ลองภูมิชาวแค้มป์

โดย…หนอนหนังสือ…

ธรรมชาติทุกวันนี้ไม่มีคำว่าพอดี บทจะร้อนจะแล้งก็เล่นเอาชาวไร่ชาวนาเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง ทำให้พืชไร่และนาข้าวหลายพื้นที่ยืนต้นตาย และบทจะมีฝนก็เล่นเอาหนักหนาสาหัสมากเกินไปจนน้ำท่วมทั้งไร่นาและบ้านเรือน หลายคนอาจคิดว่าสวรรค์หรือฟ้าฝนกลั่นแกล้ง แต่หากเราลองไล่เรียงสาเหตุที่แท้จริงที่ธรรมชาติผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวมากว่า20ปี จะพบว่าต้นเหตุคือ“มนุษย์”ที่เป็นผู้ทำลายธรรมชาติโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แม้ว่าทุกวันนี้มนุษย์จะคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่เชื่อเถอะว่ามนุษย์ไม่มีทางชนะธรรมชาติได้ มีหลายครั้งหลายคราวในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาที่มนุษย์พยายามจะเอาชนะธรรมชาติ แต่สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ต้องถูกธรรมชาติลงโทษเกิดเป็นภัยพิบัติต่างๆอยู่เสมอมา

กิ่วแม่ปานบนดอยอินทนนท์

                              หลายท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าในอดีตเมื่อประมาณสองสามพันปีก่อน ป่าฝนเขตร้อน(Tropical Rainforests)เคยครอบคลุมพื้นที่ราว 14 เปอร์เซ็นต์ของผิวโลกในส่วนที่เป็นแผ่นดิน แต่จากกิจกรรมของมนุษย์ในระยะไม่กี่ศตวรรษมานี้ ป่าเขตร้อนในปัจจุบันกลับมีพื้นที่เหลือเพียง 6 เปอร์เซ็นต์ของผิวโลกในส่วนที่เป็นแผ่นดิน

และเชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้ผืนป่าเขตร้อนในขอบเขตทั่วโลกยังคงถูกทำลายถึงวันละประมาณ 2 แสนเอเคอร์(หนึ่งเอเคอร์ เท่ากับ 2.5 ไร่) ซึ่งเท่ากับ 150 เอเคอร์ต่อนาที หรือ 78 ล้านเอเคอร์ต่อปี บรรดาผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหากอัตราการทำลายป่ายังคงดำเนินไปในลักษณะนี้ ป่าเขตร้อนก็อาจหายไปจากโลกภายในเวลาอีกไม่ถึง 40 ปีนับจากนี้

ป่าเขตร้อนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ดังจะเห็นได้จากการที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของพรรณพืชพันธุ์ สัตว์ป่า และแมลงของโลก(ซึ่งประเมินกันว่ามีอยู่ประมาณ 10 ล้านชนิด) ล้วนอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อน ดังนั้นการสูญเสียพื้นที่ป่าเขตร้อนจึงส่งผลให้สรรพชีวิตต้องจากไปอย่างเลี่ยงไม่พ้น มีการคำนวณว่าในแต่ละวันนั้น จำนวนพืช สัตว์ และแมลง ประมาณ 137 ชนิด ต้องสูญพันธุ์ไปด้วยสาเหตุที่ป่าถูกทำลาย ถ้ารวมทั้งปีย่อมหมายถึงว่าโลกกำลังสูญเสียพรรณพืช สัตว์ และแมลง ถึง 50,000 ชนิด

ที่จริงแล้วไม่เพียงพืชและสัตว์เท่านั้นที่ถูกคุกคามจากการทำลายป่า มนุษย์เองก็สูญเสียปัจจัยที่เกื้อหนุนความอยู่รอดของตนไปอย่างประเมินค่ามิได้ เนื่องจากอย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ของอาหารในโลกที่พัฒนาแล้ว ล้วนมีแหล่งที่มาจากป่าเขตร้อน และตัวยาที่ใช้ในการแพทย์แผนตะวันตกก็มาจากป่าเขตร้อนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าป่าเขตร้อนเป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตออกซิเจน ดูดซับก๊าซเรือนกระจก ช่วยควบคุมอุณหภูมิและความคงเส้นคงวาของภูมิอากาศโลก ดังนั้นการสูญเสียผืนป่าจึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการก่อภาวะโลกร้อนด้วย ซึ่งส่งผลต่อไปสู่ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ และได้กลายเป็นภัยร้ายแรงสำหรับมนุษยชาติอยู่ในปัจจุบัน

ในระยะหลังๆนี้ ทุกคนคงได้ยินข่าวเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในประเทศต่างๆ หรือพายุรุนแรงที่พัดเข้าถล่มในทุกภูมิภาคของโลก ตลอดจนภาวะแห้งแล้งผิดปกติ และคลื่นความร้อนที่คร่าชีวิตผู้คนในหลายที่หลายแห่ง

ดอยพุยโค จ.ตาก

                              สำหรับในเมืองไทยอันแสนสุขของเรานั้น ผลที่เกิดจากการทำลายผืนป่าในประเทศไทยย่อมไม่ต่างจากการทำลายป่าเขตร้อนในประเทศอื่นๆ สัตว์ป่าและพรรณพืชหลายชนิดล้มหายตายจาก อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ สภาพน้ำท่วมฉับพลันและภาวะฝนแล้งเกิดขึ้นในความถี่สูง กระทั่งเกิดขึ้นพร้อมกันในปีนี้

ปัจจุบันประเมินกันว่าประเทศไทยมีป่าอนุรักษ์เหลืออยู่ร้อยละ 17.66 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 90.6 ล้านไร่ แต่นี่เป็นการนับรวมพื้นที่ป่าชายเลนเอาไว้ด้วย ซึ่งหมายถึงว่าป่าบกมีเหลือน้อยกว่านั้น ถามว่าทำไมเราจึงหยุดยั้งการทำลายป่าไม่ได้ ทั้งๆที่องค์ความรู้ทั้งปวงล้วนชี้ชัดว่านี่คือการฆ่าตัวตายรวมหมู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนขวานทองแห่งนี้

การทำลายธรรมชาตินั้นจะเกิดได้ยาก หรือเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้ามุมมองที่มนุษย์มีต่อชีวิตของตนไม่โน้มเอียงไปในทางวัตถุนิยมสุดขั้ว และไม่เข้าใจชีวิตผิดๆ ว่าเป็นเพียงการดำรงอยู่แบบตัวข้าของข้า และคิดแต่จะอาศัยสิ่งภายนอกมาสร้างตัวตนหรือสนองความพอใจของตนเอง

เข้าใจว่าทุกคนย่อมต้องการสร้างชีวิตให้มีความทัดเทียมคนอื่น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่มีความคิดแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ และปฏิบัติต่อธรรมชาติอย่างไม่มีความยำเกรง ความคิดเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของโลกอย่างเลี่ยงไม่พ้น เพราะการผลิตและการบริโภคที่ล้นเกิน ไม่เพียงทำให้ทรัพยากรธรรมชาติหมดสิ้นไปเท่านั้น หากยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายระบบนิเวศของโลกด้วย

ทุกวันนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ในระดับสากลต่างมีข้อสรุปแล้วว่าภาวะโลกร้อนที่กำลังร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆนั้น เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ค่อนข้างแน่นอน และเราก็สามารถสรุปเองได้ไม่ยากว่าการกระทำดังกล่าวถูกเร่งเร้าขึ้นเป็นทวีคูณด้วยลัทธิบริโภคนิยม จากนั้นยังสรุปต่อไปได้ด้วยว่าลัทธิบริโภคนิยมเป็นผลพวงของความเหลื่อมล้ำทั้งในระดับโลกและภายในประเทศของเราเอง

หรือเพราะว่า“คนกับธรรมชาติจะอยู่ด้วยกันไม่ได้หรือ”


เฉลยคำตอบฉบับที่173 ง. เต่ามะเฟือง

เครดิตภาพ https://www.cms.int/iosea-turtles/en/species/leatherback

                              เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่“พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562” โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 24 พฤษภาคมพ.ศ.2562 เป็นปีที่4 ในรัชกาลปัจจุบัน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กำหนดให้สัตว์ป่า 4 ชนิด ได้แก่ เต่ามะเฟือง วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ และฉลามวาฬ เป็นสัตว์ป่าสงวนฯ(เพิ่มเติมจาก 15 ชนิดเดิม)

เต่ามะเฟือง ชื่อสามัญ Leatherback Turtle ชื่อวิทยาศาสตร์ Dermochelys coriacea Vandelli, 1761 วงศ์ DERMOCHELYIDAE เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัวโตเต็มที่มีลำตัวยาว 1.5-2 เมตร หรือกว่า 2 เมตร และมีน้ำหนักมากได้ถึงราวๆ 400-900 กก.

กระดองไม่เป็นเกล็ด แต่เป็นแผ่นหนังหนาและยืดหยุ่นเหมือนยาง มีสีดำ อาจมีแต้มสีขาวประๆทั่วตัว กระดองเป็นสันนูนตามแนวความยาวจากหัวถึงท้ายจำนวน7สัน(รวมขอบข้าง)ดูคล้ายผลมะเฟือง ไม่สามารถหดตัวเข้าไปในกระดองได้ และครีบคู่หน้าใหญ่เหมือนใบพายและไม่มีเล็บตั้งแต่ออกจากไข่ ไม่มีกระดองใต้ท้องเช่นเต่าทะเลทั่วไป ดำน้ำได้ลึกถึง 1,280 เมตร และดำน้ำได้นานถึง 85 นาที

เครดิตภาพ http://www.nestonline.org/leatherback-dermochelys-coriacea/

                              จะงอยปากบนมีลักษณะเป็นหยัก3หยัก อาหารหลักๆได้แก่ แมงกะพรุน แพลงก์ตอน สาหร่ายทะเล และเพรียงหัวหอม มีความเป็นอยู่แตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นๆ คือ ดำรงชีวิตอยู่ในทะเลเปิดหรือทะเลลึก ด้วยการเคลื่อนที่ไปกับกระแสน้ำ ยกเว้นช่วงสืบพันธ์และวางไข่จึงจะขึ้นสู่ฝั่งที่มีระดับน้ำลึก คลื่นแรง และมีแนวลาดชันขึ้นสู่หาด ร่องรอยของเต่ามะเฟืองที่พบบนหาดทรายที่ขึ้นมาวางไข่นั้นจะมีลักษณะรอยเท้ากว้างกว่าเต่าทะเลชนิดอื่น มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาและมีวงกลับ จากนั้นจะขุดหลุมบนหาดทรายให้ลึกลงไป 60-80 เมตร ตัวเมียวางไข่ 4-6 ครั้ง/ปี โดยวางไข่ครั้งละ 66-104 ฟอง ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเต่าทะเลชนิดอื่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-8 ซม. วัดความยาวไข่โดยรอบได้ราว 6.5 ซม. มีสีขาวออกแดงระเรื่อ ใช้เวลาฟักไข่เป็นตัวราว 60-70 วัน เมื่อลูกเต่าฟักออกจากไข่จะรีบคลานลงสู่ท้องทะเลในทันที ช่วงสัปดาห์แรกลูกเต่าทะเลจะได้รับอาหารจากไข่แดงที่ติดตัวอยู่

เต่ามะเฟืองพบแพร่กระจายไปทั่วโลก สำหรับในเมืองไทยพบบริเวณชายหาดด้านทะเลอันดามัน โดยเฉพาะ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต

วาฬบรูด้า ชื่อสามัญ Bryde’s Whale ชื่อวิทยาศาสตร์ Balaenoptera edeni Anderson, 1879 วงศ์ BALAENOPTERIDAE เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกวาฬไม่มีฟัน ใช้ปอดในการช่วยหายใจ จึงจำเป็นต้องโผล่มายังผิวน้ำเพื่อหายใจ บริเวณหัวมีแนวสันนูน3สัน ตาและหูมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว หูอยู่หลังลูกตา หูมีลักษณะเป็นช่องเล็กๆที่อาจสังเกตได้ค่อนข้างยาก มีช่องหายใจ2ช่อง ตัวผู้มีขนาดลำตัวเรียวยาว 14-15 เมตร ส่วนตัวเมียยาวได้ถึง 16.5 เมตร ลำตัวสีเทาดำ ท้องสีอ่อนหรือสีชมพู มีน้ำหนัก 20-40 ตัน ผิวหนังเรียบ ครีบหลัง(Dorsal Fin)มีขนาดเล็ก รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม และอยู่ค่อนไปทางส่วนหาง ไม่มีฟัน แต่มีซี่กรอง(Baleen Plates)ขนาดเล็กๆ(ยาวสูงสุดราว 40 ซม.) ดูคล้ายตะแกรง สีเทา จำนวน 250-370 คู่ ตั้งอยู่บนขากรรไกรบน เพื่อใช้กรองสัตว์ขนาดเล็กๆเป็นอาหาร โดยมันจะอ้าปากและฮุบน้ำเข้าไป ก่อนที่จะดันออกมาผ่านทางช่องเหงือก ขากรรไกรล่างมีลักษณะโค้งและยาว ใต้คางมีรอยจีบหรือร่อง(Throat Grooves หรือ Vantral Pleats)ประมาณ 40-70 รอยจีบ ซึ่งรอยนี้จะยาวพาดไปจนเกือบถึงสะดือ(Navel)หรือเลยสะดือเล็กน้อย ร่องใต้คางนี้จะขยายออกขณะกำลังกินอาหาร เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการรับเหยื่อ สะดือตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของความยาวลำตัว ครีบด้านข้างเรียกว่า Flipper แพนหางมีขนาดใหญ่ไว้คอยบังคับทิศทางว่ายน้ำ

เครดิตภาพ https://photorator.com/photo/26974/brydes-whale-balaenoptera-edeni-photo-by-sasi-smith

                              มักออกหากินเพียงลำพัง ยกเว้นลูกวาฬบรูด้าที่ออกหากินกับแม่ อาหารหลักๆได้แก่ แมงกะพรุน แพลงก์ตอน กุ้งหรือเคย ปลาหมึกขนาดเล็ก ละฝูงปลาขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยกินอาหารได้ถึง 590 กก./วัน มีอายุเฉลี่ยราว 50 ปี วัยเจริญพันธุ์อยู่ในช่วงอายุ 9-13 ปี ตัวเมียมีระยะตั้งท้อง 10-12 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว/2ปี ลูกแรกเกิดมีความยาวราว 3-4 เมตร ระยะเวลาให้นมน้อยกว่า 12 เดือน

ชื่อชนิดของวาฬบรูด้าตั้งชื่อจากผู้ค้นพบเป็นคนแรก คือ โยฮัน บรูด้า ในปี พ.ศ.2452 พบแพร่กระจายในเขตร้อนทั่วโลก สำหรับในเมืองไทยพบบริเวณอ่าวไทยตอนในห่างจากชายฝั่งราว 4-30 กม.

วาฬโอมูระ ชื่อสามัญ Omura’s Whale ชื่อวิทยาศาสตร์ Balaenoptera omurai Wada et al., 2003 วงศ์ BALAENOPTERIDAE เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกวาฬไม่มีฟันที่เป็นญาติใกล้ชิดกับวาฬบรูด้า แต่มีขนาดเล็กกว่า และหาพบได้ยากกว่า ใช้ปอดในการช่วยหายใจ จึงจำเป็นต้องโผล่มายังผิวน้ำเพื่อหายใจ ตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีความยาวประมาณ 10 เมตร ส่วนตัวเมียมีความยาวได้ถึง 11.5 เมตร มีน้ำหนักมากสุดได้ถึง 20 ตัน บริเวณหัวมีสันนูน1สัน ไม่มีฟัน แต่มีซี่กรองที่ปากด้านซ้ายและขวา ด้านละ 180-210 ซี่ เพื่อใช้กรองอาหารที่ต้องการ ใต้คอมีรอยจีบหรือร่องมากกว่า 80-90 รอยจีบ มีครีบหลังที่สูงกว่าวาฬบรูด้า แต่มีความโค้งน้อยกว่า

เครดิตภาพ https://news.mongabay.com/2019/04/omuras-whale-much-more-widespread-across-the-globe-than-previously-thought/

                              พบหากินใกล้ชายฝั่ง อาหารได้แก่ ปลาขนาดเล็ก กุ้งและเคย ชื่อชนิดของวาฬโอมูระตั้งชื่อจากการค้นพบซากของมันในปี พ.ศ.2547 พบแพร่กระจายในเขตร้อนถึงเขตอบอุ่น ในเมืองไทยพบได้ในอ่าวไทยตอนล่าง

ฉลามวาฬ ชื่อสามัญ Whale Shark ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhincodon typus Smith, 1828 วงศ์ RHINCODONTIDAE เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นปลากระดูกอ่อนเหมือนปลาฉลามชนิดอื่น ใช้เหงือกในการหายใจ จึงไม่จำเป็นต้องโผล่มายังผิวน้ำเพื่อหายใจ เหงือกของฉลามวาฬมีช่องเหงือก5ช่อง มีฟันเป็นซี่เล็กๆขนาด 0.6 ซม. มากกว่า 3,000 ซี่ ลำตัวสีเทาและมีลายจุดสีขาวและสีเหลืองอ่อน แต่ละตัวจะมีจุดและลวดลายหลังจากเหงือกช่องที่5แตกต่างกันไป ช่วยในการจำแนกเฉพาะตัวได้ ตัวเต็มวัยมีความยาว 5.5-15 เมตร มีหนักได้ถึง 20 ตัน มีอายุยืน 60-120 ปี

เครดิตภาพ https://www.cms.int/iosea-turtles/en/species/leatherback

                              เชื่อว่าหลายคนได้ยินคำว่า“ฉลาม”ก็ต้องคิดว่ามันเป็นสัตว์ดุร้าย เช่นเดียวกับคำว่า“งู” แต่รู้หรือไม่ว่ามันมีนิสัยรักสงบและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ จนได้รับสมญานามว่า“ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล” นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่น่ารัก โดยเฉพาะขณะที่มันว่ายน้ำช้าๆแล้วเปิดปากกว้างเอาไว้ เพื่อให้แพลงก์ตอน เคย และไข่ปลาที่ลอยตามน้ำไหลเข้ามาเป็นอาหาร ซึ่งมันมีวิธีการกรองเช่นเดียวกับวาฬบรูด้า

ฉลามวาฬเคลื่อนที่ได้ช้ามาก ซึ่งจะว่ายน้ำด้วยความเร็วเพียง 5 กม./ชั่วโมง แต่ไม่เคยหยุดวายสักวินาทีเดียว สามารถดำน้ำลึกได้ถึง 1,000 เมตร ชอบอาศัยอยู่ตามท้องทะเลลึก โดยเฉพาะตามแนวปะการังที่มีความลึกไม่เกิน 700 เมตร รวมทั้งยังอพยพตามฤดูกาลไปยังน่านน้ำต่างๆจนได้รับสมญานามอีกอย่างว่า“นักเดินทางแห่งท้องทะเล”

แพร่กระจายในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก ในเมืองไทยพบได้ทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน


ผู้โชคดีที่ตอบถูกและได้รับรางวัล คือ “ไฟฉายไดนาโม” รหัส 504-246 มูลค่า 260 บาท จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ TM1220 , TM1277 , TM1301 , คุณกฤตภาส ไชยสน , คุณประดับดาว ขาวอ้วน และคุณธัญณิชา คงคาวงค์


คำถามฉบับที่174

สัตว์ใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่สัตว์ถิ่นเดี่ยวที่พบเฉพาะในเมืองไทย


 

เครดิตภาพ https://www.vncreatures.net/
all_news/ndv=8.php

ก. อึ่งอ่างก้นขีด(Kaloula mediolineata Smith, 1917)

 

ข. เขียดงูหัวแหลม(Ichthyophus acuminatus Taylor, 1960)

 

 

เครดิตภาพ..คู่มือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกในเมืองไทยของนายธัญญา จั่นอาจ

ค. คางคกห้วยไทย(Ansonia siamensis Kiew, 10985)

 

เต่ามะเฟือง เครดิตภาพ
เครดิตภาพ https://www.researchgate.net/
publication/282675723

ง. กบอกหนาม(Paa fasciculispina Inger, 1970)

เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล ด้วยการถ่ายสำเนาหน้านี้/เขียนคำตอบลงในไปรษณียบัตร พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่อย่างละเอียดชัดเจน ส่งมาที่“สโมสรสื่อเดินทาง”ตามที่อยู่หน้า20 หรือส่งมาทางโทรสาร.0-2640-0020 หรือ e-mail : tmclub@e-travelmart.com หรือร่วมสนุกทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ(http://www.e-travelmart.com/quiz-game-of-camp/ )ก็เชิญตามสะดวก หมดเขตรับคำตอบภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

ก. อึ่งอ่างก้นขีด(Kaloula mediolineata Smith, 1917)ข. เขียดงูหัวแหลม(Ichthyophus acuminatus Taylor, 1960)ค. คางคกห้วยไทย(Ansonia siamensis Kiew, 10985)ง. กบอกหนาม(Paa fasciculispina Inger, 1970)