการ อาทิเช่น
|
1. |
อาการบิดโค้ง (Distortion) หมายถึง
ถ้ากำลังขยายมีไม่เท่ากันตลอดเฟรม
หรือลำแสงถูกบังคับให้โค้งเข้าหรือโค้งออกจากศูนย์กลาง
ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้โดยลองโฟกัสวัตถุที่เป็นเส้นตรงทั้งในแนวตั้งและแนวนอน
โดยกำหนดให้ตั้งฉากกัน เช่น ขอบประตู
หรือชั้นวางของ เป็นต้น
แล้วสังเกตอาการเหล่านี้ตามขอบภาพที่มองเห็น
|
|
2. |
Flatness of Field
ตรวจสอบได้โดยนำหนังสือพิมพ์สักเล่มมาแปะไว้ข้างฝา
โดยให้มีระยะห่างราวๆ 10 เมตร
จากนั้นปรับจุดโฟกัสให้ชัดตรงกลาง
แล้วส่องไปที่ขอบหนังสือหรือทำกลับกัน
ถ้าปรากฎว่าเราต้องเปลี่ยนโฟกัสใหม่ให้วุ่นวายทุกครั้ง
แสดงว่าเลนส์ไม่ดีพอที่จะให้ความชัดในแนวระนาบเดียวกัน
|
|
3.
|
Color Fringing
นอกจากการคลาดสีด้วยระบบของเลนส์ที่ไม่อาจนำคลื่นแสงที่ต่างกันให้ตาในระนาบเดียวกันได้สมบูรณ์
การเกิดแสงจ้ารอบๆขอบวัตถุเมื่อมองในแบคกราวด์
(Back ground)
ที่สว่างจัดก็เป็นอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
เราสามารถตรวจสอบได้โดยลองโฟกัสวัตถุที่มีท้องฟ้าเป็นฉากหลัง
เช่น ต้นไม้
ถ้าเกิดมีแสงตามขอบใบไม้ที่ตัดกับท้องฟ้า
นั่นแหละคือ อาการของ Color Fringing เป็นต้น
หมายเหตุ
ไม่มีกล้องส่องทางไกลชนิดไหนที่สามารถหลีกเลี่ยงอาการเหล่านี้ได้ทั้งหมด
อาจเป็นอย่างใดอย่างหนี่ง หรือหลายๆอย่างรวมกัน
แต่ดีกรีของความมากน้อยและความสมดุลย์ของอาการเหล่านั้น
คือ ตัวที่แยกว่ากล้องชนิดไหนดีหรือเลว
|
หลักการเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
ปัจจัย
ที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อกล้องส่องทางไกลที่ถูกต้องเหมาะกับแต่ละคน
คือ
การเลือกซื้อใช้ให้เหมาะกับความจำเป็นหรือความต้องการในการใช้งาน
เราจะต้องรู้ก่อนว่าเราต้องการแบบใด
พยายามตัดสินใจว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดโดยเฉพาะ
เพราะว่าเมื่อเราพกพามันติดตัวออกไปใช้
เราไม่สามารถจะหิ้วไปหลายๆตัวได้และคงจะไม่ได้ใช้งานทุกตัวแน่นอน
ดังนั้นควรจะเลือกกล้องที่มีระบบที่จะได้ใช้งานมันได้มากที่สุดและชอบที่สุด
จากนั้นทดสอบส่องดูวัตถุในระยะต่างๆ สีสันสมจริงแค่ไหน
มีความชัดเจนดีไหม
ดูว่าตัวไหนที่เข้ากับสายตาเราได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆ
กำลังขยายควรให้เป็นเรื่องรองลงมา
เพราะกล้องส่องทางไกลจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้ามีกำลังขยายสูงๆแต่เมื่อดู
แล้วเป็นวัตถุที่ไม่ชัดเจน สั่นไหว โดยปกติจะพิจารณา 8
ขั้นตอนดังต่อไปนี้
|
1. |
ตรวจชนิดของปริซึม
ชนิดของปริซึมใช้บอกคุณภาพของกล้องได้
กล้องที่ดีมีราคาสูงมักจะมีปริซึมที่ทำจากแก้ว
BAK-4 ส่วนกล้องราคาต่ำมักจะใช้ปริซึมที่ทำจากแก้ว
BAK-7
ทดลองได้โดยยกกล้องสองตาขึ้นส่องห่างจากตาพอสมควร
มองที่เลนส์ตา
หากเห็นแสงค่อนข้างทึบไม่สุกสว่างมากนักและช่องแสงเป็นรูปเหลี่ยม
แสดงว่าใช้ปริซึมคุณภาพต่ำทำจากแก้ว BAK-7
แต่หากช่องแสงเป็นรูกลมสว่างแสดงว่ากล้องดังกล่าวใช้ปริซึมคุณภาพดีทำจาก
แก้ว BAK-4
|
|
2.
|
ตรวจการเคลือบเลนส์ ให้มองเข้าไปที่เลนส์วัตถุ
(เลนส์หน้ากล้อง)
มองแสงสะท้อนที่เกิดจากหลอดไฟในร้านหรือแสงจากหน้าต่าง
ถ้าเห็นเป็นสีขาวและใสแสดงว่าเลนส์ไม่ได้รับการเคลือบสารหรือเคลือบน้อยมาก
หากเลนส์เคลือบสารหลายชั้นจะต้องมองเห็นแสงสะท้อนเป็นสีเขียวหรือน้ำเงินอมม่วงและค่อนข้างทึบแสง
และสำหรับกล้องที่เคลือบสารทั้งเลนส์และปริซึมที่เรียกว่า
"Fully muticoated"
จะเหมือนกับว่าเรามองเข้าไปในท่อมืดๆทีเดียว
|
|
3.
|
ตรวจความคลาดเคลื่อนของกล้อง (Collimation)
ใช้มือปิดหน้ากล้องข้างหนึ่ง
แล้วปรับกล้องสายตาส่องวัตถุอย่างหนึ่ง
ปรับโฟกัสให้ชัด
จากนั้นเอามือออกถ้ากล้องวางตำแหน่งของเลนส์ดี
ภาพจากสองตาจะกลายเป็นภาพเดียวกันทันที
มองดูไม่ปวดตา
แต่ถ้ามีความคลาดเคลื่อนของการวางเลนส์หรือระบบแสง
ภาพจะไม่ซ้อนกันทันที
สังเกตได้ว่ากล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากเพื่อพยายามให้ภาพซ้อนเหลื่อมกัน
กล้องที่มีลักษณะดังกล่าวจัดเป็นกล้องที่คลาดเคลื่อน
ไม่ควรซื้อมาใช้
เพราะจะทำให้เมื่อยตาและปวดศีรษะตามมา
|
|
4.
|
ตรวจสอบระยะคมชัด
โดยใช้กล้องสองตาส่องไปยังรายละเอียดเล็กๆในระยะไกลดูว่ากล้องแยกความละเอียดได้หรือไม่
ก่อนตรวจสอบต้องแน่ใจว่าได้ปรับแก้ค่าสายตาที่เลนส์ตาข้างขวาดีแล้ว
และสำหรับผู้ที่มีสายตาผิดปกติ
ลองตรวจสอบระยะคมชัดที่ระยะอนันต์ของกล้องดู
โดยเลื่อนโฟกัสไปที่ระยะอนันต์
ถ้าเป็นระยะอนันต์ที่ถูกต้องไม่ว่าคุณจะมองผ่านแว่นหรือถอดแว่น
ภาพจะต้องคมชัดเหมือนกันเพราะเป็นระยะอนันต์
|
|
5.
|
ตรวจสอบความคมชัดของเลนส์
เมื่อจับรายละเอียดของวัตถุไกลได้แล้ว
ให้เคลื่อนสายตามาที่ขอบจอ
แล้วสังเกตว่าภาพมัวลงหรือไม่
กล้องสองตาที่ดีต้องให้ภาพคมชัดตลอดไปไม่ว่าจะที่ตรงกลางหรือที่ขอบเลนส์
แต่ถ้าเป็นกล้องคุณภาพต่ำบางรุ่น
ภาพที่เห็นอาจมัวได้
|
|
6.
|
ตรวจสอบระยะสบายตา
สำหรับผู้ใส่แว่นตาสามารถทดสอบได้โดยตรง
ลองใช้กล้องสองตาส่องทาบกับแว่นตา
แล้วดูว่ายังเห็นภาพได้เต็มจอหรือไม่
วิธีวัดระยะสบายตาอีกแบบหนึ่ง
คือให้กล้องสองตารับแสงสว่าง
แล้วหาฉากมารับภาพโฟกัส
ระยะที่ปรากฎบนฉากถ้าห่างจากขอบเลนส์ตาเกิน 1.5
มม. ถือว่าเป็นกล้องที่มีระยะสบายตาได้มาตรฐาน
|
|
7.
|
ตรวจสอบเสถียรภาพของระยะโฟกัส
โดยวางมือทาบลงบนฝาเปิดเลนส์ตาเบาๆ
หากกล้องยุบตัวลงเนื่องเพราะระบบโฟกัสเลื่อนตกลงได้ง่าย
แสดงว่าเสถียรภาพของระบบโฟกัสไม่ดี
หากถูกกระแทกหรือชนเข้าเล็กน้อย
ระยะโฟกัสจะเปลี่ยนไปทันที
|
|
8.
|
ตรวจสอบความคล่องตัว
เนื่องจากกล้องสองตาเป็นกล้องที่ต้องติดตัวและห้อยคออยู่ตลอดเวลา
ความเหมาะมือ น้ำหนักที่เหมาะสม
สายคล้องคอที่นุ่มสบายแต่ทนทาน
การควบคุมระบบโฟกัสทุกสิ่งทุกอย่างต้องสะดวกกับการใช้งาน |
เหล่า
นี้คือหัวใจสำคัญ 8 ขั้นตอนของการเลือกซื้อกล้องส่องทางไกล
นอกจากนี้กระเป๋ากล้องก็มีความสำคัญที่ต้องพิจารณาไม่แพ้กัน
กล้องควรถูกเก็บบรรจุในกระเป๋าที่ได้มาตรฐาน
โดยใส่กล้องไว้ในแนวตั้ง สะดวกต่อการหยิบใช้งาน
กระเป๋าโดยทั่วไปที่ใช้สำหรับกล้องแบบนี้จะต้องปิดผนึกกันฝุ่นละอองและความ
สกปรกต่างๆได้ดี แต่กรณีที่ต้องอยู่บนเรือ
เราก็จะต้องมีกระเป๋ากล้องชนิดที่กันน้ำได้อีกด้วย
นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำแนะนำที่จะช่วยให้ตัวเราได้ตัดสินใจว่า
จะเลือกกล้องแบบใดดี หรือจะซื้อหรือไม่ |