เทคนิคแค้มป์

ไม้ง่าม และไม้ไผ่

 

ล่องแพแม่แตง จ.เชียงใหม่

ป่าเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ไม่มีในตำราบทเรียน และก็มีน้อยคนนักที่จะเขียนตำราป่าได้อย่างสมบูรณ์ หากเราศึกษาถึงป่าอันอุดมด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลาย เราพอจะเข้าใจถึงความเป็นป่าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ ป่าเปรียบเป็นสมรภูมิระหว่างผู้ที่เข้มแข็งกว่ากับผู้อ่อนแอกว่า นั่นย่อมหมายถึงว่าผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมเป็นเหยื่อหรือพ่ายแพ้แก่ผู้เข้มแข็งกว่า นั่นเป็นสัจธรรมชีวิตอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับป่า

ความหมายของชีวิตนั้นใหญ่หลวงนักภายใต้แสงตะวัน มวลชีวิตสรรพสัตว์ล้วนแต่เดินทางแข่งขันกับกาลเวลา ต่อสู้อย่างเอื้ออาทรต่อทุกสิ่งรอบข้าง คำว่า“ชีวิต”เคยมีผู้รู้บางท่านกล่าวไว้ว่า“ชีวิตหมายถึงชีวิต ซึ่งไม่มีข้อจำกัดความอื่นใดอธิบายได้แจ่มชัดไปกว่านี้ ชีวิตถูกกำหนดด้วยชีวิตด้วยกันเอง ไม่เคยไม่มีชีวิตใดไม่ถูกกำหนด เพียงแต่ว่าบางครั้งอาจเป็นไปตามครรลองแห่งวัฏจักรของกาลเวลา นานนับๆปีแล้วที่มีการเดินทางเช่นนี้สำหรับเรา และคงเป็นไปสำหรับคนเดินทางอีกหลายกลุ่มที่ฝันใฝ่ต่อการสัมผัสสิ่งแปลกใหม่ของชีวิต ป่าไม้ ธรรมชาติของแผ่นดิน หิน เม็ดทราย สายลม และรวมทั้งแสงอบอุ่นแห่งดวงตะวัน ทุกสิ่ง..บางครั้งก็อาทรต่อกันและกันโดยแท้ แต่บางครั้งก็โหดร้ายไม่เหลือเยื่อใยอย่างไม่น่าเชื่อ”

ทั้งนี้จงจำไว้เสมอว่าการไปท่องเที่ยวตามธรรมชาติอันบริสุทธิ์ตามป่าดงพงไพรลึกหรือบนเกาะแก่งที่ไร้ผู้คนนั้น ย่อมไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก และบ่อยครั้งที่เราต้องรู้จักสร้างสิ่งละอันพันละน้อยเพื่อใช้ดำรงชีพหรือเพื่อช่วยการเดินทางให้สะดวกสบาย ซึ่งความรู้เหล่านี้ไม่มีโรงเรียนหรือสถาบันใดเปิดสอน คงมีแต่ประสบการณ์ที่จะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองหรือสังเกตจากผู้อื่น

ฉบับนี้ขอแนะนำการนำไม้ง่ามและไม้ไผ่มาใช้ประโยชน์ ดังนี้


ไม้ง่าม..ไม้เอนกประสงค์


ไม้ง่ามนับว่าเป็นไม้ที่มีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ ในที่นี้จะขอกล่าวแต่เพียงบางส่วนซึ่งเป็นสิ่งละอันพันละน้อยที่หลายคนมองข้าม แต่มันมีประโยชน์เป็นอย่างมาก ได้แก่

ไม้ง่าม..ไม้เอนกประสงค์

  1. ดัดแปลงไม้ง่ามเพื่อหุงหาอาหาร มีมากมายหลากหลายแบบ แต่เท่าที่พบเห็น มักนิยมใช้อยู่ 12 รูปแบบ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดรูปแบบ คือ สภาพป่าหรือสภาพแวดล้อมที่จะหาไม้ง่ามได้ เวลาในการสร้างสรรค์ และความนิยมชมชอบของคนในพื้นที่นั้นๆ ปกติการใช้ไม้ง่ามเพื่อหุงหาอาหาร มักจะใช้ไม้เนื้อแข็ง แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป อาจใช้ไม้เนื้ออ่อนก็ได้ แต่ต้องเป็นไม้สดที่มีความเหนียวทนทานและอย่าให้อยู่ใกล้กองไฟมากเกินไป แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าไม้ที่จะนำมาทำไม้ง่ามนั้นมียางหรือไม่ หากมียางเมื่อถูกความร้อนจะเกิดควันและส่งกลิ่นเหม็นจนเวียนศีรษะ และอาจทำให้อาหารของเรามีกลิ่นเหม็นจากควันที่ลอยอบอวลอีกด้วย

ไม้ง่ามรูปแบบที่1

                        – รูปแบบที่1 ใช้ไม้ง่ามที่มีเนื้อไม้แข็งเพียงท่อนเดียว ยาวราว 1-1.5 เมตร แล้วใช้มีดตัดตรงบริเวณโคนให้แหลมเพื่อปักลงพื้นดิน โดยให้ส่วนปลายหรือบริเวณที่เป็นง่ามไม้อยู่เฉียงตั้งขึ้นจากพื้นดินราว 45° จากนั้นเอาก้อนหินขนาดใหญ่พอเหมาะสัก 2-3 ก้อน มารองและวางทับตรงโคนไม้เพื่อใช้ทานน้ำหนักของภาชนะที่จะใช้แขวนหุงต้ม

ไม้ง่ามรูปแบบที่2

                        – รูปแบบที่2 เหมือนรูปแบบแรก แต่เป็นการใช้ไม้เนื้ออ่อน ซึ่งควรก่อกองไฟขนาดเล็ก ไม่ให้เปลวไฟร้อนแรงมากนัก เพราะอาจทำให้ไม้หักเปราะได้ง่าย

ไม้ง่ามรูปแบบที่3

                        – รูปแบบที่3 กรณีไม้ง่ามที่ใช้แขวนภาชนะค่อนข้างโค้งงอลงดินและมีขนาดยาว ประกอบกับภาชนะที่ใช้แขวนหุงต้มมีน้ำหนักมาก อาจทำให้การปักโคนไม้ง่ามลงดินแล้วใช้ก้อนหินวางทับรับน้ำหนักไม่อยู่ จึงควรใช้ไม้ง่ามขนาดยาว 30-45 ซม. จำนวน 1-2 ท่อน มาปักตรงกลางของไม้ง่ามขนาดยาวเพื่อช่วยรองรับน้ำหนัก

ไม้ง่ามรูปแบบที่4

                        – รูปแบบที่4 เหมือนรูปแบบที่3 แต่เป็นการใช้ไม้เนื้ออ่อน เพื่อต้องการให้ปลายไม้ง่ามโค้งงอลงดิน เพื่อย่างเนื้อสัตว์ให้มีอายุการเก็บรักษาไว้กินขณะอยู่ในป่าได้นานหลายวัน กองไฟแบบนี้มักจะใช้ไฟอ่อนๆหรือถ่านไฟแดงเท่านั้น

ไม้ง่ามรูปแบบที่5

                        – รูปแบบที่5 คล้ายรูปแบบที่4 แต่เป็นไม้เนื้อแข็ง ประกอบกับเนื้อสัตว์ที่เราจะย่างมีขนาดใหญ่ จึงควรใช้ไม้ง่ามสูงราว 30-45 ซม. จำนวน 2 ท่อน มาปักลงพื้นทางหัวและท้าย แล้วหาไม้ง่ามที่เป็นไม้เนื้อแข็งมาวางพาดเป็นคานบนง่ามไม้หลักทั้งสอง โดยเหลาปลายไม้ด้านหนึ่งให้แหลม ก่อนเสียบเนื้อสัตว์ ส่วนอีกปลายหนึ่งใช้เป็นที่จับในการหมุนย่างเนื้อสัตว์ให้สุกได้ทั่วทุกส่วน

ไม้ง่ามรูปแบบที่6

                        – รูปแบบที่6 คล้ายรูปแบบที่3 แต่บริเวณนั้นไม่สามารถหาก้อนหินได้ เราก็อาจใช้ไม้ง่ามขนาดเล็กที่มีความยาวราว 10-15 ซม. จำนวน 1-2 ท่อน มากดค้ำตรงโคน

ไม้ง่ามรูปแบบที่7

                        – รูปแบบที่7 คล้ายรูปแบบที่5 แต่ไม้ง่ามที่ใช้แขวนภาชนะโค้งงองอนขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ง่ามขนาดเล็กมากดค้ำตรงโคน แต่ให้เลื่อนไม้ง่ามที่รองรับน้ำหนักไปไว้ตรงปลายแทน และหากไม้ง่ามที่ใช้แขวนภาชนะเป็นไม้เนื้อแข็ง เราก็อาจจะบากเนื้อไม้ให้เป็นร่องเพื่อใช้แขวนภาชนะหุงต้มได้

ไม้ง่ามรูปแบบที่8

                        – รูปแบบที่8 ใช้ไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งที่มีความยาวราว 30-60 ซม. จำนวน 1 ท่อน มาทำเป็นหลักปักลงพื้น แล้วใช้ไม้ง่ามที่มีลักษณะตามรูป มาผูกกับเสาหลักเพื่อทำเป็นคานรองรับน้ำหนักภาชนะหุงต้ม

ไม้ง่ามรูปแบบที่9

                        – รูปแบบที่9 คล้ายรูปแบบที่7 แต่หากไม่มีไม้ง่ามที่เราต้องการได้อย่างรูปแบบที่7 ก็ต้องรู้จักดัดแปลง

ไม้ง่ามรูปแบบที่10

                        – รูปแบบที่10 หากต้องการปิ้งขนมปังหรือทำข้าวจี่(คือ การเอาข้าวเหนียวมาย่างไฟ) อาจใช้ไม้เนื้ออ่อนที่เหลาปลายแหลม แล้วเสียบขนมปัง หรือใช้ไม้ง่ามขนาด 10-15 ซม. จำนวน 2 ท่อน ขึ้นไป มาปักลงพื้นเป็นคู่ๆเพื่อปิ้งขนมปังก็ได้ กองไฟแบบนี้มักจะใช้ไฟอ่อนๆหรือถ่านไฟแดง

ไม้ง่ามรูปแบบที่11

                        – รูปแบบที่11 ใช้ไม้ง่ามจำนวน 3 ท่อน แต่ละท่อนมีขนาดสูงราว 1-1.5 เมตร มาวางพิงไขว้กันไปมา ซึ่งอาจจะปักลงพื้นดินหรือไม่ก็ได้ และอาจใช้เชือกผูกให้แน่นก็ได้ จากนั้นตัดไม้ง่ามขนาดเล็กราว 10-15 ซม. จำนวน 1 ท่อน แล้วใช้เชือกผูกมัดให้แน่นตรงโคน ก่อนนำมาผูกกับไม้หลักหรือไม้ง่ามทั้ง 3 ท่อน ส่วนปลายไม้ง่ามก็ใช้เป็นที่แขวนภาชนะหุงต้ม

ไม้ง่ามรูปแบบที่12

                        – รูปแบบที่12 เป็นรูปแบบการก่อกองไฟที่นักนิยมไพรชมชอบมากที่สุด โดยใช้ไม้ง่ามสูง 1-1.45 เมตร จำนวน 2 ท่อน มาปักลงพื้นทำเป็นเสาหลักหัวและท้าย แล้วใช้ไม้เนื้อแข็งมาวางพาดบนปลายไม้ง่ามทั้ง2เพื่อเป็นคาน จากนั้นนำภาชนะที่ใช้หุงต้มมาสอดใส่คาน หรือถ้าต้องการความสะดวกที่ไม่ต้องยกคานขึ้นลงก็อาจใช้ไม้ง่ามขนาดเล็กมาเกี่ยวภาชนะกับไม้คานเอาไว้ กองไฟแบบนี้จะก่อในแนวนอน โดยอาจหาไม้ใหญ่ 2 ท่อน มาวางขนานคู่กันที่พื้น และก่อกองไฟตรงกลาง เพื่อใช้ประกอบอาหารทางตอนล่างได้อีกด้วย

ไม้แขวนเสื้อ

ไม้แขวนเสื้อ

  1. ไม้แขวนเสื้อ เมื่อถึงจุดพักแรม ส่วนใหญ่มักถอดชุดเดินป่า(กรณีมีเพียงชุดเดียว)ออกผึ่งลมเพื่อขจัดกลิ่นเหงื่อและคราบไคลที่หมักหมมมาตลอดทั้งวัน ก่อนนำมาสวมใส่อีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งคงไม่มีใครหรอกที่จะแบกไม้แขวนเสื้อติดตัวเข้าป่าไปด้วย ในเมื่อป่าทุกแห่งก็มีไม้แขวนเสื้อตามธรรมชาติให้เราได้ใช้สอยอยู่แล้ว ด้วยการตัดไม้ง่ามมาทำเป็นไม้แขวนเสื้อ อนึ่งบางคนหาไม้ง่ามไม่ได้ก็มักจะใช้เพียงไม้ท่อน แล้วใช้เชือกผูกตรงกลาง ก่อนนำไปผูกโยงกับต้นไม้

ที่แขวนเครื่องครัว

ที่แขวนเครื่องครัว

ที่แขวนเครื่องครัว

  1. ที่แขวนเครื่องครัว ทุกครั้งที่ทำความสะอาดเครื่องครัว หลายคนคงหาที่แขวนเพื่อสะดวกในการจัดเก็บและไม่เกะกะขวางทาง รวมทั้งต้องการให้อุปกรณ์ดังกล่าวแห้งสนิทจากน้ำที่เกาะอยู่ ขอแนะนำให้ตัดไม้เนื้อแข็งที่เป็นง่ามไม้มาผ่าครึ่งซีก แล้วนำไปผูกกับต้นไม้ หากโชคดีก็อาจจะเจอกิ่งไม้ที่มีง่ามไม้หลายอันอยู่บนกิ่งเดียวกัน เช่น ไผ่หนาม เป็นต้น

ที่แขวนภาชนะหุงต้ม

  1. ที่แขวนภาชนะหุงต้ม ปกติมักแขวนภาชนะหุงต้มกับคานไม้กลางที่พาดอยู่ระหว่างเสาไม้หลักทั้งสอง โดยมีกองไฟอยู่ด้านล่าง ซึ่งหลายคนคงจะไม่สะดวกในการหุงต้ม เพราะพอจะดูว่าข้าวในหม้อสนามใบหนึ่งสุกหรือยัง ก็จำต้องยกคานไม้กลางที่แขวนภาชนะหุงต้มอย่างอื่นลงมาด้วย ทำให้เสียเวลาและยุ่งยากพอสมควร ดังนั้นเราอาจแก้ปัญหาด้วยการตัดไม้ง่ามที่มีเนื้อแข็งและเหนียว ขนาดพอเหมาะ มาทำเป็นที่แขวนภาชนะกับคานไม้กลางเพื่อสะดวกในการหุงต้มยิ่งขึ้น

หมายเหตุ ประโยชน์ของไม้ง่ามยังมีอีกมากมาย อาทิเช่น ใช้เป็นสมอบก เสาเต็นท์ เสาผูกเปลสนาม ไม้ค้ำป้องกันน้ำฝนที่จะไหลเข้าสู่เปลสนาม ราวตากผ้า ย่างเสื้อผ้าเปียก เบ็ดตกปลา เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเราที่จะสร้างสรรค์


ไม้ไผ่..ไม้มหัศจรรย์ 


ไม้ไผ่มีอยู่หลายชนิด เป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ง่ายและมีอยู่มากมายทั่วทุกภาคของเมืองไทย ที่สำคัญมันเป็นไม้สารพัดนึกที่เราสามารถนำมาเนรมิตเป็นอะไรต่อมิอะไรได้มากมายทีเดียว นักเดินป่าทั่วไปจึงให้สมญานามว่า“ไม้มหัศจรรย์” และในที่นี้เราขอเสนอเพียงส่วนหนึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้งในป่าดงพงไพร

เพิงหมาแหงน

เพิงหมาแหงน

เพิงหมาแหงน

  1. เพิงหมาแหงน เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในฤดูฝนหรือฤดูหนาวบริเวณที่มีน้ำค้างลงแรง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีหรือลืมผ้ากันฝนติดตัวมาด้วย หลังคาที่สร้างจากไม้ไผ่ย่อมกันน้ำกันฝนได้100% แต่ใช้เวลาในการสร้างนานพอสมควร จึงเหมาะสำหรับการตั้งแค้มป์อยู่กับที่เป็นเวลาหลายคืน แต่หากพักอยู่เพียงคืนสองคืนก็อย่าทำเลย เว้นแต่เรามีเวลาว่างมากพอ

การสร้างเพิงหมาแหงนก็ด้วยการหาไม้ไผ่หรือไม้ใดๆก็ได้ที่มีความแข็งแรงจำนวน 4 ต้น มาปักลงพื้นทำเป็นเสา ส่วนหลังคาจะทำจากไม้ไผ่ซึ่งมักใช้ไม้ไผ่ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ เช่น ไผ่หก เป็นต้น เมื่อตัดลำต้นโค่นลงมาแล้วก็จะตัดออกเป็นท่อนๆให้พอดีกับขนาดที่เราต้องการ แล้วผ่าซีกแต่ละท่อนออกเป็น 2 ส่วน จากนั้นนำมาประกบกันในลักษณะคว่ำหงายแบบเลื่อมล้ำ พร้อมกับใช้เชือกหรือเถาวัลย์มัดยึดติดกันให้มั่นคงแข็งแรง และถ้าให้ดียิ่งขึ้นควรให้ตามมุมหลังคาทั้งด้านซ้ายขวาและหน้าหลังมีไม้ไผ่หงายที่ถูกผ่าแล้วยื่นออกมาเล็กน้อย เพื่อใช้เป็นที่รองน้ำฝน โดยหาภาชนะมาวางรองรับ

ที่นอน/เตียงนอน

ที่นอน/เตียงนอน

  1. ที่นอน/เตียงนอน จากเหตุผลตามข้อแรกที่เราสร้างเพิงหมาแหงนขึ้นมา จำต้องทำที่นอนเพื่อป้องกันความชื้นหรือสัตว์มีพิษจากพื้นดิน วิธีการสร้างก็เลือกลำไม้ไผ่ขนาดใหญ่ เช่น ไผ่หก เป็นต้น มาตัดให้มีขนาดยาวกว่าตัวเราพอประมาณ แล้วใช้มีดสับให้เป็นริ้วๆตามความยาวของลำไผ่ เมื่อสับทั่วแล้วก็ผ่าลำไผ่เพียงด้านใดด้านหนึ่งออก ไผ่ก็จะแผ่ออกเป็นแผ่น จากนั้นใช้มีดริดเอาบริเวณตาไม้หรือข้อปล้องไม้ที่ขรุขระออกเสีย นำไปปูพื้นตามรูปและใช้เชือกหรือเถาวัลย์มัดหรือไม่ก็ได้ ทำอย่างนี้จนกว่าจะปูพื้นครบ เพียงเท่านี้ก็จะได้ที่นอนอันแสนสบายแล้ว

อนึ่งวิธีการตามข้อ 1 และ 2 นี้ สามารถนำมาดัดแปลงเป็นสิ่งอื่นๆได้อีกมากมาย เช่น โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ แคร่นั่งเล่นนอนเล่น หรือที่วางอุปกรณ์เครื่องครัว เป็นต้น

  1. ไฟฉาย/ตะเกียง แม้ว่าเราจะมีไฟฉายหรือตะเกียงติดตัวไปด้วยก็ตาม แต่ต้องการสร้างบรรยากาศแบบป่าๆด้วยการสร้างไฟฉายหรือตะเกียงจากไม้ไผ่ เราก็สามารถทำได้โดยวิธีการดังต่อไปนี้

ไฟฉายไม้ไผ่

                        3.1) ไฟฉายไม้ไผ่ ทำจากไม้ไผ่ขนาดใหญ่ที่เราตัดให้มีขนาดความยาวประมาณ 1 คืบ(ผู้ใหญ่) และบริเวณตรงกลางหรือค่อนมาทางปลายของลำไม้ไผ่นั้นจะต้องมีข้อปล้องกั้นอยู่ ใช้เชือกหรือเถาวัลย์ผูกกระบอกไม้ไผ่ทางด้านข้างทำเป็นหูหิ้ว เสร็จแล้วก็นำเทียนมาตัดให้มีขนาดพอเหมาะ และปักวางขวางภายในปล้องไม้ไผ่ เมื่อค่ำมืดและเราจุดไฟที่เทียนไขแสงสว่างจากเปลวไฟของเทียนก็จะถูกส่องออกมาเป็นลำตามความแรงของเปลวไฟเช่นเดียวกับไฟฉาย

3.2) ตะเกียงไม้ไผ่ แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ

ตะเกียงไม้ไผ่ แบบแรก

                        – แบบแรก ตัดไม้ไผ่สดขนาดใหญ่มา 1 ท่อน โดยให้ปลายไม้ไผ่ด้านบนเป็นรูกลวงและอยู่สูงจากข้อปล้องไม้ไผ่ประมาณ 10-15 ซม. จากนั้นปักลงพื้นหรือหาที่ผูกยึดเหนี่ยวให้ไม้ไผ่ตั้งตรงและมีความแข็งแรง ก่อนเทน้ำมันโซล่า น้ำมันก๊าด หรือน้ำมันพืชยี่ห้อใดก็ได้ลงในปล้องไม้ไผ่ แล้วหากระป๋องหรือฝากระป๋องที่มีขนาดใหญ่พอมาครอบปากกระบอกไม้ไผ่ พร้อมกับเจาะรูกระป๋องหรือฝากระป๋อง 1 รู นำเชือกหรือเศษผ้าที่ขดเป็นเกลียว(หากหาไม้ได้ก็ใช้เชือกรองเท้าก็ได้)มาทำเป็นไส้ตะเกียง โดยสอดลงไปในรูโดยหย่อนปลายเชือกด้านหนึ่งให้ถึงน้ำมัน ส่วนอีกด้านหนึ่งให้โผล่เหนือรูกระป๋องพอประมาณ สุดท้ายก็จุดไฟตรงปลายเชือกที่โผล่ยื่นออกมา ตะเกียงนี้จะให้ความสว่างได้นานมากแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงที่เราใส่ลงไป

ตะเกียงไม้ไผ่ แบบที่สอง

                        – แบบที่สอง ตัดไม้ไผ่สดขนาดใหญ่มา 1 ปล้อง คือ ให้หัวท้ายของไม้ไผ่เป็นข้อปล้องตัน และตามลำปล้องไม่มีรอยแตกหรือรอยรั่วแม้แต่นิดเดียว จากนั้นใช้มีดเจาะรูตรงปลายทั้งสองของปล้องไม้ไผ่ให้ทะลุถึงกัน เพื่อใช้เชือกหรือเถาวัลย์ร้อยแขวน หรือปักกับเสาหลัก และเจาะรูตรงกลางปล้องด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อใช้บรรจุน้ำมันและไส้ตะเกียง สำหรับไส้ตะเกียงนั้นควรใช้ฝากระป๋องหรือเศษแผ่นสังกะสีขนาดชิ้นเล็กๆมาม้วนให้เป็นหลอดนำไปครอบไส้ตะเกียง เพื่อป้องกันไฟลุกไหม้กระบอกไม้ไผ่

  1. หม้อหุงข้าว การหุงข้าวด้วยไม้ไผ่นั้น นอกจากจะช่วยให้เราไม่ต้องแบกหม้อสนามไปให้เปลืองเนื้อที่ภายในเป้ฯแล้ว ยังช่วยให้เราได้ลิ้มชิมรสข้าวที่หอมกลิ่นเยื่อไม้ไผ่อีกด้วย ซึ่งขอกล่าวถึงเพียง 2 แบบ ได้แก่

หม้อหุงข้าว แบบแรก

หม้อหุงข้าว แบบแรก

แบบแรก ตัดไม้ไผ่สดขนาดใหญ่ที่มีปล้องยาวราว 1 เมตร หรือใช้วิธีทะลวงปล้องให้ทะลุถึงกัน โดยให้ก้นกระบอกไม้ไผ่เป็นข้อปล้องตัน แล้วใส่ข้าวสารและน้ำในอัตราส่วน 1:2 จากนั้นนำใบไผ่หรือใบตองมามัดรวมกันเป็นจุกปิดปากกระบอกไม้ไผ่พอหลวมๆ อย่าให้แน่น เพื่อให้น้ำได้ระเหยออกมาได้บ้าง มิฉะนั้นกระบอกไม้ไผ่อาจแตกได้ ก่อนนำไปตั้งพิงไว้กับไม้ง่ามที่มีกองไฟก่อขึ้นอยู่ค่อนมาทางโคนกระบอกไม้ไผ่ หรือพิงไว้กับไม้คาน ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือสังเกตจากน้ำที่เริ่มเดือด เมื่อข้าวสุกแล้วก็ค่อยๆใช้มีดผ่าออกมากิน

หม้อหุงข้าว แบบที่สอง

                        – แบบที่สอง ตัดไม้ไผ่สดขนาดและยาวเท่ากับแบบแรก แต่ให้มีข้อปล้องไม้ไผ่ตันทั้งหัวและท้ายเช่นเดียวกับตะเกียงแบบที่สอง ซึ่งตามลำปล้องไม่มีรอยแตกหรือรอยรั่วแม้แต่นิดเดียว จากนั้นใช้มีดเจาะรูตรงกลางปล้องด้านใดด้านหนึ่ง หยอดใส่ข้าวสารและน้ำในอัตราส่วน 1:1 แล้วนำใบไผ่หรือใบตองมามัดรวมกันเป็นจุกปิดปากกระบอกไม้ไผ่เช่นเดียวกับแบบแรก ก่อนนำมาตั้งบนง่ามไม้ทั้งสองที่ปักอยู่ และมีกองไฟก่อเป็นแนวนอนอยู่ตรงกลาง

หม้อต้ม/แกง

  1. หม้อต้ม/แกง วิธีการทำไม่ยากเลย เพียงเริ่มแรกหา“ไม้ง่าม”ที่เป็นไม้เนื้อแข็งจำนวน2ท่อน แต่ละท่อนยาวราว 2 ฟุต นำมาปักลงพื้นห่างกันตามความเหมาะสม แล้วตัดไม้ไผ่สดที่มีลำปล้องขนาดใหญ่(หากเป็นไผ่หกซึ่งเป็นไผ่ชนิดหนึ่ง ควรใช้ขนาดปานกลาง)นำมาผ่าออกเป็น2ซีกเท่ากัน หรือให้มีขนาด 2/3 ของลำไม้ไผ่ ทั้งนี้จะใช้มีดริดข้อปล้องภายในลำไม้ไผ่หรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการพื้นที่ภายในลำไม้ไผ่แต่ละข้อปล้องมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งเราอาจใช้ต้มหรือแกงพร้อมๆกัน 2-3 อย่าง ได้เลย จากนั้นทำความสะอาดภายในปล้องไม้ไผ่ ก่อนนำมาวางพาดบนง่ามไม้เพื่อใช้เป็นภาชนะต้ม/แกงตามความต้องการ โดยก่อกองไฟตามแนวนอนของลำไม้ไผ่ที่วางพาดบนง่ามไม้

จานข้าวไม้ไผ่ และทัพพีไม้ไผ่

  1. จานข้าว และทัพพี ตัดไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะมา 1 ท่อน แล้วผ่าออกเป็น 2 ซีก ก็จะได้จานข้าวไว้ทานอย่างสบายๆ หรือนำมาตัดตกแต่งเพียงนิดหน่อยก็จะได้ทัพพีไว้คนแกงอย่างเหมาะมือ

ครกไม้ไผ่

  1. ครก คงไม่มีใครบ้าระห่ำพอที่จะแบกครกเข้าป่าหรอก ยกเว้นนั่งรถหรือเรือเดินทางเข้าไปถึงจุดตั้งแค้มป์ที่เราต้องการได้ แต่คนเดินป่าก็สามารถผลิตครกขึ้นมาเพื่อทำน้ำพริกรสแซ่บสุดจี๊ดเอร็ดอร่อยมาทานกัน ด้วยการตัดไม้ไผ่ลำใหญ่ขนาดพอเหมาะมา 1 ท่อน ส่วนไม้ตีพริกหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า“สาก”นั้น มักทำมาจากกิ่งไม้ตันที่มีเนื้อไม้แข็ง น้ำหนักเหมาะมือ และไม่มียางไม้

ระเบิดไม้ไผ่

  1. ระเบิดไม้ไผ่ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับว่าเป็นการสอนทำระเบิดเพื่อเอาไปเข่นฆ่าผู้อื่น แต่เป็นกลอุบายอย่างหนึ่งที่ใช้ขับไล่สัตว์ป่าที่มีทีท่าว่าจะเข้ามาทำร้ายเราขณะอยู่กลางป่า วิธีทำก็ไม่ยากและอุปกรณ์ที่ใช้ก็หาได้ง่าย โดยตัดไม้ไผ่สดขนาดพอเหมาะเป็นปล้องๆ แต่ละปล้องให้มีข้อปล้องตันทั้งหัวและท้าย และตามลำปล้องไม่มีรอยแตกหรือรอยรั่วแม้แต่นิดเดียว จากนั้นใช้โยนใส่กองไฟที่กำลังลุกโชน เพียงชั่วครู่แรงอากาศที่อัดอยู่ในปล้องไม้ไผ่จะถูกความร้อนขับดันจนทำให้ปล้องไม้ไผ่ระเบิดประทุแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สำหรับเสียงจะดังมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดไม้ไผ่และความสดของเนื้อไม้ ทำให้สัตว์ป่าตกใจแล้ววิ่งหนีหลบไป ทั้งนี้ควรมีหลายปล้องเพื่อเตรียมไว้ ไม่ใช่มีเพียงปล้องสองปล้อง เผื่อว่าสัตว์ป่าบางชนิดกลับเข้ามาใหม่หลังจากหายตกใจ เพราะสงสัยใคร่รู้หรืออะไรก็ตามแต่ หรือเก็บไว้ใช้ป้องกันสัตว์ป่าตัวใหม่ที่อาจเข้ามาในยามดึกดื่น

ที่รองน้ำ

ที่รองน้ำ

  1. ที่รองน้ำลำห้วยเล็กๆ ในช่วงกลางฤดูหนาวจวบจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูร้อน ตามสายน้ำในลำห้วยที่กว้างใหญ่ก็ยังคงมีน้ำให้ใช้ได้อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่หากเป็นลำธารเล็กๆก็จะมีน้ำไหลเพียงรวยริน บ้างก็แห้งขอดเป็นลำธารแห้ง บ่อยครั้งที่นักท่องเที่ยวพบลำธารขนาดเล็กที่มีน้ำไหลรินเพียงน้อยนิดและไม่สามารถตักใช้ได้ วิธีการแก้ปัญหาก็ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป ซึ่งหากลำธารนั้นเป็นที่ค่อนข้างราบ เราก็ต้องใช้วิธีการขุดหลุมข้างๆลำน้ำให้มีขนาดลึกพอสมควร และขนาดปากหลุมกว้างพอที่จะใช้ภาชนะตักน้ำได้สบายๆ เพียงชั่วครู่น้ำก็จะไหลซึมเข้ามาในหลุม อย่าเพิ่งรีบตัก แต่ควรรอให้น้ำเต็มหลุมและตกตะกอนเสียก่อน จึงค่อยๆตักขึ้นมาใช้ แต่หากลำธารมีความลาดชันสูงก็ใช้มีดตัดไม้ง่ามสัก 2-3 ท่อน โดยให้มีความสูงลดหลั่นกัน แล้วนำมาปักกับพื้นลำธารตามทิศทางที่น้ำไหล จากนั้นนำไม้ไผ่ขนาดใหญ่(หรือกาบต้นกล้วย)มาผ่าครึ่งซีกแล้ววางบนไม้ง่าม เพียงแค่นี้เราก็จะได้ที่รองน้ำที่สามารถใช้งานได้อย่างดียิ่ง

ล่องแพแม่แตง จ.เชียงใหม่

  1. แพไม้ไผ่ ปัจจุบันการล่องแก่งด้วยแพไม้ไผ่ไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนักในหมู่นักท่องเที่ยว เพราะอาจเกิดอันตรายจนถึงเสียชีวิตขณะล่องแก่งได้ และยังถูกกล่าวหาว่าเป็นการทำลายธรรมชาติจากการตัดไม้ไผ่มาทำแพ ผู้คนทั่วไปจึงนิยมล่องแก่งด้วยเรือยาง เพราะมีความปลอดภัยสูงกว่า แต่วิถีชีวิตชาวบ้านในป่าลึกอย่างชาวกะเหรี่ยง พวกเขาก็ยังสร้างแพไม้ไผ่เพื่อใช้ขนสินค้าทางการเกษตรมาขาย ซึ่งหากการเดินทางของเราครานั้นมีความจำเป็นที่ต้องใช้แพไม้ไผ่ล่องไปตามลำน้ำ เราก็จำเป็นที่ต้องควรรู้ไว้ใช่ว่าเกี่ยวกับเทคนิคในการสร้างแพไม้ไผ่

การสร้างแพไม้ไผ่ในแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือสามารถลอยน้ำได้ มีความแข็งแรงทนทาน และรับน้ำหนัก(ผู้ใหญ่)ได้ประมาณ 3-4 คน สำหรับวิธีการสร้างแพไม้ไผ่ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์มาจากการล่องแพตามลำน้ำแม่กลอง อ.อุ้มผาง จ.ตาก และล่องแพแม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน

แพไม้ไผ่

                        (1) ใช้มีดตัดลำไม้ไผ่ใหญ่ เช่น ไผ่หก เป็นต้น จำนวน 10-12 ลำ แต่ละลำต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 6-7 นิ้ว ยาวราว 3.5-4 เมตร ตั้งตรง ไม่เบี้ยว ไม่มีรอยแตกรั่ว และหากเป็นไผ่แก่ๆได้ก็ยิ่งดี เพราะจะมีน้ำหนักเบา ทำให้ลอยน้ำได้ดี และมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าไผ่อ่อน

(2) ตัดบริเวณโคนไม้ไผ่ทุกลำให้มีส่วนลำไผ่ยื่นยาวออกมาจากข้อปล้องราว 4-6 นิ้ว จากนั้นใช้มีดบากหรือเจาะรูบริเวณหลังข้อปล้องแรกของโคนไม้ไผ่ทั้งสองด้านให้อยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีขนาดรูประมาณข้อมือ

(3) นำไม้ไผ่ทุกลำมาวางเรียงกันเป็นแพในน้ำ แล้วใช้ไผ่รวกหรือไผ่อ้อที่สดและมีขนาดลำโตเท่ากันตลอดทั้งลำ นำมาสอดตามรูที่บากไม้ไผ่ใหญ่ไว้ให้ครบทุกลำและติดกันแน่น จากนั้นใช้มีดทุบไผ่อ้อหรือไผ่รวกตรงบริเวณส่วนที่โผล่ออกมาจากไผ่ใหญ่ลำสุดท้ายให้พอแตก ก่อนพับไผ่อ้อหรือไผ่รวกให้พาดมาบนไผ่ทุกลำทางด้านบน หากปลายไผ่อ้อหรือไผ่รวกที่พับนั้นมีความยาวกว่าแพก็ใช้มีดตัดทิ้งเสีย แล้วใช้เชือก เถาวัลย์ หรือเปลือกไม้ไผ่(ซึ่งภาษาคำเมืองเรียกว่า“ตอก”) นำมามัดขันชะเนาะให้แน่น ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ซึ่งแพจะมีความแข็งแรงหรือแตกเมื่อล่องผ่านแก่งก็อยู่ตรงนี้ เพราะหัวแพจะมีการกระทบกระแทกกับแก่งหินอยู่ตลอดเวลาขณะล่องไปตามลำน้ำ บางพื้นที่จะไม่ใช้วิธีการบากรูไม้ไผ่ใหญ่เพื่อใช้ไผ่อ้อหรือไผ่รวกสอด แต่จะใช้ไผ่ดังกล่าวพาดทั้งบนและล่างของหัวแพแล้วมัดให้แน่น วิธีหลังนี้เหมาะสำหรับการทำแพข้ามลำน้ำกระแสนิ่งไปยังอีกฟากหนึ่ง แต่ไม่เหมาะสำหรับการล่องแก่งหรือข้ามลำน้ำกระแสเชี่ยว เพราะโอกาสที่แพจะรวนและแตกได้ง่ายกว่า

(4) นำไผ่อ้อหรือไผ่รวกที่สดและมีขนาดยาวเท่ากับความกว้างของแพ จำนวน 2 ท่อน มาพาดแพบริเวณค่อนไปทางตอนปลายทั้งด้านบนและด้านล่าง พร้อมกับใช้เชือก เถาวัลย์ หรือตอกมัดให้แน่น อนึ่งปลายแพนั้นจะให้แต่ละลำไผ่มีความยาวเท่ากันหรือไม่ก็ได้

ล่องแพแม่แตง จ.เชียงใหม่

                        เพียงแค่นี้เราก็จะได้แพไม้ไผ่ใช้ล่องไปตามลำน้ำอย่างสุขเกษมเปรมปรีดิ์ แต่ถ้าให้ดีก็ควรทำที่นั่งยกพื้นขึ้นมาบริเวณตอนกลางของแพ ด้วยการใช้ไม้ไผ่จำนวน 2 ท่อน พาดตามความกว้างของแพ โดยกะให้มีระยะห่างพอประมาณ และมัดให้แน่น แล้วใช้อีก 2 ท่อน มาวางพาดขวางกับ 2 ท่อนแรก ให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม และมัดให้แน่น จากนั้นใช้มีดสับไผ่ขนาดใหญ่ เช่น ไผ่หก เป็นต้น ให้เป็นริ้วๆตามความยาวของลำไผ่(โดยกะขนาดให้พอดีกับที่นั่ง) เมื่อสับทั่วแล้วก็ผ่าลำไผ่ด้านใดด้านหนึ่งให้ขาดออกจากกัน ไผ่ก็จะแผ่ออกเป็นแผ่น แล้วนำมาปูบนไม้ไผ่ที่เราขัดกันไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยม เราก็จะได้ที่นั่งอันสบายก้นและไม่เปียกน้ำ หากทำให้มีขนาดกว้างเล็กน้อยก็จะสามารถใช้วางสัมภาระป้องกันเปียกน้ำได้อีกด้วย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….