ลองภูมิชาวแค้มป์

โดย…หนอนหนังสือ…

มนุษย์เงินเดือนอย่างคนไทยในเมืองใหญ่ที่ไม่ได้เกิดเป็นคนร่ำรวยพูนสุข ต้องเผชิญการจราจรที่ติดขัดยุ่งเหยิงอีรุงตุงนังกว่าจะเดินทางไปถึงที่ทำงาน หรือแม้แต่ช่วงเวลากลับบ้าน ทำให้การทานอาหารเป็นไปอย่างไม่ถูกที่ควรนัก อาหารในแต่ละมื้อมีความสำคัญต่อเราทั้งสิ้น แต่รู้ไหมว่าอาหารมื้อที่มีความสำคัญที่สุดและมักถูกมองข้ามไป ก็คือ“อาหารมื้อเช้า” บางคนอาจจะคิดว่าไม่รู้สึกหิว ไม่จำเป็นต้องทานก็ยังทำงานได้ หรือบางคนอาจอยู่ในช่วงของการลดน้ำหนัก จึงคิดอดอาหารเช้า บางคนอาจต้องเร่งรีบไปทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาทานอาหารเช้า และเมื่อตื่นนอนจะทำได้เพียงจิบกาแฟเพียงแก้วเดียว แล้วรีบไปทำงาน จริงอยู่ที่ในกาแฟนั้นมีสารคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นพร้อมสำหรับการทำงาน แต่สมองยังไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ เพราะในขณะที่เรานอนหลับ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานตามปกติ และกลูโคสที่สะสมไว้ก็ถูกใช้ไปกว่าครึ่งขณะที่นอนหลับ แต่ที่เราไม่รู้สึกหิว เพราะร่างกายยังสามารถดึงพลังงานสำรองมาใช้ได้ ด้วยการดึงสารอาหารจากอวัยวะส่วนอื่นออกมาใช้ แต่ไม่ใช่สารอาหารจำพวกไขมันหรือส่วนเกินต่างๆอย่างที่เราคิด กลับเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งก็คือ“สมอง” ร่างกายจะดึงสารอาหารที่ใช้ในการทำงานของสมอง มาใช้ในการทำงานของร่างกายแทน ทำให้สมองขาดสารอาหารที่จะนำไปใช้ในการทำงาน จึงเกิดผลกระทบกับสมอง อาจกลายเป็นคนสมองเลอะเลือน เป็นคนขี้หลงขี้ลืม หรือความจำเสื่อมเมื่อแก่ตัวลง และอวัยวะอีกส่วนหนึ่งที่จะถูกดึงสารอาหารออกไปก็คือ“ตับ” โดยร่างกายจะดึงสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตออกไป เพื่อไปใช้ในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ เมื่อพลังงานหมดก็จะหิว หงุดหงิด เครียด และอารมณ์เสียง่าย ยิ่งเมื่อถึงเวลาใกล้เที่ยงจะเกิดอาการโมโหหิวได้ง่าย

ข้าวต้มปลา

                        ถ้าเราปล่อยให้ร่างกายคอยนานเกินไปกว่าจะได้รับอาหารมื้อแรกของวัน ระบบการย่อยอาหารก็จะมีความเฉื่อยชาในการทำงาน การใช้วิธีการอดอาหารเช้าเพื่อลดน้ำหนักนั้นเป็นความคิดที่ผิด เพราะอาหารเช้ามีส่วนเชื่อมโยงทำให้มวลกายต่ำ(หรือน้ำหนักลด)ลงกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อดอาหารเช้า อาหารเช้ายังเป็นหนึ่งในหลายยุทธศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยควบคุมการลดน้ำหนักได้ในระยะยาว อาจเป็นเพราะการทานอาหารเช้าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณการทานอาหารว่าง อีกทั้งอาหารเช้าสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงการเป็นโรคอ้วนลงพุงและภาวะตอบสนองต่ออินซูลินลดลง นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กที่ทานอาหารเช้ามีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่า ให้ความร่วมมือดีกว่า และมีสมาธิในการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทานอาหารเช้า อาจกล่าวได้ว่า“การทานอาหารเช้ามีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็ก”

อย่าลืมว่าสมองนั้นทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานการทำงานเกือบทุกส่วนในร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ประสาท(Neuron)มากกว่าแสนล้านเซลล์ มีแขนงประสาท(Neuronal  Processes)ประสานกัน เพื่อใช้ส่งสัญญาณประสาทและติดต่อที่ความเร็ว 0.5-120 เมตร/1 วินาที ดังนั้นการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสม จะช่วยให้ส่งสัญญาณประสาทได้เร็วขึ้น สมองคนเราควรได้รับการกระตุ้นและมีสารอาหาร รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ มาเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ คนเราจึงควรเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารเช้าที่มีสารอาหารครบ เพื่อช่วยบำรุงสมองให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และกลูโคสที่สมองนำไปใช้ในการทำงานนั้นยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ ผู้ที่ไม่รับประทานอาหารเช้าจึงรู้สึกหงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ช้าลง ฯลฯ

อาหารพื้นเมืองภาคเหนือ

                        อาหารมื้อเช้าจึงเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด การงดมื้อเช้าจะส่งผลต่อสมอง เนื่องจากสมองต้องการสารอาหารต่างๆ และกลูโคสไปใช้ในการคิดประมวลผล และถ้างดอาหารมื้อเช้าเป็นประจำ อาจเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมกว่า 600,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

จะเห็นได้ว่าอาหารเช้านั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อร่างกายของเรา ดังนั้นเราจึงควรทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าทุกวัน สำหรับคนที่ไม่มีเวลาสำหรับทำอาหารในตอนเช้า อาจจะซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเก็บไว้ในตู้เย็นไว้ก่อนเพื่อทำทานในตอนเช้า และสำหรับคนที่เร่งรีบจริงๆอาจซื้ออาหารกึ่งสำเร็จรูปพกติดกระเป๋าไว้ อาจจะเป็นโจ๊กหรือซุป ที่สามารถเทใส่ถ้วย เติมน้ำร้อน ก็สามารถทานได้เลย แต่ที่สำคัญ“ไม่ควรทานอาหารซ้ำกันบ่อยๆ” เช่น อาหารจานเดียว เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน

การทานอาหารแต่ละมื้อให้ครบ5หมู่ ย่อมดีที่สุด แต่ต้องมีสัดส่วนกับปริมาณที่เหมาะสม และมีความหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับประโยชน์มากที่สุดจากอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อสำคัญอย่างมื้อเช้า ส่วนช่วงเวลาที่ควรทานอาหารเช้า คือ ช่วงเวลาระหว่าง 07.00 – 09.00 น. เพราะเป็นช่วงการทำงานของกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมและย่อยสารอาหารได้ดีกว่าช่วงอื่น แล้วยังทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง และระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทั้งนี้“ควรทานมื้อเช้าให้มีปริมาณมากกว่ามื้ออื่น” มื้อกลางวันน้อยลงมา และมื้อเย็นน้อยสุด ซึ่งมื้อเย็นควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย และจะให้ดีเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ไม่ควรรับประทานหลังเวลา 17.00 น. ตามหลักนาฬิกาชีวิต เข้าใจครับว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทำงาน แม้แต่เด็กวัยเรียนในเมืองใหญ่ แต่ขอชี้แจงให้เห็นว่าเวลาก็มีส่วนสำคัญต่อการทานอาหาร หากทำได้ตามนี้ก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราเอง

ขนมจีนน้ำยา

                        สำหรับเทคนิคในการเลือกรับประทานมื้อเช้าอย่างไร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม เราควรแบ่งอาหารทุกมื้อออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆกัน คือ 1.ข้าวซ้อมมือและธัญพืช 2.ผักชนิดต่างๆ 3.โปรตีน และ 4.ผลไม้สด ส่วนสารอาหารที่ช่วยทำให้คนทำงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆได้ดังนี้

  1. วิตามินบี1 วิตามินบี6 วิตามินบี12 แพนโธทินิก และกรดโฟลิก ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาหารประเภทถั่วชนิดต่างๆ ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี อาหารทะเล ฯลฯ ซึ่งช่วยให้สมองส่งต่อข้อมูลของเซลล์สมอง ทำให้สมาธิดี
  2. วิตามินซี วิตามินอี และเบต้าแคโรทีนในพืชผักผลไม้ต่างๆ ช่วยปกป้องเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ
  3. โคลีนที่มีมากในมันฝรั่ง มะเขือเทศ นม ส้ม ดอกกะหล่ำ ไข่แดง ถั่วลิสง ฯลฯ ช่วยควบคุมความจำ
  4. ธาตุเหล็กที่มีมากในตับ เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล ช่วยในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
  5. โอเมกา3 พบมากในปลาทู ปลาซาร์ดีน ฯลฯ ช่วยป้องกันความจำเสื่อม

บอกไปเช่นนี้ หลายคนอาจงุนงงสงสัย เอาเป็นว่าอาหารเช้าควรเป็นอะไรที่ทานได้ง่ายและย่อยง่าย ตัวอย่างเช่น

  1. ข้าวต้มปลาหรือกุ้ง(ถ้าทำเองควรใช้ข้าวซ้อมมือ หรือใช้ธัญพืชชนิดต่างๆ เช่น งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ฯลฯ โรยไปในข้าวต้ม) ผัดผักหรือสลัด1จาน นมถั่วเหลือง1แก้วเล็ก ผลไม้1จานเล็ก
  2. ข้าวต้ม1ถ้วย(เลือกใช้ข้าวซ้อมมือ) ผัดดอกกะหล่ำ1จานเล็ก ปลาทูนึ่ง1ตัว ถั่วลิสงอบหรือถั่วที่ชอบ1จานเล็ก ผลไม้1จานเล็ก
  3. ข้าวโอ๊ต1ถ้วย(โรยหน้าด้วยผลไม้ เช่น กล้วย1ผล และธัญพืชชนิดต่างๆ) ส้ม1ลูก หรือสลัดมะเขือเทศ1จาน

อาหารภาคกลาง

                        การทานอาหารเช้านั้น ควรทานแต่พออิ่ม หากทานจนอิ่มเกินไปจะส่งผลให้เส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองแข็งตัว และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการทานหวานจัด เพราะน้ำตาลจะไปขัดขวางการดูดซึมโปรตีน รวมทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง

หวังว่ามนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่จะเข้าใจในบทความนี้ แม้ว่าขยันจนหาเงินได้มาก แต่หากต้องนำเงินที่ได้ไปรักษาตัวเอง ก็ไม่มีประโยชน์อย่างใด ควรใส่ใจต่อปากท้องและร่างกายของตนด้วยจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแก่ตัวเราเอง


เฉลยคำตอบฉบับที่169 ได้แก่ ง. กะเพรา เป็นพืชสวนครัวที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชินีแห่งสมุนไพร”(The Queen of Herb) หรือจะเรียกว่าเป็น“ยาอายุวัฒนะ”ก็ว่าได้


กะเพราขาว

                        กะเพราจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยาช่วยรักษาโรคได้หลายชนิด ทั้งตำรับยาไทยและต่างประเทศก็ระบุว่ากะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลายด้าน อย่างตำราสมุนไพรไทยบ้านเราก็บรรยายสรรพคุณของกะเพราเอาไว้ว่า รสฉุน ร้อน ช่วยขับลมแก้ซาง แก้ท้องขึ้น จุกเสียดแน่นท้อง ปวดท้อง แก้คลื่นไส้อาเจียน ช่วยในการย่อยอาหาร ขับลม บำรุงธาตุ ขับเหงื่อ แก้ไข้ ขับเสมหะ ทาที่ผิวหนังแก้กลากเกลื้อนและโรคผิวหนังอื่นๆ ใช้น้ำคั้นจากใบมาหยอดหูเพื่อแก้อาการปวดหู เป็นต้น และในต่างประเทศก็มีการใช้กะเพราในการรักษาโรคกันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าบ้านเราเสียอีก ตัวอย่างเช่น บนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ใช้“ใบ”ปรุงเป็นอาหารเพื่อขับน้ำนมสำหรับสตรีที่คลอดบุตร , ในมาเลเซียใช้“ใบ”คั้นเอาน้ำมาเป็นยาทาแก้โรคปวดข้อ และโดยเฉพาะประเทศอินเดีย ซึ่งภาษาฮินดีเรียกกะเพราว่า“Tulsi” มีความหมายว่า“ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้” เขาถือว่ากะเพราเป็นยารักษาโรคได้ทุกโรค และเชื่อว่าใบกะเพราเป็นร่างหนึ่งของเทพเจ้า จึงปลูกกะเพราไว้กราบไหว้บูชาและเก็บมาใช้ยา โดยเฉพาะการปลูกไว้ตามโบสถ์ ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู ซึ่งคนอินเดียใช้ใบกะเพราทางการแพทย์อายุรเวทมายาวนานกว่า 5,000 ปี

ส่วนที่นำมาใช้ทำเป็นยาสมุนไพรก็ได้แก่ ส่วนของใบ ยอดกะเพรา(ทั้งสดและแห้ง) และทั้งต้น แต่ถ้านำมาใช้ประกอบอาหารจะนิยมใช้กะเพราขาวเป็นหลักใช้ในการประกอบอาหารและช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ในเมนูกะเพราสุดโปรด เช่น ผัดกะเพรา แกงเลียง แกงป่า แกงคั่ว แกงเขียวหวาน แกงส้มมะเขือขื่น ผัดกบ ผัดหมู ผัดปลาไหล พล่าปลาดุก พล่ากุ้ง หรือจะนำใบกะเพรามาทอด แล้วใช้โรยหน้าอาหารเมนูต่างๆก็ได้ ฯลฯ

กะเพราแดง

กะเพรามีลักษณะต่างๆ ดังนี้

ชื่อท้องถิ่น : กอมก้อ , กอมก้อดง(เชียงใหม่) ; ห่อกวอซู , ห่อตูปลู(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; อิ่มคิมหลำ(ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน) ; กะเพราขน , กะเพราขาว , กะเพราแดง(ภาคกลาง)

ชื่อสามัญ : Holy Basil , Sacred Basil

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum tenuiflorum L.

วงศ์ : LAMIACEAE

ลักษณะลำต้น : เป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนลำต้นค่อนข้างแข็ง กะเพรามี 2 สายพันธุ์ คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง กะเพราขาวที่เรานิยมใช้ทำอาหารนั้น มีลำต้นสีเขียวอมขาว กิ่งก้านและใบสีเขียว เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นไม่ฉุนมาก ยอดอ่อนมีขนสีขาว ดอกสีขาว ส่วนกะเพราแดงมีลำต้นสีแดงอมเขียวหรือสีม่วงแดง กิ่งก้านและใบสีแดงคล้ำออกม่วงหรือสีม่วงแดง มีขนาดใหญ่กว่ากะเพราขาวเล็กน้อย เมื่อขยี้ดมจะมีกลิ่นฉุนมากกว่า เพราะมีน้ำมันหอมระเหยมากกว่า ดอกสีขาว หรือสีขาวแกมม่วงแดง โดยกะเพราแดงจะมีฤทธิ์ทางยาสูงกว่ากะเพราขาว ในสรรพคุณทางยาจึงนิยมใช้กะเพราแดง

ลักษณะใบ : ใบเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามและสลับตั้งฉาก รูปรี กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยและเป็นคลื่น โคนใบแหลม แผ่นใบมีขนสีขาว ใบกะเพรามี carotene และ ascorbic acid ให้น้ำมันระเหยง่าย สีเหลืองสด กลิ่นคล้ายกานพลู(ชื่อสามัญ Clove ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum Merr. & L.M.Perry วงศ์ MYRTACEAE) ซึ่งส่งผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งน้ำมันมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และแมลงได้

ลักษณะดอก : ออกดอกเป็นช่อฉัตรตามปลายกิ่งก้านและยอด ยาว 8-10 ซม. มีดอกย่อยจำนวนมากออกเป็นวงรอบแกนช่อดอกเป็นชั้นๆ ดอกสีขาว หรือสีขาวแกมม่วงแดง ดอกเป็นหลอดรูปปากเปิด ปลายแยกเป็น2ปาก ปากบนมี4กลีบ ขนาดเล็ก ปลายกลีบมน ปากล่างมีกลีบเดียว และมีขนาดใหญ่สุด ปลายกลีบม้วนพับลง กลางกลีบเว้าตื้นๆ ผิวกลีบดอกมีขนละเอียดประปราย เกสรตัวผู้4อัน สั้น2อัน ยาว2อัน อับเรณูสีเหลืองสด เกสรตัวเมีย1อัน รังไข่มี4ช่อง กลีบเลี้ยงเป็นหลอดคล้ายรูประฆัง ปลายแยกเป็น2ปาก ปากบนมีกลีบเดียว รูปค่อนข้างกลม ปากล่างแยกเป็น4แฉกเรียวแหลม ผิวด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ ก้านดอกย่อยยาว 0.2-0.3 ซม. และกางออกเกือบตั้งฉากกับแกนช่อดอก

ลักษณะผล : ผลแห้งแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก รูปไข่ สีน้ำตาล และมีจุดสีเข้ม เมื่อนำไปแช่น้ำ เปลือกหุ้มเมล็ดจะพองออกเป็นเมือก

แหล่งที่พบในไทย : พืชสกุลนี้พบทั่วโลก 66 ชนิด ในไทยพบเพียงชนิดเดียว พบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง ทั่วทุกภาค ปัจจุบันเป็นพืชสวนครัวที่นิยมปลูกทั่วไป

แหล่งกำเนิดและแพร่กระจาย : เป็นพืชพื้นเมืองในแถบเอเชียเขตร้อน

กะเพรา

                        ไม่มีสมุนไพรตัวใดที่จะมีแต่ด้านดีอย่างเดียว ผลร้ายก็มีเช่นกัน โดยไม่ควรใช้กะเพราในปริมาณสูงแก่สตรีตั้งครรภ์ หรือผู้ที่วางแผนจะตั้งครรภ์ และสตรีที่ให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจน แต่ยังสามารถกินเป็นอาหารได้ตามปกติ หรือในผู้ป่วยเบาหวานรายที่มีการคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีอยู่แล้ว ก็ต้องระวังการใช้กะเพราขนาดสูง ควรมีการปรับขนาดการกินตามความเหมาะสม ที่จะไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป โดยอาการน้ำตาลตกสังเกตได้จากอาการรู้สึกหิว กระวนกระวาย กระสับกระส่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น คลื่นไส้ อ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ เหงื่อออก ตัวเย็น หน้าซีด เป็นลมและอาจชัก หรือหมดสติได้

ผู้โชคดีที่ตอบถูกและได้รับรางวัล คือ “เป้สะพายหลัง รุ่น Tank” รหัส 601-364 มูลค่า 1,350 บาท จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ TM1029 , TM 1112 , TM1207 , คุณประภาส ศรีวิโรจน์ และคุณมัณฑนา มงคลศักดิ์

เป้สะพายหลัง รุ่น Navy


คำถามฉบับที่170 ผลไม้ชนิดใด?ที่ทานแล้วช่วยทำให้คลายความเครียด หรือทานแล้วอารมณ์ดี


ก. สับปะรด

ข. แตงโม

ค. มะละกอ

ง. ทุเรียน

เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล ด้วยการถ่ายสำเนาหน้านี้/เขียนคำตอบลงในไปรษณียบัตร พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่อย่างละเอียดชัดเจน ส่งมาที่“สโมสรสื่อเดินทาง”ตามที่อยู่หน้า20 หรือส่งมาทางโทรสาร.0-2640-0020 หรือ e-mail : tmclub@e-travelmart.com หรือร่วมสนุกทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ(http://www.e-travelmart.com/quiz-game-of-camp/ ) เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล หมดเขตรับคำตอบภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2561

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

ก. สับปะรดข. แตงโมค. มะละกอง. ทุเรียน