www.E-Travelmart.com
    บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด

หน้าหลัก
เกี่ยวกับบริษัทฯ
สินค้าและผลิตภัณฑ์
โปรโมชั่น
วิธีการรับสินค้า/การชำระเงิน
สโมสร TRAVEL MART
การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ
การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ
สิทธิประโยชน์สมาชิกฯ ปี 56
Let's enjoy nature
เทคนิคแค้มป์
คลีนิคแค้มป์
ลองภูมิชาวแค้มป์
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
ถอดรหัสธรรมชาติ
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
สัตว์ป่าและไม้ป่าน่ารู้
บริการรับจัดกรุ๊ป
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
ถาม-ตอบ
บริการอื่นๆ
ข่าวประชาสัมพันธ์/Charity
ลิงค์เพื่อนบ้าน
แผนผังเว็บไซต์

 

 
เทคนิคแค้มป์
“โป่งผีเสื้อ”

แมลงในโลกนี้มีอยู่ประมาณ 30 ล้านชนิด หรือมากกว่าสัตว์อื่นๆทุกชนิดรวมกัน นักวิชาการบางท่านก็บอกว่าแมลงมีมากถึง 3 ใน 4 ส่วน ของสัตว์โลกทั้งหมด ซึ่งแมลงที่มนุษย์รู้จักดีและต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษมากกว่าแมลงชนิดอื่นๆก็คือ“ผีเสื้อ” โดยเฉพาะผีเสื้อกลางวัน เพราะเป็นแมลงที่มีปีกสวยสดงดงามมากกว่าแมลงชนิดใดในโลกใบนี้ ปีกทั้ง2คู่ของผีเสื้อกลางวันมีสีสันและลวดลายต่างๆนานาจนเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น จนได้รับสมญานามว่า“อัญมณีที่มีปีก” ประกอบกับผีเสื้อกลางวันมีอยู่เกือบทุกแห่งหนในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นตามขุนเขาสูง พื้นที่ราบต่ำ สวนสาธารณะ เรือกไร่สวน แปลงผัก ที่รกร้าง ตลอดจนตามเกาะแก่งต่างๆที่มีพันธุ์ไม้โดยเฉพาะไม้ดอกขึ้นอยู่หนาแน่น ทำให้ผู้คนย่อมรู้จักและพบเห็นผีเสื้ออยู่บ่อยๆจนชินตา ยิ่งในยามที่เราพบผีเสื้อนับร้อยนับพันโบยบินขึ้นพร้อมกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านั่นคือ“ภาพงามตา”ที่ทำให้หลงใหลในความงามของอัญมณีมีชีวิตแห่งผืนพงไพร

"จากซ้ายไปขวา..ผีเสื้อเหลืองหนามแถบกว้าง(Indian Yellow Nawab) ผีเสื้อเหลืองหนามใหญ่โคนปีกดำ(Great Nawab) และผีเสื้อตาลหนามแดง(Tawny Rajah)"

"จากซ้ายไปขวา..วงศ์ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ และผีเสื้อหางดาบลายขีด(Chain Swordtail)"

การดูผีเสื้อสามารถดูได้ตลอดทั้งปี แต่บางฤดูกาลจะพบผีเสื้อมากกว่าปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศและสภาพภูมิประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ หากอากาศร้อนหรือหนาวเย็นจนเกินไป ผีเสื้อก็มีน้อย เช่นเดียวกับหากเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งกันดารและมีความชื้นต่ำก็ย่อมมีผีเสื้อน้อย เพราะนอกจากสภาพแวดล้อมไม่ดีแล้ว พืชอาหารของระยะตัวหนอนก็ไม่ดี รวมทั้งไม้ดอกที่จะเป็นแหล่งน้ำหวานของผีเสื้อระยะตัวเต็มวัยก็ไม่ดีเช่นกัน
 
ช่วงฤดูกาลที่ดีที่สุดสำหรับการดูผีเสื้อในเมืองไทยก็คือช่วงเดือนเมษายน – สิงหาคม เพราะเป็นช่วงที่ผีเสื้อมักกำเนิดออกมาเป็นจำนวนมากพร้อมๆกัน แต่บางท้องที่ในภาคเหนือที่มีความชื้นสูงจะมีผีเสื้อมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ส่วนทางภาคใต้ซึ่งมีฝนตกชุกมากกว่าภาคอื่นๆทำให้พบผีเสื้อเป็นจำนวนมากอยู่เกือบตลอดปี อย่างไรก็ตามการพบผีเสื้อเป็นจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่ามีจำนวนชนิดมาก

ในเมืองไทยมีแหล่งดูผีเสื้อในธรรมชาติมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุทยานฯแก่งกระจาน อุทยานฯเขาใหญ่ อุทยานฯปางสีดา เขตรักษาพันธุ์ฯเขาสอยดาว เขตรักษาพันธุ์ฯเขาเขียว-เขาชมภู่ อุทยานฯเอราวัณ และอุทยานฯเขาสก บางแห่งก็มีการจัดงาน“เทศกาลดูผีเสื้อ”เป็นประจำทุกปี อย่างเช่นอุทยานฯปางสีดาที่จัดขึ้นทุกปีในราวเดือนมิถุนายน – สิงหาคม โดยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้คอยให้คำแนะนำว่าผีเสื้อแต่ละตัวที่พบเห็นนั้นเป็นชนิดใดบ้าง รวมถึงมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการดูผีเสื้อ และการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อ
 
แหล่งดูผีเสื้อที่เหมาะสมควรเป็นแหล่งน้ำที่มีลำธารไหลเอื่อยๆผ่านโขดหิน ตามริมลำธารที่เป็นลานหินและมีแอ่งน้ำขัง ตามพื้นทรายที่ชื้นแฉะริมลำน้ำ บริเวณที่มีผลไม้เน่า หรือมีมูลสัตว์จำพวกขี้ช้างอยู่เป็นจำนวนมาก
 
ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผีเสื้อดูผีเสื้อกลางวันมีอยู่ 2 ช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่เวลา 07.00-10.00 น. และช่วงที่สองตั้งแต่เวลา 14.00-17.00 น. ทั้งนี้ต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าสดใสไร้ฝน หรือหลังฝนหยุดตก อนึ่งช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาสำหรับดูผีเสื้อที่ดีที่สุด เพราะผีเสื้อมักจะเกาะตามกิ่งไม้ใบไม้เพื่ออาบแดดให้ลำตัวและปีกอบอุ่นแข็งแรง ก่อนออกบินหากิน ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้ดูผีเสื้อได้อย่างใกล้ชิดมากกว่าช่วงบ่าย ประกอบกับช่วงเช้ามีอากาศเย็นสบายไม่ร้อนจนเกินไป สำหรับช่วงกลางวันตั้งแต่เวลา 10.00-14.00 น. มักเป็นช่วงเวลาที่ผีเสื้อส่วนใหญ่หลบพักผ่อนอยู่ตามใต้ร่มเงาไม้น้อยใหญ่ ส่วนช่วงกลางคืนนั้นผีเสื้อกลางวันก็จะพักผ่อนหลับนอนด้วยการเกาะนิ่งๆตามกิ่งไม้ใบไม้

"ผีเสื้อหนอนจำปีธรรมดา(Tailed Jay)"

เมื่อพบผีเสื้อควรเคลื่อนตัวเข้าไปอย่างช้าๆและให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งพยายามเดินอ้อม อย่าเดินตรงๆเข้าไป และอย่าให้เงาของตัวเองทอดทับลงไปบนผีเสื้ออย่างเด็ดขาด เพราะผีเสื้อมีประสาทตาที่สามารถรับภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว หากผีเสื้อตกใจจนบินหนีจากไป ขอให้ใจเย็นๆและอดทนด้วยการนั่งรอคอยอยู่ใกล้ๆในระยะที่เหมาะสมกับบริเวณที่ผีเสื้อลงกินโป่งดิน โป่งน้ำ หรือน้ำหวานจากดอกไม้ โดยควรซุ่มอยู่ในบริเวณร่มเงาและนั่งนิ่งๆเพื่อไม่ให้ผีเสื้อสังเกตเห็นได้ชัด ไม่นานเกินรอผีเสื้อก็จะบินกลับมาอีก แต่ผีเสื้อบางชนิดก็เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อใดที่ผีเสื้อลงกินอาหารหรือแร่ธาตุ มันมักจะเกาะกินอย่างสงบนิ่ง โดยไม่สนใจอันตรายรอบข้าง คงมีอยู่เพียงบางชนิดเท่านั้นที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย

การดูผีเสื้อให้สนุกสนานเพลิดเพลินและได้รับความรู้ ควรต้องเตรียมอุปกรณ์ 4 ประการ ติดตัวไปด้วยเสมอ ได้แก่
 
- “หนังสือคู่มือดูผีเสื้อ” เฉกเช่นเดียวกับหนังสือดูนก เพื่อช่วยจำแนกผีเสื้อแต่ละชนิดที่เราพบ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายเล่ม ที่สำคัญควรศึกษาข้อมูลต่างๆในหนังสือดังกล่าวให้เข้าใจดีพอเสียก่อน โดยเฉพาะการจดจำลักษณะเด่นๆของผีเสื้อแต่ละวงศ์แต่ละสกุลซึ่งมักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
 
- “กล้องส่องทางไกลแบบสองตา” เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการดูนก แต่ไม่จำเป็นต้องมีกำลังขยายมากเท่ากับการใช้เพื่อดูนก เพื่อใช้ดูผีเสื้อที่หากินตามยอดไม้ที่ไม่สูงนักและผีเสื้อที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย

- “สมุดบันทึกและปากกา/ดินสอ” เพื่อใช้บันทึกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นชนิดของผีเสื้อ สถานที่ที่พบ วันเดือนปี เวลา ขนาดของผีเสื้อ สีของปีกทั้งด้านบนและด้านล่าง ลักษณะการเกาะ ลักษณะการบิน อาหารที่กิน ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆที่ได้พบเห็น รวมทั้งอาจจะวาดภาพประกอบด้วยก็ได้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับดูและศึกษาผีเสื้อในคราวต่อไป
 
- “การแต่งกาย” ควรสวมเสื้อผ้าที่มีสีกลมกลืนกับธรรมชาติ หากเป็นสีสว่างตาหรือสีฉูดฉาดสะท้อนแสงจะทำให้ผีเสื้อบางชนิดที่มีนิสัยตื่นตกใจง่าย พบเห็นและบินหนีจากไป
 
บางคนอาจเสริมว่าอุปกรณ์ต้องมี 5 ประการ ซึ่งอุปกรณ์สุดท้ายก็คือ“กล้องถ่ายภาพ” เพื่อใช้บันทึกภาพผีเสื้อในการนำมาพิจาณาจำแนกชนิดให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งเก็บสะสมภาพไว้เป็นที่ระลึก เพราะปัจจุบันผีเสื้อแต่ละชนิดเริ่มลดน้อยลง บางชนิดก็สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยหรือโลกใบนี้แล้ว เนื่องจากป่าไม้อันเป็นที่อยู่อาศัยของผีเสื้อได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก รวมทั้งการจับผีเสื้อเพื่อนำมาสตัฟฟ์ใส่กรอบขายเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป
 
บ้างก็ว่าถ้าให้ดีก็ต้องมีอุปกรณ์อีกอย่างหนึ่งเพิ่มเติม คือ “แว่นขยาย” โดยควรเป็นชนิดแบบมีด้ามจับและมีขนาดØของเลนส์ประมาณ 7-10 ซม. เพื่อใช้ส่องดูรายละเอียดของปีกผีเสื้อให้ชัดเจนมากขึ้น เหมาะสำหรับการดูผีเสื้อที่ไม่ตื่นตกใจง่ายและหากินตามพื้นหรือดอกไม้บนต้นไม้ที่ไม่สูงจนเกินไปนัก
 
วิธีจำแนกผีเสื้อก็ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก โดยพิจารณาความแตกต่างของแต่ละชนิดเป็นหลัก เริ่มจากจุดเด่นบนปีก ทั้งรูปทรง สีสัน และลวดลาย เช่น หางของปีกคู่หลังมีลักษณะเป็นติ่งหรือดาบ..ก็เป็นกลุ่มผีเสื้อหางติ่งหรือหางดาบ ปีกมีสีพื้นก็เป็นกลุ่มผีเสื้อจรกา หากปีกมีสีพื้นสลับสีฉูดฉาดก็เป็นกลุ่มผีเสื้อหนอนกาฝาก หากปีกมีลายจุดกลมราวกับตานกฮูกก็เป็นกลุ่มผีเสื้อตาลพุ่ม เป็นต้น
 
ผีเสื้อส่วนใหญ่มีปีกคล้ายกันทั้งสองเพศ แต่บางชนิดเพศผู้และเพศเมียมีความแตกต่างกัน ทั้งสีสันลวดลาย ขนาดความกว้างของปีก และรูปทรงปีก จนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนละชนิด ต้องสังเกตและจำแนกให้ดี เช่น ผีเสื้ออาชดุ๊กธรรมดา ผีเสื้อกะทกรกธรรมดา และผีเสื้อหางติ่งนางละเวง เป็นต้น

เมื่อเริ่มมีความชำนาญแล้ว ก็ฝึกหัดสังเกตสีของหนวด สีของลำตัว จำนวนขา รวมทั้งท่าทางการเกาะ การบิน การลงกินอาหาร ซึ่งจะแตกต่างกันไปด้วย
 
สำหรับนักดูผีเสื้อมือใหม่ควรเริ่มฝึกดูผีเสื้อครั้งแรกในละแวกใกล้ๆบ้าน เช่น ที่รกร้าง เรือกไร่สวน แปลงผัก สวนดอกไม้ สวนสาธารณะ เป็นต้น เพื่อให้เกิดความชำนาญในการดูและจำแนกผีเสื้อ ก่อนออกไปดูผีเสื้อตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
 
คงมีไม่น้อยที่สงสัยว่าเวลาไปเที่ยวป่าแทนที่เราจะพบผีเสื้อเกาะตามดอกไม้ เรากลับพบผีเสื้อหลายชนิดไปรวมกันอยู่แถวริมห้วย แอ่งน้ำ หรือที่ชื้นแฉะบนถนน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

"ผีเสื้ออาชดุ๊คธรรมดา(Common Archduke) ตัวผู้"

นั่นเป็นเพราะเราเคยชินกับผีเสื้อตามสวนหย่อมแถวบ้านที่ชอบหากินอยู่ตามดอกไม้ จึงมักเข้าใจว่า ผีเสื้อกินน้ำหวานดอกไม้เพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงๆแล้วสัตว์ทุกชนิดย่อมต้องการแร่ธาตุต่างๆเพื่อเสริมสร้างร่างกาย โดยเฉพาะสัตว์ที่ตั้งท้อง
 
สำหรับผีเสื้อนั้น ของเหลวที่เป็นแร่ธาตุไม่ได้มีอยู่แต่ในน้ำหวานดอกไม้เท่านั้น แต่ยังพบอยู่ตามพื้นดินและพื้นทรายเปียกชื้น ซากสัตว์ และผลไม้เน่า แม้กระทั่งปัสสาวะหรือมูลสัตว์ก็ยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุที่ผีเสื้อต้องการ โดยเฉพาะผีเสื้อตัวผู้ต้องการแร่ธาตุบางอย่างในการสร้างสเปิร์ม และกลิ่นหอมพิเศษเพื่อดึงดูดตัวเมีย นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้ผีเสื้อ(ตัวผู้)ต้องลงกินโป่ง ส่วนผีเสื้อตัวเมียนั้นกินแต่น้ำหวานดอกไม้เสมอ(เช่นเดียวกับยุงตัวเมีย)


"ผีเสื้อแผนที่เส้นตรง(Straight-line Map)"

ตามแอ่งน้ำหรือที่ชื้นแฉะริมถนนบางแห่งที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ มักเป็นที่โล่ง มีแสงส่องถึง เราอาจพบผีเสื้อลงไปหากินรวมกันอยู่เป็นจำนวนนับร้อยนับพันตัว เกาะกันหนาแน่นแทบทุกตารางนิ้ว จึงเรียกกันว่า“โป่งผีเสื้อ” ยิ่งในฤดูแล้ง..โอกาสพบโป่งผีเสื้อมีมากกว่าช่วงอื่น เพราะแหล่งน้ำมีจำกัด ทำให้ผีเสื้อต้องมารวมกันอยู่ที่นั้น จึงเป็นโอกาสดีของนักดูผีเสื้อที่จะไปเฝ้ารอดูและสังเกตลักษณะเด่นของผีเสื้อแต่ละชนิดได้ง่าย
 
ในการกินอาหาร ผีเสื้อใช้ปากที่เป็นหลอดดูด เรียกว่า“ท่องวง”(proboscis) ดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว ท่องวงมีลักษณะเป็นหลอดรูปครึ่งวงกลม 2 หลอด ประกบกันสนิทด้วยขอเกี่ยวเล็กๆทางด้านข้าง ปกติแล้วท่องวงนี้จะม้วนขดคล้ายลานนาฬิกาเก็บไว้ เมื่อต้องการดูดกินของเหลว ผีเสื้อก็จะคลายท่องวงออกมา และขณะที่มันดูดนั้น ผีเสื้อจะพ่นน้ำออกทางก้นเป็นระยะๆด้วย เพราะเมื่อมันได้แร่ธาตุที่ต้องการในของเหลวแล้ว มันก็จะกำจัดน้ำส่วนเกินออกมา

เมื่อถึงช่วงหน้าร้อนจนถึงช่วงต้นฤดูฝน จึงมีผู้ที่ชื่นชอบผีเสื้อ เดินทางออกไปตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ซึ่งบริเวณที่ดูผีเสื้อก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นแหล่งน้ำที่มีลำธารไหลเอื่อยๆผ่านโขดหิน ตามริมลำธารที่เป็นลานหินและมีแอ่งน้ำขัง ตามพื้นทรายที่ชื้นแฉะริมลำน้ำ ตามถนนดินหรือลูกรังที่มีน้ำขัง บริเวณที่มีผลไม้สุกงอมร่วงหล่นลงพื้น ยิ่งใกล้เน่ายิ่งชอบ หรือบริเวณที่มีมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลช้างสดๆที่มีขนาดใหญ่กว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น กล่าวถึงมูลสัตว์แล้ว ยังนึกถึงภาพในวันเก่าๆได้ ครั้งนั้นพบฝูงผีเสื้อราว 4-5 ชนิด ร่วมกว่า 50 ตัว กำลังมะรุมมะตุ้มดูดกินแร่ธาตุอะไรบางอย่างที่พื้น จึงค่อยๆเดินย่องเข้าไป เมื่อได้ระยะก็เริ่มถ่ายภาพบันทึกไว้ ก่อนเข้าไปใกล้อีกจนได้กลิ่นค่อนข้างเหม็นรุนแรง ในใจคิดว่าน่าจะเป็นมูลสัตว์กินเนื้อ ต้องกลั้นใจอดทนเพื่อได้ภาพของผีเสื้ออันแสนสวยงาม และแล้วก็มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งผ่านมาใกล้ริมทางที่เรานอนหมอบถ่ายภาพ ฝูงผีเสื้อจึงตกใจและบินขึ้นพร้อมกันเป็นฝูง สีสันที่ฉูดฉาดและลวดลายบนปีกที่งามตา ช่างเป็นภาพที่สวยงามจับใจ บางตัวก็บินมาเกาะบนหัว บ้างก็เกาะบนหลัง และหลายตัวบินเฉียดหน้าไปมา ก่อนจะพบว่าโลกที่สวยงามเมื่อครู่ช่างน่าสะอิดสะเอียน เพราะมูลสัตว์(กลิ่นเหม็น)ที่เหล่าผีเสื้อลงกินแร่ธาตุนั้นเป็นมูลของมนุษย์อย่างเราๆที่ถ่ายเรี่ยราดเอาไว้ ไม่กลบฝัง มองโลกแง่ดี..อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามูลมนุษย์ก็เป็นแร่ธาตุที่โปรดปรานของพวกเขา รวมทั้งปัสสาวะของมนุษย์ ไม่เชื่อก็สังเกตได้บริเวณหลังห้องน้ำตามแหล่งท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลดังกล่าว เราจะพบผีเสื้อมาดูดกินแร่ธาตุอยู่เป็นจำนวนมากและหลากชนิด

"ผีเสื้อเจ้าชายม่วงอินเดีย(Indian Purple Emperor)"

การท่องป่าในชีวิตของผู้เขียนเสมือนเป็นลมหายใจบริสุทธิ์ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย สร้างน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้สูบฉีด ในปีๆหนึ่งจึงต้องออกท่องป่าอยู่ร่ำไป ทั้งที่เป็นสถานที่เดิมๆหรือแห่งใหม่ บ่อยครั้งที่มีเวลาเหลือเฟือในป่าใหญ่ จึงหากิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ทางธรรมชาติด้วยการทำ“โป่ง(เทียม)ผีเสื้อ”ขึ้นมา ด้วยการใช้เกลือเม็ดผสมน้ำคลุกเคล้าเข้ากับพื้นดินพื้นทรายที่ชื้นแฉะ หากพื้นนั้นแห้งแล้งก็ต้องใช้น้ำรดพอหมาดๆ แล้วคลุกเคล้าให้เกลือเม็ดกับดินคละเคล้าจนได้ที่ มันจะส่งกลิ่นยั่วยวนใจให้ผีเสื้อจำนวนมากเข้ามากินอาหารอันโอชะเหล่านี้ บางครั้งก็เตรียมมาแต่เนิ่นๆด้วยการเลือกหาซื้อผลไม้สุกงอมใกล้เน่าติดตัวเข้าไปในป่า หากหาไม่ได้ก็ใช้ผลไม้สุกทั่วไป แล้วนำมาใส่ถุงพลาสติก มัดปากให้แน่นไม่ให้อากาศผ่านเข้าออกได้ ก่อนนำไปตากแดดทั้งวัน วิธีนี้หากมีโหลแก้วจะช่วยบ่มให้ผลไม้สุกงอมใกล้เน่าเร็วขึ้น รุ่งขึ้นก็นำออกจากถุงพลาสติกมาวางไว้ ไม่นานนักก็มีทั้งผึ้ง ชันโรง และผีเสื้อต่างมารุมล้อมทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เราเตรียมไว้ให้พวกเขาฉลองกันอย่างเต็มที่ ส่วนเราก็เพลินกับการบันทึกภาพและจำแนกชนิดของผีเสื้ออย่างมีความสุข


"ผีเสื้อแพนซีฟ้า(Blue Pansy) ตัวผู้"

ส่วนการใช้กะปิหรือน้ำปลาทำเป็นโป่งเทียมเพื่อล่อผีเสื้อ สามารถทำได้เช่นกัน แต่กลิ่นอาจจะรบกวนสัตว์ป่า รวมถึงรบกวนนักวิชาการที่ต้องการศึกษาชีวิตสัตว์ป่าในบริเวณนั้น หรือพื้นที่ข้างเคียงได้ ซึ่งวิธีนี้ถูกต่อต้านจากผู้รักษ์ผีเสื้อว่าเป็นกุศโลบายที่แย่มากๆ ก็แจ้งให้รับรู้ไว้ จักได้ไม่กระทำเช่นนั้น
 
อนึ่งการที่ผีเสื้อ(รวมทั้งผึ้ง)บินมาตอมหรือเกาะตามตัวเรา โดยเฉพาะผู้ที่มีเหงื่อออกชุ่มโชก ก็จะได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษจากเหล่าผีเสื้อ อย่าได้เข้าใจผิดว่าตัวเรานั้นหวานเช่นเดียวกับเกสรดอกไม้ป่า แต่แท้จริงแล้วพวกเขามาขอดูดกินเกลือและแร่ธาตุจากเหงื่อของเรา

ผู้เขียนแนะนำการทำโป่งเทียมสำหรับผีเสื้อ เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักมีกิจกรรมทางธรรมชาติในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาของตนเอง หรือทางการค้า ด้วยการจับผีเสื้อนำมาสตัฟฟ์ใส่กรอบไว้ประดับตามฝาบ้าน หรือขายเป็นที่ระลึกแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป
 
เพราะผีเสื้อไม่ได้มีประโยชน์แต่เพียงช่วยแพร่กระจายพันธุ์พืช(คงมีเพียงไม่กี่ชนิดที่ทำลายพืชไร่พืชสวน) แต่เรายังสามารถใช้เป็นดัชนีหรือตัวบ่งชี้ถึงสภาพความอุดมสมบูรณ์ของป่าได้เช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น หากเราพบเป็นจำนวนมากก็แสดงว่าสภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์ มีพืชอาหารที่เพียงพอสำหรับผีเสื้อในช่วงระยะตัวหนอน ยิ่งมีผีเสื้อหลากหลายชนิดในผืนป่าแห่งนั้น ย่อมแสดงว่าผืนป่านั้นมีความหลากหลายของพันธุ์พืชและระบบนิเวศ ตรงกันข้ามหากเราพบผีเสื้อเป็นจำนวนน้อยก็แสดงว่าป่าได้ถูกทำลายลงไปเป็นอย่างมาก หรือถ้าเราพบแต่ผีเสื้อซึ่งในระยะตัวหนอนจะกินพืชอาหารจำพวกหญ้าหรือพืชตระกูลถั่วก็แสดงว่าสภาพป่าแห่งนั้นได้ขาดความอุดมสมบูรณ์ลงไปแล้ว เป็นต้น

ด้วยเหตุที่ผีเสื้อแต่ละชนิดจะมีความเฉพาะเจาะจงกับพืชอาหารของมันโดยเฉพาะระยะหนอน ซึ่งผีเสื้อจะวางไข่ไว้บนใบไม้ที่เป็นพืชอาหารของหนอนผีเสื้อ ช่วงนี้หนอนผีเสื้อจะกินอาหารจุมากและเป็นระยะเวลายาวนานประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อเร่งให้ร่างกายเจริญเติบโตโดยเร็ว รวมทั้งเก็บกักตุนอาหารไว้ใช้ในช่วงระยะดักแด้ ดังนั้นหากพันธุ์ไม้ในป่าที่เป็นพืชอาหารของผีเสื้อถูกทำลาย โอกาสที่แม่ผีเสื้อจะวางไข่ก็มีโอกาสน้อย และพืชอาหารก็อาจไม่เพียงพอสำหรับระยะหนอนจนทำให้ต้องแย่งกิน และมีบางตัวที่ต้องตายไปในที่สุดเพราะอดอาหาร
 
กล่าวถึง“หนอนผีเสื้อ”ก็อดไม่ได้ที่จะขอเอื้อนเอ่ยว่าหลายคนพบเห็น มักร้อง“ยี้” แต่ยลโฉมดูดีๆซิครับ พวกเขาก็น่ารักแบบแปลกๆแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด บางชนิดดูคล้ายมนุษย์ต่างดาวตัวน้อยมาเยือนโลก บ้างก็ดูคล้ายลูกหมาที่มีขนปุกปุยดูน่ารักน่าชัง

"น่ารักเช่นนี้ จะรังเกียจฉันทำไม"

จริงอยู่ที่ศัตรูของผีเสื้อมีอยู่ในทุกระยะการเจริญเติบโตของมัน เช่น นกกินหนอน นกกินแมลง ค้างคาวกินแมลง สัตว์เลื้อยคลาน ตั๊กแตน เป็นต้น แต่เมื่อเปรียบเทียบจำนวนไข่ที่แม่ผีเสื้อวางบนพืชอาหารกับผีเสื้อในระยะตัวเต็มวัยแล้ว จะพบว่ามีความแตกต่างกันมาก ซึ่งเปอร์เซ็นต์ที่มีชีวิตรอดกลายมาเป็นผีเสื้อในระยะตัวเต็มวัยนั้นมีน้อยมาก
 
แม้ธรรมชาติจะได้กำหนดให้ผีเสื้อมีช่วงอายุขัยเพียงสั้นๆ และแม่ผีเสื้อก็จะผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต เมื่อวางไข่ก็จะตายจากไป แต่หากสภาพป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ ป่าก็ยังคงเป็นแหล่งที่มีแมลงสวยงามมาเป็นอาภรณ์ประดับให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดไป

ปัจจุบันจะมีใครสักกี่คนที่ตระหนักถึงความสำคัญของชีวิตน้อยๆในป่าเช่นผีเสื้อที่มีส่วนช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติ หรือให้ความสนใจถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผีเสื้อ รวมทั้งการช่วยกันอนุรักษ์ผีเสื้อให้คงไว้อยู่คู่ป่าตราบนานเท่านาน หากคิดว่าการช่วยกันรักษาป่าไม่ให้ถูกทำลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตและไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะจัดการได้ ผู้เขียนขอแนะนำว่าเราทุกคนสามารถช่วยอนุรักษ์ผีเสื้อได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ “การไม่ซื้อหาของที่ระลึกที่ทำจากผีเสื้อ”

 

 

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด (Travel Mart Co., Ltd.)
เลขที่ 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทรศัพท์.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1  โทรสาร.0-2640-0020
e-mail : info@e-travelmart.com
Website :  www.e-travelmart.com
(C) 2008 Travel Mart Co.,Ltd.