เทคนิคแค้มป์

“ดูนกตามสภาพแวดล้อม

 

 

ป่าดิบเขาที่มีมอสส์และเฟินปกคลุมดุจดั่งต้นไม้ใส่เสื้อ

 

นกเป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่งพบอยู่เกือบทั่วทุกแห่งหนในโลกใบนี้ โดยมีประมาณเกือบ 10,000 ชนิด และมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแมลงภู่ไปจนถึงขนาดหลายเมตร ดังนั้นทุกคนย่อมรู้จักและพบเห็นนกอยู่บ่อยๆจนชินตา แต่จะมีใครรู้บ้างว่านกซึ่งเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีกระดูกสันหลังได้มีมานานหลายร้อยล้านปีมาแล้ว นอกจากนี้นกยังมีส่วนช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติให้แก่โลก และใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า รวมทั้งมนต์เสน่ห์ของนก ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างและสีสัน เสียงร้อง ความเฉลียวฉลาด และท่วงท่าอากัปกิริยาต่างๆ ได้สร้างความเพลิดเพลินใจให้แก่ผู้คนจำนวนมาก

การส่องกล้องดูนกเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมมาเนิ่นนานหลายสิบปีมาแล้ว โดยนักดูนกจะรู้ว่าแหล่งที่อยู่อาศัยหรือแหล่งที่พบนกตามธรรมชาตินั้น เป็นปัจจัยที่เหมาะสมของนกแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะเป็นนกกลุ่มเดียวกันก็ตาม ตัวอย่างเช่น นกที่พบในป่าดิบเขาจะเป็นนกที่ทนอากาศหนาวเย็นได้ดี มีความคล่องแคล่วว่องไว มีขนาดไม่ใหญ่มาก และมักกินแมลงหรือผลของไม้ป่าเป็นหลัก ต่างจากนกที่พบตามทุ่งนาตามพื้นราบในภาคกลาง มักเป็นนกที่กินสัตว์น้ำหรือธัญพืชเป็นอาหาร และมักว่ายน้ำได้ดี ดังนั้นการพบนกบางชนิดจะทำให้เรารู้ถึงประเภทของป่าและประมาณความสูงจากระดับทะเลฯได้


ป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest)


เป็นป่าที่มีลักษณะเป็นป่าทึบ แต่จะโปร่งกว่าป่าดิบชื้น อยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป พบได้ทุกภาคของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่จะพบทางภาคเหนือ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ก็คือ ก่อหลากชนิด มณฑาป่า สารภีป่า กำลังเสือโคร่ง เป็นต้น หากเป็นพื้นที่ที่สูงมากๆก็จะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ตามไม้ใหญ่จะปกคลุมไปด้วยมอสส์และเฟินปกคลุมหนาแน่นราวต้นไม้ใส่เสื้อ

นกกินปลีหางยาวเขียว ตัวผู้ Green-tailed Sunbird

                              นกที่พบในป่าดิบเขา เช่น กลุ่มนกกระทาดง(Partridge) กลุ่มนกเดินดง(Thrush) นกศิวะหางสีตาล(Chestnut-tailed Minla) นกกินปลีหางยาวเขียว(Green-tailed Sunbird) นกโพระดกคางเหลือง(Golden-throated Barbet) นกพิราบภูเขาสูง(Ashy-wood Pigeon) นกพญาไฟคอเทา(Grey-chinned Minivet) นกพญาไฟพันธุ์เหนือ(Long-tailed Minivet) นกพญาไฟแม่สะเรียง(Short-billed Minivet) นกจาบปีกอ่อนเขียว(Black-headed Greenfinch) นกจาบปีกอ่อนสีชมพูคล้ำ(Dark-breasted Rosefinch) นกจาบปีกอ่อนสีแดง(Scarlet Finch) นกกระติ๊ดใหญ่สร้อยคอเหลือง(Collared Grosbeak) กลุ่มนกปรอด(Bulbul) นกเขนน้อยสีทอง(Golden Bush-Robin) เป็นต้น


ป่าสนเขา (Pine Forest)


เป็นป่าที่มักพบตามภูเขาสูง ปกติจะพบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯตั้งแต่ 700 เมตร ขึ้นไป แต่บางพื้นที่พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯเพียง 200 เมตร เท่านั้น เช่น ดงนาทามในพื้นที่อุทยานฯผาแต้ม จ.อุบลราชธานี เป็นต้น ส่วนใหญ่พบในภาคเหนือ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ก็คือ สนสองใบ และสนสามใบ พื้นป่าโล่งและมักปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้า

ลานสน อุทยานฯภูสอยดาว

นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่ ตัวผู้ Velvet-fronted Nuthatch

                              นกที่พบในป่าสนเขาค่อนข้างมีน้อยชนิด เนื่องจากความหลากหลายของพรรณไม้มีน้อยชนิด อาหารของนกจึงมีน้อยไปด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนกไต่ไม้(Nuthatch) กลุ่มนกติ๊ด(Tit) กลุ่มนกหัวขวาน(Woodpecker) นกปีกลายสก็อต(Eurasian Jay) เป็นต้น


ป่าเบญจพรรณ (Mixed Deciduous Forest)


บ้างเรียกป่าประเภทนี้ว่า“ป่าผสมผลัดใบ” มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ดินเป็นดินร่วนปนทราย พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับฯทะเลตั้งแต่ 50-800 เมตร ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงตอนบนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้มี 5 ชนิด ตามความหมายของคำว่า“เบญจะ”ที่แปลว่า“5” คือ สัก มะค่า แดง ประดู่ และชิงชัน ส่วนไม้พื้นล่างก็เป็นไผ่หลากชนิด ในฤดูแล้งต้นไม้ในป่านี้มักจะเปลี่ยนสีสันของใบอย่างสวยงาม ก่อนผลัดใบร่วงหล่น

ป่าเบญจพรรณเปลี่ยนสีที่ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า ตัวผู้ Blue-winged Leafbird

                              นกที่พบในป่าเบญจพรรณจะเป็นกลุ่มไก่ฟ้า(Pheasant) กลุ่มนกหัวขวาน(Woodpecker) กลุ่มนกขุนแผน(Trogon) กลุ่มนกโพระดก(Barbet) กลุ่มนกเขียวก้านตอง(Leafbird) ไก่ป่า(Red Junglefowl) เหยี่ยวแมลงปอขาแดง(Collared Falconet) เป็นต้น


ป่าเต็งรัง (Dry Dipterocarp Forest)


บ้างเรียกป่าประเภทนี้ว่า“ป่าแดง ป่าแพะ หรือป่าโคก” เป็นป่าที่ขึ้นบริเวณดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ กักเก็บน้ำได้ไม่ดี มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับฯทะเลตั้งแต่ 50-1,000 เมตร มีถิ่นกระจายซ้อนทับกับป่าเบญจพรรณ แต่อาจแคบกว่าเล็กน้อย เนื่องจากมีปัจจัยเกี่ยวกับความแห้งแล้งเป็นตัวกำหนด พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางจนถึง จ.เพชรบุรี โดยพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ คือ เต็ง รัง เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างจะเป็นเป้ง โจด หญ้าเพ็ก เป็นต้น ใบฤดูแล้งใบไม้จะเปลี่ยนสี ก่อนทิ้งใบร่วงหล่นเหลือเพียงลำต้นและกิ่งก้าน มักเกิดไฟป่าบ่อยๆ ต้นไม้ในป่านี้จึงมีเปลือกหนา ทนความร้อนได้ดี ลำต้นไม่สูงใหญ่ และมักมีลำต้นกับกิ่งก้านคดงอ

ป่าเต็งรัง จ.อุบลราชธานี

นกปีกลายสก็อต Eurasian Jay

                              นกที่พบในป่าเต็งรังจะเป็นกลุ่มนกหัวขวาน(Woodpecker) กลุ่มนกไต่ไม้(Nuthatch) นกขี้เถ้าใหญ่(Large Wood-Shrike) นกปีกลายสก็อต(Eurasian Jay) กลุ่มนกขุนแผน(Trogon) กลุ่มนกกระจิบหญ้า(Prinia) เหยี่ยวแมลงปอขาแดง(Collared Falconet) เป็นต้น


ป่าดิบแล้ง (Dry Evergreen Forest)


เป็นป่าที่มีลักษณะคล้ายป่าดิบชื้น แต่มีความชุ่มชื้นน้อยกว่า ปริมาณน้ำฝนประมาณ 1,000-2,000 มม./ปี โดยมีฤดูแล้งประมาณ 4 เดือน พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับฯทะเลตั้งแต่ 100-800 เมตร ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึง จ.ชุมพร ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ คือ ยางนา ตะเคียน กะบาก มะค่าโมง ปออี้เก้ง สมพง เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างเป็นปาล์ม ไผ่ ขิงข่าต่างๆ เถาวัลย์ เป็นต้น

เขากำแพง อุทยานฯเฉลิมรัตนโกสินทร์ จ.กาญจนบุรี

นกจับแมลงหัวเทา Grey-headed Flycatcher

                              นกที่พบในป่าดิบแล้งคล้ายกับนกที่พบในป่าดิบชื้น เช่น กลุ่มนกจับแมลง(Flycatcher) นกเขนน้อยข้างสีส้ม(Orange-flanked Bush-Robin) เป็นต้น


ป่าดิบชื้น (Tropical Evergreen Forest)


เป็นป่ารกทึบ มีพรรณไม้หลายร้อยชนิดขึ้นเบียดเสียดแน่นขนัด มีฝนตกชุกและชุ่มชื้นมาก จึงทำให้มีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี มักเรียกว่า“ป่าดงดิบ” พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับฯทะเลไม่เกิน 600 เมตร โดยพบได้ทั่วทุกภาค แต่พบมากสุดทางภาคตะวันออกและภาคใต้ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ คือ ยางต่างๆ ตะเคียน มะม่วงป่า เคี่ยม รัก ขนุนนก เป็นต้น ไม้พื้นล่างเป็นพวกหวาย และเถาวัลย์ ป่าประเภทนี้แทบจะไม่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าเลย ยกเว้นการถากถางทำลายป่าด้วยฝีมือมนุษย์เท่านั้น

ต้นน้ำเพชร อุทยานฯแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

นกพญาปากกว้างหางยาว Long-tailed Broadbill

                              นกที่พบในป่าดิบชื้นจะเป็นกลุ่มนกเงือก(Hornbill) ซึ่งเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของป่าดงดิบ นอกจากนี้ก็มีกลุ่มนกพญาปากกว้าง(Broadbill) กลุ่มนกแต้วแล้ว(Pitta) กลุ่มนกขุนแผน(Trogon) กลุ่มนกจับแมลง(Flycatcher) กลุ่มนกกินแมลง(Babbler) นกเขียวก้านตองปีกสีฟ้า(Blue-wing Leafbird) นกเขียวคราม(Asian Fiery-Bluebird) เป็นต้น


ป่าดิบที่ราบต่ำ (Lowland Evergreen Forest)


นกแต้วแล้วลาย ตัวผู้ Banded Pitta

                              เป็นป่าดิบที่พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับฯทะเลไม่เกิน 200 เมตร พบเฉพาะทางภาคใต้ นกที่พบในป่าดิบที่ราบต่ำจะเป็นกลุ่มนกแต้วแล้ว(Pitta) นกเงือกดำ(Black Hornbill) นกพญาไฟเล็กคอดำ(Fiery Minivet) นกโพระดกหลากสี(Red-crowned Barbet) นกขุนแผนตะโพกน้ำตาล(Cinnamon-rumped Trogon) เป็นต้น


ป่าเขาหินปูน (Limestone Vegetation)


เป็นป่าที่เกิดขึ้นบริเวณภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงชัน ด้วยสภาพภูมิประเทศเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ไม้เด่นของป่าเขาหินปูนจึงเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี เช่น จันทน์ผา สลัดได เป็นต้น

สวนหินผางาม จ.เลย

นกแอ่นบ้าน House Swift

                              นกที่พบในป่าเขาหินปูนจะเป็นนกจู๋เต้นเขาหินปูน(Limestone Wren Babbler) กลุ่มนกเค้า(Owl) เหยี่ยวเพเรกริน(Peregrine Falcon) นกนางแอ่นผาสีคล้ำ(Dusky Crag-Martin) และกลุ่มนกแอ่น(Swift) เป็นต้น


ป่าละเมาะ (Scrub)


นกบั้งรอกใหญ่ Green-billed Malkoha

                              เป็นป่าโปร่งมีพื้นป่าโล่ง มักขึ้นผสมกับป่าประเภทอื่นๆ นกที่พบในป่าละเมาะจะเป็นกลุ่มนกคุ่ม(Quail) กลุ่มนกคัคคู(Cuckoo) เป็นต้น


ป่าหญ้า (Savanna Forest)


เป็นป่าหญ้าที่ถูกแผ้วถางทำลายจนพื้นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ และถูกทอดทิ้งการดูแลจนหญ้าชนิดต่างๆขึ้นทดแทน เมื่อถึงหน้าแล้งมักเกิดไฟไหม้ทำให้ไม้ใหญ่ที่ยังคงยืนต้นอยู่ต้องล้มตายไป ป่าประเภทนี้พบได้ทั่วทุกภาค ตั้งแต่พื้นราบจนถึงยอดดอย

นกกระติ๊ดขี้หมู Scaly-breasted Munia

                              นกที่พบส่วนใหญ่เป็นนกที่กินธัญพืชเป็นอาหาร เช่น กลุ่มนกกระติ๊ด(Munia) เป็นต้น


ทุ่ง-ทุ่งนา (Paddyfield)


นกกระจาบธรรมดา ตัวผู้และตัวเมีย Baya Weaver

                              ทุ่งและทุ่งนาเป็นบริเวณที่มีน้ำขัง พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือพื้นที่เกษตรกรรม นกที่พบตามทุ่งและทุ่งนาจะเป็นกลุ่มนกกระจาบ(Weaver) กลุ่มนกกระติ๊ด(Munia) นกกระจิบหญ้าสีเรียบ(Plain Prinia) กลุ่มนกยอดหญ้า(Bushchat) กลุ่มนกยอดข้าวหางแพน(Cisticola) กลุ่มนกเอี้ยง(Staring) เป็นต้น


หนองบึง(Swamp) และทะเลสาบ(Pond or Lake)


นกกะเต็นปักหลัก Pied Kingfisher

                              นกที่พบมักจะเป็นนกน้ำ ซึ่งอาศัยแหล่งน้ำนี้เป็นที่หากิน บางชนิดใช้ทำรังวางไข่ด้วย เช่น นกเป็ดน้ำชนิดต่างๆ กลุ่มนกอัญชัน(crake) นกอีลุ้ม(Common Moorhen) นกอีแจว(Pheasant-tailed Jacana) นกอีโก้ง(Purple Swamphen) กลุ่มนกกะเต็น(Kingfisher) กลุ่มนกกาน้ำ(Comorant) กลุ่มนกยาง(Egret) กลุ่มนกยางไฟ(Bittern) กลุ่มนกกระสา(Stork) เป็นต้น


สวนสาธารณะในเมือง (Pond or Lake)


นกตีทอง Coppersmith Barbet

                              ล้วนแต่เป็นไม้ประดับที่มนุษย์ปลูกและตกแต่ง นกที่พบนั้นจะเป็นนกที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในเมืองได้เป็นอย่างดี เช่น นกตีทอง(Coppersmith Barbet) นกสีชมพูสวน(Scarlet-backed Flowerpecker) นกเอี้ยงสาริกา(Common Myna) นกกินปลีอกเหลือง(Olive-backed Sunbird) นกกางเขนบ้าน(Oriental Magpie Robin) นกพญาไฟใหญ่(Scarlet Minivet) กลุ่มนกเอี้ยง(Staring) กลุ่มนกกระจอก(Sparrow) เป็นต้น


ป่าชายหาด (Beach Forest)


เป็นป่าโปร่งไม่ผลัดใบ พบตามบริเวณหาดชายทะเล ไม้เด่นของป่าชายหาดขึ้นเป็นไม้ทนเค็ม มักเป็นไม้พุ่มที่ต้นคดงอและใบหนาแข็ง เช่น สนทะเล หูกวาง โพทะเล ตีนเป็ดทะเล กระทิง หยีน้ำ เป็นต้น

นกชายเลนปากแอ่น Terek Sandpiper

                              นกที่พบตามป่าชายหาดเป็นนกที่จำแนกได้ค่อนข้างยาก เพราะมีลักษณะคล้ายกันมากๆ เช่น กลุ่มนกซ่อม(Stint) กลุ่มนกหัวโต(Plover) กลุ่มนกชายเลน(Sandpiper) กลุ่มนกนางนวล(Gull) เป็นต้น


ป่าพรุ (Swamp Forest)


เป็นป่าที่พบตามพื้นที่ลุ่มที่มีการทับถมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ไม่สลายตัว มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน และดินระบายน้ำไม่ดี มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 2,000 มม./ปี พบมากในภาคกลางและภาคใต้ ป่าพรุแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ

ป่าพรุทุ่งใหญ่ฯตะวันออก

                              ลักษณะแรกเป็นป่าพรุน้ำกร่อยใกล้ชายทะเล โดยเป็นสังคมป่าที่อยู่ถัดขึ้นมาจากสังคมป่าชายเลน มักมีต้นเสม็ดขึ้นอยู่หนาแน่น ชาวบ้านจึงเรียกว่า“ป่าพรุเสม็ด”หรือ“ป่าเสม็ด” ป่าชนิดนี้พบมากทางภาคใต้ โดยพบมากสุดใน จ.นราธิวาส ประมาณ 283,350 ไร่

นกเค้าแดง Reddish Scops-Owl

                              ลักษณะที่สองเป็นป่าพรุน้ำจืด บ้างเรียกว่า“ป่าบึงน้ำจืด” มีพันธุ์ไม้หลากชนิดขึ้นปะปนกัน เช่น กันเกรา สนุ่น อินทนิลน้ำ หว้า จิก โสกน้ำ กระทุ่ม กระโดนน้ำ เป็นต้น

นกที่พบในป่าพรุ เช่น นกจับแมลงป่าพรุ(Malaysian Blue-Flycatcher) นกหัวขวานหลังสีไพล(Olive-backed Woodpecker) นกกางเขนหางแดง(Rufous-tailed Shana) นกกินแมลงหลังฟู(Fluffy-backed Tit-Babbler) นกเค้าแดง(Reddish Scops-Owl) เป็นต้น


ป่าชายเลน (Mangrove Forest)


เป็นป่าที่ติดกับทะเลหรือปากแม่น้ำ มีน้ำขึ้นน้ำลงอย่างเด่นชัดในรอบวัน บ้างเรียกว่า“ป่าเลนน้ำเค็ม”หรือ“ป่าเลน” เป็นป่าที่มีไม้ขึ้นหนาแน่น มักมีรากค้ำยันและรากหายใจ ไม้เด่นของป่าชายเลนก็เป็นกลุ่มไม้โกงกาง กลุ่มแสม ลำพู ลำแพน ตะบูน เป็นต้น โดยเฉพาะไม้โกงกาง บางแห่งจึงเรียกว่า“ป่าโกงกาง”

นกยางเขียว Little Heron

                              นกที่พบในป่าชายเลนจะเป็นกลุ่มนกชายเลน(Sandpiper) นกแต้วแล้วป่าโกงกาง(Mangrove Pitta) นกกะเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล(Brown-winged Kingfisher) นกฟินฟุท(Marked Finfoot) นกกินปลีคอทองแดง(Copper-throated Sunbird) กลุ่มนกยาง(Egret) นกกระสาคอดำ(Black-necked Stork) เป็นต้น


ป่าเกาะ (Island Forest) และทะเล (Sea)


ตามท้องทะเลและป่าที่ขึ้นตามเกาะแก่งกลางท้องทะเล มักเป็นแหล่งอาศัยของนกหลายชนิด เช่น นกชาปีไหน(Nicobar Pigeon) นกเขาเปล้าใหญ่(Large Green Pigeon) นกลุมพู(Green Imperial Pigeon) นกลุมพูขาว(Pied Imperial Pigeon) กลุ่มนกโจรสลัด(Frigatebird) นกนางนวลแกลบท้ายทอยดำ(Black-naped Tern) กลุ่มนกบู้บี้(Booby) กลุ่มนกร่อนทะเล(Tropicbird) กลุ่มนกลอยทะเล(Phalarope) เป็นต้น

นกชาปีไหน Nicobar Pigeon


ความในใจของผู้เขียน


นกเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งในการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติของโลกให้คงอยู่ เพราะนกเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ที่ประสานโยงใยสายสัมพันธ์ทั้งในห่วงโซ่และสายใยอาหาร มีทั้งนกกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว นกเค้าแมว นกแสก เป็นต้น ช่วยควบคุมสัตว์เล็กๆให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสม นกกินแมลง เช่น นกจาบคา และนกจับแมลงชนิดต่างๆ เป็นต้น คอยควบคุมจำนวนของแมลงไม่ให้มีจำนวนมากเกินไป นกกินพืช เช่น นกเขา นกแก้ว นกโพระดก เป็นต้น มีส่วนสำคัญมากในการช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ของพืชชนิดต่างๆจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนกที่กินทั้งพืชและสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น นกเงือก นกอีกา นกแซงแซว เป็นต้น นกเหล่านี้ต่างก็ทำหน้าที่ในการช่วยควบคุมจำนวนสัตว์บางชนิดและกระจายเมล็ดพันธุ์พืชให้ป่ามีความหลากหลายในการเจริญพันธุ์ต่อไป

พ่อแม่นกกกนำอาหารมาป้อนให้ลูกในโพรงไม้

                           ถึงแม้นกจะทำคุณประโยชน์มากเพียงใด แต่ทุกวันนี้นกหลายชนิดต้องประสบปัญหามากมายในการดำรงชีวิตให้อยู่รอดและสืบพันธุ์ต่อไปในธรรมชาติ ปัญหาหลักที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการกระทำจากน้ำมือมนุษย์ ทั้งการกระทำโดยตรงด้วยการล่าและการค้า หรือการกระทำโดยทางอ้อมที่ทำให้สภาพแวดล้อมต้องเปลี่ยนแปลงไป อันมีผลต่อการลดลงของจำนวนนกในปัจจุบัน

ทุกคนสามารถช่วยกันอนุรักษ์นกได้ด้วยวิธีการที่ง่ายและสะดวกสบาย นั่นคือ ไม่สนับสนุนการล่าจับและการซื้อขายเพื่อนำมาเลี้ยง รวมทั้งการกินอาหารที่ทำมาจากนก หากต้องการจะชื่นชมความสวยงามของนก ควรใช้วิธีการส่องกล้องดูนก ซึ่งอาจจะเป็นบริเวณรอบๆที่อยู่อาศัย สวนสาธารณะ เรือกไร่สวน ป่าชายเลนริมทะเล หรือตามแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะดีกว่า เพราะนอกจากจะได้รับความสนุกสนานและเพลิดเพลินแล้ว ยังได้รับความรู้อีกด้วย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….