ลองภูมิชาวแค้มป์

โดย…หนอนหนังสือ…

ก่อนอื่นขอกล่าวคำว่า“สวัสดีปีใหม่กับเพื่อนๆสมาชิกฯทุกท่าน และขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บปวง”

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่อินเตอร์เน็ตและ Wi-Fi (ย่อมาจาก Wireless Fidelity) แปลเป็นไทยว่า“เทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย” เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกๆวัน ปัจจุบันคำว่า“Social Network” ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่อีกต่อไป มันคือคำที่คุ้นหูทุกคนเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถติดตามข่าวสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องรออ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับข่าวที่เกิดเย็นนี้ในหนังสือพิมพ์ฉบับพรุ่งนี้ หรือดูข่าวทีวี/ฟังข่าววิทยุในทุกช่วงต้นชั่วโมง แต่สามารถอ่านข่าวได้ทันท่วงทีจากโซเชียลมีเดียที่มีมากมาย แต่ข่าวนั้นจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องพิจารณากันเอาเองนะครับ

เขาสก

                        ที่เกริ่นมาเพื่อจะบอกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆส่วนใหญ่ได้ล้มหายตายไปจากโลกใบนี้แล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ช่วยตอบสนองการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้รวดเร็วขึ้น ย่อมทำให้พฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภคผันแปรตามเทคโนโลยี กลิ่นกระดาษและรู้สึกละเมียดกับการอ่านทุกตัวอักษรไปทีละหน้า กลายเป็นสิ่งล้าหลัง เฉกเช่นเดียวกับข่าวสารสโมสรสื่อเดินทางที่จำต้องเลิกการผลิต และเปลี่ยนเป็นรูปแบบหนังสือออนไลน์หรือ E-Book แทน

ปัจจุบันนิตยสารรายเดือนที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวในเมืองไทยทั้งเล่ม ลองคิดและเอ่ยชื่อมาสักชื่อซิครับว่าเพื่อนๆรู้ไหมว่าเขายังคงมีวางแผงขายอยู่ และน่าจะเหลือเพียงเจ้าเดียวแล้ว นั่นคือ“อนุสาร อสท.” หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่า“อสท.” เป็นนิตยสารท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นพร้อมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรียกย่อๆว่า“อ.ส.ท.”(คำย่อนี้เป็นที่มาของชื่อนิตยสาร) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2503 อนุสาร อ.ส.ท. วางตลาดฉบับแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2503 เนื้อหาของนิตยสารนำเสนอเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ทั้งในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต และแม้ว่าองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ในปี พ.ศ.2522 อนุสาร อ.ส.ท.ก็ยังคงใช้ชื่อเดิมมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 59 ปีแล้ว

การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่ต้องการข้อมูลและอ่านหนังสือ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อตามแผงหนังสือ และสามารถพกพาข้อมูลติดตัวไปได้ทุกหนแห่ง ทำให้ในปี พ.ศ.2553 ททท.ต้องปรับตัวให้ทันโลก เริ่มมีการผลิตอนุสาร อ.ส.ท. ในรูปแบบออนไลน์ โดยนำเนื้อหาและภาพในฉบับพิมพ์มาออกแบบใหม่ในรูปแบบนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ มีการเพิ่มภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวนอกเหนือจากฉบับพิมพ์ ปัจจุบันใช้ช่องทางจำหน่ายทาง application ของ ookbee ais se-ed ใช้ชื่อว่า อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับอีแม็กกาซีน

การท่องเที่ยวทุกวันนี้เปลี่ยนไปจากก่อนอย่างมากมาย แต่ก่อนนั้นสโมสรฯเป็นที่แห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวโทรศัพท์มาวันละไม่ต่ำกว่า 30-40 คน เพื่อสอบถามการเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ บ้างก็เข้าร่วมกิจกรรมกับสโมสรฯที่มีจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน แต่วันนี้ข้อมูลข่าวสารต่างๆมีมากมายเกลื่อนกลาดในโซเชียลฯ สามารถพิมพ์ข้อมูลที่ต้องการแล้วค้นหาได้ทันที การท่องเที่ยวก็ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์แล้ว สามารถติดต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นหรือแหล่งท่องเที่ยวนั้นได้โดยตรง เพียงแค่คุณรวบรวมจำนวนคนอย่างต่ำที่เขากำหนดไว้และเดินทางไปถึงที่นั่นได้แค่นั้นพอ

แต่ไม่น่าเชื่อว่ายุคโซเชียลฯโชติช่วงเช่นนี้ ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่าอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว็บไซต์หลายแห่งหรือแม้แต่สื่อโทรทัศน์บางช่องก็ยังเรียกสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งอย่างผิดๆ อย่างเช่น กรณีเสือดำที่ทุ่งใหญ่ฯ จ.กาญจนบุรี สื่อหลายแห่งเรียกว่าอุทยานแห่งชาติทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ยังดีที่อีก 2-3 วันต่อมา เรียกถูกต้องว่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ได้เห็นกับตาและได้ยินกับหูจนหัวเราะไม่ออก คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่ง ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากขึ้นไปท่องเที่ยว ขณะผู้เขียนและผองเพื่อนกำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปฝูงนกกินปลีหางยาวคอดำ(Black-throated Sunbird) จำนวน 5-6 ตัว ที่กำลังเอร็ดอร่อยกับการสอดปากยาวงอโค้งกินน้ำหวานของกุหลาบแดงที่ออกดอกบานสะพรั่งเป็นดงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ ก็มีรถตู้นักท่องเที่ยว2คันวิ่งมาจอด นักท่องเที่ยวอายุราว 25-40 ปี ร่วม20คนต่างลงมากรูเข้าไปที่ดงกุหลาบแดงจนทำให้เหล่านกกินปลีฯบินหนีจากไป พวกเราได้แต่มองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาจึงไม่สังเกตเลยหรือว่าพวกเรากำลังถ่ายรูปนกอยู่ ทีแรกคิดในแง่บวกว่าพวกเขาคงไม่รู้ ไม่ว่ากัน ให้อภัย

พวกเขายังขอให้ผู้เขียนช่วยเขาถ่ายรูปหมู่ให้ ก็ยินดีด้วยความเต็มใจ เมื่อแล้วเสร็จก็มีพวกเขา 2-3 คน ถามว่าถ่ายรูปนกฯอะไรอยู่ครับ ได้แต่ร้องในใจว่า..อ้าวรู้นี่หว่าว่าทำอะไรอยู่ เวรกรรมของเราแล้วที่เจอนักท่องเที่ยวประเภทนี้

น้ำตกเหวนรก อุทยานฯเขาใหญ่

                        ชั่วครู่พวกเขาก็เดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ ส่วนพวกเรายังคงอยู่ที่เดิม เพื่อรอคอยและหวังว่าฝูงนกกินปลีฯจะกลับมาอีกครั้งเมื่อทุกอย่างเงียบสงบ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายไม่พอใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น เมื่อหันไปมองก็พบว่าเจ้าหน้าที่ของเขตฯกำลังอ้ำอึ้ง ตอบไม่ทันในสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นต่อว่า เจ้าหน้าที่ฯซึ่งรู้จักกับพวกเรามาหลายปีจึงเรียกให้ผู้เขียนเข้ามาช่วยอธิบาย เมื่อเข้าไปถามไถ่จึงได้รับรู้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องการพักบ้านพักในพื้นที่แห่งนี้ แต่ไม่ได้ทำเรื่องขออนุญาตจากทางสำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่กรุงเทพฯ หรือติดต่อกับพื้นที่เขตฯแห่งนี้มาล่วงหน้า พวกเขาบอกว่าอ่านในเพจเว็บฯบอกว่าให้มาติดต่อบ้านพักข้างบนได้เลย บางคนก็พูดออกมาอย่างน่าเกลียดว่าเจ้าหน้าที่ฯจะคิดค่าบ้านพักเท่าไร บอกมา เดี๋ยวให้พิเศษต่างหาก จะได้ไม่เสียเวลา

ผู้เขียนได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย ก่อนค่อยๆอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างช้าๆและชัดถ้อยชัดคำว่ากฎระเบียบการใช้บ้านพักของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นต้องทำอย่างไรบ้าง บางคนเริ่มเข้าใจ แต่บางคนก็ยังดื้อดึงหัวชนฝาบอกว่าพวกเขาเหมารถมาถึงนี้แล้ว จะให้พวกเขาทำอย่างไร ใครจะช่วยรับผิดชอบ มีคนหนึ่งของพวกเขาเปิดเว็บฯให้ดู แล้วบอกว่า“นี่ไงเว็บฯที่แนะนำมา มีโลโก้ของพื้นที่แห่งนี้ด้วย”

“นั่นซิ ใครจะรับผิดชอบ ก็พวกสูเจ้านั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบด้วยกันเอง” เป็นคำพูดในใจที่ไม่ได้ปริปากออกไป สิ่งที่บอกออกไปก็คือเว็บฯนี้ไม่ใช่ของเขตรักษาพันธุ์ฯแห่งนี้ ที่นี่ไม่มีเว็บฯ มีแต่เฟสบุ๊ค อยากบอกว่าทำไมค้นคว้าหาข้อมูลได้แย่ขนาดนี้ แล้วทำไมเชื่อง่ายเหลือเกินกับสิ่งที่ปรากฏในเว็บฯนั้น น่าจะหาข้อมูลหลายๆแห่งมาประกอบกันและพิจารณาให้ดี ที่สำคัญควรหาเบอร์โทร.สอบถามเจ้าหน้าที่พื้นที่นั้นๆก่อนเดินทางไป

เมื่อผู้เขียนถามเจ้าหน้าที่ฯว่ายังพอมีบ้านพักที่ยังไม่มีใครติดต่อจองมาเหลือไหม เมื่อเจ้าหน้าที่ฯบอกว่ายังพอมี หากจะพัก แต่บ้านพักที่อยู่ใกล้กันนั้นรองรับได้แค่ 15 คน อีก5คนต้องไปพักอีกหลังที่ห่างไกลออกไป พวกเขาน่าจะยินดีและเรื่องมันก็น่าจะจบ แต่หลายคนของพวกเขาไม่ยอม และไม่พอใจที่อยู่ห่างไกลกัน เพราะมาด้วยกัน อยากอยู่ใกล้กัน ในที่สุดผู้เขียนก็แก้ปัญหาด้วยการชวนพวกพ้องย้ายออกจากบ้านพักที่อยู่ติดกับพวกเขาไปอยู่บ้านพักหลังห่างไกลนั้นแทน พวกเขาจึงพอใจและขอบคุณที่เราเสียสละ เมื่อไปบอกเล่าให้ผองเพื่อนรับรู้ ต่างไม่เห็นด้วยและมีสีหน้าไม่พอใจ จึงรีบกระซิบบอกว่า“ช่วยๆเจ้าหน้าที่กันเถอะ ดีแล้วที่อยู่ไกลๆพวกเขา เราจะได้อยู่อย่างสงบ” เมื่อทุกคนโอเคก็ช่วยกันย้ายสัมภาระไปอยู่บ้านพักหลังใหม่ แล้วให้แม่บ้านของเขตฯเข้าไปทำความสะอาดบ้านพักหลังเก่าเพื่อให้พวกเขาเข้าไปอยู่

บ้านพักเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่เหมือนกับบ้านพักอุทยานแห่งชาติที่มีอัตรากำหนดตายตัวว่าหลังนั้นหลังนี้คืนละเท่าไร แต่เป็นค่าบำรุงรักษาที่นักท่องเที่ยวจะบริจาค เมื่อไปสอบถามเจ้าหน้าที่ในตอนสายของวันรุ่งขึ้นที่พวกเขากำลังเดินทางออกจากพื้นที่ จึงรู้ว่าบ้านพัก4ห้องๆละ5คน พวกเขาให้เป็นค่าบำรุงรักษาเพียง 1,000 บาท เฉลี่ยห้องพักละ 250 บาท หรือ 50 บาท/คน เรียกเสียงหัวเราะจากพวกเรากันยกใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่ได้แต่ยิ้มแหยๆ หัวเราะไม่ออก จึงบอกออกไปว่า“อย่าคิดมาก คิดเสียว่าเรามอบของขวัญปีใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว จะสุขใจกว่า”

เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้ดูถูกพวกเขาว่าขี้เหนียวหรือยากจน แต่คิดว่าพวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวมือใหม่ที่ยังเที่ยวไม่เป็น และแม้ว่าโซเชียลมีเดียจะพัฒนาไปได้รวดเร็วแค่ไหน หากผู้จัดทำเพจยังคงนั่งเทียนเขียน ไม่ได้ออกไปพบเห็นด้วยตาตนเอง รวมทั้งภาพสวยงามต่างๆที่ปรากฏในเพจก็มีไม่น้อยที่ไปเอาของผู้อื่นมาใช้ ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวมือใหม่ยุคนี้เข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ สรุปว่าใครเป็นผู้ผิด ระหว่างโซเชียลฯ หรือนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้น

อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

                        หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รู้หรือไม่ว่าในปี พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา พื้นที่ใดมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวมากสุด น้อยสุด ที่ใดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุด และที่ใดทำรายได้เข้ากรมฯมากสุด

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561(ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2560 – เดือนกันยายน พ.ศ.2561) กรมอุทยานฯได้เผยแพร่ให้รับรู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,877,871 คน
  2. อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,597,434 คน
  3. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,489,876 คน
  4. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,252,923 คน
  5. อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 940,562 คน
  6. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 912,566 คน
  7. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 784,473 คน
  8. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 645,748 คน
  9. อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จ.จันทบุรี มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 613,388 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 428,531 คน

สถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวน้อยที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง จ.ระนอง มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 501 คน
  2. อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 675 คน
  3. อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,024 คน
  4. อุทยานแห่งชาติแม่โถ จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,062 คน
  5. อุทยานแห่งชาติขุนขาน จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,082 คน
  6. อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,635 คน
  7. อุทยานแห่งชาติสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,645 คน
  8. อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 1,866 คน
  9. อุทยานแห่งชาติขุนน่าน จ.น่าน มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 2,322 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง จ.สงขลา มีนักท่องเที่ยวรวมกันทั้งหมด 3,583 คน

กิ่วแม่ปาน อุทยานฯดอยอินทนนท์

                        หากนับเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวไทยที่เข้าไปท่องเที่ยวมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,408,103 คน
  2. อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 937,655 คน
  3. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 631,865 คน
  4. อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จ.จันทบุรี มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 595,777 คน
  5. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 500,304 คน
  6. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 436,994 คน
  7. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 319,589 คน
  8. อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.พิษณุโลก มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 286,768 คน
  9. อุทยานแห่งชาติตาดโตน จ.ชัยภูมิ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 271,302 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน จ.ลำปาง มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 231,294 คน

บ่งบอกว่านักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่เดินทางได้สะดวกสบาย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ

หากนับเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวไทยที่เข้าไปท่องเที่ยวน้อยสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง จ.ระนอง มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 440 คน
  2. อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 653 คน
  3. อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,022 คน
  4. อุทยานแห่งชาติแม่โถ จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,061 คน
  5. อุทยานแห่งชาติขุนขาน จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,070 คน
  6. อุทยานแห่งชาติสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,422 คน
  7. อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,608 คน
  8. อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,621 คน
  9. อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,855 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติขุนน่าน จ.น่าน มีนักท่องเที่ยวชาวไทย 2,297 คน

ซุ้มประตูหินบนเกาะไข่ อุทยานฯตะรุเตา

                        ทั้ง10แห่งนี้คงมีเพียงอุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง ที่ผู้เขียนยังไม่เคยไป เพราะเป็นอุทยานฯแห่งใหม่ที่อยู่ในระหว่างการเตรียมการประกาศเป็นอุทยานฯ นอกนั้นล้วนแต่เป็นสถานที่มีธรรมชาติงดงามแตกต่างกันไป แต่เหตุที่มีชาวไทยไปท่องเที่ยวกันน้อย เพราะยังไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารฯที่ดีพอ ดูช่างขัดแย้งกับยุคโซเชียลฯในวันนี้ ที่จริงแล้วแต่ละพื้นที่ก็สามารถสร้างเพจเว็บฯทางเฟสบุ๊คก็ได้ โดยชี้แจงข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจของพื้นที่ตน รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับหรือไม่ ในทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนต้องประชาสัมพันธ์ว่าสถานที่ใดในพื้นที่ของตนน่าสนใจมาก ควรเข้ามาแวะชม ปัจจุบันนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่มรู้จักมีกิจกรรมทางธรรมชาติในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการดูนกหรือชมพรรณไม้ ยิ่งหากพบนกที่หาพบค่อนข้างยากในพื้นที่ มีพืชถิ่นเดียวที่พบเฉพาะในเมืองไทยในพื้นที่ของตน หรือมีดอกไม้ป่าออกดอกบานสะพรั่งเป็นทุ่งอย่างสวยงาม ก็ประชาสัมพันธ์จัดงานเป็นเทศกาลฯของอุทยานฯ เช่น เทศกาลดูผีเสื้อของอุทยานฯปางสีดา เทศกาลดูนกของอุทยานฯแก่งกระจาน เทศกาลชมเสี้ยวป่าของอุทยานฯแจ้ซ้อน เป็นต้น วิธีการก็ไม่ยากเลย เพียงสรรหาเจ้าหน้าที่ฯสัก 2-3 คน เข้ามาคอยดูแลจัดการประชาสัมพันธ์ และตอบข้อซักถามหรือแนะนำแก่นักท่องเที่ยวที่โพสต์เข้ามา นอกจากนี้ก็ฝึกเจ้าหน้าที่ฯบางส่วนให้มีความชำนาญในการดูนกและพรรณไม้ป่า รับรองได้ว่าพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพียงปีละหลักร้อยหลักพันคน ก็จะเพิ่มขึ้นมากมาย สรุปได้ว่าปัญหานี้ขึ้นอยู่กับการจัดการของอุทยานแห่งชาตินั้นๆ

หากนับเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยวมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1,558,282 คน
  2. อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1,516,804 คน
  3. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 870,673 คน
  4. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 752,619 คน
  5. อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 252,242 คน
  6. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 208,754 คน
  7. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 203,403 คน
  8. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 157,608 คน
  9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จ.ตราด มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 147,852 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 124,397 คน

น้ำตกเอราวัณ อุทยานฯเอราวัณ

                        บ่งบอกว่าแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของเรามีชายหาดและโลกใต้ทะเลที่สวยงามจนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ส่วนพื้นที่ทางบกอย่างอุทยานฯเขาสกและอุทยานฯดอยอินทนนท์เป็นแหล่งดูนกมีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆของประเทศ สำหรับอุทยานฯเอราวัณมีน้ำตกที่สวยงาม เหมาะแก่การเล่นน้ำ ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักจะผนวกเข้าไปกับการท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสุสานสัมพันธมิตรดอนรัก สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายมรณะ และช่องเขาขาด..พิพิธภัณฑสถานแห่งความทรงจำ

หากนับเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยวน้อยสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติบางลาง จ.ยะลา มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 0 คน
  2. อุทยานแห่งชาติต้นสักใหญ่ จ.อุตรดิตถ์ มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 1 คน
  3. อุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต จ.ลำปาง มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2 คน
  4. อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป จ.นราธิวาส มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 3 คน
  5. อุทยานแห่งชาติภูผายล จ.สกลนคร มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 8 คน
  6. อุทยานแห่งชาติภูพาน จ.สกลนคร มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 10 คน
  7. อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว จ.มุกดาหาร มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 11 คน
  8. อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ จ.ขอนแก่น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 16 คน
  9. อุทยานแห่งชาติแม่ปืม จ.พะเยา มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 17 คน และ
  10. อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง จ.สุราษฎร์ธานี มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 22 คน

อุทยานฯห้วยน้ำดัง

                        เหตุที่อุทยานฯบางลางไม่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวสักคนเดียว น่าจะเป็นเพราะเขากลัวเหตุการณ์ไม่สงบทาง3จังหวัดภาคใต้ แต่ในรอบปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าไปท่องเที่ยวเป็นจำนวน 14,206 คน ส่วนพื้นที่อีก9แห่งน่าจะเป็นเพราะขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีพอของพื้นที่

ถ้าจะบอกว่าอุทยานแห่งชาติที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ทุกคนคงคิดว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวมากที่สุด 10 อันดับแรก ที่กล่าวไปเบื้องต้น ก็ใกล้เคียงนะ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการอื่นๆที่แตกต่างกันไป ซึ่งอุทยานแห่งชาติที่ทำรายได้สูงสุด 10 อันดับแรก ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 ได้แก่

  1. อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ทำรายได้ 639,044,130 บาท
  2. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ทำรายได้ 455,462,243.20 บาท
  3. อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา ทำรายได้ 446,725,075 บาท
  4. อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ทำรายได้ 172,281,920 บาท
  5. อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ทำรายได้ 107,458,646.28 บาท
  6. อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี ทำรายได้ 102,256,046.12 บาท
  7. อุทยานแห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี ทำรายได้ 80,294,725.04 บาท
  8. อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ทำรายได้ 80,092,327.59 บาท
  9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ ทำรายได้ 66,966,098.25 บาท และ
  10. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จงสุราษฎร์ธานี ทำรายได้ 36,373,375.85 บาท

แตงโม


เฉลยคำตอบฉบับที่170 ได้แก่ ข. แตงโม(Watermelon)  เป็นผลไม้ที่ทานเนื้อหรือน้ำจะช่วยทำให้คลายความเครียด หรือทานแล้วอารมณ์ดี ด้วยมีสาร“โพแทสเซียม”ที่จะช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิต ยิ่งทานก็ยิ่งอารมณ์ดี ยิ่งทานแบบเย็นๆด้วยแล้วยิ่งสุขสบายใจ แถมยังช่วยลดความอ้วน โดยไม่ต้องพึ่งหยูกยาหรืออุปกรณ์ใดๆ เพราะผลไม้ชนิดนี้มีแคลอรี่อยู่เพียง 96 แคลอรี่ เท่านั้น นอกนั้นอุดมไปด้วยน้ำ เมื่อทานแล้วจะรู้สึกอิ่มและไม่ต้องการทานอาหารอื่นอีก


ในแตงโมยังมีวิตามิน C จำนวนมาก อันเป็นสารที่จำเป็นต่องร่างกาย มีสาร“lycopene”ที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง ช่วยในการบำรุงหัวใจและป้องกันมะเร็ง     การดื่มน้ำแตงโมยังเป็นการเพิ่ม“เบต้าแคโรทีน” ช่วยในการสร้างวิตามิน A ป้องกันการติดเชื้อ

หลายคนคงไม่รู้มาก่อนว่าเนื้อส่วนที่เป็นสีขาวที่อยู่ระหว่างเนื้อสีแดงที่เราทานและสีเขียวของเปลือกนั้น แม้รสชาติจะไม่หวาน แต่หากทานเข้าไป สาร“Citrulline”ที่มีอยู่ในส่วนนี้เป็นจำนวนมาก จะช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น อาจกล่าวได้ว่าแตงโมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากมายมหาศาลจริงๆ

สับปะรด

มะละกอ

                   สับปะรด(Pineapple) และมะละกอ(Papaya) ผลไม้ทั้ง2ชนิดนี้มีวิตามิน C จำนวนมาก ช่วยทำให้การขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น แก้ปัญหาเรื่องท้องผูก ช่วยบำรุงหัวใจและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxydants)ชื่อว่า“เบต้าคริปโตแซนทิน” ช่วยบำรุงระบบเซลล์ในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ถูกทำลายได้ง่ายๆ รวมทั้งมีความสารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะมะละกอมีวิตามิน A สูง ช่วยบำรุงสายตา รวมทั้งมีแคลเซี่ยม ช่วยป้องกันโรคกระดูกผุ

ทุเรียน

                        และทุเรียน(Durian) แม้จะมีการศึกษาว่าทุเรียนมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด แต่ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูง จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือด สำหรับคนปกติเองก็ใช่ว่าจะกินทุเรียนได้แบบไม่จำกัดนะ ซึ่งทางกรมอนามัยเองก็มีการออกมาเตือนว่าการกินทุเรียน 4-6 เม็ด จะเทียบเท่าการดื่มน้ำอัดลม 2 กระป๋อง(พลังงานประมาณ 400 กิโลแคลอรี) และการกินทุเรียนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากการขาดน้ำได้ และแนะนำว่าไม่ควรกินเกิน 2 เม็ดกลาง หลังกินอาหารจานหลัก สำหรับคนธาตุไฟนั้น การกินทุเรียนทำให้เกิดโรคร้อนในและเจ็บคอได้ง่าย วิธีป้องกันคือ ดื่มน้ำผสมเกลือแกงครึ่งช้อนชา หรือดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อขับสารซัลเฟอร์และช่วยลดอาการร้อนในได้

ผู้โชคดีที่ตอบถูกและได้รับรางวัล คือ “ถุงกันน้ำ Dry Tube 5 ลิตร” รหัส 602-405 มูลค่า 450 บาท จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ TM0079 , TM1090 , TM1153 , TM1194 และคุณจักราวุฒิ เจริญชีพ

 

เป้สะพายหลัง รุ่น Navy


คำถามฉบับที่171 สถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดในต่อไปนี้? ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ


 

ก. น้ำตกถ้ำฝุ่น

 

ข. น้ำตกผาตาด

 

ค. ทะเลบัน

 

ง. น้ำตกสิริธาร

เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล ด้วยการถ่ายสำเนาหน้านี้/เขียนคำตอบลงในไปรษณียบัตร พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่อย่างละเอียดชัดเจน ส่งมาที่“สโมสรสื่อเดินทาง”ตามที่อยู่หน้า20 หรือส่งมาทางโทรสาร.0-2640-0020 หรือ e-mail : tmclub@e-travelmart.com หรือร่วมสนุกทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ(http://www.e-travelmart.com/quiz-game-of-camp/ )ก็เชิญตามสะดวก หมดเขตรับคำตอบภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

 

ก. น้ำตกถ้ำฝุ่นข. น้ำตกผาตาดค. ทะเลบันง. น้ำตกสิริธาร