|
|
|
เตรียมตัวท่องไพร |
|
การท่องป่าเขาลำเนาไพรในแต่ละฤดูกาลย่อมพานพบสิ่งต่างๆแตกต่างกันไป
และการท่องป่าในแต่ละภูมิภาคซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศแตกต่างกันก็ย่อมมีความยากง่ายแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง
"กิ่วแม่ปาน
จ.เชียงใหม่"
|
1.
ท่องป่าหน้าหนาว
ปลายเดือนตุลาคม..ฝนจะเริ่มทิ้งช่วงจนกระทั่งขาดเม็ดฝนสนิท
ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มอุ้มฝนมานานหลายเดือนก็เริ่มกระจ่างใสเป็นสีฟ้าเข้ม
แม้จะมีเมฆมาแต่งแต้มอยู่บ้าง ก็เป็นเมฆขนนกที่อยู่สูงลิ่ว
ผืนป่าที่ชุ่มชื้นด้วยสายฝนเริ่มเหือดแห้ง พร้อมๆกับลมหนาวจากทิศเหนือเริ่มแผ่ไอเย็นเข้ามาปกคลุม
สัตว์ป่าน้อยใหญ่แทบทุกชนิดเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์
และในยามรุ่งเช้ามักจะก่อเกิดทะเลหมอกหรือสายหมอกขาวโพลนดั่งปุยนุ่นลอยตัวจับเกาะติดกันอยู่หนาแน่นตามหุบเขาและราวป่า
นอกจากนี้ป่าหน้าหนาวยังเต็มไปด้วยความหลากหลายสีสันสวยสดงดงามของพรรณไม้ที่กำลังเริ่มผลิดอกออกชูช่อสวยงาม
บ้างก็ออกดอกเป็นทุ่งตระการตา
หน้าหนาวจึงเปรียบเสมือนเป็นฤดูอันสดใสของผู้รักธรรมชาติ
เพราะการเดินป่าสะดวกสบายกว่าหน้าฝน ตัวทากและแมลงก็มีไม่ชุกชุม
อากาศที่เย็นสบายทำให้ไม่เหนียวตัว น้ำตามลำห้วยลำธารก็มีเหลือเฟือและใสแจ๋วปราศจากโคลนตมหรือน้ำขุ่นเหมือนในหน้าฝน
จะหุงหาอาหาร ดื่ม และอาบน้ำก็สะดวกสบาย การกินอยู่หลับนอนและหุงหาอาหารก็ไม่ต้องกังวลกับสายฝนที่อาจโปรยปรายหรือซัดกระหน่ำจนเปียกโชกและไม่สบายได้
อาหารสดที่เตรียมไปก็ไม่บูดเสียง่าย และถึงแม้ว่าเราจะไม่มีเต็นท์หรือเปลสนามติดตัวมาตั้งแค้มป์
ก็อาจใช้เพียงผ้าสักผืนมาปูพื้นนอนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ใบหนาทึบเพื่อป้องกันน้ำค้างที่โปรยลงมาตอนดึกโดยเฉพาะหัวรุ่งก็เพียงพอแล้ว
|
|
ปัญหาเพียงอย่างเดียวของการท่องป่าหน้านี้ก็คือความหนาวเย็นของอากาศ
ยิ่งเป็นขุนเขาสูงมากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มความหนาวเหน็บมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
โดยเฉพาะตามขุนเขาสูงทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนจะมีความหนาวเย็นยะเยือกต่ำกว่า
5 องศาเซลเซียส และบางปีก็ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งหรือ
0 องศาเซลเซียส จนทำให้น้ำค้างที่พรมอยู่ตามพื้นและยอดหญ้าในตอนรุ่งเช้ากลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆขาวโพลนเต็มไปหมดเรียกว่าเหมยขาบ(ภาษาคำเมือง)หรือแม่คะนิ้ง(ภาษา
จ.เลย) ซึ่งเป็นอากาศหนาวที่คนไทยไม่คุ้นเคยสักเท่าไรนัก
และหากบริเวณแค้มป์เป็นที่โล่งแจ้งที่มีลมพัดโกรกอยู่ตลอดเวลาก็จะยิ่งรู้สึกหนาวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ทำให้นักท่องเที่ยวที่เตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาไม่พร้อมจำต้องลุกจากที่นอนมาหาไออุ่นอยู่ข้างๆกองไฟ
และมีเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องนั่งหลับนกหรือสัปหงกอยู่ข้างๆกองไฟตลอดทั้งคืนยันเช้า
|
"เหมยขาบ
หรือแม่คะนิ้ง"
|
"เส้นทางเดินสายเด่นหญ้าขัด-เมืองคอง
จ.เชียงใหม่"
|
2.
ท่องป่าหน้าร้อน
กาลเวลาคืบคลานผ่านไปจวบจนเข้าสู่ช่วงปลายหนาวต้นร้อนราวเดือนมกราคม
ผืนป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังจะเริ่มเปลี่ยนสีผลัดใบเพื่อลดการคายน้ำเมื่ออากาศร้อนจัด
ช่วงเวลาก่อนที่ใบไม้จะผลัดใบร่วงหล่นนี้ มันจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวไปเป็นสีต่างๆที่เด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไม้ชนิดนั้น
เช่น ต้นไผ่จะเปลี่ยนสีลำไผ่และใบไผ่เป็นสีเหลืองทองสลับกัน
บ้างก็ออกดอกออกขุยดูเหลืองอร่ามไปทั่วทั้งป่า ใบต้นมะกอกป่าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใส..ซึ่งในยามเช้าเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะมีสีเหลืองแบบผิวมะนาวดูเด่นสะดุดตาสวยงามยิ่ง
ใบต้นเต็งจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใบต้นรังเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนสีแดงเข้ม
ใบต้นปอแดงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีน้ำตาล ใบต้นตะคร้อเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีส้มแสด
ใบกระโดนเปลี่ยนเป็นสีเลือดหมู เป็นต้น ดูแล้วอาจจะไม่มีความหมายสำหรับเราสักเท่าใดต่อการเปลี่ยนสีของใบไม้
แต่หากเราได้มองภาพมุมกว้างของผืนป่าดังกล่าวจากยอดดอยสูงลงมาก็จะเห็นภาพ
|
ป่าเปลี่ยนสีที่งดงามดั่งคำกล่าวว่า
ป่างามเมื่องามยามแล้งก็ดูจะไม่ผิดนัก ต่อมาใบไม้เหล่านั้นก็จะเริ่มปลิดปลิวหลุดจากขั้วลงมาปกคลุมตามพื้นป่าดูราวกับเป็นถนนใบไม้
ส่วนต้นไม้ดังกล่าวก็จะมองเห็นแต่ทรวดทรงลำต้นอันว่างเปล่าและกิ่งก้านหงิกๆงอๆมาประชันแข่งกันดูแปลกตาน่าอัศจรรย์
ในที่สุดต้นไม้บางต้นก็จะเริ่มออกดอกสีสันสดใสเพื่อล่อแมลงและนกให้มาช่วยผสมเกสรดอกไม้
เช่น ต้นเสี้ยวป่าออกดอกสีขาวหรือสีชมพู ต้นงิ้วและทองหลางป่าออกดอกสีแดง
ต้นเสลา ต้นตะแบก และต้นอินทนิลออกดอกสีม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ตามคาคบไม้ที่มีกล้วยไม้อิงอาศัยอยู่ก็จะผลิดอกสีเหลือง
สีขาว สีชมพู สีม่วง และบ้างสีส้ม
|
การท่องป่าหน้าร้อนอาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนหน้าหนาว
แต่ก็มีความสวยงามอันเป็นลักษณะเฉพาะของป่าฤดูนี้ที่ไม่มีฤดูใดเหมือน
ไม่ว่าจะเป็นป่าเปลี่ยนสี หรือกล้วยไม้ป่านานาชนิด
ปัญหาของการท่องป่าในหน้านี้มีมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ร้อนอบอ้าวและรู้สึกเหนียวตัว
ป่าไม้อยู่ในช่วงทิ้งใบทำให้ไม่มีความร่มเย็นแก่ผู้ที่ต้องการพักพิง
เหนื่อยง่ายและหิวกระหายน้ำบ่อย ซึ่งน้ำในลำห้วยลำธารบางสายจะแห้งขอด
บ้างคงไหลรินเพียงน้อยนิด และอาจจะเกิดความสกปรกหรือเป็นแหล่งเชื้อโรคจากซากใบไม้ที่ร่วงหล่นและเน่าเปื่อย
เหล่าสัตว์ป่าและหมู่สกุณาจะพากันอพยพเข้าสู่ป่าทึบที่มีความชุ่มชื้นและมีแหล่งอาหารแหล่งน้ำที่พอจะอาศัยหากินได้
แมลงชุกชุม อาหารสดที่เตรียมไปกินในป่าจะบูดเสียได้ง่าย
และท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยหมอกแดด นอกจากนี้ยังต้องคอยระมัดระวังภยันตรายจากไฟป่าตามธรรมชาติหรือไฟป่าจากมนุษย์ที่เป็นผู้ก่อขึ้น
ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในช่วงฤดูนี้
|
"ไฟป่า"
|
"ยอดเขาคินาบาลู
ปท.มาเลเซีย"
|
3.
ท่องป่าหน้าฝน
กเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปฝนจะเริ่มตกปรอยๆ
จวบจนกลางเดือนกรกฎาคมฝนก็จะเริ่มตกชุกและมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไปจนถึงปลายเดือนตุลาคมนั่นแหละฝนจึงจะซาและหยุดสนิท
หากดินฟ้าลมฝนไม่เพี้ยนไปเสียก่อน ฝนหรือหยดน้ำจากฟ้าทำให้ป่าเขียวชอุ่มชุ่มชื้นหรือตื่นจากการหลับใหล
เพราะฤดูนี้ป่าจะสว่างไสวไปด้วยสีสันของมวลชีวิต
ไม้น้อยใหญ่ต่างผลิใบอ่อน ต้นหญ้าแตกยอดระบัดใบ
สิ่งมีชีวิตนับล้านๆชีวิตเริ่มก่อกำเนิดจากใต้ผืนดิน
และสรรพสัตว์ต่างเริงร่าดีใจเมื่อฝนมาเยือน หลายคนชอบท่องป่าหน้าฝนโดยให้เหตุผลนอกเหนือจากที่กล่าวมาว่าป่าหน้าฝนมีความพิสุทธิ์และบ่งบอกลักษณะแห่งป่าอย่างแท้จริง
เวลาเดินทางก็เย็นสบายสดชื่นจากสายฝนผสมผสานกลิ่นดินและกลิ่นหมอกไอฝน
เวลาเดินป่าไม่เหนื่อยง่ายเหมือนหน้าหนาวหน้าร้อน
แถมอาหารการกินในป่าก็อุดมสมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้
เห็ด หรือผักป่า ทำให้ไม่ต้องจำเจกับอาหารกระป๋องหรือบะหมี่สำเร็จรูป
ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเบื่อชะมัดยาด เพียงแค่กล่าวถึงก็รู้สึกเลี่ยนคอเสียแล้ว
นอกจากนี้ยังจะดาษดื่นไปด้วยพรรณไม้หลากชนิดที่ชูช่อออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วผืนป่าราวกับสวรรค์บนดิน
นักเดินป่าที่นิยมชมชอบท่องป่าหน้านี้มักกล่าวว่าป่าหน้าฝนเป็นเสมือนสวรรค์ของนักนิยมไพร
|
|
แต่ก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบเดินป่าหน้าฝน
เพราะเห็นว่าเป็นการเดินทางที่เปียกแฉะอยู่ตลอดเวลา
ทำให้ป่วยเป็นไข้ได้ง่ายๆ ที่แน่ๆก็คือไข้หวัด แถมทางเดินก็ค่อนข้างลื่นจนอาจได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บได้
การตั้งแค้มป์และการก่อกองไฟหุงหาทำอาหารก็แสนลำบากยุ่งเหยิง
อีกทั้งยังมีภยันตรายจากป่าหน้าฝนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำป่าที่ไหลหลากอย่างรวดเร็ว
สัตว์ป่าจะเพ่นพ่านมากกว่าปกติ เนื่องจากแหล่งน้ำแหล่งอาหารมีอยู่แทบทั่วทุกอณูของผืนป่า
โดยเฉพาะตามป่าดิบชื้นๆจะมีทาก..สัตว์ตระกูลเดียวกับปลิงที่หลายคนมักกลัวหรือเกลียดขยะแขยงกำลังชูหัวสลอนไปมาเป็นวงกลมราวกับเรดาร์เพื่อรอคอยดูดเลือดจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เดินผ่านมา
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักกล่าวถึงป่าหน้าฝนว่าเป็นการเดินป่าที่อันตรายที่สุด
บ้างก็ให้สมญานามอย่างน่ากลัวว่าขุมนรกแห่งการเดินทาง
|
"ภูกระดึง
จ.เลย"
|
จากประสบการณ์ชีวิตของข้าพเจ้าซึ่งพิสมัยการเดินป่าเป็นชีวิตจิตใจนั้น
ยอมรับว่าการเดินป่าในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าร้อน ไม่ลำบากเท่ากับการเดินป่าในช่วงหน้าฝน
แต่ไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวเป็นสิ่งสำคัญ
ซึ่งการเดินป่าหน้าฝนจำต้องเตรียมตัวมากขึ้นเป็นพิเศษกว่าฤดูกาลใด
สำหรับผู้ที่เพิ่งริเริ่มเข้าป่าหรือเป็นนักเดินป่ามือใหม่ควรที่จะเดินป่าครั้งแรกในหน้าหนาว
เพราะการเดินป่าหน้าร้อนหรือหน้าฝนอาจสร้างความลำบากใจให้แก่ผู้นั้นจนมีความรู้สึกเกลียดป่าฝังใจไปเลยก็ได้
และนักเดินป่าทุกคนควรที่จะเรียนรู้จักการเอาตัวรอดหรือที่เรียกว่า
เทคนิคการยังชีพในป่า อาทิเช่น การเลือกทำเลที่ตั้งแค้มป์และการตั้งแค้มป์
การเลือกเส้นทางเดินและดูทิศทางเป็น การรู้จักสังเกตรอยเท้าและมูลสัตว์
การรู้จักหาอาหารป่า ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษ รวมทั้งการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
เป็นต้น
4. การเตรียมตัวก่อนการเดินทาง
สิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมตัวก่อนการเดินทางท่องเที่ยวที่จะต้องกระทำทุกครั้งเสมอไป
ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบแค้มปิ้ง หรือเที่ยวแบบสบายๆ
มีอยู่ 3 ประการ คือ การหาข้อมูล การวางแผน และการเตรียมตัวเดินทาง
"แผนที่เดินทางสู่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน
จ.เชียงใหม่"
1. การหาข้อมูล
ก่อนเดินทางต้องเลือกจุดหมายปลายทางหรือสถานที่ที่เราจะไปแค้มปิ้งให้ได้เสียก่อน
รวมทั้งต้องดูด้วยว่าสถานที่ดังกล่าวเหมาะสมกับฤดูกาลในการไปท่องเที่ยวยังสถานที่นั้นๆหรือไม่
ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก
2. การวางแผน
เมื่อได้กำหนดสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว โดยเฉพาะหากเป็นสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน
ก็ต้องวางแผนกันว่าจะเดินทางไปกันอย่างไร ค้างคืนกี่คืนและแต่ละคืนนอนที่ไหน
รวมทั้งกินอยู่อย่างไร หากเป็นสถานที่แค้มปิ้งก็ต้องวางแผนเพิ่มเติมเป็นพิเศษ
อาทิเช่น ต้องติดต่อและทำการขออนุญาตล่วงหน้าก่อนหรือไม่
ลูกหาบแบกสัมภาระมีหรือไม่ และใครจะเป็นผู้นำทาง เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้คงต้องอาศัยข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากแหล่งต่างๆ
ถ้าเป็นไปได้ควรสอบถามจากผู้ที่เคยไปมาก่อน เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็ต้องวางโปรแกรมการเดินทางว่าจะท่องเที่ยวกันอย่างไร
และช่วยพิจารณาทบทวนกันอีกครั้งว่าเหมาะสมหรือไม่ และมีสิ่งใดที่ยังขาดตกบกพร่อง
อนึ่งก่อนการเดินทางควรติดต่อสิ่งต่างๆล่วงหน้าให้เรียบร้อยอย่างน้อย
7-10 วัน แต่หากเป็นช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่มีระยะยาวก็ควรติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเดือนๆ
"ดอยเสมอดาว
จ.น่าน"
|
3.
การเตรียมตัวเดินทาง หมายถึง การตระเตรียมสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต้องใช้
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานที่ใด สภาพของการเดินทางเป็นเช่นไร
มีลูกหาบแบกสัมภาระหรือไม่ และอยู่ในช่วงฤดูกาลใด
นอกจากนี้การเตรียมใจและร่างกายให้พร้อมก็นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้
เพื่อที่จะได้ผจญภัยกับสิ่งต่างๆอย่างไม่ย่อท้อ
|
5. หลักการเตรียมอุปกรณ์เดินป่า
หลักการนั้นมีง่ายๆอยู่เพียง
3 ประการ คือ เบา คล่องตัว และมีประโยชน์ ซึ่งอุปกรณ์ทุกชิ้นจะต้องพิจารณาหลักการทั้ง
3 ประการนี้เป็นสิ่งสำคัญ เหล่านี้ว่ากันแบบนักเดินป่ามืออาชีพที่เดินป่ากันเป็นวันๆ
และนอนค้างอ้างแรมในป่า ซึ่งจะมีลูกหาบช่วยแบกให้หรือแบกเองก็ตาม
ไม่ใช่แบกขึ้นรถไปแล้วขับไปจอดยังจุดตั้งแค้มป์ แบบนั้นจะเอาไปยังไงก็ได้
แล้วแต่กำลังของรถและพื้นที่ในรถ แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเห็นว่าการเตรียมตัวแบบมืออาชีพน่าจะดีกว่า
เพราะไม่มีสัมภาระมากมายให้ต้องกังวล หรืออาจกล่าวได้ว่าต้องใช้ทุกชิ้นให้เป็นประโยชน์ได้เต็มที่ว่างั้นเถอะ
|
6.
อุปกรณ์เดินป่า
แบ่งออกได้เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน
และอุปกรณ์ที่เป็นของใช้ส่วนตัว จึงควรมีการทำรายการสิ่งของที่จำเป็นต้องนำไปใช้
แต่หากคิดว่ามีมากเกินไปและหนักเกินกว่าที่ตนเองจะแบกได้(กรณีเป็นการเดินป่าที่ไม่มีลูกหาบหรือเพื่อนช่วยแบก)
ก็ให้ตัดรายการที่คิดว่ามีความจำเป็นน้อยที่สุดออกไป
ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญๆสำหรับการท่องป่า ได้แก่
|
"แม่ตะมาน
จ.เชียงใหม่"
|
1. เต็นท์/เปลสนาม/ฟลายชีท
เต็นท์เปรียบเสมือนเป็นบ้านชั่วคราวในระหว่างการเดินทางรอนแรมกลางป่าเขาลำเนาไพร
โดยมีหลักอยู่ว่าเต็นท์ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
หากเที่ยวป่าแบบนั่งรถไปถึงจุดตั้งแค้มป์หรือมีลูกหาบช่วยแบกขึ้นเขาก็สามารถนำเต็นท์ขนาดใหญ่แค่ไหนไปด้วยก็ได้
ส่วนการเดินย่ำต๊อกเข้าไปตั้งแค้มป์ในป่าที่ไม่มีลูกหาบ
ควรที่จะใช้เต็นท์ขนาด 2 คน หรือ 2-3 คน เพราะมีขนาดไม่ใหญ่โต
น้ำหนักพอเหมาะ ใช้พื้นที่กางเต็นท์เพียงเล็กน้อย และกางง่ายเก็บง่ายกว่าเต็นท์ขนาดใหญ่
สำหรับเปลสนาม
มีขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก และใช้ง่ายเก็บง่าย
เหมาะสำหรับการเดินป่าที่ต้องการความคล่องตัวสูง หรือสภาพพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวนั้นไม่เหมาะต่อการกางเต็นท์
หรือเป็นคนชอบนอนคนเดียวไม่ปะปนกับผู้อื่น แต่ข้อเสียของการใช้เปลสนามก็คือ
หากผูกเปลไม่ตึงและไม่เคยนอนเปลมาก่อนจะรู้สึกปวดเมื่อยแผ่นหลังและอาจนอนตกเปลได้ง่าย
นอกจากนี้ในช่วงหน้าหนาวและหน้าฝนก็จะรู้สึกหนาวเย็นบริเวณแผ่นหลังเป็นพิเศษ
เพราะมีลมหนาวและอากาศเย็นชื้นพัดผ่านปะทะแผ่นหลังอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงหน้าฝนนอกจากจะมีฟลายชีท(หรือผ้าคลุมเต็นท์)เพื่อใช้คลุมเต็นท์/เปลสนามแล้ว
ควรมีฟลายชีทขนาดใหญ่อีกสักผืนใช้ทำเป็นเพิงเสมือนโรงอาหาร
เพื่อประกอบหุงหาอาหารและเป็นสถานที่ทานอาหาร
|
|
2.
ถุงนอน หากเต็นท์เปรียบเสมือนบ้าน ถุงนอนก็เปรียบเสมือนเป็นผ้าห่ม
แต่มีขนาดเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา และสะดวกในการพกพา
ซึ่งภายในถุงนอนจะบรรจุใยสังเคราะห์พิเศษที่เป็นฉนวนเก็บความร้อน
จึงช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ถุงนอนแต่ละรุ่นก็จะมีการบรรจุปริมาตรของใยสังเคราะห์ไม่เท่ากัน
เพื่อความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่มีอากาศแตกต่างกัน
|
|
3.
เป้สะพายหลัง ควรเลือกเป้ที่มีโครงใน ซึ่งจะช่วยกระจายน้ำหนักไปทั่วแผ่นหลัง
ไม่รู้สึกหนักกดทับบริเวณก้นกบเหมือนเป้ฯที่ไม่มีโครงฯ
แผ่นหลังของเป้ฯหนานุ่มป้องกันการกระแทก สำหรับขนาดของเป้ฯนั้นขึ้นอยู่กับสรีระร่างกายของผู้ใช้แต่ละคน
ความกว้างของเป้ฯควรพอดีหรือเกินขนาดลำตัวของผู้ใช้เพียงเล็กน้อย
เพราะขณะที่เราเดินผ่านสิ่งกีดขวาง เราย่อมนึกถึงขนาดตัวของเราเอง
ไม่ได้นึกเผื่อถึงขนาดเป้ฯ ซึ่งบ่อยครั้งที่นักเดินทางได้รับอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน
ความสูงของเป้ฯเมื่อลองสวมสะพาย ควรมีความสูงไม่เกินต้นคอของผู้ใช้
เพื่อเวลาเงยมองสิ่งใดจะได้สะดวก ไม่ติดขัดหัวเป้ฯ
|
"ดอยม่อนจอง
จ.เชียงใหม่"
|
4. เสื้อผ้า
บางคนอาจจะนำไปใส่วันละชุด แต่ถ้าเป็นนักเดินป่ามืออาชีพจะนำไปเพียงน้อยชุด
เพื่อต้องการให้มีน้ำหนักเบาและมีความคล่องตัวสูง เราสามารถแบ่งเสื้อผ้าออกได้เป็น2ประเภท
ได้แก่ ชุดเดินป่า และชุดนอน ทั้งนี้ไม่รวมถึงชุดใส่ไปและใส่กลับ
ซึ่งเราสามารถฝากเอาไว้ที่หน่วยงานดูแลพื้นที่นั้นๆหรือพาหนะรถยนต์ที่จอดรอรับก็ได้
"สู่น้ำตกปิตุ๊โกร
จ.ตาก"
|
(1)
ชุดเดิน ควรเป็นชุดรัดกุมที่ปกปิดทุกส่วนของร่างกายเพื่อป้องกันอันตรายจากแมลงและพืชมีพิษ
ได้แก่ เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่สวมใส่ได้พอดี
ไม่คับไม่หลวม และมีเนื้อผ้าไม่หนาไม่บางจนเกินไป
ขอแนะนำไม่ควรสวมใส่ชุดยีนส์ เพราะเป็นเนื้อผ้าแข็งและหนัก
ยิ่งหากเป็นช่วงหน้าฝนก็ยิ่งมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
อนึ่งในกรณีหน้าฝนควรที่จะสวมกางเกงขาสั้นไว้ข้างในอีกชั้นหนึ่งขณะเดินป่า
เพื่อป้องกันการเสียดสีของเนื้อผ้าโดยเฉพาะตะเข็บกางเกงกับเนื้ออ่อนๆตรงโคนขา
ซึ่งมักจะถูกเสียดสีจนเนื้อถลอกเป็นแผลอักเสบ ทำให้เวลาเดินรู้สึกเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก
นอกจากนี้ควรมีชุดกันฝนติดตัวไปด้วย แต่ต้องเป็นชุดที่ไม่รุ่มร่าม
หากเป็นชุดกันฝนที่แยกเสื้อและกางเกงออกจากกันได้ยิ่งดี
|
เมื่อหมดภาระการเดินป่าในแต่ละวันควรถอดชุดเดินป่าแขวนผึ่งลมผึ่งแดดไว้
แล้วสวมชุดนอนแทน พอรุ่งเช้าก็สวมใส่ชุดเดินป่าชุดเดิม แต่ควรทำความสะอาดเสียบ้างด้วยการอังไฟไล่ความอับชื้น
หรืออาจจะสวมใส่เสื้อตัวใหม่ แต่กางเกงยังตัวเดิมก็ได้
|
(2)
ชุดนอน ควรสวมเสื้อยืดแขนยาวและกางเกงขายาว
เพราะสภาพอากาศยามค่ำคืนในป่าของทุกฤดูกาล ย่อมมีอากาศหนาวเย็นอยู่เสมอ
สำหรับกางเกงนั้นเป็นไปได้ควรเป็นกางเกงวอร์มได้ก็ยิ่งดี
เนื่องจากตะเข็บกางเกงไม่แข็ง เวลานอนจึงหลับสบาย
ที่กล่าวมาทั้งชุดเดินป่าและชุดนอนล้วนแต่เป็นชุดนอก
ส่วนชุดในจำพวกกางเกงใน(และเสื้อชั้นในสำหรับผู้หญิง)ไม่นับ
แล้วแต่ว่าใครจะขนไปเท่าไร แต่ในความเป็นจริงแล้วเวลานอนก็ไม่ต้องใส่หรอก
เพียงสวมชุดนอนสีเข้มและเป็นผ้าเนื้อหนา โดยเฉพาะถ้าเราไม่ถอดให้เห็นซะอย่าง
ใครหน้าไหนจะเห็นได้..จริงไหม นอกจากนี้ควรมีผ้าขาวม้าหรือผ้าถุงเพื่อใช้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำตามลำน้ำติดตัวไปด้วยก็ดี
|
|
|
|
5.
หมวก ถุงมือ และผ้าเช็ดหน้า
(1)
หมวกนั้นจริงๆแล้วหมวกแก๊ปทั่วไปหรือหมวกปีกกว้างที่ใช้กันแดด
ไม่ใช่อุปกรณ์จำเป็นสักเท่าไรในการเดินป่า แต่หมวกที่ควรมีติดตัวอยู่เสมอก็คือหมวกไหมพรมหรือที่มักเรียกติดปากว่าไอ้โม่ง
เป็นหมวกชนิดที่คลุมศีรษะจนถึงคอ โผล่ให้เห็นเพียงแค่ลูกกะตาและจมูกเท่านั้น
เหมาะสำหรับการสวมใส่นอนเพื่อช่วยให้ความอบอุ่นเมื่อมีอากาศหนาวเย็นเช่นเดียวกับถุงเท้าและถุงมือ
และยังช่วยป้องกันแมลงเข้าหูขณะหลับนอน
|
(2) ถุงมือ
นอกจากช่วยให้ความอบอุ่นแก่มือแล้ว ยังใช้จับภาชนะร้อนๆขณะหุงหาอาหาร
ใช้ในการปีนป่ายตามภูเขาหินปูนที่แหลมคม และใช้ขณะเดินลุยป่ารกหรือบริเวณที่มีพืชมีพิษขึ้นอยู่เป็นดงหนาแน่น
"ภูวัว
จ.หนองคาย"
|
|
(3) ผ้าเช็ดหน้า
ควรเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบฟอกที่ยืดหยุ่นได้บ้าง ไม่เป็นผ้าขุยหรือเกิดเป็นเส้นใยเม็ดๆเมื่อซัก
และเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดกว้างยาวราว 35-40
นิ้ว ประโยชน์ของผ้าเช็ดหน้ามีมากมาย นอกจากจะใช้ซับเหงื่อหรือชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตา
และป้องกันฝุ่นแล้ว ยังสามารถใช้เป็นผ้าเอนกประสงค์ เช่น
ผ้าพันแผล เข้าเฝือก ฯลฯ
|
6.
รองเท้าเดินป่า และถุงเท้า
(1)
รองเท้าเดินป่า ควรมีลักษณะดังนี้
-
ควรเป็นรองเท้าที่เคยสวมใส่อยู่บ่อยๆ แต่ต้องไม่เก่าจนใกล้จะขาด
-
ควรมีขนาดใหญ่กว่าเท้าของเราเล็กน้อย แต่ต้องไม่หลวมหรือพอดีจนเกินไป
|
"เก่าไปจนขาด
ต้องนั่งเย็บในป่า"
|
- ควรมีพื้นหรือดอกยางที่มีร่องละเอียดพอควร
คือ ไม่หยาบหรือละเอียดจนเกินไป เพราะถ้าพื้นหยาบก็จะเกิดอาการลื่นได้ง่ายขณะเดินตามริมลำน้ำโดยเฉพาะบนก้อนหิน
ซึ่งข้อเท้าอาจจะแพลงได้ ส่วนพื้นรองเท้าที่ละเอียดเกินไปนั้นในช่วงหน้าฝนจะมีดินเข้าไปอัดแน่นจนเต็มร่องและทำให้ลื่นล้มได้ง่ายเช่นกัน
- ควรมีน้ำหนักเบา
และภายในนุ่มลดแรงกระแทก
โดยปกติรองเท้าเดินป่าที่นิยมกันมากที่สุดก็คือรองเท้ากีฬา
เพราะไม่อุดอู้ ถอดหรือสวมใส่ก็ง่าย หากเปียกก็ผิงไฟให้แห้งได้ไว
ส่วนเรื่องที่ว่ายี่ห้อไหนดีก็แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคนว่าชอบความสวยหรู
โก๋เก๋ แพงๆ ยี่ห้อดัง หรือสวมใส่ยี่ห้ออะไรก็ได้ที่แข็งแรงทนทานและมีราคาถูก
นอกจากนี้ควรมีรองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำติดตัวไปด้วย
ซึ่งหากเป็นแบบมีสายรัดข้อเท้าได้ด้วยก็ยิ่งดี เพื่อไว้ใช้สวมใส่ขณะอยู่แค้มป์
ทำให้สุขภาพของเท้าไม่อุดอู้หรือเกิดเชื้อราที่เกิดจากความอับชื้น
และยังเป็นการผ่อนคลายเท้าที่ถูกบีบรัดมาตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ในยามฝนตกฟืนเปียกอีกด้วย
นั่นคือใช้เป็นเชื้อไฟเพื่อก่อกองไฟ
|
|
(2)
ถุงเท้า ควรมีถุงเท้าขนาดยาวและเนื้อหนาๆ2คู่เป็นอย่างน้อย
คู่แรกเอาไว้ใส่เดินป่าโดยสวมทับปิดปลายขากางเกง
บางคนอาจบอกว่าขณะเดินไม่สวมถุงเท้าไม่ได้หรือ?
ได้ครับ แถมเท่ด้วย ยิ่งใส่กางเกงขาสั้นด้วยแล้ว
ยิ่งเท่ระเบิดเทิดเถิง เพราะจะช่วยทำให้รองเท้าคู่สวยและขาอันเรียวงามของเราดูเด่นสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น
แต่หากลองก้มดูข้อเท้าของเรากันสักหน่อยก็จะเห็นเส้นเลือดปูดๆโปนๆอยู่ข้างๆข้อเท้าทั้งด้านในและด้านนอก
ซึ่งไม่ใช่เส้นเล็กๆเสียด้วย แล้วขณะเดินป่าที่ไม่ใช่เดินตามท้องถนนในเมือง
ย่อมมีอันตรายมากมายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นหนามไหน่
ตอไม้หรือแง่หินคมๆ พืชมีพิษ และสัตว์มีพิษ ส่วนที่ต้องสวมถุงเท้าปิดปลายขากางเกงก็เพื่อป้องกันกิ่งไม้หรือสิ่งต่างๆแทงหรือลอดเข้าไปในกางเกงได้ง่าย
รวมทั้งป้องกันสัตว์และแมลงมีพิษกัดต่อย สำหรับถุงเท้าคู่ที่สองเอาไว้ใส่นอนเพื่อช่วยป้องกันความหนาวเย็นที่เท้า
ซึ่งเท้าหนาๆของเรานี้แหละเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของมนุษย์
นอกเหนือไปจากริมฝีปาก โหนกแก้ม ใบหู ลำคอ และมือ
ซึ่งจะรับสัมผัสความหนาวเย็นได้ดีเป็นพิเศษ ส่วนคู่ที่เหลือก็สำรองไว้เผื่อคู่ใดคู่หนึ่งขาด
หรือไว้เปลี่ยนสวมใส่คู่ถุงเท้าที่ใช้เดินป่า เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราที่เท้า
|
|
7.
มีด และเชือก
(1)
มีดเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้นิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
มักจะมีติดตัวอยู่เสมอ ราวกับเป็นมีดคู่มือหรือมีดประจำตัว
มีให้เลือกมากมายหลายแบบหลายขนาด แต่หลักสำคัญในการเลือกซื้อมีดเดินป่านั้น
มีข้อควรพิจารณาดังนี้
-
ควรเป็นมีดที่ใช้งานได้ทุกประเภท เพราะการไปตั้งแค้มป์แต่ละครั้ง
เครื่องมือในการช่วยหาฟืน หากิ่งไม้มาทำขาตั้งหม้อสนามหรือทำเพิงที่พักต่างๆ
เราก็ต้องใช้มีดสนามหรือมีดเดินป่า ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากมาย
-
ควรเป็นมีดที่มีขนาดกลาง น้ำหนักพอเหมาะที่จะใช้ฟันกิ่งไม้ท่อนไม้ได้
ไม่ควรใช้มีดที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป และมีดที่เรานำติดตัวไปนั้น
ควรต้องมีปลอกมีดด้วย
นอกจากนี้นักเดินป่าทุกคนควรมีมีดพับติดตัวไปด้วยเสมอ
ซึ่งมีดพับบางรุ่นบางชนิดจะมีอุปกรณ์มากมายซ่อนอยู่ในด้ามมีดนั่นเอง
|
"น้ำตกปิตุ๊โกร
จ.ตาก"
|
"น้ำตกถ้ำฝุ่น
จ.บึงกาฬ"
|
(2)
เชือก ควรมีความเหนียวและแข็งแรงทนทานพอที่จะรับน้ำหนักตัวผู้ใหญ่ได้
และมีความยาวราว 10-20 เมตร เผื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
8.
ยาเวชภัณฑ์ การท่องเที่ยวแต่ละครั้งเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าจะมีโรคภัยไข้เจ็บเมื่อใด
ดังนั้นควรเตรียมหยูกยาไปให้พร้อมซึ่งนอกจากจะมียาสามัญประจำบ้านแล้ว
ก็ควรมียาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ยาแก้พิษงู(ปัจจุบันมีผลิตออกมาเป็นเซรุ่มเม็ด)
ยาทากันยุงและแมลง ยาแก้แพ้ ยาแก้คัน ยาลดกรดในกระเพาะ
ยาขับลม ยาช่วยย่อย ยาเฉพาะโรคประจำตัวของแต่ละคน(ถ้ามี)
เกลือแร่แบบซอง และหากมียาชาและเข็มเย็บแผลไปด้วยก็ดี
แต่ต้องทำความรู้จักให้ถ่องแท้และใช้เป็น ยาเหล่านี้ควรเก็บไว้ในภาชนะกันชื้นและป้องกันน้ำได้
รวมทั้งอยู่ในที่ที่หยิบฉวยได้ง่าย อาจเป็นกระเป๋าข้างๆเป้ฯหรือกระเป๋าคาด
|
9. เชื้อเพลิง
และไฟฉาย
(1) เชื้อเพลิงในที่นี้
ได้แก่ ไฟแช็คแก๊ส ไม้ขีดไฟ เทียนไข ขี้ไต้ หรือเชื้อเพลิงเหลว
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อกองไฟเพื่อหุงหาอาหาร
ให้ความสว่าง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย รวมทั้งยังช่วยป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้
(2) ไฟฉาย
ควรเป็นขนาดที่พอเหมาะ ไม่เล็กหรือใหญ่ทะเล่อทะล่าจนเกินไป
มีแสงส่องสว่างได้กว้างไกล และควรมีอะไหล่สำหรับหลอดไฟฉายและถ่านไฟฉายสำรองติดตัวไปด้วย
10. เข็มทิศ
ไม่จำเป็นต้องเป็นเข็มทิศขนาดใหญ่แบบทหารใช้กัน ขอเพียงมันสามารถบอกทิศเหนือได้อย่างถูกต้องก็เพียงพอแล้ว
11. หม้อสนาม
ใช้ในการหุงหาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหุงข้าว แกง ต้ม หรือผัด
มีขนาดกะทัดรัด และสะดวกต่อการพกพา ปกติหุงข้าวหม้อสนาม
1 ใบ(เต็มหม้อ) สามารถใช้ทานได้ประมาณ 4-6 คน
|
|
"โหล่นแต้
จ.เลย"
|
12. อาหาร
การจะท่องเที่ยวให้สนุกนั้นท้องของเราก็ต้องอิ่มด้วย ดั่งคำกล่าวที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง
อาหารจะมีจำนวนมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมเดินทางและระยะเวลาของการท่องป่าในครั้งนั้น
ทั้งนี้ควรคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักของอาหาร และตรวจสอบข้อมูลดูว่าพื้นที่นั้นมีลูกหาบให้ว่าจ้างช่วยแบกสัมภาระได้หรือไม่
- อาหารแห้ง
เช่น หมูแห้ง เนื้อแห้ง ปลาแห้ง กุนเชียง บะหมี่สำเร็จรูป
เป็นต้น อาหารประเภทนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่ต้องกลัวเสียหรือเน่า
- อาหารกระป๋อง
มีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบแกง ผัด อบ หรืออย่างแห้ง
ปัจจุบันได้มีการผลิตข้าวกระป๋องสำเร็จรูปออกมาขายอีกด้วย
เวลาซื้อก็ควรสำรวจดูว่าหมดอายุเมื่อใด แต่การเลือกอาหารประเภทนี้เข้าป่าควรเลือกเป็นตัวสุดท้าย
เพราะมีน้ำหนักมากกว่าชนิดใด และยังก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษ
หากนักท่องเที่ยวไม่ช่วยขนซากกระป๋องออกมาทิ้งลงในภาชนะที่ทางพื้นที่นั้นได้จัดไว้ต่างหาก
|
-
อาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ และผักสด เป็นต้น อาหารประเภทนี้เก็บไว้ไม่ได้นาน
แต่ถ้าต้องการนำเข้าป่าก็จะต้องมีเทคนิคที่ทำให้อาหารอยู่ได้นาน
ซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน อาทิเช่น หากเป็นเนื้อสัตว์ทั้งก้อนก็ควรรมควัน
หรือย่าง แต่หากเป็นเนื้อสัตว์ที่ถูกหั่นชิ้นเล็กๆก็ให้คั่วหรือรวนให้สุก
ส่วนผักสดก็ควรเลือกผักที่เหี่ยวเฉาได้ค่อนข้างช้า
เป็นต้น ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการนำอาหารสดเข้าป่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
และยังเสียเวลาในการประกอบอาหารอีกด้วย
13.
นกหวีด และถุงพลาสติก
(1)
นกหวีด บางคนอาจจะหัวเราะเยาะแกมขบขันและคิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไร?
ทั้งๆที่มันนี้แหละคือสิ่งที่เราจะใช้ขอความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
อาทิเช่น หลงป่า ได้รับอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ เป็นต้น
นกหวีดมีหลายแบบหลายชนิด จะเลือกแบบใดก็ได้ ขอให้มันสามารถทำหน้าที่ส่งเสียงดังปรี๊ดๆลั่นป่าให้ได้ก็แล้วกัน
|
|
|
|
(2)
ถุงพลาสติก เพื่อไว้ใช้ห่อเสื้อผ้าและสัมภาระที่หากถูกเปียกน้ำแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ไม่ว่าจะเป็นการท่องป่าในฤดูกาลใด
เพราะไม่มีใครยืนยันนั่งยันได้ว่าจะไม่มีฝนตกในฤดูหนาวและฤดูร้อน
หรือขณะเดินข้ามลำน้ำเราอาจจะลื่นหกล้มจนทำให้สัมภาระภายในเป้ฯเปียกน้ำก็ได้
นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้อีก
เช่น ใช้เป็นโคมไฟเทียมเพื่อป้องกันลมพัดดับ และยังช่วยให้เปลวเทียนส่องแสงสว่างมากขึ้น
หรือใช้บรรจุน้ำจากลำห้วยไปยังแค้มป์ที่พัก ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำอยู่เลย
เป็นต้น
นอกจากนี้ก็ยังมีจาน
ช้อน แก้วน้ำ และของใช้ส่วนตัวประเภทสบู่ ยาสระผม
แปรงสีฟัน และยาสีฟัน ซึ่งคงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าจะต้องนำไปด้วยหรือไม่
ที่สำคัญอุปกรณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ต้องอยู่บนหลักที่ว่าเบา
คล่องตัว และมีประโยชน์
|
|
7.
การเลือกทำเลที่ตั้งแค้มป์ และการตั้งแค้มป์
ทุกครั้งก่อนตั้งแค้มป์ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
โดยทั่วไปนักเดินป่าผู้ชำนาญไพรจะพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
เพื่อสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาท่ามกลางธรรมชาติอันพิสุทธิ์
ได้แก่
1.
ควรเลือกสถานที่ตั้งแค้มป์ไว้ก่อนล่วงหน้า ไม่ใช่หอบสัมภาระเดินทะเล่อทะล่าไปโดยไม่มีจุดหมาย
|
|
2. ควรทำการขออนุญาตเจ้าของพื้นที่นั้นๆเสียก่อนที่จะเข้าไปตั้งแค้มป์
จงอย่าคิดว่าขอนอนสักคืนสองคืนเท่านั้น แล้วจะต้องไปขออนุญาตให้เสียเวลาทำไม
ควรระลึกอยู่เสมอว่าแปลกที่แปลกทางแล้ว อย่าริทำตัวเป็นคนแปลกหน้า
3. หาข้อมูลเกี่ยวกับบริเวณสถานที่ที่เราจะไปตั้งแค้มป์จากชาวบ้านแถบนั้นหรือเจ้าของพื้นที่นั้นๆว่าจะมีอันตรายจากธรรมชาติและสัตว์ป่าหรือไม่?
"ดอยกิ่วลม
อุทยานฯฟ้าห่มปก จ.เชียงใหม่"
|
4.
ควรฝึกหัดกางเต็นท์และเก็บเต็นท์ให้ชำนาญเสียก่อนที่จะไปท่องป่า
มิฉะนั้นอาจจะเสียเวลาพอดูโดยใช่เหตุ
5.
ควรตั้งแค้มป์ก่อนพระอาทิตย์ตกดินอย่างน้อย 1-2
ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาตั้งแค้มป์และตระเตรียมสิ่งต่างๆ
ก่อนที่จะมืด เพราะท่ามกลางความมืดมิดแม้ว่าจะมีไฟฉายก็ตาม
อาจจะทำให้เราทำอะไรได้ค่อนข้างลำบากและสับสนวุ่นวายไม่น้อย
โดยเฉพาะนักเดินป่ามือใหม่
|
6. ควรสังเกตพื้นที่ที่จะตั้งแค้มป์ว่าเป็นทางเดินของสัตว์ป่าหรือที่เรียกว่าด่านสัตว์หรือไม่
โดยสังเกตได้จากรอยเท้าของสัตว์ที่ย่ำไปย่ำมาในบริเวณนั้น
หากเห็นว่าไม่ปลอดภัยก็ควรย้ายทำเลที่ตั้งแค้มป์เสียใหม่
7. ควรตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีแสงแดดยามเช้าส่องเข้ามายังบริเวณแค้มป์ได้ทั่วถึง
8. ควรตั้งแค้มป์บริเวณที่มีพื้นราบเรียบปราศจากโขดหินระเกะระกะหรือมีตอไม้
แต่หากจำเป็นต้องตั้งแค้มป์ในบริเวณดังกล่าวก็ควรที่จะรองพื้นด้วยใบไม้ใบหญ้าที่สดๆ
แล้วกางเต็นท์ทับอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เวลานอนไม่รู้สึกเจ็บหลัง
สำหรับใบไม้ที่นำมาปูรองให้สังเกตดูว่าเป็นใบไม้ที่มีพิษหรือไม่
โดยสังเกตได้ง่ายๆว่าใบไม้มีพิษแทบทุกชนิดจะมีขนเล็กๆปกคลุมอยู่ทั่วทั้งใบ
9. ควรดูทางหนีทีไล่รอบๆแค้มป์
เผื่อเกิดกรณีฉุกเฉินจะได้หลบหนีภัยได้อย่างถูกทิศทางและปลอดภัย
ซึ่งเป็นไปได้ควรกำหนดสถานที่ที่จะหลบหนีภัยไว้อย่างชัดเจน
และทุกคนในกลุ่มได้ทราบกันถ้วนหน้า
|
10.
ก่อนกางเต็นท์ต้องตรวจดูทิศทางลมเสียก่อนว่าลมพัดจากทิศไหนไปทิศไหน
จากนั้นจึงกางเต็นท์บริเวณต้นลม แล้วก่อกองไฟเพื่อประกอบอาหารและเพื่อความอบอุ่นแก่ร่างกายบริเวณตรงกลาง
ส่วนห้องส้วมที่เราสร้างขึ้นหรือห้องส้วมตามธรรมชาติที่เรียกว่าถ่ายทุกข์ตามทุ่ง
ควรอยู่ใต้ลม เพื่อป้องกันควันไฟและกลิ่นอันไม่พึงปรารถนาจากการปล่อยทุกข์รบกวนบริเวณแค้มป์จนทำให้เรานอนไม่หลับ
อนึ่งหากตั้งแค้มป์ตามลานโล่งแจ้งบนภูเขาสูงก็ต้องทำใจกับควันไฟและกลิ่นเหม็น
เพราะลมจะมีการแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา
11.
ก่อนตั้งแค้มป์ควรที่จะปัดกวาดใบไม้ใบหญ้าที่เรี่ยราดอยู่ตามพื้นออกไปสุมกองไฟให้หมด
เพราะใบไม้เหล่านั้นอาจเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษร้ายแรงบางชนิด
|
"ดอยผาโง้ม
อุทยานฯขุนแจ"
|
12. ควรแบ่งงานให้เพื่อนๆในกลุ่มได้มีหน้าที่รับผิดชอบ
เช่น คนนี้มีหน้าที่กางเต็นท์ คนนั้นมีหน้าที่หาฟืน และคนนู้นมีหน้าที่หุงหาอาหาร
เป็นต้น เพื่อทำให้การตั้งแค้มป์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีระบบ
13. การก่อกองไฟนั้นควรให้อยู่ห่างจากเต็นท์พอควร
เพราะลมอาจพัดสะเก็ดลูกไฟปลิวว่อนจนถูกเต็นท์และเกิดเป็นรูโหว่ขึ้นมาได้
ซึ่งดีไม่ดีอาจจะกลายเป็นการวางเพลิงแค้มป์ของตัวเองเสียอีก
14. ควรสำรองฟืนไว้ให้มากพอสำหรับการสุมไฟตลอดคืน
โดยเลือกเนื้อไม้แข็งจะติดไฟได้ดีกว่าไม้เนื้ออ่อน ส่วนการหาฟืนนั้นควรเลือกเฉพาะไม้ล้มและตายแล้ว
ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าพื้นที่ที่เราเข้าไปตั้งแค้มป์อนุญาตให้ก่อกองไฟได้หรือไม่
เนื่องจากในปัจจุบันพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น
ส่วนใหญ่กำหนดห้ามก่อกองไฟอย่างเด็ดขาด ซึ่งผู้ที่จะเข้าไปตั้งแค้มป์จำต้องเตรียมอุปกรณ์การหุงต้มไปให้พร้อม
อาทิเช่น เตาแก๊สปิกนิก เป็นต้น
15. หากบริเวณกางเต็นท์
สงสัยว่าจะมีแมลงมีพิษและสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษ ควรนำขี้เถ้าแห้งจากกองไฟที่คลายร้อนแล้ว
มาโรยรอบๆเต็นท์แต่ละหลัง
"ดอยลังกาน้อย
อุทยานฯแม่ตะไคร้"
|
16.
ภาชนะที่ใส่น้ำดื่มควรมีฝาปิดมิดชิด
17.
หากจำต้องปลดทุกข์ตามท้องทุ่งหรือธรรมชาติ ควรเลือกทำเลที่ห่างจากลำห้วยลำธาร
และก่อนถ่าย..ควรใช้สิ่งใดก็ได้ขุดหลุมเพื่อถ่ายทุกข์
จากนั้นเมื่อเสร็จกิจธุระแล้วจึงกลบหลุมให้มิดชิด
พร้อมทั้งทำสัญลักษณ์เหนือหลุม เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ว่าบริเวณนี้เป็นที่ปลดทุกข์
18.
ก่อนหลับนอนควรเก็บสิ่งของต่างๆที่วางระเกะระกะให้เรียบร้อย
เผื่อตกดึกมีเพื่อนคนใดเดินออกมาเพื่อทำธุระส่วนตัว
จะได้ไม่เดินสะดุดหกล้มจนได้รับอันตรายบาดเจ็บ
|
19. จรรยาจรรยาบรรณข้อสุดท้ายในการตั้งแค้มป์
คือ การไม่ทำให้คนอื่นเขาด่าสรรเสริญตามหลัง อาทิเช่น ไม่เที่ยวถ่ายเรี่ยราดจนเป็นพาหะแพร่เชื้อร้ายใส่ธรรมชาติ
ไม่ทิ้งขยะจนก่อให้เกิดเป็นภาวะมลพิษ เป็นต้น ดังนั้นทุกครั้งก่อนที่จะย้ายแค้มป์หรือเดินทางออกจากป่าจะต้องทำความสะอาดบริเวณแค้มป์อยู่เสมอ
และนำขยะทิ้งลงในภาชนะที่จัดเตรียมไว้ แต่ถ้าป่านั้นไม่มีภาชนะดังกล่าวก็ต้องนำออกจากป่ามาด้วย
เพื่อช่วยกันรักษาธรรมชาติให้คงอยู่คู่กับเราตลอดไป
|
ข้อควรระวังเป็นพิเศษในการตั้งแค้มป์ฤดูฝน
ได้แก่
-
อย่าตั้งแค้มป์ในที่โล่งจนเกินไป เนื่องจากในช่วงฤดูกาลนี้จะมีลมค่อนข้างแรง
และอาจจะมีพายุอีกด้วย แต่กรณีที่จำเป็นจริงๆก็ควรกางเต็นท์ให้มั่นคงและแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม
โดยตัดไม้ที่มีขนาดพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมขึ้น
แล้วนำเชือกมาผูกยึดระหว่างสมอบกกับตัวเต็นท์ให้แข็งแรงเพิ่มขึ้น
หรืออาจจะใช้ก้อนหินที่มีน้ำหนักพอเหมาะมาทำเป็นสมอบกเสริมก็ได้
|
"พายุฤดูร้อนมักมีลูกเห็บตกลงมาเสมอ"
|
- อย่าตั้งแค้มป์ใต้ต้นไม้ซึ่งขึ้นอยู่โดดเดี่ยวหรือใต้ต้นไม้แห้งที่ตายซาก
เพราะต้นไม้ที่ขึ้นโดดเดี่ยวจะเป็นสื่อชนวนให้เกิดฟ้าผ่าได้ง่าย
ส่วนต้นไม้แห้งที่ตายซากก็อาจจะถูกลมแรงพัดจนทำให้กิ่งหรือลำต้นหักโค่นลงมาและได้รับอันตรายได้
- อย่าตั้งแค้มป์ตามชายเนินเขาหรือไหล่เขา
จริงอยู่ที่น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำในลักษณะที่ผ่านไปเลย
แต่หากเป็นน้ำป่าไหลบ่าลงมารุนแรงอาจได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
- อย่าตั้งแค้มป์ใกล้ถ้ำ
หากจำเป็นก็ต้องตรวจร่องรอยอย่างละเอียดว่าเป็นแหล่งหลบพักอาศัยของสัตว์ป่าที่หนีฝนเข้าไปในถ้ำหรือไม่
- อย่าตั้งแค้มป์ในบริเวณที่มีหญ้ารกหรือมีน้ำขังเฉอะแฉะ
เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงและสัตว์เลื้อยคลานที่มีพิษบางชนิด
- อย่าตั้งแค้มป์ใกล้หนองบึงที่มีลักษณะเป็นน้ำนิ่ง
โดยเฉพาะบริเวณที่มีร่องรอยปลักโคลนของสัตว์ป่าต่างๆยิ่งควรหลีกเลี่ยง
เพราะมันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของยุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อไข้มาลาเรียมาสู่ตัวเรา
- การตั้งแค้มป์ตามดงไม้ทึบ
ควรเลือกบริเวณต้นไม้เตี้ยๆและอยู่ให้ห่างจากต้นไม้สูงเอาไว้
โดยกะระยะว่าจะปลอดภัยกรณีที่มันเกิดล้มขึ้นมาเพราะฟ้าผ่าหรือลมพัดก็ตามแต่
"ลานภูสอยดาว"
|
-
การตั้งแค้มป์ใกล้แหล่งน้ำนับว่าเป็นสิ่งดี แต่ควรที่จะตั้งแค้มป์บนตลิ่งที่สูงกว่าระดับน้ำในระยะที่ปลอดภัย(โดยดูจากร่องรอยเก่าของระดับน้ำที่สูงที่สุด)
เพื่อป้องกันน้ำป่าที่หลากไหลลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
-
ควรขุดร่องน้ำรอบๆเต็นท์เพื่อป้องกันสายฝนไหลผ่านใต้เต็นท์
ซึ่งจะทำให้เกิดความชื้นที่พื้นเต็นท์ และซึมเข้าสู่เต็นท์จนทำให้สัมภาระและตัวเราเปียกได้
หรืออาจจะแก้ไขด้วยการใช้ผ้ายางหรือผ้าพลาสติกกันน้ำปูพื้น
แล้วกางเต็นท์ทับอีกชั้นหนึ่ง
|
- ควรเลือกที่พักภายใต้โขดหินที่เงื้อมหรือยื่นออกมา
เพราะมันสามารถป้องกันกิ่งไม้ที่ตกหล่น ต้นไม้โค่นล้ม ลมพายุที่พัดแรง
และสายฝนที่ชุ่มฉ่ำได้เป็นอย่างดี
|
ข้อควรระวังเป็นพิเศษในการตั้งแค้มป์ฤดูร้อน
ได้แก่
-
อย่าตั้งแค้มป์ตามลาดเขาหรือที่มีทุ่งหญ้าแห้ง เพราะในช่วงฤดูกาลนี้จะเกิดไฟไหม้ป่าได้ง่าย
แต่ควรหาที่ตั้งแค้มป์ในพื้นที่ที่ไฟป่าได้เผาผลาญไปแล้ว
จึงจะปลอดภัยที่สุด
-
อย่าตั้งแค้มป์ในบริเวณที่ไฟป่ายังไม่ได้เผา เพราะบริเวณนั้นอาจจะมีใบไม้เน่าที่ทับถมกันอยู่เป็นพะเนิน
ซึ่งนอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของแมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานทีมีพิษร้ายแรงแล้ว
ซากใบไม้เน่ายังจะส่งกลิ่นและแก๊สเหม็นอบอวลเวียนหัวอีกด้วย
|
"ไฟป่าบนสันดอยม่อนจอง
จ.เชียงใหม่"
|
- อย่าตั้งแค้มป์ในลำธารที่แม้ว่าขณะนั้นจะแห้งขอดแล้วก็ตามอย่างเด็ดขาด
เพราะเราไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ว่าจะไม่มีฝนตกในช่วงหน้าร้อนหรือหน้าหนาวอย่าง
100% หากเกิดฝนตกขึ้นมา น้ำป่าก็จะไหลบ่าลงมาในลำธารจนเต็มไปหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว
ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างมาก ดังนั้นควรระลึกอยู่เสมอว่าลำธารเป็นที่นอนของน้ำ
หาใช่ของคนไม่
"ป่าสันยาวเมืองคอง
จ.เชียงใหม่"
|
8.
ก่อนเดินป่า
ก่อนเดินป่า
ควรสอบถามผู้นำทางเกี่ยวกับลักษณะภูมิประเทศของการเดินทาง
สภาพป่า และจุดหมายปลายทางของวันนั้นๆ รวมทั้งระยะเวลาในการเดินทาง
จากนั้นก่อนจะเริ่มเดินป่าประมาณ 30 นาที ควรดื่มน้ำให้อิ่ม
เติมน้ำให้เต็มกระติกน้ำสนาม แบ่งอาหารสำเร็จรูปพร้อมหยูกยาและอุปกรณ์การยังชีพในป่าแจกจ่ายให้ทุกคนติดตัวอยู่เสมอ
ไม่ว่าพื้นที่นั้นจะมีลูกหาบหรือไม่ก็ตาม เผื่อกรณีเกิดการพลัดหลงกลางป่า
และที่สำคัญควรทำความรู้จักกับกฎ 2 ข้อ ของการเดินป่า
ได้แก่
|
1. ตื่นตัวอยู่เสมอ
เป็นการเรียนรู้มาจากสัตว์ป่าที่สามารถป้องกันตนเองได้ ด้วยความตื่นตัวฉับไว
แต่จงจำไว้ว่าเป็นการตื่นตัว ไม่ใช่กระต่ายตื่นตูมหรือหวาดระแวงจนเกินเหตุ
และควรฝึกสายตาให้ไวในการมองและจดจำ ซึ่งมีอยู่ 2 ลักษณะ
คือ
(1) การมองแบบกว้างๆ
เป็นการมองรอบๆตัวเพื่อจดจำสภาพทั่วๆไปของป่าบริเวณนั้น
เช่น ลักษณะของภูเขา ลักษณะของแม่น้ำลำธาร และทิศทางของแนวเส้นทางเดินป่า
เป็นต้น
(2) การมองเฉพาะจุด
เป็นการมองแบบพิจารณายังจุดเด่นๆที่น่าสนใจ เช่น ไม้ยืนต้นที่มีลักษณะพิเศษ
ยอดเขาหรือเสาหินหรือก้อนหินที่มีรูปร่างแปลกตา หน้าผาที่มีร่องรอยดินถล่มลงมา
ทิศทางการไหลของสายน้ำ รอยเท้า หรือมูลสัตว์ป่าที่ปรากฏอยู่บนพื้น
จุดทิศทางที่เรากำลังจะมุ่งไป เป็นต้น
2. รักษาความเงียบ
ขณะเดินป่าต้องมีความระมัดระวังอยู่เสมอ จึงไม่ควรส่งเสียงดัง
หากจำเป็นก็ขอให้เป็นเสียงที่เบาที่สุดและน้อยครั้งที่สุด
เพราะการส่งเสียงดังจะทำให้เราพบเห็นสัตว์ป่าได้ยาก เป็นการรบกวนคณะอื่น
และเป็นการกลบเสียงนกและสัตว์ป่าซึ่งจะร้องเตือนให้เราได้รับรู้ถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น
|
อาจกล่าวสรุปได้ว่าขณะเดินป่าควรใช้ประสาททั้งหมดในการจดจ่ออยู่กับธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก และผิวหนัง
9.
ขณะเดินป่า
มีข้อควรพึงปฏิบัติ
ดังนี้
1.
ควรใช้เส้นทางเดินที่ชัดเจน บางครั้งเราอาจพบทางเดินเส้นเก่าหรือเลิกราใช้ไปแล้วซึ่งมีวัชพืชขึ้นปกคลุมรกเรื้อ
เราก็ควรเสียเวลาหาทางเดินเส้นใหม่ที่ชัดเจน ดีกว่าที่จะเดินลุยแหวกเข้าไป
เพราะอาจได้รับอันตรายได้ อีกทั้งทางเดินเส้นใหม่มักอยู่ห่างจากเส้นเก่าเพียงเล็กน้อย
บ้างก็ขนานกัน
|
|
2. ควรเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ
พร้อมๆกับใช้สายตาตรวจดูสภาพแวดล้อมรอบๆตัวในลักษณะการมองแบบกว้างและการมองเฉพาะจุด
ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเดินตามคนข้างหน้าอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเดินป่า
นานๆครั้งก็หันกลับไปมองข้างหลังสักครั้งหนึ่งเพื่อมองทิศทางและลักษณะภูมิประเทศที่ผ่านมา
และดูว่าเพื่อนๆเดินตามมากันครบทุกคนหรือไม่ รวมทั้งต้องตรวจสอบทิศทางอยู่เสมอว่าเราเดินมาถูกทางที่จะไปเป้าหมายข้างหน้าหรือไม่
3. การเดินป่าเป็นกลุ่มหรือเป็นคณะควรเดินเป็นแถวเรียงเดี่ยว
และทิ้งระยะห่างกันราวช่วงตัว เพื่อป้องกันกิ่งไม้น้อยใหญ่ตามป่ารกที่คนข้างหน้าเดินแหวกแล้วปล่อยดีดกลับตีโดนใส่คนข้างหลังที่ตามมาจนได้รับบาดเจ็บได้
4. เมื่อพบสิ่งกีดขวาง
ควรเดินอ้อม อย่าใช้กำลังบุกฝ่าฟันออกไป เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ให้นานที่สุด
|
|
5.
อย่าเดินชนหรือกระแทกต้นไม้แห้งที่ยืนตายซาก เพราะอาจทำให้กิ่งไม้ผุๆที่อยู่ข้างบนหักหล่นลงมาเป็นอันตรายได้
6.
อย่าเหยียบหรือนั่งลงบนขอนไม้ผุ เพราะมักเป็นที่อยู่อาศัยของเห็บ
มด แมงป่อง และงู
7.
ขณะเดินตามลำห้วยหรือลานหินที่ลื่นๆจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
และไม่ควรถอดรองเท้าเพื่อเดินเท้าเปล่าอย่างเด็ดขาด
เพราะอาจจะทำให้เท้าของเราได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งสำหรับการเดินทาง
|
|
8.
การเดินข้ามลำน้ำลำห้วยควรหาจุดข้ามที่แคบที่สุด
ระดับน้ำไม่ลึก ไม่มีสิ่งกีดขวางตามลำน้ำ และไม่อยู่เหนือน้ำตกใหญ่
จากนั้นจึงหาจุดขึ้น ณ ฝั่งตรงข้ามว่ามีความลาดชันและยากง่ายแค่ไหน
ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อข้ามไปแล้วมีทางเดินต่อไปสะดวกหรือไม่
และถูกทิศทางตามจุดหมายของเราหรือเปล่า กรณีจำเป็นต้องเดินข้ามลำน้ำที่ค่อนข้างกว้างและมีกระแสน้ำเชี่ยว
ควรใช้ปลายเชือกด้านหนึ่งผูกกับต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงเอาไว้
แล้วปลายเชือกอีกด้านหนึ่งก็ให้ผู้ที่แข็งแรงและว่ายน้ำเป็น
นำไปผูกขึงข้ามลำธารไว้กับต้นไม้ใหญ่ฝั่งตรงข้าม
โดยขณะข้ามให้ใช้เชือกผูกเอวหรือบริเวณรักแร้เอาไว้
เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อนๆจะได้ช่วยฉุดรั้งขึ้นมาได้
เมื่อผูกเชือกขึงเสร็จเรียบร้อยก็ให้นำสัมภาระข้ามไปก่อน
แล้วจึงทยอยข้ามกันไปทีละคู่ๆระหว่างผู้ที่ว่ายน้ำเป็นกับไม่เป็นเพื่อสามารถช่วยเหลือดูแลกันได้
โดยให้เดินจับเชือกพยุงตัวไปทีละก้าวๆ ทั้งนี้จะต้องอยู่ด้านหลังของเชือกที่กระแสน้ำพัดมา
และทำตัวเฉียงหรือหันด้านข้างให้กระแสน้ำเพื่อลดแรงเสียดทานจากสายน้ำ
|
"ห้วยชะแนน
จ.บึงกาฬ"
|
9. การเดินขึ้นลงตามทางที่ลาดชันหรือเดินขึ้นเขาลงเขา
ควรเดินสลับฟันปลาไปมา อย่าเดินขึ้นลงตรงๆ เพื่อลดความชันและแรงโน้มถ่วงของโลก
และทุกย่างก้าวควรเดินแบบย่อเข่าเล็กน้อยเพื่อให้กล้ามเนื้อขามีความยืดหยุ่น
โดยให้พื้นเท้าที่ก้าวออกไปสัมผัสกับพื้นดินอย่างเต็มที่
เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักตัวเราและสัมภาระที่แบกมา หากพื้นที่ดังกล่าวมีก้อนหินน้อยใหญ่มากมาย
ควรระมัดระวังการเดินที่จะทำให้ก้อนหินร่วงหล่นไปโดนคนข้างหลังที่กำลังเดินตามมา
และหากจำเป็นต้องเดินบนก้อนหินก็ต้องตรวจสอบดูว่าก้อนหินนั้นโยกคลอนหรือไม่
และรับน้ำหนักเราได้หรือเปล่า อนึ่งการเดินขึ้นเขาควรเดินในลักษณะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนอนราบกับพื้น และการเดินลงเขาควรเดินตัวตรงหรือแอ่นไปข้างหลังเล็กน้อย
หากจะล้มก็ให้รีบทิ้งตัวนั่งหรือนอนหงายกับพื้น เพื่อป้องกันการกลิ้งไถลตกเขา
"พักเหนื่อย
ก่อนเดินขึ้นสู่ยอดภูเมี่ยง จ.อุตรดิตถ์"
|
10.
ควรเดินป่าแบบสบายๆ โดยเดินราว 1 ชั่วโมง แล้วหยุดพัก
5-10 นาที ทั้งนี้แล้วแต่ความยากง่ายของการเดินทางในครั้งนั้นๆ
11.
หากเป็นการหยุดพักชั่วครู่ซึ่งยังไม่ถึงจุดกำหนดพักระหว่างทาง
ควรยืนพักหรือยืนพิงต้นไม้ใหญ่ๆที่สามารถรองรับน้ำหนักเราได้ในละแวกนั้น
แต่ต้องตรวจดูว่าไม่เป็นต้นไม้มีพิษหรือมีสัตว์มีพิษอาศัยอยู่
เหตุที่ไม่ควรนั่งพักก็เพราะว่าจะทำให้แข้งขาอ่อนล้าและรู้สึกปวดเมื่อยมากขึ้นเมื่อต้องเดินช่วงต่อไป
สำหรับการหยุดพักใหญ่ที่เดินมานานแล้ว ควรนั่งพักในท่าสบายๆด้วยการเหยียดแข้งเหยียดขาพร้อมทั้งสำรวจตามร่างกายว่ามีบาดแผลและรอยขีดข่วนต่างๆหรือไม่
หากมีก็จัดการทำแผลและใส่ยาให้เรียบร้อย
12.
หากเดินหลงทางควรหยุดพักและทำจิตใจให้สงบ แล้วเริ่มทบทวนความจำถึงจุดเริ่มต้นหรือจุดที่หลง
โดยเฉพาะบริเวณทางแยกที่ผ่านมา จากนั้นเดินย้อนกลับไปยังจุดนั้นใหม่พร้อมกับดูรอบๆตัวว่าใช่เป็นทางที่เราเดินผ่านมาหรือไม่
จนกระทั่งถึงทางแยกที่เราคิดว่าหลงจากจุดนี้ ก็ดูว่าอีกแยกหนึ่งมีร่องรอยเพื่อนๆเดินไปหรือไม่
ถ้าไม่มั่นใจก็ให้นั่งรออยู่ที่เดิมและก่อกองไฟ
13.
ไม่ควรเดินทางในเวลากลางคืน เพราะอาจได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า
หลงป่าได้ง่าย และการที่เรามองเห็นไม่ชัดเจนเท่ากลางวัน
ย่อมอาจเดินตกเขา ตกหลุม หรือชนสิ่งใดจนได้รับบาดเจ็บหรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
|
14. การดื่มน้ำแก้กระหายขณะเดินทาง
ควรจิบน้ำทีละนิดๆ อย่ารีบดื่มโดยเร็วทันที เพราะอาจทำให้สำลักได้ง่ายๆ
และควรดื่มน้ำเพียงเล็กน้อยหากยังไม่ถึงจุดตั้งแค้มป์ เนื่องจากการดื่มน้ำมากๆไม่ได้
ช่วยให้หายเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ยิ่งจะทำให้เกิดการจุกเสียดแน่นท้อง
แถมน้ำที่เราดื่มเข้าไปจะไหลลงสู่เท้าขณะเดิน เป็นผลให้เกิดเม็ดหรือตุ่มน้ำใสๆตามเท้า
และหากตุ่มน้ำใสๆแตกก็จะทำให้เนื้อบริเวณนั้นฉีกขาดเป็นแผลอักเสบ
ซึ่งจะรู้สึกเจ็บปวดทรมานมาก นักเดินป่ามักเรียกอาการเช่นนี้ว่ายางแตก
|
|