ลองภูมิชาวแค้มป์

โดย…หนอนหนังสือ…

ในช่วงฤดูหนาวนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าขึ้นเหนือหรือไปทางภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะตามแดนดอยหรือบนภู นอกจากจะได้สัมผัสอากาศหนาวเย็นยะเยือกที่ในรอบ1ปีจะมีสักช่วงหนึ่ง(แต่จะหนาวกี่วันกี่เดือนนั้นก็แล้วแต่ความผันแปรของสภาพภูมิอากาศ) ยังได้ชมทะเลหมอก พระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้และสายลมหนาวอย่างมีความสุข

ช่วงพระอาทิตย์จะลับฟ้านั้น เราย่อมมองเห็นอยู่แล้วว่าดวงตะวันกำลังลาลับทางขอบฟ้าใด แต่หากเป็นช่วงก่อนรุ่งสางที่เราเดินทางขึ้นไปเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้น ทุกคนย่อมรู้ว่าพระอาทิตย์จะโผล่แรกแย้มทางขอบฟ้าทิศตะวันออก แต่ด้านไหนล่ะที่เป็นทิศตะวันออก

รอคอยชมตะวันขึ้นบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่

                ไม่ยากครับ ใช้วิธีการหาทิศทางจากดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์ไม่ใช่ดวงดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่ที่เรามองเห็นและเรียกว่าแสง(ดวง)จันทร์นั้น เกิดจากแสงดวงอาทิตย์ฉายแสงสาดส่องกระทบดวงจันทร์และสะท้อนแสงออกมา ดังนั้นเมื่อพบดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าแห่งหนใด ย่อมแสดงว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ หากเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงในช่วงหัวค่ำจะพบเห็นดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออก และก่อนหัวรุ่งจะพบว่ากำลังเคลื่อนคล้อยลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตกเฉกเช่นหมู่ดาวต่างๆ แต่ถ้าเป็นช่วงข้างแรมก่อนเดือนมืดสนิท หรือเป็นช่วงข้างขึ้นก่อนดวงจันทร์เต็มดวงก็ไม่ยากที่จะหาทิศทาง โดยสังเกตจากเสี้ยวของดวงจันทร์ที่ยังหลงเหลือและมีแสงสว่าง ด้านที่มีแสงสว่างนี้จะชี้ไปยังตำแหน่งของดวงอาทิตย์เสมอ หากเป็นช่วงหัวค่ำ..ด้านแสงสว่างของเสี้ยวดวงจันทร์จะชี้ไปทางทิศตะวันตก ส่วนด้านเว้าคือทิศตะวันออก กลับกันในยามรุ่ง.. ด้านแสงสว่างของเสี้ยวดวงจันทร์จะชี้ไปทางทิศตะวันออก ส่วนด้านเว้าคือทิศตะวันตก

แต่ถ้าเป็นคืนที่เดือนดับสนิท หรือแรม15ค่ำที่มองไม่เห็นพระจันทร์ เราก็ต้องรู้จักเรียนรู้การหาทิศทางจากดวงดาว ซึ่งย่อมยากกว่าการหาทิศทางจากดวงจันทร์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการขึ้นและตกของดวงดาวที่เรามองเห็นในแต่ละคืนนั้นเรียกว่า“การเคลื่อนที่ปรากฏ” คือ ดวงอาทิตย์และดวงดาวไม่ได้เคลื่อนที่ ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม แต่สิ่งที่เคลื่อนที่คือตัวเราเอง ซึ่งเคลื่อนที่ไปพร้อมกับโลกในลักษณะการหมุนรอบตัวเองของโลก โดยโลกหมุนจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ทำให้เราเห็นดวงอาทิตย์และดวงดาวขึ้นและตกในแต่ละวันนั่นเอง

ก่อนอื่นเราต้องเลือกหาสถานที่ที่มองเห็นท้องฟ้าโล่งกว้าง แล้วนั่งหรือนอนมองดูดวงดาวดวงใดดวงหนึ่งเป็นหลัก พร้อมกับกำหนดวัตถุคงที่เป็นหลักควบคู่ไปด้วย เช่น ยอดเขา ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น จากนั้นคอยสังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวดวงนั้น(หมายถึงดาวฤกษ์ ไม่ใช่ดาวเคราะห์) ราว 1-2 ชั่วโมง เราก็จะรู้ได้ทันทีว่าทางไหนเป็นทิศใด เพราะดาวฤกษ์จะโคจรจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกเสมอ

นอกจากนี้ยังสามารถหาทิศจากดวงดาวได้อีกหลายดวงหรือหลายกลุ่มดาว ในที่นี้ขอแนะนำคร่าวๆในการหาทิศทางจากดวงดาวในซีกโลกเหนือ คือ เพียงแต่เราหาดาวเหนือซึ่งเป็นดาวดวงใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือตลอดเวลา และส่องแสงสุกสกาวสว่างเรืองรองได้ เราก็จะรู้ทันทีว่าทิศนั้นคือทิศเหนือ แต่ดาวเหนือไม่ใช่ดาวที่จะจดจำได้ง่ายนักสำหรับผู้ที่ไม่เคยดูดาวมาก่อน ประกอบกับดาวเหนืออยู่สูงจากขอบฟ้าเพียง 15 องศา เท่านั้น จึงทำให้พบเห็นได้ยาก เนื่องจากการบดบังของภูเขา ต้นไม้ หรือหมู่เมฆที่ลอยอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นจึงควรรู้จักดูดาวดวงอื่นเพื่อหาทิศทาง อาทิเช่น

ในช่วงรุ่งสางจะมีดาวศุกร์ปรากฏอยู่ทางทิศตะวันออก คนทั่วไปมักเรียกว่า“ดาวประกายพรึก” ส่วนคนทางเหนือเรียกว่า“ดาวผะก่าย” แต่ในช่วงหัวค่ำ..ดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตก คนทั่วไปมักเรียกว่า“ดาวประจำเมือง” ส่วนคนทางเหนือเรียกว่า“ดาวหมูกอง”

Super Full Moon 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2559

                หากรู้จักแต่เพียง“กระจุกดาวลูกไก่”(สมัยก่อนเรียกผิดๆว่า“กลุ่มดาวลูกไก่”) เป็นดาวดวงเล็กๆเกาะกลุ่มเป็นกระจุกอยู่7ดวง เราก็สามารถใช้กลุ่มดาวนี้เป็นตัวบอกทิศได้เช่นกัน นั่นคือในคืนวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 21.00 น. กระจุกดาวลูกไก่จะอยู่ทางทิศเหนือ สูงจากขอบฟ้าราว 80-85 องศา หรืออยู่เกือบจุดกลางเหนือศีรษะ นั่นแสดงว่าขวามือของเราคือทิศตะวันออก ส่วนซ้ายมือคือทิศตะวันตก รุ่งเช้าในวันขึ้นปีใหม่ เราก็จะรู้ได้ว่าดวงตะวันจะส่องแสงสีทองทางด้านขวามือของเรา

ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม เวลา 21.00 น. ปกติจะมองเห็นทางช้างเผือกพาดขวางจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่น่าเสียดายที่ปีนี้คืนดังกล่าวเป็นข้างขึ้น 14 ค่ำ แสง(สะท้อน)สว่างของดวงจันทร์เกือบเต็มดวงอาจทำให้เรามองเห็นทางช้างเผือกได้ไม่ชัดเจนนัก

การดูดาวจะสวยสดงดงามก็ต่อเมื่อต้องเป็นคืนเดือนดับ หรือ แรม15 ค่ำ ยิ่งอยู่บนดอยบนเกาะที่ไร้ควันพิษขมุกขมัวปกคลุมท้องฟ้าเหมือนตามเมืองใหญ่ๆ เราก็จะได้ชมความงดงามของดวงดาวนับพันนับหมื่นดวงส่องแสงสุกสกาวแต้มประดับเต็มท้องฟ้าอย่างสวยงาม พร้อมกับทางช้างเผือกขาวโพลนพาดผ่าน

แต่ในวันอังคารที่ 2 มกราคม ที่จะถึงนี้ ห้ามพลาดชมปรากฏการณ์“Super Full Moon” หรือดวงจันทร์ใกล้โลก สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า โดยดวงจันทร์จะอยู่ห่างจากโลก 356,565 กม. ใกล้กว่าปรากฏการณ์ Super Full Moon ในวันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนคงได้รับชมกันไปแล้ว ครั้งนั้นดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลก 357,973 กม.(ปกติดวงจันทร์จะอยู่ห่างจากโลกโดยเฉลี่ย 382,000 กม.) ทำให้มองเห็นดวงจันทร์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ 14% และสว่างขึ้น 30%

ในแต่ละเดือนจะมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ไกลโลกและดวงจันทร์ใกล้โลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกมากที่สุดเรียกว่า“เปริจี”(Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกมากที่สุดเรียกว่า“อะโปจี”(Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร การที่ผู้คนบนโลกสามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงที่โตกว่าปกติเล็กน้อยในคืนที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาใกล้โลก นับเป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นรูปวงรี ใน1รอบจะใช้เวลาราว 1 เดือน ดังนั้นจึงมีตำแหน่งที่ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าใกล้โลกมากที่สุด อย่างไรก็ตามแม้ว่าดวงจันทร์จะมีตำแหน่งโคจรเข้าใกล้โลกทุกเดือน แต่ดวงจันทร์ไม่ได้ปรากฏเต็มดวงทุกครั้ง จึงเป็นโอกาสพิเศษในวันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ.2561 ที่จะได้ชมความสวยงามของดวงจันทร์อีกคราหนึ่ง

นอกจากนี้ขณะชมพระอาทิตย์ตกหรือพระอาทิตย์ขึ้น ลองถามเพื่อนเราหรือสมาชิกในครอบครัวเราซิ ว่าทำไมดวงอาทิตย์จึงมีสีส้มหรือสีแดงในยามเช้าและยามเย็น ทำไมท้องฟ้าจึงมีสีฟ้าและเปลี่ยนสีในตอนเช้าและตอนเย็น

ขอเฉลยให้ทราบเพื่อได้เป็นความรู้ในการท่องเที่ยวอย่างสนุกสนาน ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกันก่อนว่าท้องฟ้า(Sky)คืออากาศที่อยู่เหนือโลกนั่นเอง ซึ่งในอากาศจะมีฝุ่นละอองอยู่มากมาย และฝุ่นละอองเหล่านี้แหละที่เป็นตัวทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า กล่าวคือแสงแดดที่เราเห็นนั้นแท้จริงไม่ใช่แสงที่มีสีเดียว แต่ประกอบด้วยแถบสีหลายสี คือ สีแดง สีส้มหรือสีแสด สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงินหรือสีฟ้า สีคราม และสีม่วง อันเป็นสีของรุ้งกินน้ำ ต่อเมื่อดวงอาทิตย์ฉายแสงส่องลงมายังพื้นโลกก็จะมีแสง3สีที่ส่องลงมายังพื้นโลกโดยตรง ได้แก่ สีเหลือง สีส้ม และสีแดง ส่วนอีก4สีจะถูกฝุ่นละอองในอากาศกั้นเอาไว้ เนื่องมาจากขนาดของแถบสีที่เล็กกว่า และเกิดการสะท้อนขึ้นสู่ท้องฟ้า ดังนั้นเมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าจึงเห็นเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน สำหรับแสง3สีดังกล่าว คือ เหลือง ส้ม และแดงนั้น ในช่วงอรุโณทัยหรืออัสดง..สีเหลืองจะถูกหักเหหายไป ทำให้เรามองเห็นดวงตะวันเป็นสีส้มหรือสีแดง

(ส่วนรุ้งกินน้ำเกิดจากการสะท้อนและหักเหของแสงอาทิตย์ในหยดน้ำฝนแต่ละเม็ด ปกติเราจะเห็นรุ้งกินน้ำเมื่อแสงอาทิตย์ส่องลงมาขณะที่ฝนตกปรอยๆหรือฝนหยุดตกใหม่ๆ หรือแสงอาทิตย์ส่องกระทบกับน้ำตก)

แสงสนธยาในยามเช้าและยามเย็นนั้น ยังแบ่งออกเป็น 3 ชนิด กำหนดตามระยะห่างเชิงมุมของดวงอาทิตย์ที่ทำกับขอบฟ้าของผู้สังเกตการณ์ ได้แก่

สนธยาดาราศาสตร์(astronomical twilight) เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าขอบฟ้า 18 องศา

สนธยาเดินเรือ(nautical twilight) เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าขอบฟ้า 12 องศา

สนธยาทางการ(civil twilight) เกิดขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำกว่าขอบฟ้า 6 องศา

สนธยาแต่ละชนิดจะเริ่มต้นในเวลาเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นและสิ้นสุดในเวลาหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตก เมื่อเริ่มสนธยาดาราศาสตร์ ท้องฟ้าเริ่มที่จะสว่างขึ้นจากภาวะกลางคืน แต่ด้วยตาเปล่ายังสังเกตได้ยาก ล่วงเวลาเข้าสู่สนธยาเดินเรือ ขอบฟ้ามีแสงสว่างจางๆ เป็นเวลาที่เริ่มมองเห็นขอบฟ้า นักเดินเรือจะเริ่มวัดมุมสูงของดาว เพื่อใช้ในการหาพิกัดของเรือ ซึ่งกระทำได้จนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้นจนอยู่ใต้เส้นขอบฟ้าเป็นมุม 6 องศา อันเป็นช่วงเริ่มสนธยาทางการ ขอบฟ้าปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่ยังพอมองเห็นดาวสว่างๆได้ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ดวง หลังจากนั้นท้องฟ้าจะสว่างมากขึ้นจนกระทั่งกลบแสงดาวไปหมด เมื่อถึงเวลาหัวค่ำ เหตุการณ์จะกลับกัน หลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว สนธยาทางการจะสิ้นสุดลงก่อน ตามมาด้วยสนธยาเดินเรือ แล้วปิดท้ายด้วยสนธยาดาราศาสตร์ ท้องฟ้าจึงกลับเข้าสู่ความเป็นกลางคืนอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

ข้อควรระวังจากกรมอุตุฯ แจ้งว่าเดือนธันวาคมและมกราคมมีโอกาสสูงที่พายุหมุนเขตร้อนจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ประเทศไทย หรือเคลื่อนผ่านภาคใต้ โดยจะเคลื่อนตัวผ่านบริเวณปลายแหลมญวน แล้วเข้าสู่อ่าวไทย ส่งผลให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีฝนตกเพิ่มขึ้น อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในบางแห่ง ส่วนเดือนกุมภาพันธ์อาจมีคลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนจากประเทศเมียนมาร์ ผ่านประเทศไทยตอนบน และฝั่งตะวันตกของประเทศ ท่าให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงบางแห่ง และอาจมีลูกเห็บตกลงมาได้ ประชาชนจึงควรติดตามข่าวพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยแก่นักเดินทาง และในวาระส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ขอให้ทุกท่านเดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ

แมลงและสัตว์ขาปล้องห้ามนำเข้าส่งออกในประเทศไทย

                เฉลยคำตอบฉบับที่166 แมลงและสัตว์ขาปล้องชนิดใดต่อไปนี้ที่ไม่ใช่รายชื่อห้ามนำเข้าหรือส่งออก ตามความในมาตรา23 วรรคหนึ่ง แห่ง พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อนึ่งสัตว์ป่าเหล่านี้มิใช่สัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือมิใช่ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่ไซเตสควบคุมระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1, 2, 3 (Appendix I, II, III) ของอนุสัญญาฯ ได้แก่ ง. ผีเสื้อทุกชนิดในวงศ์ NYMPHALIDAE เพราะมีเพียงบางสกุลและบางชนิดเท่านั้นของวงศ์ NYMPHALIDAE ที่เป็นรายชื่อห้ามนำเข้าออกหรือส่งออก คือ ผีเสื้อเหลืองลีนา(Aemona lena) , ผีเสื้อเจ้าหญิงคาลิโดเนีย(Agatsa calydonia) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Amathusia , ผีเสื้อใบไม้เล็ก(Doleschallia bisaltide) , ผีเสื้อกาหลิบแดง(Enispe intermedia) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Idea , ผีเสื้อร่อนลมน้อย(Ideopsis gaura) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Kallima , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Lexias , ผีเสื้อดงปีกใส(Melanocyma faunula) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Neorina , ผีเสื้อไกเซอร์ดำ(Penthema binghami) , ผีเสื้อไกเซอร์น้ำเงิน(Penthema darlisa) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Polyura , ผีเสื้อเจ้าหญิงสีฟ้า(Prothoe franck) , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Terinos , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Thaumantis , ผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Thauria , ผีเสื้อโยมา(Yoma sabina) และผีเสื้อทุกชนิดในสกุล Zeuxidia ,

ผู้โชคดีที่ตอบถูกและได้รับรางวัลใหญ่ ฉลองต้อนรับปีใหม่ คือ “แผ่นพับรองนอน ขนาด 20 มม.” รหัส 303-206 มูลค่า 590 บาท จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ คุณศุภชัย ศักดิ์กิจ , คุณอนงค์ วิเลิศการ , คุณดวงใจ คุณความดี , TM1157 และ TM1181

แผ่นพับรองนอน ขนาด 20 มม.


คำถามฉบับที่167 ปัจจุบันคนไทยนิยมไปท่องเที่ยวในอาเซียนมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศก็มีข้อห้ามที่เราควรรู้และปฏิบัติตามระเบียบหรือความเชื่อของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศเพื่อนบ้าน แล้วรู้ไหมว่าประเทศใดมีข้อห้ามที่ว่า“ห้ามเหยียบเงาพระสงฆ์” ไม่ว่าจะเป็นขณะท่านยืน เดิน หรือนั่ง?


 

ก. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

ข. ราชอาณาจักรกัมพูชา

 

ค. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

 

ง. สหพันธรัฐมาเลเซีย

 

เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล ด้วยการถ่ายสำเนาหน้านี้/เขียนคำตอบลงในไปรษณียบัตร พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่อย่างละเอียดชัดเจน ส่งมาที่“สโมสรสื่อเดินทาง”ตามที่อยู่หน้า20 หรือส่งมาทางโทรสาร.0-2640-0020 หรือ e-mail : tmclub@e-travelmart.com หรือร่วมสนุกทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ(http://www.e-travelmart.com/quiz-game-of-camp/ )ก็เชิญตามสะดวก หมดเขตรับคำตอบภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

 

ก. สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาข. ราชอาณาจักรกัมพูชาค. สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ง. สหพันธรัฐมาเลเซีย