ลองภูมิชาวแค้มป์

โดย…หนอนหนังสือ…

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน สื่อต่างๆโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่า“ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของโลกในการทิ้งขยะลงทะเล” ได้ยินแล้วไม่รู้จะร้องไห้หรือเสียใจดี ปัจจุบันทั่วโลกมี 193 ประเทศ แต่เราติดอันดับ 6 แต่หากมองโลกแง่ดีสักนิด เราก็ถูกจันอันดับลดลงมาจากปีที่แล้วติดอันดับ 5 ปีนี้ติดอันดับ 6 หรือเป็นเพราะว่ามีประเทศอื่นที่ผู้คนมักง่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าเรา 555 อย่าคิดมากครับ

ไม่ว่าจะติดอันดับ 5 หรือ 6 ก็ล้วนแต่ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีนัก โดยประเทศ 5 อันดับแรก ที่ทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากสุด ได้แก่ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และศรีลังกา

ประเทศไทยมีพื้นที่ทางทะเล 323,488 ตร.กม. จังหวัดที่มีชายฝั่งติดทะเล 23 จังหวัด และเกาะต่างๆอีก 900 เกาะ มีขยะเฉลี่ยรวมกว่า 10 ล้านตัน/ปี ขยะกว่าครึ่งถูกกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง และร้อยละ 10 ของขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง หรือขยะ1 ล้านตัน/ปี จะถูกพัดพาลงสู่ทะเล ยังไม่นับรวมขยะที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยวทางทะเล

ประเทศไทยมีประชากรน้อยกว่าอีกหลายๆประเทศทั่วโลก แต่กลับมีปริมาณขยะในทะเลมากกว่า 1 ล้านตัน ปัญหาขยะในทะเลไม่เพียงแต่บดบังทัศนียภาพน่านน้ำไทยเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายให้กับชีวิตใต้ท้องทะเล เพราะขยะในทะเลไม่สามารถย่อยสลายในลักษณะเดียวกับขยะบนบก อีกทั้งยังลอยน้ำไปได้ไกลถึงทะเลของประเทศอื่นๆ รวมถึงคร่าชีวิตสัตว์ทะเลหายาก โดยเฉพาะลูกโลมาและเต่าทะเลไทยที่เสียชีวิตจากพลาสติกไปปีละกว่า 100 ตัว

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยผลการศึกษาขยะทะเล โดยจำแนกปริมาณขยะในท้องทะเลเป็นรายประเภท พบว่า 10 อันดับแรก ได้แก่ (1)ถุงพลาสติก (2)หลอดจากเครื่องดื่ม (3)ฝาจุก (4)ภาชนะบรรจุอาหาร (5)เชือก (6)บุหรี่/ก้นกรองบุหรี่ (7)กระป๋อง (8)กระดาษ (9)โฟม และ (10)ขวดแก้ว

นักวิชาการบางท่านก็บอกว่าขยะในทะเลนั้นต้องอาศัยความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาเซียน ลำพังประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ตราบใดที่ทะเลเชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน

ผู้เขียนเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่นั่นน่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงวิถีชีวิตคนไทยยังมักง่ายเห็นแก่ตัวอยู่ค่อนข้างมาก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่ปีนั้น ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง ไม่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้ ก็เพราะขยะในแม่น้ำลำคลอง

เต่าทะเลกินถุงพลาสติก ด้วยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแมงกะพรุน ซึ่งเป็นอาหารของมัน

ความมักง่ายของคนไทยนั้นเริ่มตั้งแต่ครัวเรือน มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่แต่ละครัวเรือนช่วยกันแยกขยะตามที่ทางการฯขอร้อง ร้านอาหาร/ร้านค้าทั้งริมถนนหรือในตึกแถวทิ้งน้ำมันพืชที่ใช้แล้วที่ใด ทิ้งในท่อระบายน้ำริมถนนหรือไม่? โรงงานทุกแห่งมีการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลองใช่ไหม?

แม้ว่าปลายปีที่แล้ว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอวิธีการลดปัญหาขยะในเวทีประชุมการลดปริมาณขยะทะเลในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยจะขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจสถานประกอบการ และร้านค้า ขอให้เปลี่ยนภาชนะบรรจุอาหารหรือสินค้า เบื้องต้นนำร่องไปแล้วในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขณะที่ในแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานฯตะรุเตา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ได้รับความนิยม มีกลุ่มจิตอาสา“โครงการรักษ์เลป่าสตูล”ร่วมมือร่วมใจกันช่วยกันเก็บขยะขึ้นมาจากทะเลและชายหาด ขยะส่วนใหญ่ที่เก็บได้ เป็นขวดพลาสติก โฟม และเชือกอวนที่ติดอยู่กับแนวปะการัง ปริมาณรวมกันทั้งหมด 2.5 ตัน แบ่งเป็นขยะใต้ท้องทะเลเกือบ 1 ตัน

ในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้แทนจากประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ให้สัญญาในที่ประชุมสหประชาชาติว่าจะร่วมมือกันแก้ไขพฤติกรรมการทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

(แต่คำสัญญาไม่ได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ ทำให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิจารณ์ว่ามาตรการที่เสนอนั้นไม่มีกรอบเวลาการปฏิบัติที่เร่งด่วนพอที่จะให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว)

นายเอริค โซลไฮม์ ผู้อำนวยการด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ กล่าวว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในระดับสากล เพื่อแก้ปัญหามลพิษในมหาสมุทร ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ายินดีที่หลายประเทศหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรอย่างจริงจัง แน่นอนว่าหนทางยังอีกยาวไกล เพราะนี่เป็นปัญหาใหญ่มาก

สหประชาชาติประเมินว่าแต่ละปีมีพลาสติกประมาณ 5-13 ล้านตัน ถูกพัดออกสู่มหาสมุทร และมีเศษพลาสติกจำนวนมากที่ปะปนเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของนกและสัตว์น้ำ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเล

จากผลสำรวจชี้ว่าพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรส่วนมากมีที่มาห่างไกลทะเล โดยเฉพาะจากประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาไปรวดเร็วกว่าความสามารถด้านการบริหารจัดการขยะ

ศูนย์วิจัยเฮล์มโฮลท์ ในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี คาดการณ์ว่าประมาณร้อยละ 75 ของมลพิษในมหาสมุทร มีต้นกำเนิดมาจากบนบกและมีที่มาจากแม่น้ำเพียง 10 สาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย และการลดพลาสติกจากแม่น้ำเหล่านี้ลงร้อยละ 50 จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ไหลลงสู่มหาสมุทรได้ถึงร้อยละ 37

ตัวแทนของรัฐบาลไทยได้นำเสนอต่อที่ประชุมฯในครั้งนี้ ระบุว่าขยะพลาสติกที่พบในทะเลส่วนมากมีที่มาจากบนบก โดยเกิดจากการบริหารจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการกำจัดขยะพลาสติกยังทำได้ไม่ดีพอ โดยมีตัวเลขคาดการณ์เมื่อปี พ.ศ.2560 ระบุว่าประเทศไทยปล่อยขยะถึง 2.83 ล้านตัน ลงสู่ทะเล ในจำนวนนี้ร้อยละ 12 เป็นพลาสติก

ตัวแทนของไทยยังได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าทางรัฐบาลไทยได้ริเริ่มแผน 20 ปี เพื่อจัดการกับปัญหาขยะแล้ว รวมถึงการสร้างแรงจูงใจทางการเงินเพื่อลดจำนวนพลาสติกในทะเล รวมถึงส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนพลาสติก นอกจากนี้ยังมีการจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการห้ามใช้ขยะพลาสติก โดยให้ใช้วัสดุอื่นทดแทน ซึ่งมีเป้าหมายระยะยาวลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 0.06-0.16 ล้านตัน/ปี หรือคิดเป็น 1.5 ชิ้น/คน/วัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากอันดับที่ 6 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด

ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดการปัญหาขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะต่างๆ

ขยะนอกจากสร้างภาวะมลพิษแล้ว ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือน

ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ พีทีที โกลบอล เคมิคอล และมูลนิธิอีโคอัลฟ์ ประเทศสเปน จัดตั้งโครงการ“UPCYCLING THE OCEANS, THAILAND” ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการดำเนินโครงการนี้ เพื่อลดปริมาณขยะในทะเลและลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ด้วยการรณรงค์ให้ช่วยกันเก็บขยะขวดพลาสติกใส หรือขวด PET และขยะจากพลาสติกโพลิเอทิลินในทะเล ตลอดจนพื้นที่ชายฝั่ง มาแปรรูปในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ด้วยนวัตกรรมการผลิตเป็นใยสังเคราะห์ และออกแบบเป็นเสื้อผ้า/สินค้าแฟชั่นที่มีมูลค่า โดยมีพื้นที่เป้าหมาย คือ เกาะเสม็ด เกาะเต่า และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะเป็นการลดปริมาณขยะ และสามารถฟื้นฟูทะเลไทยได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็กำลังพิจารณาว่าจะจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพื่อลดปริมาณขยะย่อยสลายยากเหล่านี้ เพราะปัญหาเหล่านี้คงไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดเพียงองค์กรเดียวที่จะฟื้นฟูให้ทะเลไทยหลุดพ้นจากประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุด เพราะปัญหาขยะไม่ได้เกิดจากใครคนเดียว ต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ซึ่งหากสถานการณ์ยังเลวร้ายลงเรื่อยๆ อีกไม่นานทะเลไทยคงถึงจุดจบเป็นแน่

มาคอยดูกันว่าเราชาวไทยจะร่วมมือร่วมใจช่วยกันลดการทิ้งขยะลงสู่ทะเลได้หรือไม่ โดยเริ่มจากตัวเราเองและคนในครอบครัวก่อน แล้วค่อยบอกเพื่อนฝูงญาติมิตร

เฉลยคำตอบฉบับที่168 ได้แก่ ข. จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีจำนวนวัดมากที่สุดในเมืองไทย โดยมี 1,443 วัด

ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ มี 1,094 วัด , จังหวัดนครศรีธรรมราช มี  619 วัด และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มี 504 วัด

ผู้โชคดีที่ตอบถูกและได้รับรางวัล คือ “เป้สะพายหลัง รุ่น Navy” รหัส 601-362 มูลค่า 950 บาท จำนวน 5 ท่าน ได้แก่ TM1192 , TM 1247 , TM1254 , คุณนิวัตร เลิศสว่าง และคุณสายชล ทรัพย์เจริญรุ่งเรือง

เป้สะพายหลัง รุ่น Navy


คำถามฉบับที่169 พืชสวนครัวชนิดใดที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นราชินีแห่งสมุนไพร”(The Queen of Herb) หรือจะเรียกว่าเป็น“ยาอายุวัฒนะ”ก็ว่าได้


 

ก. ข่า

 

ข. ตะไคร้

 

ค. โหระพา

 

ง. กะเพรา

 

เชิญร่วมสนุกลุ้นรับโชค 5 รางวัล ด้วยการถ่ายสำเนาหน้านี้/เขียนคำตอบลงในไปรษณียบัตร พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่อย่างละเอียดชัดเจน ส่งมาที่“สโมสรสื่อเดินทาง”ตามที่อยู่หน้า20 หรือส่งมาทางโทรสาร.0-2640-0020 หรือ e-mail : tmclub@e-travelmart.com หรือร่วมสนุกทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ(http://www.e-travelmart.com/quiz-game-of-camp/ )ก็เชิญตามสะดวก หมดเขตรับคำตอบภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561

 

ก. ข่าข. ตะไคร้ค. โหระพาง. กะเพรา