|
แมลงในโลกนี้มีอยู่ประมาณ
30 ล้านชนิด หรือมากกว่าสัตว์อื่นๆทุกชนิดรวมกัน นักวิชาการบางท่านก็บอกว่าแมลงมีมากถึง
3 ใน 4 ส่วน ของสัตว์โลกทั้งหมด ซึ่งแมลงที่มนุษย์รู้จักดีและต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษมากกว่าแมลงชนิดอื่นๆก็คือผีเสื้อ
โดยเฉพาะผีเสื้อกลางวัน เพราะเป็นแมลงที่มีปีกสวยสดงดงามมากกว่าแมลงชนิดใดในโลกใบนี้
ปีกทั้ง2คู่ของผีเสื้อกลางวันมีสีสันและลวดลายต่างๆนานาจนเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น
จนได้รับสมญานามว่าอัญมณีที่มีปีก ประกอบกับผีเสื้อกลางวันมีอยู่เกือบทุกแห่งหนในโลกใบนี้
ไม่ว่าจะเป็นตามขุนเขาสูง พื้นที่ราบต่ำ สวนสาธารณะ
เรือกไร่สวน แปลงผัก ที่รกร้าง ตลอดจนตามเกาะแก่งต่างๆที่มีพันธุ์ไม้โดยเฉพาะไม้ดอกขึ้นอยู่หนาแน่น
ทำให้ผู้คนย่อมรู้จักและพบเห็นผีเสื้ออยู่บ่อยๆจนชินตา
ยิ่งในยามที่เราพบผีเสื้อนับร้อยนับพันโบยบินขึ้นพร้อมกัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านั่นคือภาพงามตาที่ทำให้หลงใหลในความงามของอัญมณีมีชีวิตแห่งผืนพงไพร
|
"จากซ้ายไปขวา..ผีเสื้อเหลืองหนามแถบกว้าง(Indian
Yellow Nawab) ผีเสื้อเหลืองหนามใหญ่โคนปีกดำ(Great
Nawab) และผีเสื้อตาลหนามแดง(Tawny Rajah)"
|
"จากซ้ายไปขวา..วงศ์ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ
และผีเสื้อหางดาบลายขีด(Chain Swordtail)"
|
การดูผีเสื้อสามารถดูได้ตลอดทั้งปี
แต่บางฤดูกาลจะพบผีเสื้อมากกว่าปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ
หากอากาศร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไป ผีเสื้อก็มีน้อย
เช่นเดียวกับหากเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งกันดารและมีความชื้นต่ำก็ย่อมมีผีเสื้อน้อย
เพราะนอกจากสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้ว พืชอาหารของระยะตัวหนอนก็ไม่ดี
รวมทั้งไม้ดอกที่จะเป็นแหล่งน้ำหวานของผีเสื้อระยะตัวเต็มวัยก็ไม่ดีเช่นกัน
ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดสำหรับการดูผีเสื้อในเมืองไทยก็คือช่วงเดือนเมษายน
สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่ผีเสื้อมักกำเนิดออกมาเป็นจำนวนมากพร้อมๆกัน
แต่บางท้องที่ในภาคเหนือที่มีความชื้นสูงจะมีผีเสื้อมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม
ส่วนทางภาคใต้ซึ่งมีฝนตกชุกมากกว่าภาคอื่นๆทำให้พบผีเสื้อเป็นจำนวนมากอยู่เกือบตลอดปี
อย่างไรก็ตามการพบผีเสื้อเป็นจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่ามีจำนวนชนิดมาก
|
|
ในเมืองไทยมีแหล่งดูผีเสื้อในธรรมชาติมากมายหลายแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นอุทยานฯแก่งกระจาน อุทยานฯเขาใหญ่
อุทยานฯปางสีดา เขตรักษาพันธุ์ฯเขาสอยดาว
เขตรักษาพันธุ์ฯเขาเขียว-เขาชมภู่ อุทยานฯเอราวัณ
และอุทยานฯเขาสก บางแห่งก็มีการจัดงานเทศกาลดูผีเสื้อเป็นประจำทุกปี
อย่างเช่นอุทยานฯปางสีดาที่จัดขึ้นทุกปีในราวเดือนมิถุนายน
สิงหาคม โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้คอยให้คำแนะนำว่าผีเสื้อแต่ละตัวที่พบเห็นนั้นเป็นชนิดใดบ้าง
รวมถึงมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูผีเสื้อ
และการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อ
แหล่งดูผีเสื้อที่เหมาะสมควรเป็นแหล่งน้ำที่มีลำธารไหลเอื่อยๆผ่านโขดหิน
ตามริมลำธารที่เป็นลานหินและมีแอ่งน้ำขัง
ตามพื้นทรายที่ชื้นแฉะริมลำน้ำ บริเวณที่มีผลไม้เน่า
หรือมีมูลสัตว์จำพวกขี้ช้างอยู่เป็นจำนวนมาก
ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผีเสื้อดูผีเสื้อกลางวันมีอยู่
2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่เวลา 07.00-10.00
น. และช่วงที่สองตั้งแต่เวลา 14.00-17.00
น. ทั้งนี้ต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้ฝน
หรือหลังฝนหยุดตก อนึ่งช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาสำหรับดูผีเสื้อที่ดีที่สุด
เพราะผีเสื้อมักจะเกาะตามกิ่งไม้ใบไม้เพื่ออาบแดดให้ลำตัวและปีกอบอุ่นแข็งแรง
ก่อนออกบินหากิน ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ดูผีเสื้อได้อย่างใกล้ชิดมากกว่าช่วงบ่าย
ประกอบกับช่วงเช้ามีอากาศเย็นสบายไม่ร้อนจนเกินไป
สำหรับช่วงกลางวันตั้งแต่เวลา 10.00-14.00
น. มักเป็นช่วงเวลาที่ผีเสื้อส่วนใหญ่หลบพักผ่อนอยู่ตามใต้ร่มเงาไม้น้อยใหญ่
ส่วนช่วงกลางคืนนั้นผีเสื้อกลางวันก็จะพักผ่อนหลับนอนด้วยการเกาะนิ่งๆตามกิ่งไม้ใบไม้
|
"ผีเสื้อหนอนจำปีธรรมดา(Tailed
Jay)"
|
เมื่อพบผีเสื้อควรเคลื่อนตัวเข้าไปอย่างช้าๆและให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้
รวมทั้งพยายามเดินอ้อม อย่าเดินตรงๆเข้าไป และอย่าให้เงาของตัวเองทอดทับลงไปบนผีเสื้ออย่างเด็ดขาด
เพราะผีเสื้อมีประสาทตาที่สามารถรับภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
หากผีเสื้อตกใจจนบินหนีจากไป ขอให้ใจเย็นๆและอดทนด้วยการนั่งรอคอยอยู่ใกล้ๆในระยะที่เหมาะสมกับบริเวณที่ผีเสื้อลงกินโป่งดิน
โป่งน้ำ หรือน้ำหวานจากดอกไม้ โดยควรซุ่มอยู่ในบริเวณร่มเงาและนั่งนิ่งๆเพื่อไม่ให้ผีเสื้อสังเกตเห็นได้ชัด
ไม่นานเกินรอผีเสื้อก็จะบินกลับมาอีก แต่ผีเสื้อบางชนิดก็เอาแน่นอนอะไรไม่ได้
ทั้งนี้เมื่อใดที่ผีเสื้อลงกินอาหารหรือแร่ธาตุ มันมักจะเกาะกินอย่างสงบนิ่ง
โดยไม่สนใจอันตรายรอบข้าง คงมีอยู่เพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย
|
|
การดูผีเสื้อให้สนุกสนานเพลิดเพลินและได้รับความรู้
ควรต้องเตรียมอุปกรณ์ 4 ประการ ติดตัวไปด้วยเสมอ
ได้แก่
-
หนังสือคู่มือดูผีเสื้อ เฉกเช่นเดียวกับหนังสือดูนก
เพื่อช่วยจำแนกผีเสื้อแต่ละชนิดที่เราพบ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม
ที่สำคัญควรศึกษาข้อมูลต่างๆในหนังสือดังกล่าวให้เข้าใจดีพอเสียก่อน
โดยเฉพาะการจดจำลักษณะเด่นๆของผีเสื้อแต่ละวงศ์แต่ละสกุลซึ่งมักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
-
กล้องส่องทางไกลแบบสองตา เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการดูนก
แต่ไม่จำเป็นต้องมีกำลังขยายมากเท่ากับการใช้เพื่อดูนก
เพื่อใช้ดูผีเสื้อที่หากินตามยอดไม้ที่ไม่สูงนักและผีเสื้อที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย
|
-
สมุดบันทึกและปากกา/ดินสอ เพื่อใช้บันทึกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นชนิดของผีเสื้อ
สถานที่ที่พบ วันเดือนปี เวลา ขนาดของผีเสื้อ สีของปีกทั้งด้านบนและด้านล่าง
ลักษณะการเกาะ ลักษณะการบิน อาหารที่กิน ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆที่ได้พบเห็น
รวมทั้งอาจจะวาดภาพประกอบด้วยก็ได้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับดูและศึกษาผีเสื้อในคราวต่อไป
-
การแต่งกาย ควรสวมเสื้อผ้าที่มีสีกลมกลืนกับธรรมชาติ
หากเป็นสีสว่างตาหรือสีฉูดฉาดสะท้อนแสงจะทำให้ผีเสื้อบางชนิดที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย
พบเห็นและบินหนีจากไป
บางคนอาจเสริมว่าอุปกรณ์ต้องมี
5 ประการ ซึ่งอุปกรณ์สุดท้ายก็คือกล้องถ่ายภาพ
เพื่อใช้บันทึกภาพผีเสื้อในการนำมาพิจาณาจำแนกชนิดให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง
รวมทั้งเก็บสะสมภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะปัจจุบันผีเสื้อแต่ละชนิดเริ่มลดน้อยลง
บางชนิดก็สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยหรือโลกใบนี้แล้ว
เนื่องจากป่าไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของผีเสื้อได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก
รวมทั้งการจับผีเสื้อเพื่อนำมาสตัฟฟ์ใส่กรอบขายเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป
บ้างก็ว่าถ้าให้ดีก็ต้องมีอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งเพิ่มเติม
คือ แว่นขยาย โดยควรเป็นชนิดแบบมีด้ามจับและมีขนาดØของเลนส์ประมาณ
7-10 ซม. เพื่อใช้ส่องดูรายละเอียดของปีกผีเสื้อให้ชัดเจนมากขึ้น
เหมาะสำหรับการดูผีเสื้อที่ไม่ตื่นตกใจง่ายและหากินตามพื้นหรือดอกไม้บนต้นไม้ที่ไม่สูงจนเกินไปนัก
วิธีจำแนกผีเสื้อก็ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก โดยพิจารณาความแตกต่างของแต่ละชนิดเป็นหลัก
เริ่มจากจุดเด่นบนปีก ทั้งรูปทรง สีสัน และลวดลาย
เช่น หางของปีกคู่หลังมีลักษณะเป็นติ่งหรือดาบ..ก็เป็นกลุ่มผีเสื้อหางติ่งหรือหางดาบ
ปีกมีสีพื้นก็เป็นกลุ่มผีเสื้อจรกา หากปีกมีสีพื้นสลับสีฉูดฉาดก็เป็นกลุ่มผีเสื้อหนอนกาฝาก
หากปีกมีลายจุดกลมราวกับตานกฮูกก็เป็นกลุ่มผีเสื้อตาลพุ่ม
เป็นต้น
ผีเสื้อส่วนใหญ่มีปีกคล้ายกันทั้งสองเพศ
แต่บางชนิดเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกัน ทั้งสีสันลวดลาย
ขนาดความกว้างของปีก และรูปทรงปีก จนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนละชนิด
ต้องสังเกตและจำแนกให้ดี เช่น ผีเสื้ออาชดุ๊กธรรมดา
ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา และผีเสื้อหางติ่งนางละเวง เป็นต้น
|
เมื่อเริ่มมีความชำนาญแล้ว
ก็ฝึกหัดสังเกตสีของหนวด สีของลำตัว จำนวนขา
รวมทั้งท่าทางการเกาะ การบิน การลงกินอาหาร
ซึ่งจะแตกต่างกันไปด้วย
สำหรับนักดูผีเสื้อมือใหม่ควรเริ่มฝึกดูผีเสื้อครั้งแรกในละแวกใกล้ๆบ้าน
เช่น ที่รกร้าง เรือกไร่สวน แปลงผัก สวนดอกไม้
สวนสาธารณะ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชำนาญในการดูและจำแนกผีเสื้อ
ก่อนออกไปดูผีเสื้อตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
คงมีไม่น้อยที่สงสัยว่าเวลาไปเที่ยวป่าแทนที่เราจะพบผีเสื้อเกาะตามดอกไม้
เรากลับพบผีเสื้อหลายชนิดไปรวมกันอยู่แถวริมห้วย
แอ่งน้ำ หรือที่ชื้นแฉะบนถนน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
|
"ผีเสื้ออาชดุ๊คธรรมดา(Common
Archduke) ตัวผู้"
|
นั่นเป็นเพราะเราเคยชินกับผีเสื้อตามสวนหย่อมแถวบ้านที่ชอบหากินอยู่ตามดอกไม้
จึงมักเข้าใจว่า ผีเสื้อกินน้ำหวานดอกไม้เพียงอย่างเดียว
ทั้งที่จริงๆแล้วสัตว์ทุกชนิดย่อมต้องการแร่ธาตุต่างๆเพื่อเสริมสร้างร่างกาย
โดยเฉพาะสัตว์ที่ตั้งท้อง
สำหรับผีเสื้อนั้น
ของเหลวที่เป็นแร่ธาตุไม่ได้มีอยู่แต่ในน้ำหวานดอกไม้เท่านั้น
แต่ยังพบอยู่ตามพื้นดินและพื้นทรายเปียกชื้น ซากสัตว์
และผลไม้เน่า แม้กระทั่งปัสสาวะหรือมูลสัตว์ก็ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่ผีเสื้อต้องการ
โดยเฉพาะผีเสื้อตัวผู้ต้องการแร่ธาตุบางอย่างในการสร้างสเปิร์ม
และกลิ่นหอมพิเศษเพื่อดึงดูดตัวเมีย นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ผีเสื้อ(ตัวผู้)ต้องลงกินโป่ง
ส่วนผีเสื้อตัวเมียนั้นกินแต่น้ำหวานดอกไม้เสมอ(เช่นเดียวกับยุงตัวเมีย)
"ผีเสื้อแผนที่เส้นตรง(Straight-line
Map)"
|
ตามแอ่งน้ำหรือที่ชื้นแฉะริมถนนบางแห่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ
มักเป็นที่โล่ง มีแสงส่องถึง เราอาจพบผีเสื้อลงไปหากินรวมกันอยู่เป็นจำนวนนับร้อยนับพันตัว
เกาะกันหนาแน่นแทบทุกตารางนิ้ว จึงเรียกกันว่าโป่งผีเสื้อ
ยิ่งในฤดูแล้ง..โอกาสพบโป่งผีเสื้อมีมากกว่าช่วงอื่น
เพราะแหล่งน้ำมีจำกัด ทำให้ผีเสื้อต้องมารวมกันอยู่ที่นั้น
จึงเป็นโอกาสดีของนักดูผีเสื้อที่จะไปเฝ้ารอดูและสังเกตลักษณะเด่นของผีเสื้อแต่ละชนิดได้ง่าย
ในการกินอาหาร
ผีเสื้อใช้ปากที่เป็นหลอดดูด เรียกว่าท่องวง(proboscis)
ดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว ท่องวงมีลักษณะเป็นหลอดรูปครึ่งวงกลม
2 หลอด ประกบกันสนิทด้วยขอเกี่ยวเล็กๆทางด้านข้าง
ปกติแล้วท่องวงนี้จะม้วนขดคล้ายลานนาฬิกาเก็บไว้
เมื่อต้องการดูดกินของเหลว ผีเสื้อก็จะคลายท่องวงออกมา
และขณะที่มันดูดนั้น ผีเสื้อจะพ่นน้ำออกทางก้นเป็นระยะๆด้วย
เพราะเมื่อมันได้แร่ธาตุที่ต้องการในของเหลวแล้ว
มันก็จะกำจัดน้ำส่วนเกินออกมา
|
|
เมื่อถึงช่วงหน้าร้อนจนถึงช่วงต้นฤดูฝน
จึงมีผู้ที่ชื่นชอบผีเสื้อ เดินทางออกไปตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
ซึ่งบริเวณที่ดูผีเสื้อก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นแหล่งน้ำที่มีลำธารไหลเอื่อยๆผ่านโขดหิน
ตามริมลำธารที่เป็นลานหินและมีแอ่งน้ำขัง
ตามพื้นทรายที่ชื้นแฉะริมลำน้ำ ตามถนนดินหรือลูกรังที่มีน้ำขัง
บริเวณที่มีผลไม้สุกงอมร่วงหล่นลงพื้น ยิ่งใกล้เน่ายิ่งชอบ
หรือบริเวณที่มีมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลช้างสดๆที่มีขนาดใหญ่กว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น
กล่าวถึงมูลสัตว์แล้ว ยังนึกถึงภาพในวันเก่าๆได้
ครั้งนั้นพบฝูงผีเสื้อราว 4-5 ชนิด ร่วมกว่า
50 ตัว กำลังมะรุมมะตุ้มดูดกินแร่ธาตุอะไรบางอย่างที่พื้น
จึงค่อยๆเดินย่องเข้าไป เมื่อได้ระยะก็เริ่มถ่ายภาพบันทึกไว้
ก่อนเข้าไปใกล้อีกจนได้กลิ่นค่อนข้างเหม็นรุนแรง
ในใจคิดว่าน่าจะเป็นมูลสัตว์กินเนื้อ ต้องกลั้นใจอดทนเพื่อได้ภาพของผีเสื้ออันแสนสวยงาม
และแล้วก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งผ่านมาใกล้ริมทางที่เรานอนหมอบถ่ายภาพ
ฝูงผีเสื้อจึงตกใจและบินขึ้นพร้อมกันเป็นฝูง
สีสันที่ฉูดฉาดและลวดลายบนปีกที่งามตา ช่างเป็นภาพที่สวยงามจับใจ
บางตัวก็บินมาเกาะบนหัว บ้างก็เกาะบนหลัง
และหลายตัวบินเฉียดหน้าไปมา ก่อนจะพบว่าโลกที่สวยงามเมื่อครู่ช่างน่าสะอิดสะเอียน
เพราะมูลสัตว์(กลิ่นเหม็น)ที่เหล่าผีเสื้อลงกินแร่ธาตุนั้นเป็นมูลของมนุษย์อย่างเราๆที่ถ่ายเรี่ยราดเอาไว้
ไม่กลบฝัง มองโลกแง่ดี..อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามูลมนุษย์ก็เป็นแร่ธาตุที่โปรดปรานของพวกเขา
รวมทั้งปัสสาวะของมนุษย์ ไม่เชื่อก็สังเกตได้บริเวณหลังห้องน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลดังกล่าว
เราจะพบผีเสื้อมาดูดกินแร่ธาตุอยู่เป็นจำนวนมากและหลากชนิด
|
"ผีเสื้อเจ้าชายม่วงอินเดีย(Indian
Purple Emperor)"
|
การท่องป่าในชีวิตของผู้เขียนเสมือนเป็นลมหายใจบริสุทธิ์ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย
สร้างน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้สูบฉีด ในปีๆหนึ่งจึงต้องออกท่องป่าอยู่ร่ำไป
ทั้งที่เป็นสถานที่เดิมๆหรือแห่งใหม่ บ่อยครั้งที่มีเวลาเหลือเฟือในป่าใหญ่
จึงหากิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ทางธรรมชาติด้วยการทำโป่ง(เทียม)ผีเสื้อขึ้นมา
ด้วยการใช้เกลือเม็ดผสมน้ำคลุกเคล้าเข้ากับพื้นดินพื้นทรายที่ชื้นแฉะ
หากพื้นนั้นแห้งแล้งก็ต้องใช้น้ำรดพอหมาดๆ แล้วคลุกเคล้าให้เกลือเม็ดกับดินคละเคล้าจนได้ที่
มันจะส่งกลิ่นยั่วยวนใจให้ผีเสื้อจำนวนมากเข้ามากินอาหารอันโอชะเหล่านี้
บางครั้งก็เตรียมมาแต่เนิ่นๆด้วยการเลือกหาซื้อผลไม้สุกงอมใกล้เน่าติดตัวเข้าไปในป่า
หากหาไม่ได้ก็ใช้ผลไม้สุกทั่วไป แล้วนำมาใส่ถุงพลาสติก
มัดปากให้แน่นไม่ให้อากาศผ่านเข้าออกได้ ก่อนนำไปตากแดดทั้งวัน
วิธีนี้หากมีโหลแก้วจะช่วยบ่มให้ผลไม้สุกงอมใกล้เน่าเร็วขึ้น
รุ่งขึ้นก็นำออกจากถุงพลาสติกมาวางไว้ ไม่นานนักก็มีทั้งผึ้ง
ชันโรง และผีเสื้อต่างมารุมล้อมทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เราเตรียมไว้ให้พวกเขาฉลองกันอย่างเต็มที่
ส่วนเราก็เพลินกับการบันทึกภาพและจำแนกชนิดของผีเสื้ออย่างมีความสุข
"ผีเสื้อแพนซีฟ้า(Blue
Pansy) ตัวผู้"
|
ส่วนการใช้กะปิหรือน้ำปลาทำเป็นโป่งเทียมเพื่อล่อผีเสื้อ
สามารถทำได้เช่นกัน แต่กลิ่นอาจจะรบกวนสัตว์ป่า
รวมถึงรบกวนนักวิชาการที่ต้องการศึกษาชีวิตสัตว์ป่าในบริเวณนั้น
หรือพื้นที่ข้างเคียงได้ ซึ่งวิธีนี้ถูกต่อต้านจากผู้รักษ์ผีเสื้อว่าเป็นกุศโลบายที่แย่มากๆ
ก็แจ้งให้รับรู้ไว้ จักได้ไม่กระทำเช่นนั้น
อนึ่งการที่ผีเสื้อ(รวมทั้งผึ้ง)บินมาตอมหรือเกาะตามตัวเรา
โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกชุ่มโชก ก็จะได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากเหล่าผีเสื้อ
อย่าได้เข้าใจผิดว่าตัวเรานั้นหวานเช่นเดียวกับเกสรดอกไม้ป่า
แต่แท้จริงแล้วพวกเขามาขอดูดกินเกลือและแร่ธาตุจากเหงื่อของเรา
|
ผู้เขียนแนะนำการทำโป่งเทียมสำหรับผีเสื้อ
เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักมีกิจกรรมทางธรรมชาติในเชิงสร้างสรรค์
ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาของตนเอง หรือทางการค้า ด้วยการจับผีเสื้อนำมาสตัฟฟ์ใส่กรอบไว้ประดับตามฝาบ้าน
หรือขายเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป
เพราะผีเสื้อไม่ได้มีประโยชน์แต่เพียงช่วยแพร่กระจายพันธุ์พืช(คงมีเพียงไม่กี่ชนิดที่ทำลายพืชไร่พืชสวน)
แต่เรายังสามารถใช้เป็นดัชนีหรือตัวบ่งชี้ถึงสภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าได้เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น
หากเราพบเป็นจำนวนมากก็แสดงว่าสภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์
มีพืชอาหารที่เพียงพอสำหรับผีเสื้อในช่วงระยะตัวหนอน
ยิ่งมีผีเสื้อหลากหลายชนิดในผืนป่าแห่งนั้น ย่อมแสดงว่าผืนป่านั้นมีความหลากหลายของพันธุ์พืชและระบบนิเวศ
ตรงกันข้ามหากเราพบผีเสื้อเป็นจำนวนน้อยก็แสดงว่าป่าได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก
หรือถ้าเราพบแต่ผีเสื้อซึ่งในระยะตัวหนอนจะกินพืชอาหารจำพวกหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วก็แสดงว่าสภาพป่าแห่งนั้นได้ขาดความอุดมสมบูรณ์ลงไปแล้ว
เป็นต้น
|
ด้วยเหตุที่ผีเสื้อแต่ละชนิดจะมีความเฉพาะเจาะจงกับพืชอาหารของมันโดยเฉพาะระยะหนอน
ซึ่งผีเสื้อจะวางไข่ไว้บนใบไม้ที่เป็นพืชอาหารของหนอนผีเสื้อ
ช่วงนี้หนอนผีเสื้อจะกินอาหารจุมากและเป็นระยะเวลายาวนานประมาณ
2-3 สัปดาห์ เพื่อเร่งให้ร่างกายเจริญเติบโตโดยเร็ว
รวมทั้งเก็บกักตุนอาหารไว้ใช้ในช่วงระยะดักแด้
ดังนั้นหากพันธุ์ไม้ในป่าที่เป็นพืชอาหารของผีเสื้อถูกทำลาย
โอกาสที่แม่ผีเสื้อจะวางไข่ก็มีโอกาสน้อย
และพืชอาหารก็อาจไม่เพียงพอสำหรับระยะหนอนจนทำให้ต้องแย่งกิน
และมีบางตัวที่ต้องตายไปในที่สุดเพราะอดอาหาร
กล่าวถึงหนอนผีเสื้อก็อดไม่ได้ที่จะขอเอื้อนเอ่ยว่าหลายคนพบเห็น
มักร้องยี้ แต่ยลโฉมดูดีๆซิครับ พวกเขาก็น่ารักแบบแปลกๆแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด
บางชนิดดูคล้ายมนุษย์ต่างดาวตัวน้อยมาเยือนโลก
บ้างก็ดูคล้ายลูกหมาที่มีขนปุกปุยดูน่ารักน่าชัง
|
"น่ารักเช่นนี้
จะรังเกียจฉันทำไม"
|
|
|
จริงอยู่ที่ศัตรูของผีเสื้อมีอยู่ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมัน
เช่น นกกินหนอน นกกินแมลง ค้างคาวกินแมลง
สัตว์เลื้อยคลาน ตั๊กแตน เป็นต้น แต่เมื่อเปรียบเทียบจำนวนไข่ที่แม่ผีเสื้อวางบนพืชอาหารกับผีเสื้อในระยะตัวเต็มวัยแล้ว
จะพบว่ามีความแตกต่างกันมาก ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่มีชีวิตรอดกลายมาเป็นผีเสื้อในระยะตัวเต็มวัยนั้นมีน้อยมาก
แม้ธรรมชาติจะได้กำหนดให้ผีเสื้อมีช่วงอายุขัยเพียงสั้นๆ
และแม่ผีเสื้อก็จะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต
เมื่อวางไข่ก็จะตายจากไป แต่หากสภาพป่ายังคงอุดมสมบูรณ์
ป่าก็ยังคงเป็นแหล่งที่มีแมลงสวยงามมาเป็นอาภรณ์ประดับให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดไป
|
ปัจจุบันจะมีใครสักกี่คนที่ตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตน้อยๆในป่าเช่นผีเสื้อที่มีส่วนช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติ
หรือให้ความสนใจถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผีเสื้อ รวมทั้งการช่วยกันอนุรักษ์ผีเสื้อให้คงไว้อยู่คู่ป่าตราบนานเท่านาน
หากคิดว่าการช่วยกันรักษาป่าไม่ให้ถูกทำลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตและไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะจัดการได้
ผู้เขียนขอแนะนำว่าเราทุกคนสามารถช่วยอนุรักษ์ผีเสื้อได้ด้วยวิธีการง่ายๆ
คือ การไม่ซื้อหาของที่ระลึกที่ทำจากผีเสื้อ
|