เทคนิคแค้มป์
“เที่ยวป่าหน้าฝน”

 

 

ลำน้ำเพชร อุทยานฯแก่งกระจาน

คำว่า“ฤดูกาล”ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ที่ชื่นชอบท่องเที่ยวประเภทกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ ยิ่งหน้าหนาวด้วยแล้ว..ตามแดนดอยขุนเขาสูงทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะคลาคล่ำไปด้วยเต็นท์หลากสีสัน ใครมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็จะมีเสียงสรวญเสเฮฮาได้ยินอยู่ตลอด ที่มากันเพียงกลุ่มน้อยหรือมากันเป็นคู่ก็มักจะตั้งแค้มป์ห่างไกลจากกลุ่มอื่น เพื่อหาที่เงียบสงบตามต้องการ ปกติชีวิตชาวแค้มป์ในยามกลางวันก็จะเงียบเชียบราวกับร้างลาผู้คน เพราะบางกลุ่มก็เดินเท้าหรือนั่งรถไปเที่ยวในละแวกใกล้เคียง จวบจนเย็นย่ำโดยเฉพาะยามค่ำคืน..แค้มป์จึงเริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับตามผับตามบาร์นั่นแหละ แต่ต่างกันที่ชาวแค้มป์ส่วนใหญ่จะรู้กันโดยมารยาทอยู่แล้วว่าควรส่งเสียงดังมากน้อยแค่ไหน และเวลาใดที่เหมาะสมที่จะหยุดการส่งเสียงใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้ชาวแค้มป์ได้นอนหลับใหลท่ามกลางโอบกอดของธรรมชาติอันพิสุทธิ์ ภายใต้อากาศยามค่ำคืนที่หนาวเหน็บจับจิตจับใจ คงมีส่วนน้อยที่อาจจะยังคงส่งเสียงดังรบกวนคนอื่นอยู่ โดยมากมักจะเป็นชาวแค้มป์มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเที่ยว หากเป็นสถานที่ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐดูแล ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปบอกกล่าวให้หยุดการส่งเสียง บ่อยครั้งที่ผู้เขียนพบว่าชาวแค้มป์ด้วยกันเองเข้าไปบอกกล่าวขอความกรุณางดเสียง พวกเขาเหล่านั้นก็จะกล่าวขอโทษขอโพยและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นี่แหละเป็นสภาพบรรยากาศของชาวแค้มป์ที่เราพบเห็นได้อยู่เสมอ

ปกติหน้าฝนจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝนจะเริ่มตกปรอยๆ จวบจนกลางเดือนกรกฎาคมฝนก็จะเริ่มตกชุกและมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงปลายเดือนตุลาคมนั่นแหละฝนจึงจะซาและหยุดสนิท แต่ปัจจุบันดินฟ้าลมฝนค่อนข้างจะเพี้ยนไป เอาแน่นอนไม่ได้ อย่างปีนี้สายฝนเริ่มกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตามาตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และไม่ได้ตกปรอยๆ หลายพื้นที่ตกหนักจนเกิดน้ำท่วม ก็ขอเตือนว่าอย่าไปโทษฟ้าฝนหรือเทวดากันล่ะ เพราะภูมิอากาศที่ผิดเพี้ยนนั้นล้วนเกิดจากน้ำมือมนุษย์อย่างเราๆ

ฝนหรือหยดน้ำจากฟ้าทำให้ป่าเขียวชอุ่มชุ่มชื้นหรือตื่นจากการหลับใหล เพราะฤดูนี้ป่าจะสว่างไสวไปด้วยสีสันของมวลชีวิต ไม้น้อยใหญ่ต่างผลิใบอ่อน ต้นหญ้าแตกยอดระบัดใบ สิ่งมีชีวิตนับล้านๆชีวิตเริ่มก่อกำเนิดจากใต้ผืนดิน และสรรพสัตว์ต่างเริงร่าดีใจเมื่อฝนมาเยือน หลายคนชอบท่องป่าหน้าฝนโดยให้เหตุผลนอกเหนือจากที่กล่าวมาว่า“ป่าหน้าฝนมีความพิสุทธิ์และบ่งบอกลักษณะแห่งป่าอย่างแท้จริง เวลาเดินทางก็เย็นสบายสดชื่นจากสายฝนผสมผสานกลิ่นดินและกลิ่นหมอกไอฝน เวลาเดินป่าไม่เหนื่อยง่ายเหมือนหน้าหนาวหน้าร้อน แถมอาหารการกินในป่าก็อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ เห็ด หรือผักป่า ทำให้ไม่ต้องจำเจกับอาหารกระป๋องหรือบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อชะมัดยาด เพียงแค่กล่าวถึงก็รู้สึกเลี่ยนคอเสียแล้ว นอกจากนี้ยังจะดาษดื่นไปด้วยพรรณไม้หลากชนิดที่ชูช่อออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วผืนป่าราวกับสวรรค์บนดิน” นักเดินป่าที่นิยมชมชอบท่องป่าหน้านี้มักกล่าวว่“ป่าหน้าฝนเป็นเสมือนสวรรค์ของนักนิยมไพร

ลานสน อุทยานฯภูสอยดาว

แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบเดินป่าหน้าฝน เพราะเห็นว่าเป็นการเดินทางที่เปียกแฉะอยู่ตลอดเวลา ทำให้ป่วยเป็นไข้ได้ง่ายๆ ที่แน่ๆก็คือไข้หวัด แถมทางเดินก็ค่อนข้างลื่นจนอาจได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บได้ การตั้งแค้มป์และการก่อกองไฟหุงหาทำอาหารก็แสนลำบากยุ่งเหยิง อีกทั้งยังมีภยันตรายจากป่าหน้าฝนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่าที่ไหลหลากอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าจะเพ่นพ่านมากกว่าปกติ เนื่องจากแหล่งน้ำแหล่งอาหารมีอยู่แทบทั่วทุกอณูของผืนป่า โดยเฉพาะตามป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์จะมีเจ้าตัวดูดเลือดอย่าง“ทาก”(Land Leeches) สัตว์ตระกูลเดียวกับปลิงที่หลายคนมักกลัวหรือเกลียดขยะแขยง กำลังชูหัวสลอนไปมาเป็นวงกลมราวกับเรดาร์เพื่อรอคอยดูดเลือดจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เดินผ่านมา นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักกล่าวถึงป่าหน้าฝนว่า“เป็นการเดินป่าที่อันตรายที่สุด” บ้างก็ให้สมญานามอย่างน่ากลัวว่า“ขุมนรกแห่งการเดินทาง

สิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมตัวก่อนการเดินทางท่องเที่ยวที่จะต้องกระทำทุกครั้งเสมอไป ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบแค้มปิ้ง หรือเที่ยวแบบสบายๆ มีอยู่ 3 ประการ คือ “การหาข้อมูล การวางแผน และการเตรียมตัวเดินทาง

จากประสบการณ์ชีวิตของข้าพเจ้า ซึ่งพิสมัยการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจ ยอมรับว่าการเดินป่าในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อน ไม่ลำบากเท่ากับการเดินป่าในช่วงหน้าฝน แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการเดินป่าหน้าฝนจำต้องเตรียมตัวมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าฤดูกาลใด โดยเฉพาะต้องเสาะหาข้อมูลของพื้นที่นั้นๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่มากได้ว่ามีการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างใด เช่น สภาพภูมิประเทศของการเดินทางเป็นเช่นไร มีลูกหาบแบกสัมภาระหรือไม่ ทางเดินช่วงชันทำเป็นขั้นบันไดไม้หรือเหล็กพร้อมราวจับเกาะให้เดินได้สะดวกหรือไม่ มีสะพานที่แข็งแรงและสูงกว่าระดับน้ำท่วมถึงในการข้ามลำน้ำหรือไม่ บริเวณตั้งแค้มป์มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือและป้องกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยวหรือไม่ เป็นต้น

เมื่อค้นหาข้อมูลและวางแผนการเดินทางว่าจะไปไหน รวมทั้งติดต่อพื้นที่นั้นๆเพื่อขออนุญาตเข้าพื้นที่ และขอเจ้าหน้าที่นำทาง รวมทั้งลูกหาบ(หากต้องการ)เป็นที่เรียบร้อย ก็เป็นการเตรียมสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานที่ใด สภาพของการเดินทางเป็นเช่นไร มีลูกหาบแบกสัมภาระหรือไม่ นอกจากนี้“การเตรียมใจและร่างกายให้พร้อม”ก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้ เพื่อที่จะได้ผจญภัยกับสิ่งต่างๆอย่างไม่ย่อท้อ

การเตรียมอุปกรณ์การเดินป่านั้นมีหลักการง่ายๆอยู่เพียง3ประการ คือ “เบา คล่องตัว และมีประโยชน์” ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นจะต้องพิจารณาหลักการทั้ง3ประการนี้เป็นสิ่งสำคัญ เหล่านี้ว่ากันแบบนักเดินป่ามืออาชีพที่เดินป่ากันเป็นวันๆ และนอนค้างอ้างแรมในป่า ไม่ว่าจะมีลูกหาบช่วยแบกให้หรือแบกเองก็ตาม ไม่ใช่แบกขึ้นรถฯแล้วขับไปจอดยังจุดตั้งแค้มป์ แบบนั้นจะเอาไปยังไงก็ได้ แล้วแต่กำลังของรถฯและพื้นที่ในรถฯ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเห็นว่าการเตรียมตัวแบบมืออาชีพน่าจะดีกว่า เพราะไม่มีสัมภาระมากมายให้ต้องกังวล หรืออาจกล่าวได้ว่าต้องใช้ทุกชิ้นให้เป็นประโยชน์ได้เต็มที่ว่างั้นเถอะ

นักเดินป่าทุกคนควรที่จะเรียนรู้จักการเอาตัวรอด หรือที่เรียกว่า“เทคนิคการยังชีพในป่า” อาทิเช่น การเลือกทำเลที่ตั้งแค้มป์และการตั้งแค้มป์ การเลือกเส้นทางเดินและดูทิศทางเป็น การรู้จักสังเกตรอยเท้าและมูลสัตว์ การรู้จักหาอาหารป่า ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษ รวมทั้งการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เป็นต้น


การตั้งแค้มป์ในฤดูฝน


มีข้อควรระมัดระวังมากกว่าฤดูกาลใดเป็นพิเศษ คือ

– อย่าตั้งแค้มป์ในที่โล่งจนเกินไป เนื่องจากในช่วงฤดูกาลนี้จะมีลมค่อนข้างแรง และอาจจะมีพายุอีกด้วย แต่กรณีที่จำเป็นจริงๆก็ควรกางเต็นท์ให้มั่นคงและแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยตัดไม้ที่มีขนาดพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมขึ้น แล้วนำเชือกมาผูกยึดระหว่างสมอบกกับตัวเต็นท์ให้แข็งแรงเพิ่มขึ้น หรืออาจจะใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมก็ได้

ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

– อย่าตั้งแค้มป์ใต้ต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่โดดเดี่ยวหรือใต้ต้นไม้แห้งที่ตายซาก เพราะต้นไม้ที่ขึ้นโดดเดี่ยวจะเป็นสื่อชนวนให้เกิดฟ้าผ่าได้ง่าย ส่วนต้นไม้แห้งที่ตายซากก็อาจจะถูกลมแรงพัดจนทำให้กิ่งหรือลำต้นหักโค่นลงมาและได้รับอันตรายได้

– อย่าตั้งแค้มป์ตามชายเนินเขาหรือไหล่เขา จริงอยู่ที่น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำในลักษณะที่ผ่านไปเลย แต่หากเป็นน้ำป่าไหลบ่าลงมารุนแรงอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

– อย่าตั้งแค้มป์ใกล้ถ้ำ หากจำเป็นก็ต้องตรวจร่องรอยอย่างละเอียดว่าเป็นแหล่งหลบพักอาศัยของสัตว์ป่าที่หนีฝนเข้าไปในถ้ำหรือไม่

– อย่าตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีหญ้ารกหรือมีน้ำขังเฉอะแฉะ เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงและสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษบางชนิด

– อย่าตั้งแค้มป์ใกล้หนองบึงที่มีลักษณะเป็นน้ำนิ่ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีร่องรอยปลักโคลนของสัตว์ป่าต่างๆยิ่งควรหลีกเลี่ยง เพราะมันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้มาลาเรียมาสู่ตัวเรา

– การตั้งแค้มป์ตามดงไม้ทึบ ควรเลือกบริเวณต้นไม้เตี้ยๆและอยู่ให้ห่างจากต้นไม้สูงเอาไว้ โดยกะระยะว่าจะปลอดภัยกรณีที่มันเกิดล้มขึ้นมาเพราะฟ้าผ่าหรือลมพัดก็ตามแต่

– การตั้งแค้มป์ใกล้แหล่งน้ำนับว่าเป็นสิ่งดี แต่ควรที่จะตั้งแค้มป์บนตลิ่งที่สูงกว่าระดับน้ำในระยะที่ปลอดภัย(โดยดูจากร่องรอยเก่าของระดับน้ำที่สูงที่สุด) เพื่อป้องกันน้ำป่าที่หลากไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

– หากมีลานหินก็ควรกางเต็นท์บนลานหิน เพื่อป้องกันความชื้นซึมผ่านเต็นท์ขึ้นมา

– ในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่หาสถานที่กางเต็นท์ยากลำบากยิ่ง เพราะบริเวณพื้นป่าจะชื้นแฉะ บ้างก็ชุ่มฉ่ำไปด้วยหยาดฝนที่โปรยลงมาจากฟากฟ้า หากเรากางเต็นท์บนพื้นป่า..ความชื้นก็จะซึมผ่านพื้นเต็นท์ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะทำให้ตัวเราต้องอดนอนหรือจำต้องหลับนก คือ นั่งหลับสัปหงก เนื่องจากจะล้มตัวลงนอนก็รู้สึกราวกับว่าเหมือนกับนอนในน้ำ ยังทำให้เราเป็นไข้หวัด และอาจจะเป็นโรคปอดบวมได้อีกด้วย ส่วนสัมภาระก็จะเปียกชุ่มโชก หากไม่ห่อหุ้มถุงพลาสติกให้ดีก็ย่อมสร้างความเสียหายเกิดขึ้นได้ ถ้าพื้นมีความชื้นเพียงเล็กน้อยก็อาจจะหาใบไม้ใบหญ้ามาปูพื้นก่อนกางเต็นท์ทับ ถ้าค่อนข้างชื้นจนถึงชื้นมากก็ควรมีผ้ายางหรือผ้าพลาสติกติดตัวไปด้วย ผ้ายางที่ว่านี้ไม่ใช่ฟลายชีท แต่เป็นผ้ายางที่มีขายทั่วไป ปกติเขาใช้ปูโต๊ะทานข้าวตามบ้านเรือนในต่างจังหวัดนั่นแหละ เพื่อใช้ปูพื้นก่อนกางเต็นท์ทับ ป้องกันความชื้นจากพื้นเข้าสู่เต็นท์ แต่ข้าพเจ้าเคยพบเห็นชาวแค้มป์หลายคนนอกจากจะใช้ผ้ายางปูพื้นก่อนกางเต็นท์ทับแล้ว เขายังมีผ้ายางอีกผืนเพื่อปูนอนในเต็นท์ เพื่อความชัวร์100%

ตามมุมเต็นท์เป็นจุดสำคัญที่อย่ามองข้าม เนื่องจากมีตะเข็บที่เย็บหูเต็นท์ ทำให้น้ำไหลซึมผ่านตะเข็บเข้าสู่ตัวเต็นท์ภายในได้ จึงควรป้องกันอีกชั้นหนึ่งด้วยการนำหินก้อนโตพอเหมาะมายกมุมทั้งสี่มุมของเต็นท์ให้สูงขึ้น

ข้ามลำน้ำเชี่ยวสู่น้ำตกปิตุ๊โกร อ.อุ้มผาง จ.ตาก

– ควรขุดร่องน้ำรอบๆเต็นท์เพื่อป้องกันสายฝนไหลผ่านใต้เต็นท์ ซึ่งจะทำให้เกิดความชื้นที่พื้นเต็นท์ และซึมเข้าสู่เต็นท์จนทำให้สัมภาระและตัวเราเปียกได้ การขุดร่องน้ำควรลึกราว 3-4 นิ้ว และทำทางให้ร่องน้ำไหลมาบรรจบกันทางพื้นที่ที่ต่ำกว่า

– หากมีลานหินก็ควรกางเต็นท์บนลานหิน เพื่อป้องกันความชื้นซึมผ่านเต็นท์ขึ้นมา ซึ่งเต็นท์ปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่เป็น“ระบบFrame Work”คือ เป็นระบบโครงเต็นท์ที่ก่อเกิดเป็นรูปทรงได้ โดยไม่ต้องใช้สมอบกช่วยยึดปักพื้นแต่อย่างใด ถ้ามีลมแรงก็ใช้ก้อนหินมาวางถ่วงตามมุมเต็นท์

– หากเป็นลานแค้มป์โล่งบนภูเขาสูงที่มักจะมีลมรุนแรงและผันแปรเอาแน่นอนไม่ได้ว่าจะพัดหอบเอาฝนมาทางทิศไหน สิ่งที่เราสร้างขึ้นก็อาจเอาไม่อยู่ วิธีนี้ก็ควรใช้ผ้าไนล่อน(ชนิดเดียวกับที่ทำเต็นท์)กันน้ำขนาดใหญ่ นำมาทำเป็นเพิงคลุมเต็นท์อีกชั้นหนึ่ง ช่วยป้องกันสายฝนได้แน่นอนกว่า ยิ่งหากเป็นผืนขนาดใหญ่ที่ใช้คลุมเต็นท์ได้ 2-3 หลัง ก็สุขกายสบายใจได้เลย

– หากเป็นไปได้ควรเลือกที่พักภายใต้โขดหินที่เงื้อมหรือยื่นออกมา เพราะมันสามารถป้องกันกิ่งไม้ที่ตกหล่น ต้นไม้โค่นล้ม ลมพายุที่พัดแรง และสายฝนที่ชุ่มฉ่ำได้เป็นอย่างดี แต่ค่อนข้างจะหายาก

กรณีที่สภาพภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยสำหรับกางเต็นท์ หรือชาวแค้มป์ชอบนอนเปลสนามมากกว่านอนในเต็นท์ จะด้วยเหตุผลที่ว่ามีน้ำหนักเบา ขนาดกะทัดรัด และพกพาสะดวก ทำให้เดินแบกเป้ฯด้วยความคล่องตัวสูง นอกจากนี้ยังป้องกันความชื้นจากพื้นดินในช่วงฤดูฝน ป้องกันแมลง และสัตว์เลื้อยคลานมีพิษ ก็ควรมีผ้ากันฝนหรือฟลายชีทติดตัวไปด้วยเสมอ เพื่อใช้คลุมเปลสนามป้องกันน้ำค้างและสายฝน โดยหาเชือกที่ไม่อมน้ำจำพวกไนล่อนนำมาผูกกับต้นไม้ทั้งสองต้นที่เราจะผูกเปลสนาม ให้มีความสูงกว่าเปลสนามราวๆ 0.5-1 เมตร หรือสูงกว่าต่ำกว่าก็ขึ้นอยู่กับขนาดของผ้ากันฝนและจำนวนเปลสนามที่ผูกอยู่ข้างใต้ จากนั้นนำผ้ากันฝนมาพาดขวางเชือกที่ผูก แล้วดึงมุมผ้าทั้งสองด้านให้ตึงและเฉียงราว 45? ก่อนใช้สมอบกช่วยปักยึดติดแน่นกับพื้น แต่ในช่วงฤดูที่มีสายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายและตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ผ้ากันฝนหรือฟลายชีทก็ไม่สามารถป้องกันฝนได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเราไม่สามารถใช้ผ้ากันฝนหรือฟลายชีทคลุมต้นไม้ทั้ง2ต้นที่เราใช้ผูกเปลสนามได้ ทำให้น้ำฝนไหลลามลงมาตามต้นไม้สู่เชือกเปลสนาม ก่อนไหลซึมลงสู่ตัวเปลสนามจนชุ่มโชกในที่สุด

ลำน้ำเพชร อุทยานฯแก่งกระจาน

วิธีการแก้ไขไม่ได้ยากเย็นซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงใช้กลเม็ดเด็ดพรายเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธี และมีผลประสิทธิภาพแตกต่างกันไป ได้แก่

(1) บากต้นไม้ทั้งสองต้น(ที่ใช้ผูกเปลสนาม)โดยรอบ ให้เป็นร่องเหนือจุดที่ผูกเชือกเปลสนาม พร้อมทั้งทำร่องน้ำเป็นทางลงให้ลอดใต้เชือกลงไป(ดูรูปวาด 01) วิธีนี้ป้องกันได้เพียง 70-80% เพราะเมื่อเชือกเปลสนามถูกสายฝนตกลงมาจนชุ่มโชกก็จะเกิดอาการอิ่มตัว แล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านสู่เปลสนาม

รูปวาด 01

(2) บากต้นไม้เช่นเดียวกับวิธีแรก แล้วทำสายล่อน้ำซึ่งอาจจะเป็นเศษผ้าหรือวัสดุที่อมน้ำได้ดี เช่น ถุงเท้า เชือกผูกรองเท้า ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าพันคอ เป็นต้น นำมาผูกกับเชือกเปลสนามทั้งทางตอนหัวและท้าย(ดูรูปวาด 02) วิธีนี้ป้องกันได้ราว 80-90% เพราะเมื่อสายล่อน้ำอิ่มตัวจากน้ำเมื่อไร มันก็จะปล่อยให้ไหลผ่านลงสู่เปลสนามเช่นเดียวกับวิธีแรก

รูปวาด 02

(3) ตัดไม้ง่ามจำนวน 2 ท่อน ให้มีความสูงกว่าระดับเชือกเปลสนาม จากนั้นนำมาปักลงพื้นบริเวณหัวท้ายของเปลสนาม ข้างละ 1 หลัก แต่ทั้งนี้ต้องให้ไม้ง่ามทั้งสองท่อนอยู่ภายใต้ผ้ากันฝนหรือฟลายชีท แล้วใช้เชือกเปลสนามกระหวัดพันรอบง่ามไม้สัก 1-2 รอบ ก่อนดึงไปผูกกับต้นไม้ โดยให้เชือกเปลสนามอยู่ต่ำกว่าง่ามไม้ที่ปักหลัก(ดูรูปวาด 03) วิธีนี้จึงจะป้องกันฝนได้100%

รูปวาด 03


การนำอาหารเข้าไปในป่า


สมัยก่อนการนำอาหารเข้าไปทานในป่า มักเป็นอาหารสำเร็จรูปที่ทานกันอย่างง่ายๆ แต่ปัจจุบันไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเรื่องมากของผู้คนหรือรูปแบบการท่องเที่ยวแค้มปิ้งที่พัฒนาไปอีกขั้น หลายๆคณะจึงมักนำอาหารสดติดตัวเข้าไปปรุงทำให้เอร็ดอร่อย

เนื้อสัตว์ที่จะนำเข้าป่านั้น หากเป็นช่วงหน้าหนาวตามขุนเขาแดนดอยก็จะมีอากาศเยือกเย็น จึงไม่ค่อยจะมีปัญหากับการรักษาเนื้อสัตว์ไม่ให้เน่า แต่ถ้าเป็นหน้าร้อนและหน้าฝน ควรทำให้สุกเสียก่อน หรือไม่ก็ทำการหมักมาให้เรียบร้อย

หากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พาหนะเข้าไปถึงยังจุดตั้งแค้มป์ก็ไม่ค่อยกังวลสักเท่าใด แต่หากจำต้องเดินเท้าและแบกขนเสบียงอาหารเข้าไป ไม่ว่าจะแบกเองหรือมีลูกหาบให้ว่าจ้างก็ตามแต่ จำเป็นที่จะต้องรู้จักการแพ็คหีบห่ออาหารเหล่านั้น โดยเฉพาะสิ่งของที่เปราะบาง แตกหักได้ง่าย ยิ่งพวกเครื่องปรุงจำพวกซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย ฯลฯ ที่ปกติบรรจุอยู่ในขวดแก้ว หรือแม้แต่น้ำตาลทรายที่บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกบางๆ รวมทั้งไข่ไก่ไข่เป็ด หากแตกขึ้นมาล่ะเป็นเรื่องเลย นักเดินป่าจึงมีวิธีการจัดการต่างๆกันไป แต่ที่นิยมมากที่สุดและได้ผลดีที่สุดก็คือใช้“ขวดน้ำพลาสติก”ขนาดต่างๆมาเป็นภาชนะในการบรรจุสิ่งดังกล่าว

หากใครยังไม่เคยทดลองใช้ ก็ลองดูนะครับ นอกจากจะป้องกันการแตกหรือรั่วแล้ว ยังช่วยทำให้สะดวกต่อการขนเคลื่อนย้าย รวมทั้งการใช้งาน

กรณีไข่ไก่ไข่เป็ดที่เราต้องการนำไปแค้มปิ้งนั้น คงรู้กันดีแล้วว่ามันมีเปลือกบางที่กระทบกระแทกเพียงนิดเดียวก็แตก บางคนที่ต้องการนำไปแค้มปิ้งจึงมักจะต้มให้สุกไปก่อนเลย แต่บางคนที่ชื่นชอบการกินไข่เจียว ไข่ดาว ไข่น้ำ หรือนำไปเป็นส่วนประกอบการทำอาหารอย่างอื่นก็จำต้องพิถีพิถันในการแบกไข่สดเดินทางเข้าป่า วิธีการก็มีหลากหลายมากมาย บางคนใส่ไข่ลงในข้าวสารหรือใส่ในรางไข่โดยมีกระดาษห่อหุ้มเพื่อป้องกันการกระแทก แต่ก็ยังไม่แน่นอน100%ว่าไข่จะไม่แตก เพราะผู้แบกอาจเดินพลาดหกล้มได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือหาขวดพลาสติกขนาดใหญ่ 1 ขวด และกรวยพลาสติกหรือจะใช้กระดาษแทนก็ได้ แล้วจึงตอกไข่ลงในขวดโดยผ่านกรวยดังกล่าว ซึ่งขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร สามารถบรรจุไข่ได้เกือบ 30 ฟอง วิธีนี้เราไม่ต้องกลัวเลยว่าไข่จะแตก จึงทำให้เดินได้อย่างสบายอารมณ์ไร้กังวล เมื่อถึงเวลาใช้ก็สามารถเทลงกระทะทีละฟองๆได้ตามจำนวนต้องการ เพราะไข่แต่ละฟองที่ลงไปในขวดจะวางตัวเป็นชั้นๆซ้อนกันอยู่ หรือหากต้องการทอดเป็นไข่เจียวทั้งหมด เราก็เขย่าแบบบาร์เทนเดอร์ก่อนเท แต่วิธีการหลังนี้มีข้อเสียในเรื่องของการเน่าเสียโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนจะสามารถเก็บไว้ใช้ทำอาหารได้เพียง 1-2 วัน เท่านั้น ดังนั้นการยืดอายุให้ไข่อยู่ได้นานหลายวันก็ต้องนำขวดที่บรรจุไข่แช่ในลำน้ำลำธารที่มีความเย็น โดยทำวิธียังไงก็ตามแต่ให้ขวดจมอยู่ใต้น้ำ

นอกจากนี้เรายังสามารถนำขวดน้ำพลาสติกใช้บรรจุเครื่องดื่มชนิดผง จำพวกกาแฟ ผงช็อกโกแลต และครีมเทียมอีกด้วย เพราะช่วยป้องกันความชื้นได้ดีกว่าซองบรรจุอย่างเดิมๆของมันที่ถูกฉีกใช้งานแล้ว


การนำอาหารเข้าไปในป่า


การเก็บอาหารเพื่อให้พ้นจากแมลงและสัตว์ป่านั้น หากเป็นเครื่องปรุงอาหาร(ยกเว้นน้ำตาลทราย) และอุปกรณ์ต่างๆในการทำอาหาร เราก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีเก็บให้พ้นมือพ้นปากจากแมลงและสัตว์ป่าเมื่อถึงจุดตั้งแค้มป์ แต่ถ้าเป็นผักสด และเนื้อสัตว์ไม่ว่าจะสุกหรือไม่สุก รวมทั้งน้ำตาลทราย จำเป็นที่จะต้องจัดเก็บให้ดี ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่

วิธีแรก – นำสิ่งของดังกล่าวใส่ถุงพลาสติกที่มีความเหนียวและแข็งแรงทนทาน แล้วมัดปากถุง ก่อนนำไปผูกแขวนระหว่างเชือกที่เราผูกโยงระหว่างไม้ยืนต้น2ต้น(ดูรูปวาด 04)

รูปวาด 04

วิธีที่สอง – หากบริเวณแค้มป์มีเพียงต้นไม้ต้นเดียว หรือมีหลายต้น…แต่อยู่ห่างไกลเกินไป หรือแม้แต่อยู่ใกล้..แต่หากนำเชือกมาผูกขึงระหว่าง2ต้น อาจเกะกะขวางทางเดินได้ จึงไม่สามารถใช้วิธีแรกได้ เรามีวิธีการแก้ปัญหาด้วยการเลือกไม้เนื้อแข็งหรือใช้ไม้ไผ่ขนาดพอเหมาะ ตัดปลายด้านหนึ่งให้แหลม แล้วใช้อุปกรณ์ชนิดใดก็ได้จัดการตอกไม้ดังกล่าวลงบนต้นไม้ในระดับที่ค่อนข้างสูง แต่อย่าตอกลึกจนเกินไป เพราะอาจทำให้ต้นไม้ดังกล่าวตายได้ แค่นี้เราก็ได้ที่แขวนอาหารแล้ว สำหรับน้ำตาลทรายที่จะใช้แขวนนั้น ควรมัดให้แน่น แล้วนำไปใส่ถุงพลาสติกที่ใส่น้ำไว้อีกชั้นหนึ่ง ก่อนแขวน จะช่วยป้องกันมดไต่ตอมได้100%


การก่อกองไฟในฤดูฝน


การก่อกองไฟหุงหาทำอาหารในฤดูกาลที่ฟ้าฉ่ำฝนนั้น ปัจจุบันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาตินั้นส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเกือบทุกพื้นที่ได้ประกาศห้ามก่อกองไฟ คงใช้ได้เฉพาะเตาแก๊สหรือเตาถ่านเท่านั้น แต่หากพื้นที่ใดอนุญาตให้ก่อกองไฟได้ ชาวแค้มป์ที่ท่องป่าอยู่บ่อยครั้งย่อมรู้ดีว่าฟืนในฤดูนี้เปียกชุ่มไปด้วยหยาดฝน วิธีแก้ไขก็โดยนำฟืนแห้งขนาดเล็กมาถากเนื้อไม้นอกออกเพียงบางๆด้วยมีด จนเหลือแต่เพียงไม้แห้งๆภายในที่เป็นเชื้อไฟอย่างดี เพื่อใช้เป็นเชื้อไฟในการก่อกองไฟ แต่เป็นไปได้ควรทำเพิงกันฝนก่อนก่อกองไฟ เพื่อที่ขณะก่อไฟแล้วมีฝนตกลงมา ฝนก็จะไม่สร้างความเสียหายให้แก่กองไฟของเรา ที่สำคัญควรรู้จักติดเชื้อไฟไปด้วยเสมอ เช่น เทียนไข ขี้ไต้ เชื้อเพลิงเหลว เป็นต้น แต่หากลืมติดตัวมาก็ต้องรู้จักดัดแปลงเอาจากสิ่งที่อยู่รอบตัว เช่น กล่องนมที่อาบพาราฟิน รองเท้าฟองน้ำ(ของเรา หรือของเพื่อน) เป็นต้น เมื่อไฟเริ่มติดก็ค่อยๆนำไม้แห้งขนาดเล็กๆมาวางสุมทับเป็นกระโจม เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกลามเพิ่มขึ้น จึงค่อยๆเติมฟืนแห้งขนาดกลางเพื่อกองไฟจะได้ลุกโพลงอย่างรวดเร็ว แต่ต้องไม่ผลีผลามวู่วามยัดฟืนลงไปมากขณะกองไฟยังลุกไม่ดีพอ ควรใจเย็นๆและค่อยๆเติมฟืน ก่อนที่จะเพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อยๆ หากมีควันไฟคลุ้งขึ้นมามากก็ให้ยั้งมือไว้ก่อน มิฉะนั้นฟืนที่เติมเข้าไปอีกจะไปอุดช่องระบายอากาศจนควันไม่มีทางออกและทำให้กองไฟดับมอดลงในที่สุด สำหรับฟืนเปียกนั้นควรนำมาอังไว้ข้างกองไฟเพื่อให้ความร้อนจากเปลวไฟไล่ความชื้นภายในฟืนท่อนนั้นจนแห้งสนิทเสียก่อน ซึ่งมันจะกลายเป็นฟืนที่มีประโยชน์ต่อไป

ควันฟุ้งโขมงจากฟืนที่เปียกชุ่ม ณ ดอยค้ำฟ้า จ.เชียงใหม่

ไม่ว่าชายหรือหญิง และจะเป็นผู้สูบบุหรี่หรือไม่ก็ตาม ควรต้องพกพาไฟแช็กน้ำมันหรือไฟแช็กแก๊สติดตัวมากกว่าใช้ไม้ขีดไฟ เพราะมีขนาดกะทัดรัดและพกพาสะดวก อีกทั้งยังสามารถป้องกันความชื้นได้ดีกว่า แต่บางคนก็มักจะมีไม้ขีดไฟสำรองติดตัวไปด้วย เผื่อกรณีที่ไฟแช็กดังกล่าวหมดสภาพจนใช้งานไม่ได้ โดยมีวิธีป้องกันความชื้นด้วยการใช้น้ำตาเทียนจากเทียนไขหยดเคลือบหัวไม้ขีดไฟให้รอบ แล้วเก็บไว้ในกล่องพลาสติกฯ พร้อมทั้งตัดเอาแถบขีดฟอสฟอรัสที่อยู่ทางด้านข้างทั้ง2ด้านของกล่องไม้ขีดไฟใส่ลงไปด้วย ทั้งนี้ต้องให้แถบขีดฟอสฟอรัสทั้ง2แผ่นหันหน้าเข้ากัน เพื่อป้องกันการเสียดสีกับหัวไม้ขีดไฟจนก่อให้เกิดไฟลุกไหม้ได้ หากไม่มีกล่องฯก็อาจใช้ถุงพลาสติกทดแทนก็ได้ แต่ถุงพลาสติกไม่สามารถป้องกันความชื้นได้100%(ดูรูปวาด 05)

รูปวาด 05

อุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้นิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ควรมีติดตัวอยู่เสมอ คือ “มีด” ควรเป็นมีดที่ใช้งานได้ทุกประเภท มีน้ำหนักพอเหมาะ อย่าได้คิดว่าในกลุ่มมีผู้นำมีดติดตัวไปด้วยแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีไปอีก เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ไม่สามารถใช้มีดที่มีอยู่เพียงเล่มเดียวได้ เราก็จะไม่มีมีดใช้งานขณะเที่ยวป่า ไม่ว่าจะเป็นการตัดไม้เบิกทางจากไม้ล้ม ตัดทอนไม้ล้มนำมาก่อไฟ ตัดกิ่งไม้หรือไม้ง่ามมาแขวน/ขาตั้งหม้อสนาม ทำเพิงที่พัก และประโยชน์อีกมากมาย แต่หากในกลุ่มมีผู้พกมีดเดินป่าไปหลายคน ก็สบายใจได้ ถึงกระนั้นทุกคนควรมีมีดพับติดตัวไปด้วยเสมอ ซึ่งมีดพับบางรุ่นบางชนิดจะมีอุปกรณ์มากมายซ่อนอยู่ในด้ามมีด และมีประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างมาก


กลัวหวัดหรือ


เดินป่าหน้าฝนย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอฝนได้ทุกเมื่อ ชาวแค้มป์จึงควรมีเสื้อกันฝนพกติดตัวเพื่อใช้งานได้ทันท่วงที เรื่องหวัดเป็นเรื่องปกติ อยู่ในเมืองใหญ่ก็เป็นหวัดได้ และเชื่อไหมว่าหายยากกว่าอยู่ในป่าเสียอีก สายฝนที่ตกในป่ามีความเย็นสดชื่น ต่างจากฝนในเมืองที่ถูกต้องกายแล้วรู้สึกคัน ด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกที่ล่องลอยปกคลุมไปทั่ว

แต่หากเราเป็นหวัดขณะท่องเที่ยวในป่า ก็สามารถรักษาด้วยสมุนไพรพื้นบ้านที่เรามักนำติดตัวเข้าไปในป่าเพื่อประกอบทำอาหาร นั่นคือ“หอมแดง”หรือ“หอมหัวแดง” ด้วยการนำไปต้มให้สุกจนเดือดและมีไอระเหยออกมา เราก็สูดดมเอาแต่ไอของมัน ก็จะช่วยบรรเทาอาการไข้หวัดให้ลดลงมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายา


การป้องกันฟ้าผ่า


หากมีฝนตกฟ้าร้องฟ้าแลบขณะเดินป่าก็ควรระมัดระวังฟ้าผ่า โดยหาที่หลบตามเพิงหิน ถ้ำ หรือตามดงไม้ที่ไม่สูงมากนัก กรณีหลบเข้าในดงไม้ อย่าหลบใต้ต้นไม้แห้งหรือไม้ตายยืนต้น โอกาสที่ต้นไม้นั้นจะหักหล่นใส่ตัวเราได้รับบาดเจ็บได้ อย่าหลบใต้ไม้ที่สูงใหญ่โดดเด่น เพราะมักเป็นชนวนล่อสายฟ้า ถ้าอยู่ที่แค้มป์ก็หลบในเต็นท์ แต่ถ้าไม่มีที่หลบ ด้วยเป็นลานหินโล่ง หรือเป็นทุ่งหญ้า ไม่มีดงไม้เลย ฟ้าก็แลบคะนองแปลบปลาบอย่างน่ากลัวว่าจะฟาดลงมาโดนเราหรือไม่ อย่าเพิ่งตกใจเกินกว่าเหตุ ทางที่ดีควรตั้งสติให้มั่นคง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า วางก้นไว้กับส้นเท้า แล้วสำรวจตรวจตราดูตัวเราเองว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นสื่อล่อฟ้าผ่า หากมีก็ให้ถอดออกและห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้า ก่อนแพ็คเก็บใส่กระเป๋า/เป้ฯ จากนั้นโค้งหรือค่อมตัวไปข้างหน้า และวางมือทั้งสองข้างไว้บนหัวเข่า ซึ่งจำต้องอยู่ในท่านี้จนกว่าฝนฟ้าจะสงบ จริงอยู่ที่เราย่อมมีโอกาสสูงในการเป็นหวัดแม้ว่าจะมีเสื้อกันฝนสวมอยู่ก็เถอะ แต่มีวิธีเลือกอย่างอื่นที่ดีกว่านี้หรือในสภาวการณ์เช่นนั้น ทั้งนี้ห้ามนอนราบกับพื้นอย่างเด็ดขาด(ดูรูปวาด 06)

รูปวาด 06


การป้องกันทาก


ทากหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า“ปลิงบก” มีชื่อสามัญว่า“Land Leeches”หรือ“Terrestrial Leeches” และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า“Haemadipsa sp.” เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ในจำพวก(Phylum)“Annelida”(เป็นภาษาละติน หมายถึง มีลำตัวเป็นปล้องๆ) สัตว์จำพวกนี้มีหลายClass(หรือชั้น) สำหรับทากอยู่ในClass Hirudinca เพราะสัตว์ในClassนี้มี“ต่อมSalivary”ที่สร้าง“สารHirudin” สารนี้มีคุณสมบัติเป็น“Anticoagulin” คือ มีผลทำให้เลือดของเหยื่อที่ถูกทากดูดไม่แข็งตัวอยู่ชั่วขณะ ทำให้มันดูดเลือดเป็นอาหารได้ง่าย

การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอนุกรมวิธานถึงปี พ.ศ.2529 พบว่าทั่วโลกมีทาก 17สกุล 55ชนิด พบมากที่สุดในทวีปออสเตรเลีย 8สกุล 24ชนิด ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบ 4สกุล 8ชนิด สำหรับในเมืองไทยพบเพียง 1สกุล 2 ชนิด(คือ Haemadipsa zeylanica และ Haemadipsa sylvestris)

แต่ ณ วันนี้หลังจากนักวิชาการได้ทำการสำรวจครอบคลุมทั่วประเทศ พบว่าเมืองไทยมีทาก 2สกุล 5ชนิด กับอีกอย่างน้อย2สายพันธุ์ย่อย ทั้งนี้บางชนิดเป็นทากชนิดใหม่ของโลกและอยู่ระหว่างการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์

ทากกำลังคืบคลานไปหาเหยื่อ

สกุลที่พบใหม่ คือ สกุลTritetrabdella พบในป่าดิบของไทย สำหรับทากสกุลHaemadipsaค่อนข้างมีความหลากหลายสูง ชนิดเด่นๆที่พบทั่วทุกภาคมีชื่อว่า“Haemadipsa zeylanica” ส่วน“Haemadipsa sylvestris”พบมากตั้งแต่บริเวณตอนกลางของประเทศลงไป

ทากไม่มีสมอง มีเพียงปมประสาทเท่านั้น และมีตาหรืออวัยวะสำหรับรับแสงของทาก ซึ่งมีลักษณะเป็นจุดสีดำเรียงติดๆกันจำนวน5คู่ วางอยู่เหนือแว่นดูดด้านหน้า ระดับความเข้มของแสงที่ผ่านตาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ทากมองเห็นเหยื่อ

ทากหายใจผ่านทางผิวหนัง พวกมันจึงมีผิวหนังที่บางและชื้นอยู่เสมอ ลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งที่พบเฉพาะในทาก ไม่พบในปลิงน้ำจืด คือ ผิวหนังของทากจะมีร่องเล็กๆพาดผ่านทั่วลำตัวทั้งตามแนวยาวและแนวขวาง เปรียบเสมือนระบบชลประทานขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่กระจายของเหลวที่ถูกขับออกมาจากด้านข้างลำตัวให้ไหลซึมไปตามร่องทั้งด้านบนและด้านล่างของลำตัว ทำให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ทากเคลื่อนที่ในลักษณะแบบคืบคลาน ไม่สามารถกระโดดได้อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดๆมาตลอด อาจเป็นเพราะเห็นว่าทากเคลื่อนตัวอยู่ตรงนั้น เผลอแผล็บเดียวมาเกาะรองเท้า หรือกางเกง นั่นเป็นเพราะทากมีจำนวนเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและบริเวณที่มีความชุ่มชื้นเป็นพิเศษ ประกอบกับการเคลื่อนตัวของทากสู่ร่างกายของเหยื่อจะเป็นไปอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา แต่รวดเร็ว ยากที่เหยื่อจะรู้ตัว และส่วนใหญ่กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อถูกดูดเลือดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะรู้สึกเจ็บจี๊ดเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีไม่น้อยที่ไม่รู้สึกเจ็บ นั่นอาจจะเป็นเพราะการเดินทางที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

บางคนเห็นทากเกาะก็ดึงออกแล้วดีดทิ้งไป ซึ่งอาจไปเกาะติดเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน บ้างเดินละกิ่งไม้ใบไม้ตามข้างทาง และบังเอิญมีทากใบไม้เกาะอาศัยอยู่ ก่อนมันไต่เกาะขึ้นเสื้อผ้า ทำให้หลายคนเข้าใจว่าทากกระโดดได้

ปกติแล้วทากจะเกาะนิ่งอยู่กับที่ด้วยแว่นดูดด้านหลัง แล้วชูหัวตั้งขึ้นมาดูคล้ายเศษกิ่งไม้ที่ไร้ชีวิตชีวา ต่อเมื่อมีเหยื่อผ่านมา ทากจึงจะตอบสนองอย่างมากต่อแรงสั่นสะเทือนและแสง(โดยจะรับรู้ถึงการลดลงของความเข้มแสงหรือกรณีที่มีเงาพาดผ่าน)ตามรายงานของนักวิชาการ เริ่มแรกก็จะส่ายหัวสลอนวนไปมาเป็นวงกลมราวกับเรดาร์จับหาเป้าหมาย เมื่อจับทิศทางได้แล้ว จึงจะเคลื่อนตัวแบบกระดืบๆเหมือนหนอน(บางชนิด) แต่เร็วกว่า โดยอาศัยการหด-ขยายของวงแหวนรอบลำตัว ด้วยการยืดส่วนหัวยาวไปข้างหน้าจนสุด แล้วใช้แว่นดูดด้านหน้าดูดยึดติดกับพื้นผิวไว้ จากนั้นจึงปล่อยแว่นดูดด้านหลังออก และดึงลำตัวมาด้านหน้า โดยย้ายแว่นดูดด้านหลังมาเกาะยึดกับพื้นผิวต่อจากแว่นดูดด้านหน้า แล้วจึงปล่อยแว่นดูดด้านหน้าและยืดลำตัวให้ยาวออกไปข้างหน้า เพื่อเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อไป จนสามารถเกาะขึ้นไปบนเท้าหรือตัวเหยื่อ ก่อนเฟ้นหาผิวหนังอ่อนๆสำหรับการดูดเลือด จะเห็นได้ว่าทากใช้แว่นดูดทั้งสองด้านเท่านั้นที่สัมผัสพื้นผิว

ตัวข้าพเจ้าไม่ใช่นักวิชาการทางด้านนี้ แต่เป็นนักเดินป่า(มือกลางๆ ไม่เก่าไม่ใหม่)ที่ชอบทดลอง ค้นคว้า และบันทึก มีความเห็นว่านอกจากแรงสั่นสะเทือนและแสงที่เป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเร่งเร้าแก่ทากแล้ว อุณหภูมิของสัตว์และคนก็น่าจะเป็นตัวเร่งเร้าเช่นกัน เนื่องจากผู้เขียนเคยทดลองต้มน้ำในกาให้เดือด แล้วใช้ไม้ยาวราว1เมตรเกี่ยวกาน้ำยกไปวางอย่างแผ่วเบาบริเวณพื้นที่มีทากยั้วเยี้ยไปหมด เท่านั้นแหละทากก็กระดืบๆเข้ามาหากาน้ำ ต่างยื่นแว่นดูดด้านหน้าเข้ามาหากาน้ำเพื่อยึดเกาะ พอรู้ว่าร้อนเกินกว่าจะทนได้ก็หดตัวกลับไป ก่อนยื่นเข้ามาใหม่อยู่อย่างนี้ตลอด จวบจนความร้อนของกาน้ำและน้ำในกาน้ำเริ่มอุ่น ทากก็เข้ามาเกาะกาน้ำเต็มไปหมด และไต่ยั้วเยี้ยราวกับว่าหาพื้นที่ที่จะดูดเลือด แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่ได้ เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมงกว่า ทากบางตัวก็ไต่ลงพื้นตามเดิม บ้างก็ยังคงเกาะอยู่บนกาน้ำ พร้อมชูหัวตั้งขึ้นรอเหยื่อเหมือนเดิม

จากตัวที่เพรียว พอดูดเลือดอิ่มก็จะอ้วนพี

นอกจากนี้ส่วนตัวยังคิดว่า“แรงสั่นสะเทือน”ไม่น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญซะทีเดียวที่ทากรับรู้ถึงเหยื่อที่กำลังเดินผ่านมา ก่อนไต่เกาะและดูดเลือด ซึ่งผู้เขียนเคยทดลองโยนกิ่งไม้ใบไม้ รวมทั้งลูกไม้ ลงในบริเวณดงทาก ปรากฏว่าทากชูหัวส่ายวนไปมา ก่อนหยุดสงบนิ่งดั่งเดิม แต่อาจเป็นผลรวมของปัจจัย3ประการ คือ แรงสั่นสะเทือน แสง และอุณหภูมิ ที่ทำให้ทากรับรู้ถึงเหยื่อที่กำลังผ่านมา

ขอบอกก่อนว่าผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาคัดค้านหรือลบหลู่ผลการวิจัยของนักวิชาการ เพียงแต่ผู้เขียนมีประสพการณ์อย่างไรก็ว่าไปตามนั้น อาจจะเป็นความเข้าใจผิดหรือการทดลองผิดๆของผู้เขียนก็เป็นได้ จึงต้องขออภัยเป็นอย่างสูงสำหรับท่านผู้รู้ทุกนาม

เหยื่ออาหารจานโปรดอันโอชะของทากก็คือ“เลือดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(รวมทั้งมนุษย์) และสัตว์เลื้อยคลาน” แม้ทากจะจู่โจมเหยื่ออย่างรวดเร็วและหิวกระหาย แต่เมื่อฝ่าด่านต่างๆเข้าไปถึงผิวหนังของเหยื่อได้ มันกลับพิถีพิถันในการหาทำเลดูดเลือดและเจาะทะลุผิวหนัง แค่ขั้นตอนเจาะก็กินเวลาอย่างน้อย1นาที บริเวณที่ทากชอบดูดเลือด คือ เนื้อเยื่ออ่อน และตามซอกหลืบที่มีพื้นที่ผิวปกปิดมาก เช่น ซอกนิ้ว ข้อพับขา เป็นต้น

หลังจากทากดูดเลือดอิ่มหนำใจจนตัวกลมอ้วนแล้ว ส่วนใหญ่จะปล่อยตัวหล่นลงพื้น มีน้อยมากที่ยังคงเกาะแน่นอยู่บริเวณบาดแผลที่เดิม แต่บางครั้งเราจะพบซุกซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าหรือถุงเท้ารองเท้า เพราะขนาดของมันที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจากการดูดเลือด จึงไม่สามารถเล็ดลอดออกไปได้เหมือนขาเข้าที่มุดเข้ามา

หลังมื้ออาหาร..ทากตัวใหญ่ๆสามารถเกาะนิ่งอยู่เฉยๆได้นานถึง6เดือนโดยไม่ต้องกินอะไรอีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่มันสามารถอยู่ในภาวะจำศีลของช่วงปลายหนาวตลอดจนฤดูร้อนได้อย่างสบายๆ

หากพบว่าทากกำลังดูดเลือดอยู่ ไม่ควรรีบดึงทากออกทันทีทันใด เพราะจะทำให้บาดแผลฉีกกว้างขึ้นจากเขี้ยวฟันของมัน ทางที่ดีควรใช้เส้นยาสูบ(หรือที่เรียกว่า“ยาเส้น”)ผสมน้ำ หรือน้ำผสมกับเกลือที่มีความเข้มข้นสูง แอลกอฮอล์ ยาหม่อง ขี้ผึ้ง ยาแก้คันแบบครีมหรือน้ำ หรือแม้แต่ยานวดคลายกล้ามเนื้อแบบครีม น้ำ หรือสเปรย์ มาทาป้ายหรือฉีดพ่นที่ตัวทาก มันก็จะคลายเขี้ยวออกและไต่คืบคลานหนีหรือปล่อยตัวลงสู่พื้น แต่หากไม่มีตัวยาดังกล่าวก็ให้ใช้ปลายเล็บสะกิดตรงรอยต่อระหว่างผิวหนังกับแว่นดูดทั้งสองด้านของทาก เพื่อทำลายระบบสุญญากาศ แว่นดูดทั้งสองด้านก็จะหลุดออกจากผิวหนังอย่างง่ายดาย

เส้นยาสูบ หรือยาเส้น

ปกติทากจะดูดเลือดตามร่างกายเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่บางครั้งอาจจะหลุดเล็ดลอดเข้าไปดูดเลือดภายในร่างกายได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณภายในคอและโพรงจมูก สำหรับสาเหตุที่ทากเข้าไปได้นั้น มักเกิดจากการก้มดื่มน้ำตามลำห้วยหรือน้ำซับในฤดูฝน หรือใช้มือวักน้ำหรือใช้ภาชนะตักน้ำขึ้นมาดื่ม โดยไม่ได้ตรวจดูว่ามีทากปะปนอยู่ด้วยหรือไม่ ที่จริงทากไม่ได้อยู่ในน้ำ แต่ลูกทากตัวเล็กๆที่เพิ่งลืมตาดูโลก ซึ่งบางพื้นที่เรียกว่า“ทากเข็ม” “ทากน้ำ” หรือ“ทากจักแต้”ชอบอาศัยอยู่ เพราะร่างกายช่วงนี้ต้องการความชุ่มชื้นอยู่เสมอ อาจถูกสายน้ำพัดพาปะปนมาตามน้ำ หรือขณะที่ใช้มือหรือภาชนะตักน้ำขึ้นมาดื่ม มันอาจเกาะติดมาด้วย

กรณีที่ทากเข้าไปในภายในคอ เราจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ สักครู่จะรู้สึกว่ามีเลือดไหลจากการที่เราได้ลิ้มรสชาติเลือดของตัวเองที่ออกรสเค็มๆปะแล่มๆ เมื่อบ้วนน้ำลายก็จะพบมีเลือดปะปนอออกมาด้วย ประกอบกับกลืนน้ำลายลงคอก็รู้สึกเจ็บคอ ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นเหยื่อมักเกิดอาการหวาดกลัวและรู้สึกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อย่างแรกต้องระงับความกลัวและความวิตกกังวล พยายามให้มีสติ แต่ไม่ต้องถึงกับนั่งสมาธิ เพราะสามารถกำจัดมันออกมาจากคอเราได้อย่างง่ายดายด้วยการทานน้ำผึ้งหรือน้ำหวาน(ที่ใช้ราดน้ำแข็งไส)แบบเพียวๆหลายช้อนโต๊ะ(เป็นหน่วยวัดตวงในการทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ใช่ช้อนที่มีขนาดใหญ่เท่าโต๊ะล่ะ แม้จะกำจัดทากได้ แต่จะเป็นโรคเบาหวานแทน) อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงส่ายหัว เพราะไม่มีนักเที่ยวป่าคนใดแบกน้ำผึ้งและน้ำหวานติดตัวไปด้วยหรอก ครั้นจะให้ปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บรังผึ้งมาทานหรือ? กว่าจะได้ก็ตกต้นไม้ตายพอดี ไม่ต้องลงทุนถึงขนาดนั้น เพียงแต่ถ้ามีหรือหาง่ายก็ใช้ได้เลย แต่ถ้าไม่มีก็สามารถทำน้ำหวานขึ้นมาได้ โดยต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลลงไป จากนั้นเคี่ยวจนกลายเป็นน้ำเชื่อม ก่อนยกลงจากกองไฟให้น้ำเชื่อมอุ่นพอที่จะทานได้ ทีนี้ก็ซัดเข้าไปสัก 4-5 ช้อนโต๊ะ น้ำเชื่อมจะทำให้ทากคลายตัวจากการเกาะและตกลงสู่ท้อง ก่อนดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือชนิดที่มีความเข้มข้นสูงตามลงไป น้ำเกลือและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารจะทำหน้าที่ประหารชีวิตมันเอง หากบางคนรู้สึกขยะแขยงที่จำต้องกลืนกินทากเข้าไปก็ให้ใช้วิธีใดก็ได้ที่ทำให้ตัวเราอาเจียนออกมา แต่วิธีหลังนี้มีโอกาสน้อยมากที่ทากจะหลุดออกมาพร้อมอาเจียน แต่กลับหลุดร่วงลงสู่ท้องเหมือนวิธีแรก หากเป็นเช่นนั้นก็คิดเสียว่ากำลังทาน“เสือร้องไห้”(อาหารอีสาน)แบบติดมันที่เหนียวหนุบหนับก็แล้วกัน จะได้สบายใจขึ้น แต่อย่าลืมดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือชนิดที่มีความเข้มข้นสูงตามลงไป เพื่อช่วยกำจัดทากให้เร็วขึ้น

กำลังทำการดูดเลือดอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนกรณีทากเข้าไปในโพรงจมูก เราจะรู้สึกหายใจเข้าออกไม่สะดวกนัก และมีเลือดไหลออกมาจากจมูกคล้ายเลือดกำเดาไหล การเอาทากออกมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ

(1) ใช้วิธีการเดียวกับสั่งน้ำมูกนั่นแหละ แต่ต้องสั่งแรงๆมากกว่าปกติ หากทากยังไม่หลุดออกมาก็ให้ใช้น้ำอุ่นผสมเกลือที่ไม่ต้องเข้มข้นมากนัก หยอดลงไปในโพรงจมูก จะทำให้เรารู้สึกสำลักน้ำและจามออกมาอย่างแรง ซึ่งทากจะหลุดออกมาด้วย แต่ก็มีโอกาสไม่น้อยที่ทากอาจหลุดลอยไปตามน้ำเกลือ ผ่านหลอดลม ลำคอ และลงสู่ท้องในที่สุด หากเป็นอย่างประการหลังก็ให้ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือชนิดที่มีความเข้มข้นสูงตามลงไป เพื่อช่วยกำจัดทากให้เร็วขึ้น

(2) งดดื่มน้ำประมาณ 4-6 ชั่วโมง เมื่อครบแล้วก็ให้หาภาชนะตักน้ำนำมารออยู่ใต้จมูก ไม่นานเกินรอ..ทากก็จะยื่นแว่นดูดด้านหน้าออกมาเพื่อแตะน้ำหาความชุ่มชื้น ดังนั้นเราต้องพยายามจับทากให้มั่นคง ก่อนดึงมันออกมา แต่วิธีนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานมากกว่าจะสำเร็จ

บาดแผลที่ถูกทากดูดเลือดนั้นจะเป็นจุดขนาดเล็ก(รูป3แฉกหรือตัวY) และมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลหลังจากที่ทากดูดเลือดอิ่ม แล้วปล่อยตัวลงพื้น หรือเราดึงมันทิ้งไปก็ตาม อันที่จริงปล่อยไว้ราว 5-10 นาที เม็ดเลือดก็จะสร้างสารมากำจัด Hirudin และทำให้เลือดหยุดไหลหรือแข็งตัวดั่งเดิม ยกเว้นบางคนที่แพ้มากๆหรือเม็ดเลือดแดงไม่แข็งแรงดีพอ ทำให้ต้องใช้เวลานานมากกว่าปกติกว่าเลือดจะแข็งตัว แต่หากผู้ใดรู้สึกรำคาญหรือขยะแขยงที่เห็นเลือดตนไหลก็สามารถใช้วิธีห้ามเลือดได้ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีวิธีการแตกต่างกันไป ได้แก่

ยางของสนเขา

(1) ใช้“ยางจากต้นสนเขา(2ใบหรือ3ใบ)”หรือ“สารส้ม”นำมาทาถูบริเวณบาดแผล

(2) ใช้“ใบสดของต้นสาบแร้งสาบกา” ตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทาแผล

(3) ใช้“ใบสดและดอกของต้นสาบเสือ”คั้นเอาน้ำมาทาแผล หรือใช้“ใบสดของต้นสาบเสือ”นำมาตำผสมกับเกลือ แล้วใช้พอกแผล

(4) ใช้“เส้นยาสูบ”พอกลงบนแผล

(5) ใช้“เศษกระดาษ”หรือ“กระดาษทิชชู”ที่มีขนาดพอปิดแผลได้ นำมาแตะน้ำลายของตน แล้วนำมาปิดบาดแผล

สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้จะทำหน้าที่ปิดกั้นคล้ายเกล็ดเลือดในขั้นตอนการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงทำความสะอาดบาดแผลด้วยการใช้ไอโอดีนชนิดเข้มข้นหรือแอลกอฮอล์ ก่อนทายาแก้คันแบบครีมหรือน้ำเพื่อฆ่าเชื้อสกปรกที่อาจก่อให้เกิดอาการคันระคายเคืองอยู่ได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ แล้วแต่บุคคลแต่ละคนที่มีอาการแพ้มากแพ้น้อยแตกต่างกันไป

การป้องกันทากมีมากมายหลากหลายแบบตามความนิยมของแต่ละพื้นที่ ได้แก่

(1) ใช้“ยาฆ่าแมลงชนิดน้ำหรือสเปรย์” นำมาทาหรือฉีดพ่นตามผิวหนังและเสื้อผ้าบริเวณตั้งแต่หัวเข่าลงไปจนถึงรองเท้า เป็นการป้องกันทากได้ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งจะมีระยะเวลาป้องกันมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของตัวยาชนิดนั้น รวมทั้งปริมาณการฉีดพ่นหรือทามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นจำต้องฉีดพ่นหรือทาซ้ำอยู่เป็นระยะๆ แต่การป้องกันทากวิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงหน้าฝน และห้ามเดินลุยน้ำ เพราะสายฝนและสายน้ำจะชะล้างตัวยาให้อ่อนจางลงหรือหมดสิ้นไป

สเปรย์ป้องกันทาก เห็บ ริ้น และขุ้น

(2) ใช้“ยานวดคลายกล้ามเนื้อแบบครีม น้ำ หรือสเปรย์” ใช้เฉกเช่นเดียวกับแบบที่1 แต่ตัวยาจะจางลงอย่างรวดเร็วกว่า แม้ไม่ถูกสายฝนชะล้างหรือเดินลุยน้ำก็ตาม

(3) ใช้“สเปรย์ฆ่าแมลง มด และยุงที่ใช้ตามบ้านเรือน”นำมาฉีดพ่นถุงเท้ารองเท้า วิธีนี้สามารถป้องกันทากได้นานกว่า2วิธีแรก แต่มีข้อห้ามเช่นเดิม คือ ไม่สามารถใช้ได้ในช่วงหน้าฝน และห้ามเดินลุยน้ำ รวมทั้งมีข้อเสียที่ร้ายแรงมากกว่า คือ นอกจากจะยากต่อการซักทำความสะอาดขจัดคราบและกลิ่นยาฆ่าแมลงที่ติดเสื้อผ้าแล้ว ผู้ใช้ยังได้รับอันตรายจากการสูดดมกลิ่นทำให้วิงเวียนศีรษะและอาเจียน และหากตัวยาถูกผิวหนัง(โดยเฉพาะบาดแผล)ก็จะสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังและสะสมอยู่ในร่างกายอันเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดเม็ดผื่นคันบริเวณผิวหนังที่ถูกตัวยาชนิดนี้อีกด้วย ควรเลิกใช้วิธีนี้เสีย

(4) ใช้“เส้นยาสูบ(หรือที่เรียกว่า“ยาเส้น”)ผสมน้ำ”นำมาทาหรือชโลมให้ทั่วปลายขากางเกง ถุงเท้า และรองเท้า รวมทั้งนำกากเส้นยาสูบมาซุกตามซอกถุงเท้ารองเท้า วิธีนี้ป้องกันทากได้เป็นระยะเวลายาวนานพอๆกับวิธีที่3 และไม่ต้องกังวลกับสายฝนหรือการเดินลุยน้ำ เพราะยิ่งถูกน้ำ..ตัวยายิ่งเข้มข้นฉุนเฉียว แต่มีข้อเสียก็คือยากที่จะขจัดกลิ่นเส้นยาสูบได้สะอาดหมดจด นอกจากนั้นบางคนที่แพ้ตัวยาชนิดนี้อาจเกิดเม็ดผื่นคันบริเวณเท้าได้ รวมทั้งกลิ่นฉุนที่อาจทำให้วิงเวียนศีรษะและอาเจียน

(5) ใช้“ถุงเท้าแช่ในน้ำที่ผสมเส้นยาสูบราว1คืน” แล้วนำไปตากในที่ร่มให้แห้งสนิท ก่อนนำมาสวมใส่ วิธีนี้ป้องกันทากได้เป็นระยะเวลาค่อนข้างสั้นกว่าวิธีที่4 และห้ามเดินลุยสายฝนและลุยน้ำ เพราะตัวยาที่ค่อนข้างจางจะถูกชะล้างหายไปกับสายฝนและสายน้ำ ส่วนข้อเสียเป็นเช่นเดียวกัน แถมยังต้องใช้เวลาเตรียมการอย่างน้อย1วัน

ถุงเท้ากันทาก

(6) ใช้“น้ำมันพืชผสมเส้นยาสูบหรือเกลือ”นำมาถูทากับถุงเท้ารองเท้า วิธีนี้ป้องกันทากได้นานพอๆกับวิธีที่5 ซึ่งนอกจากจะมีข้อเสียเช่นเดียวกันแล้ว ยังยากกว่าในการทำความสะอาดรองเท้าและถุงเท้า หรือจะกล่าวว่าใช้แล้วทิ้งเลยก็ว่าได้

(7) ใช้“น้ำผสมเกลือแบบเข้มข้น”บรรจุลงในขวดสเปรย์ขนาดพกพา เมื่อพบเห็นทากไต่ขึ้นมาก็ใช้ตัวยาชนิดนี้ฉีดพ่น ทากก็จะคลายตัวปล่อยลงสู่พื้นทันที และหากเราฉีดพ่นซ้ำหลายๆครั้ง ทากตัวนั้นก็จะตายทันทีจากความเข้มข้นของน้ำเกลือที่ทำให้มันสูญเสียความชื้น ข้อเสียของวิธีนี้คือ ต้องหมั่นคอยตรวจตราเป็นระยะๆว่ามีทากไต่เกาะขึ้นมาหรือไม่

(8) สวมใส่“ถุงเท้ากันทาก” ซึ่งเป็นวิธีป้องกันทากที่กำลังได้รับความนิยมกันอย่างมากในปัจจุบัน ถุงเท้าชนิดนี้ทำจากผ้าดิบหรือผ้าฝ้ายเนื้อหนา มีรูปร่างคล้ายถุงเท้าทั่วๆไป มีสีขาวเพื่อให้มองเห็นทากเกาะได้ชัดเจน และมีขนาดยาว คลุมตั้งแต่เท้าจนเลยหัวเข่าขึ้นมาเล็กน้อย โดยทำเป็นเชือกรูดตอนปลายเพื่อไว้เลื่อนปรับให้กระชับกับสรีระของผู้สวมใส่แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม แต่ควรสวมใส่ถุงเท้าธรรมดาทั่วๆไปก่อนสวมใส่ถุงเท้าชนิดนี้ เพื่อป้องกันเท้าโดยเฉพาะบริเวณฝ่าเท้าที่จะเสียดสีกับผ้าดิบขณะเดินจนทำให้ผิวหนังถลอกปอกเปิกได้ ขอย้ำว่าวิธีนี้ไม่ได้ป้องกันทากได้100% แต่ช่วยให้เห็นทากที่ไต่ขึ้นมาได้ชัดเจน ก่อนจับหรือดีดมันทิ้งไป ไม่สามารถบอกได้ว่าจะป้องกันทากได้เป็นระยะเวลายาวนานเท่าใด เพราะไม่มีตัวยาชนิดใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ใช้วิธีนี้จำเป็นต้องหมั่นคอยสำรวจตรวจตราตามถุงเท้ากันทากอยู่เสมอ เมื่อพบทากเกาะก็จับดึงทิ้งออกไป แต่หากเผลอเรอหรือมองไม่เห็นทากที่เกาะอยู่ซึ่งไม่สามารถชอนไชผ่านถุงเท้ากันทากเข้าไปดูดเลือดได้ มันก็จะไต่คืบคลานสูงขึ้นไปจนพ้นปากถุงฯ แล้วเลือกหาที่เหมาะๆช่วงบน(ตั้งแต่เข่าขึ้นไป)เพื่อหาที่ดูดเลือดจนได้ในที่สุด

บางคนใช้วิธีการที่8 ผสมผสานกับวิธีที่1 หรือวิธีที่7 ซึ่งได้ผลในการป้องกันสูง แต่ทั้งนี้8วิธีดังกล่าวใช้ป้องกันได้เฉพาะทากที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน ส่วนทากใบไม้(เกาะอาศัยอยู่ตามใบไม้ในระดับสูง)และลูกทากตัวเล็กๆ(หรือทากน้ำ)นั้นจำต้องใช้ความระมัดระวังด้วยตนเองและจากเพื่อนๆในกลุ่มที่ร่วมเดินป่า แต่มีนักเดินป่าไม่น้อยที่ไม่สนใจไยดีในวิธีป้องกันดังกล่าว โดยอาศัยเดินๆหยุดๆเป็นช่วงๆ แล้วตรวจตราตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งขณะหยุดก็จะเลือกพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง บนก้อนหินใหญ่ บนขอนไม้ล้ม หรือบริเวณที่มีมดเดินผ่านเป็นทางจำนวนมาก(เพราะเท่าที่สังเกต บริเวณใดมีมด มักไม่มีทาก) บางคนก็อาศัยประสาทสัมผัสที่ดีเลิศก็จะรู้สึกได้ว่ากำลังมีตัวอะไรกระดืบๆอยู่ และเมื่อใช้มือจับดู(แม้จะเป็นนอกเสื้อผ้า)ก็จะรู้สึกว่าเป็นตัวหยุ่นๆ นั่นแหละเจ้าทากตัวร้าย ก่อนจับหรือดีดทิ้งไป

ป่าภูวัว จงบึงกาฬ

อาจกล่าวสรุปได้ว่ายังไม่มีวิธีการใดที่จะป้องกันทากได้อย่างแน่นอน100% ดังนั้นผู้ที่เกลียดกลัวหรือขยะแขยงทาก ควรหลีกเลี่ยงการท่องไพรในป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และบริเวณที่เป็นทางด่านสัตว์ โดยเฉพาะตลอดช่วงฤดูฝน

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า“ทากมีเฉพาะในป่าดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เท่านั้น” แต่ในความเป็นจริงเราสามารถพบได้ในพื้นที่เกษตรกรรมบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนา ทุ่งหญ้า สวนยาง หรือชายป่า ถ้าพื้นที่ดังกล่าวมีความชื้นค่อนข้างสูงและมักเป็นพื้นที่เลี้ยงวัวควาย โดยจะพบมากทางภาคใต้ซึ่งมีอากาศชื้นตลอดปี หรือแม้แต่ในถ้ำค้างคาวบางแห่งก็มีทากอาศัยอยู่

ถึงกระนั้นหากเราพบทากในป่าแห่งใด ย่อมเป็นดัชนีชี้บ่งบอกว่าผืนป่าแห่งนั้นยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะเลือดของสัตว์คืออาหารของมันในการดำรงชีพ(ส่วนเลือดของคนที่เดินผ่านเข้ามาและตกเป็นเหยื่อนั้นเป็นเพียงอาหารเสริมหรืออาหารพิเศษที่นานๆได้ดื่มด่ำสักที) นักสัตววิทยาจึงกล่าวว่า“ทากเป็นสัญลักษณ์ของป่าดิบอันอุดมสมบูรณ์ ป่าผืนใดมีทากอยู่มากแสดงว่ายังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในผืนป่านั้นจำนวนมาก” จึงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินไปจากความจริง

อย่าได้กลัวทากไปเลย เพราะมันก็ไม่ได้ดูดเลือดเราหมดตัวจนตายเสียเมื่อไร มันเป็นนักบริโภคแบบพอเพียง คือแค่พออิ่ม ไม่ดูดแล้วดูดอีก หรือกัดแล้วกัดอีก อย่างเช่น เห็บ เหลือบ และริ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า“ทากเป็นนักบริโภคที่มีจรรยาบรรณมากกว่าสัตว์ดูดเลือดจำพวกเห็บ เหลือบ และริ้น


การข้ามลำน้ำ


ทั้งนี้ข้อมูลที่เราหามาได้และตรวจสอบว่าถูกต้องแล้วนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันก็เป็นไปได้ อันเนื่องมาจากเหตุทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า อย่างเช่น ปกติเส้นทางเดินจะลัดเลาะไปตามสันเขาลูกนี้สู่ยอดเขาอีกลูกหนึ่ง แต่เกิดพายุฝนจนทำให้ไหล่เขาพังทลายและไม่อาจใช้เส้นทางเดิมได้ จำต้องเดินอ้อมไปอีกดอยลูกหนึ่ง ทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น หรือโชคร้ายสุดก็จำต้องเดินย้อนกลับลงมา เพราะไม่มีทางที่จะขึ้นไปยังยอดดอยลูกนั้นอีกแล้ว ยิ่งหากเส้นทางเดินนั้นต้องข้ามลำน้ำไปมาด้วยแล้ว แต่ก่อนเดินทางเพียงวันสองวันหรือขณะกำลังเดินป่า ฝนได้เทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าเรายังกลับทางเดิมได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าข้ามไปฝั่งนู้นแล้ว และเผชิญกับลำน้ำขวางหน้า เสมือนติดเกาะอยู่ จะทำอย่างไรดีล่ะ!

ลำน้ำเพชร อุทยานฯแก่งกระจาน

หากสายน้ำค่อนข้างนิ่ง ไม่ไหลเชี่ยวกราก และระดับน้ำสูงเพียงแค่เอว อก หรือคอของคนที่เตี้ยที่สุดในกลุ่ม เราก็ยังสามารถข้ามน้ำกลับฝั่งเดิมได้ แต่หากกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ก็จำต้องรอคอยจนกว่ากระแสน้ำจะไหลเอื่อยๆ ยิ่งกระแสน้ำนิ่งเท่าไรและระดับน้ำลดลงมากขึ้นก็ยิ่งปลอดภัยจากการถูกสายน้ำพัดพาไปจนได้รับอันตรายถึงเสียชีวิตได้ หากเวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า สายน้ำยังคงไหลเชี่ยวกราก แต่ระดับน้ำเท่าเดิม และเราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะรอคอยต่อไป จำต้องข้ามในเวลานั้น ก็ให้เลือกหาจุดข้ามลำน้ำที่แคบที่สุด ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกสูงใหญ่ เมื่อพบแล้วก็มองหาจุดขึ้น ณ ฝั่งตรงข้ามว่ามีความลาดชันและยากง่ายแค่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อข้ามไปแล้วมีทางเดินต่อไปสะดวกหรือไม่ และถูกทิศทางตามจุดหมายของเราหรือเปล่า

การข้ามน้ำในเหตุการณ์เช่นนี้แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ ไม่มีเชือก และมีเชือก

(1) กรณีไม่มีเชือก และมีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมาก ให้แบ่งออกเป็นกลุ่มละ 4-6 คน มีเทคนิคการข้ามน้ำอยู่ด้วยกัน 2 วิธี

วิธีแรกเป็นการ“เกาะกลุ่มเป็นรูปสามเหลี่ยม” (ดูรูปวาด 07) โดยกำหนดให้คนหน้าสุดเป็นคนที่มีรูปร่างขนาดกลางๆในกลุ่ม ที่สำคัญต้องเป็นคนที่มีร่างกายแข็งแรง ส่วนคนแถวสองและแถวสามให้ใช้มือด้านนอกเกาะไหล่คนข้างหน้า ส่วนมือด้านในกอดคอประสานกันกับเพื่อนในแถว จากรูปAเป็นกรณี6คนที่ให้ความแข็งแรงมากในการต้านสายน้ำ หากมีเพียง 4-5 คน ก็ให้คนหน้ามี 1-2 คน และแถวหลังมี 3 คน

รูปวาด 07

วิธีที่สองเป็นการ“เกาะกลุ่มเดินวน” (ดูรูปวาด 08) โดยกอดคอประสานกันเป็นวงกลม แล้วเดินวนไปตามกระแสน้ำ

รูปวาด 08

ทั้งสองวิธีนี้ เมื่อเพื่อนคนใดคนหนึ่งเสียหลักจากกระแสน้ำหรือเดินสะดุดก้อนหินในท้องน้ำ ก็พยายามช่วยดึงรั้งเอาไว้ด้วยมือข้างที่จับเกาะกันอยู่ ห้ามปล่อยออกจากกันอย่างเด็ดขาด เวลาเดินก็ควรให้จังหวะเดินพร้อมๆกัน และพยายามเดินเฉียงไปตามกระแสน้ำ อย่าเดินข้ามน้ำตัดตรง เพื่อช่วยลดแรงต้านทานของสายน้ำ

(2) กรณีมีเชือก ให้ใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกกับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงเอาไว้ แล้วปลายเชือกอีกด้านหนึ่งก็ให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น นำไปผูกขึงข้ามลำธารไว้กับต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้าม โดยขณะข้ามให้ใช้เชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้เอาไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อนๆจะได้ช่วยฉุดรั้งขึ้นมาได้ เมื่อผูกเชือกขึงเสร็จเรียบร้อยก็ให้นำสัมภาระข้ามไปก่อน แล้วจึงทยอยข้ามกันไปทีละคู่ๆระหว่างผู้ที่ว่ายน้ำเป็นกับไม่เป็นเพื่อสามารถช่วยเหลือดูแลกันได้ โดยให้เดินจับเชือกพยุงตัวไปทีละก้าวๆ ทั้งนี้จะต้องอยู่ทางด้านหน้าของเชือกที่กระแสน้ำพัดมา และทำตัวเฉียงหรือหันด้านข้างให้กระแสน้ำเพื่อลดแรงเสียดทานจากสายน้ำ

หากระดับน้ำลึกมากจนมิดหัว ก็จำต้องเดินเลาะเลียบลำน้ำเพื่อหาจุดข้ามลำน้ำที่แคบที่สุด ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกสูงใหญ่เช่นเดียวกับที่กล่าวมาข้างต้น จากนั้นข้ามน้ำด้วยการใช้เชือกช่วยข้าม หรือต่อแพไม้ไผ่เพื่อใช้ข้ามฟาก วิธีหลังนี้จะใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะสร้างแพเสร็จ อาจเป็น ? วัน หรือ 1 วันเต็มๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ เว้นแต่บริเวณนั้นไม่มีป่าไผ่หรือลำไผ่ขนาดพอเหมาะที่จะต่อเป็นแพ ก็จำต้องกลับไปใช้วิธีแรก คือ ใช้เชือกข้ามน้ำ แต่ถ้าเชือกแต่ละเส้นที่มีอยู่ มีความยาวไม่เพียงพอ ก็ต้องผูกเชือกต่อกันให้แน่น หรือใช้วัสดุอย่างเถาวัลย์หรือเข็มขัดนำมาผูกด้วยเงื่อนต่างๆให้มีความแข็งแรงแน่นหนา

จากนั้นต่อเชือกให้เป็นวงกลม แล้วให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น..เป็นคนแรกที่จะพาเชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้ข้ามน้ำไปก่อน โดยมีคนที่สองและสามถือเชือกอยู่ห่างกันพอประมาณ(ดูรูปวาด 09) โดยผู้ข้ามน้ำคนแรกต้องว่ายน้ำเฉียงไปตามกระแสน้ำ หากกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากพาไหลไปตามน้ำจนข้ามฝั่งไม่ได้ เพื่อนๆที่อยู่บนฝั่งก็จะได้ช่วยกันดึงรั้งให้กลับเข้าฝั่งดังเดิมได้ ซึ่งช่วงหลังนี้ผู้ข้ามจำต้องบังคับตัวเองให้นอนหงาย กำหนดให้เท้าชี้ไปทางน้ำ ส่วนเพื่อนทั้งสองก็ช่วยกันสาวเชือก แต่ไม่จำเป็นต้องดึงเพื่อนให้กลับขึ้นฝั่งจุดเดิม เมื่อสาวเชือกและสายน้ำไหลพาเพื่อนไปจนเชือกตึง ก็พยามยามฝืนรั้งไว้ ตัวเพื่อนของเราก็จะถูกสายน้ำพัดพาเข้าฝั่งทางตอนล่าง เสมือนวิธีการเดียวกับการช่วยเหลือคนตกน้ำขณะล่องแก่งนั่นเอง

รูปวาด 09

เมื่อเพื่อนคนแรกข้ามน้ำไปได้เรียบร้อย ก็เป็นเรื่องสะดวกสบายสำหรับคนต่อๆไปแม้จะว่ายน้ำไม่เก่งหรือไม่เป็นเลย โดยทำเป็นบ่วงขึ้นมาในวงเชือกนั้น แล้วใช้มือจับให้แน่น จากนั้นคนที่1และ3ต่างสาวเชือกเข้าหาตัวตามลูกศร(ดูรูปวาด 10) และทำเช่นเดียวกันนี้อีกครั้งกับคนที่3(ดูรูปวาด 11)

รูปวาด 10

รูปวาด 11

ถ้ายังมีเพื่อนฟากข้างโน้นยังเหลืออีกก็ให้ทำเช่นเดียวกับรูป60 แต่หากมีกันเพียงแค่2คน การข้ามน้ำตามรูป58นั้น จักต้องใช้เชือกผูกกับต้นไม้แทนคนหมายเลข2 เมื่อคนแรกข้ามไปได้แล้ว คนสุดท้ายก็แกะเชือกออกจากต้นไม้ แล้วทำตามรูป60 โดยคนแรกนำเชือกไปผูกกับต้นไม้แทนคนหมายเลข1 ซึ่งจะช่วยให้เรานำเชือกเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉินได้อีก

ทั้งนี้การเดินป่านั้นควรเตรียมเชือกติดตัวไปด้วยเสมอ โดยมีความยาวประมาณ 15-20 เมตร และขณะเดินข้ามน้ำไม่ควรถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับการเดินทางต่อไป


ความในใจ


จะเห็นได้ว่าการเดินป่าในช่วงฤดูฝนมีความยากมากกว่าช่วงฤดูกาลใด สัตว์ป่าก็เพ่นพ่านมากเป็นพิเศษ ดังนั้นนักเดินป่ามือใหม่ควรเดินทางร่วมไปกับผู้ที่มีความชำนาญเพื่อได้เรียนรู้ ที่สำคัญก่อนเดินป่าควรสอบถามผู้นำทางเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศของการเดินทาง สภาพป่า และจุดหมายปลายทางของวันนั้นๆ รวมทั้งระยะเวลาในการเดินทาง จากนั้นก่อนจะเริ่มเดินป่าประมาณ 30 นาที ควรดื่มน้ำให้อิ่ม เติมน้ำให้เต็มกระติกน้ำสนาม แบ่งอาหารสำเร็จรูปพร้อมหยูกยาและอุปกรณ์การยังชีพในป่าแจกจ่ายให้ทุกคนติดตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะมีลูกหาบหรือไม่ก็ตาม เผื่อกรณีเกิดการพลัดหลงกลางป่า และที่สำคัญควรทำความรู้จักกับกฎ 2 ข้อ ของการเดินป่า ได้แก่

มุ่งหน้าสู่น้ำตกปิตุ๊โกร

1. กฎข้อแรก“การตื่นตัวอยู่เสมอ” เป็นการเรียนรู้มาจากสัตว์ป่าที่สามารถป้องกันตนเองได้ ด้วยความตื่นตัวฉับไว แต่จงจำไว้ว่าเป็นการตื่นตัว ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมหรือหวาดระแวงจนเกินเหตุ และควรฝึกสายตาให้ไวในการมองและจดจำ ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ

(1) การมองแบบกว้างๆ เป็นการมองรอบๆตัวเพื่อจดจำสภาพทั่วๆไปของป่าบริเวณนั้น เช่น ลักษณะของภูเขา ลักษณะของแม่น้ำลำธาร และทิศทางของแนวเส้นทางเดินป่า เป็นต้น

(2) การมองเฉพาะจุด เป็นการมองแบบพิจารณายังจุดเด่นๆที่น่าสนใจ เช่น ไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษ ยอดเขาหรือเสาหินหรือก้อนหินที่มีรูปร่างแปลกตา หน้าผาที่มีร่องรอยดินถล่มลงมา ทิศทางการไหลของสายน้ำ รอยเท้า หรือมูลสัตว์ป่าที่ปรากฏอยู่บนพื้น จุดทิศทางที่เรากำลังจะมุ่งไป เป็นต้น

2. กฎข้อที่สอง“การรักษาความเงียบ” ขณะเดินป่าต้องมีความระมัดระวังอยู่เสมอ จึงไม่ควรส่งเสียงดัง หากจำเป็นก็ขอให้เป็นเสียงที่เบาที่สุดและน้อยครั้งที่สุด เพราะการส่งเสียงดังจะทำให้เราพบเห็นสัตว์ป่าได้ยาก เป็นการรบกวนคณะอื่น และเป็นการกลบเสียงนกและสัตว์ป่าซึ่งจะร้องเตือนให้เราได้รับรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

อาจกล่าวสรุปได้ว่าขณะเดินป่าควรใช้ประสาททั้งหมดในการจดจ่ออยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก และผิวหนัง

แต่หากนักเดินป่ามือใหม่เดินทางไปด้วยตนเอง หรือกับหมู่ผองเพื่อนที่ไม่มีผู้ชำนาญ ควรจดจำไว้เสมอว่าเมื่อเดินป่านั้นมีข้อพึงปฏิบัติที่ใช้ได้กับทุกฤดูกาล ดังนี้

– ควรใช้เส้นทางเดินที่ชัดเจน บางครั้งเราอาจพบทางเดินเส้นเก่าหรือเลิกราใช้ไปแล้วซึ่งมีวัชพืชขึ้นปกคลุมรกเรื้อ เราก็ควรเสียเวลาหาทางเดินเส้นใหม่ที่ชัดเจน ดีกว่าที่จะเดินลุยแหวกเข้าไป เพราะอาจได้รับอันตรายได้ อีกทั้งทางเดินเส้นใหม่มักอยู่ห่างจากเส้นเก่าเพียงเล็กน้อย บ้างก็ขนานกัน

– ควรเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ พร้อมๆกับใช้สายตาตรวจดูสภาพแวดล้อมรอบๆตัวในลักษณะการมองแบบกว้างและการมองเฉพาะจุด ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเดินตามคนข้างหน้าอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเดินป่า นานๆครั้งก็หันกลับไปมองข้างหลังสักครั้งหนึ่งเพื่อมองทิศทางและลักษณะภูมิประเทศที่ผ่านมา และดูว่าเพื่อนๆเดินตามมากันครบทุกคนหรือไม่ รวมทั้งต้องตรวจสอบทิศทางอยู่เสมอว่าเราเดินมาถูกทางที่จะไปเป้าหมายข้างหน้าหรือไม่

– การเดินป่าเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะควรเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยว และทิ้งระยะห่างกันราวช่วงตัว เพื่อป้องกันกิ่งไม้น้อยใหญ่ตามป่ารกที่คนข้างหน้าเดินแหวกแล้วปล่อยดีดกลับตีโดนใส่คนข้างหลังที่ตามมาจนได้รับบาดเจ็บได้

– เมื่อพบสิ่งกีดขวาง ควรเดินอ้อม อย่าใช้กำลังบุกฝ่าฟันออกไป เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ให้นานที่สุด

– อย่าเดินชนหรือกระแทกต้นไม้แห้งที่ยืนตายซาก เพราะอาจทำให้กิ่งไม้ผุๆที่อยู่ข้างบนหักหล่นลงมาเป็นอันตรายได้

ว่ายเกาะเชือกข้ามลำน้ำ ณ ป่าภูวัว

– อย่าเหยียบหรือนั่งลงบนขอนไม้ผุ เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของเห็บ มด แมงป่อง และงู

– ขณะเดินตามลำห้วยหรือลานหินที่ลื่นๆจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่ควรถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าอย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับการเดินทาง

– การเดินข้ามลำน้ำลำห้วยควรหาจุดข้ามที่แคบที่สุด ระดับน้ำไม่ลึก ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกใหญ่ จากนั้นจึงหาจุดขึ้น ณ ฝั่งตรงข้ามว่ามีความลาดชันและยากง่ายแค่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อข้ามไปแล้วมีทางเดินต่อไปสะดวกหรือไม่ และถูกทิศทางตามจุดหมายของเราหรือเปล่า กรณีจำเป็นต้องเดินข้ามลำน้ำที่ค่อนข้างกว้างและมีกระแสน้ำเชี่ยว ควรใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกกับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงเอาไว้ แล้วปลายเชือกอีกด้านหนึ่งก็ให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น นำไปผูกขึงข้ามลำธารไว้กับต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้าม โดยขณะข้ามให้ใช้เชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้เอาไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อนๆจะได้ช่วยฉุดรั้งขึ้นมาได้ เมื่อผูกเชือกขึงเสร็จเรียบร้อยก็ให้นำสัมภาระข้ามไปก่อน แล้วจึงทยอยข้ามกันไปทีละคู่ๆระหว่างผู้ที่ว่ายน้ำเป็นกับไม่เป็นเพื่อสามารถช่วยเหลือดูแลกันได้ โดยให้เดินจับเชือกพยุงตัวไปทีละก้าวๆ ทั้งนี้จะต้องอยู่ด้านหลังของเชือกที่กระแสน้ำพัดมา และทำตัวเฉียงหรือหันด้านข้างให้กระแสน้ำเพื่อลดแรงเสียดทานจากสายน้ำ

– การเดินขึ้นลงตามทางที่ลาดชันหรือเดินขึ้นเขาลงเขา ควรเดินสลับฟันปลาไปมา อย่าเดินขึ้นลงตรงๆ เพื่อลดความชันและแรงโน้มถ่วงของโลก และทุกย่างก้าวควรเดินแบบย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่น โดยให้พื้นเท้าที่ก้าวออกไปสัมผัสกับพื้นดินอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักตัวเราและสัมภาระที่แบกมา หากพื้นที่ดังกล่าวมีก้อนหินน้อยใหญ่มากมาย ควรระมัดระวังการเดินที่จะทำให้ก้อนหินร่วงหล่นไปโดนคนข้างหลังที่กำลังเดินตามมา และหากจำเป็นต้องเดินบนก้อนหินก็ต้องตรวจสอบดูว่าก้อนหินนั้นโยกคลอนหรือไม่ และรับน้ำหนักเราได้หรือเปล่า อนึ่งการเดินขึ้นเขาควรเดินในลักษณะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนอนราบกับพื้น และการเดินลงเขาควรเดินตัวตรงหรือแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อย หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนั่งหรือนอนหงายกับพื้น เพื่อป้องกันการกลิ้งไถลตกเขา

– ควรเดินป่าแบบสบายๆ โดยเดินราว1ชั่วโมง แล้วหยุดพัก 5-10 นาที ทั้งนี้แล้วแต่ความยากง่ายของการเดินทางในครั้งนั้นๆ

– หากเป็นการหยุดพักชั่วครู่ซึ่งยังไม่ถึงจุดกำหนดพักระหว่างทาง ควรยืนพักหรือยืนพิงต้นไม้ใหญ่ๆที่สามารถรองรับน้ำหนักเราได้ในละแวกนั้น แต่ต้องตรวจดูว่าไม่เป็นต้นไม้มีพิษหรือมีสัตว์มีพิษอาศัยอยู่ เหตุที่ไม่ควรนั่งพักก็เพราะว่าจะทำให้แข้งขาอ่อนล้าและรู้สึกปวดเมื่อยมากขึ้นเมื่อต้องเดินช่วงต่อไป สำหรับการหยุดพักใหญ่ที่เดินมานานแล้ว ควรนั่งพักในท่าสบายๆด้วยการเหยียดแข้งเหยียดขาพร้อมทั้งสำรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลและรอยขีดข่วนต่างๆหรือไม่ หากมีก็จัดการทำแผลและใส่ยาให้เรียบร้อย

– หากเดินหลงทางควรหยุดพักและทำจิตใจให้สงบ แล้วเริ่มทบทวนความจำถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดที่หลง โดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่ผ่านมา จากนั้นเดินย้อนกลับไปยังจุดนั้นใหม่พร้อมกับดูรอบๆตัวว่าใช่เป็นทางที่เราเดินผ่านมาหรือไม่ จนกระทั่งถึงทางแยกที่เราคิดว่าหลงจากจุดนี้ ก็ดูว่าอีกแยกหนึ่งมีร่องรอยเพื่อนๆเดินไปหรือไม่ ถ้าไม่มั่นใจก็ให้นั่งรออยู่ที่เดิมและก่อกองไฟ นอกจากจะให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและใช้ประกอบทำอาหารแล้ว ยังใช้ควันเป็นสัญญาณบอกเพื่อนว่าเรารอคอยอยู่ตรงนี้

ว่ายเกาะเชือกข้ามลำน้ำ ณ ป่าภูวัว

– ไม่ควรเดินทางในเวลากลางคืน เพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า หลงป่าได้ง่าย และการที่เรามองเห็นไม่ชัดเจนเท่ากลางวัน ย่อมอาจเดินตกเขา ตกหลุม หรือชนสิ่งใดจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

– การดื่มน้ำแก้กระหายขณะเดินทาง ควรจิบน้ำทีละนิดๆ อย่ารีบดื่มโดยเร็วทันที เพราะอาจทำให้สำลักได้ง่ายๆ และควรดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยหากยังไม่ถึงจุดตั้งแค้มป์ เนื่องจากการดื่มน้ำมากๆไม่ได้ ช่วยให้หายเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ยิ่งจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง แถมน้ำที่เราดื่มเข้าไปจะไหลลงสู่เท้าขณะเดิน เป็นผลให้เกิดเม็ดหรือตุ่มน้ำใสๆตามเท้า และหากตุ่มน้ำใสๆแตกก็จะทำให้เนื้อบริเวณนั้นฉีกขาดเป็นแผลอักเสบ ซึ่งจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก นักเดินป่ามักเรียกอาการเช่นนี้ว่า“ยางแตก”

สิ่งสำคัญมากๆที่ผู้เขียนอยากฝากบอกแกมวิงวอนขอร้อง คือ “ขยะทุกชิ้น โดยเฉพาะพลาสติกเป็นสิ่งอันตรายต่อธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ” ทุกครั้งที่ย้ายแค้มป์และออกจากป่า..ควรขนออกมาจากป่าเพื่อนำมาทิ้งลงในภาชนะที่ทางพื้นที่นั้นๆได้จัดเตรียมไว้ อย่าได้มักง่าย ทิ้งเรี่ยราดจนก่อให้เกิดเป็นภาวะมลพิษ เพราะธรรมชาติไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของชาติที่เราทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษา

น้ำตกชะแนน(ตอนบน) ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

สำหรับผู้ที่เพิ่งริเริ่มเที่ยวป่าหรือเป็นนักเดินป่ามือใหม่ ผู้เขียนขอแนะนำว่าควรที่จะเดินป่าครั้งแรกในหน้าหนาว เพราะการเดินป่าหน้าร้อนหรือหน้าฝนอาจสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้นั้นจนมีความรู้สึกเกลียดป่าฝังใจไปเลยก็ได้ ต่างจากผู้ที่ชื่นชอบท่องป่าที่มักกล่าวว่า“ป่าหน้าฝนเป็นเสมือนสวรรค์ของนักนิยมไพร