|
|
|
เตรียมตัวไปทะเล |
|
|

เมืองไทยมีชายฝั่งยาวกว่า
2,500 กม. และมีเกาะน้อยใหญ่กว่า 500 เกาะ โดยสามารถแบ่งเขตน่านน้ำออกได้เป็น
3 ภูมิภาค คือ อ่าวไทยตอนบนหรือแถบชายทะเลภาคตะวันออก อ่าวไทยตอนล่างหรือหรือแถบชายทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันออก
และทะเลอันดามันหรือแถบชายทะเลภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งในแต่ละภูมิภาคจะมีฤดูกาลท่องเที่ยวต่างกัน
ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของลมมรสุมที่พัดผ่าน ได้แก่ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นตัวกำหนด ดังนั้นในระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน-ปลายเดือนเมษายนจึงเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน
ส่วนในช่วงเดือนมีนาคม-ปลายเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเวลาสำหรับท่องเที่ยวทะเลอ่าวไทยตอนล่าง
จึงอาจกล่าวได้ว่าเราสามารถที่จะท่องเที่ยวน่านน้ำไทยได้ตลอดทั้งปี
โดยหมุนเวียนสลับกันไปตามภูมิภาคต่างๆของท้องทะเล แต่ทั้งนี้จะมีช่วงที่มีอากาศดีทั้งสองฟากฝั่งตรงกันอยู่
2 เดือน ก็คือเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน นับเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวทางทะเลได้ทั่วน่านน้ำไทยอย่างสุขสันต์หรรษา
"อ่าวเกือกม้า
เกาะ8 จ.พังงา"
|
1.
การเตรียมตัวก่อนการเดินทาง
ควรยึดหลัก
3 ประการเช่นเดียวกับเตรียมตัวท่องไพร คือ การหาข้อมูล
การวางแผน และการเตรียมตัวเดินทาง และหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุด
เช่น วันปีใหม่ วันตรุษจีน และวันสงกรานต์ เป็นต้น
เพราะในช่วงดังกล่าวจะมีผู้คนเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมหรือได้รับการยอมรับว่ามีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง
เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะตะรุเตา
เป็นต้น มิฉะนั้นอาจทำให้ผู้ท่องเที่ยวไม่ได้สัมผัสธรรมชาติอันงดงามได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
รวมทั้งอาจไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร เช่น มีผู้จองใช้บ้านพักเต็มทุกหลัง
สถานที่ตั้งแค้มป์มีเต็นท์กางอยู่แน่นจนแทบจะเกยกัน
เรือซึ่งเป็นพาหนะการเดินทางไม่เพียงพอต่อความต้องการ
อาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เป็นต้น
|
|
2.
หลักการเตรียมอุปกรณ์ท่องทะเล
หลักการนั้นมีอยู่ง่ายๆ
คือ อยากขนเอาอะไรไปก็ขนไปเท่าที่กำลังของเราจะขนไปได้
ใครจะว่าเราเป็นพวกบ้าหอบฟางก็ไม่ต้องสนใจ ที่สำคัญควรยึดคติที่ว่าเหลือไว้ดีกว่าขาด
เพราะการท่องเที่ยวประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องแบกสัมภาระให้เหนื่อยยากแต่อย่างใด
เพียงนั่งรถไปลงเรือที่ท่าเรือ แล้วออกเดินทางไปยังเกาะแก่งที่ต้องการ
แค่นี้เราก็ถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการแล้ว
|
"เกาะสุรินทร์เหนือ
จ.พังงา"
|
|
3.
อุปกรณ์ท่องทะเล
อาจแบ่งออกเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์ที่เป็นของใช้ส่วนตัว
จึงควรมีการทำรายการสิ่งของที่จำเป็นและต้องนำไปใช้
|
|
|
1.
เต็นท์/เปลสนาม/ฟลายชีท มีลักษณะเช่นเดียวกับเต็นท์ที่นำไปเดินป่า
โดยจะใช้เต็นท์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ได้ แต่หากเป็นขนาดเล็กจะมีความคล่องตัวมากกว่า
และหากเป็นเต็นท์ที่ลมสามารถถ่ายเทเข้าออกได้สะดวกก็จะดียิ่งขึ้น
ส่วนใหญ่การกางเต็นท์ตามชายหาดมักมีปัญหาในเรื่องสมอบกที่ปักพื้น
เพื่อยึดตัวเต็นท์ให้มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงลม
เนื่องจากพื้นทรายมีความยืดหยุ่นสูงในการปักสมอบก
สำหรับเปลสนามก็มีลักษณะเช่นเดียวกับที่นำไปเดินป่า
แต่การนำไปใช้ตามเกาะแก่งกลางท้องทะเลก็อาจจะหาไม้ใหญ่ที่ใช้ผูกเปลสนามตามชายทะเลได้ค่อนข้างยาก
ส่วนใหญ่มักจะอยู่ลึกเข้าไปจากชายหาด อนึ่งตามชายทะเลและเกาะแก่งบางแห่งจะมียุงชุกชุมมากเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะตามป่าชายเลนหรือบนเกาะที่มีป่าทึบ ดังนั้นหากจะใช้เปลสนามก็ควรเลือกชนิดที่มุ้งเย็บติดอยู่ด้วยจะดีกว่า
ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังเห็นว่าการนำเต็นท์ไปท่องทะเลตามเกาะแก่งจะสะดวกและคล่องตัวกว่าเปลสนาม
|
ส่วนฟลายชีทหรือผ้ายางนั้น
มีติดตัวไปด้วยก็ดี เพื่อไว้ใช้ปูนั่งเล่นนอนเล่น
2. ถุงนอน
จริงอยู่ที่การท่องทะเลมักจะมีอากาศค่อนข้างร้อน แต่ในช่วงดึกๆจนถึงเช้าตรู่จะมีอากาศหนาวเย็นเป็นพิเศษ
จึงควรนำติดตัวไปด้วย โดยใช้ขนาดที่ไม่หนาจนเกินไป นอกจากนี้ยังสามารถนำมาดัดแปลงใช้เป็นที่รองนอนกันเจ็บหลังได้อีกด้วย
3. เป้สะพายหลัง
แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลมีความสะดวกสบายกว่าเที่ยวป่า หลายคนจึงไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไรนักต่อเป้ฯ
ขอให้เป็นกระเป๋าหรือเป้ฯที่มีขนาดพอที่จะบรรจุเสื้อผ้าที่จะขนไปได้เท่านั้นเป็นพอ
แต่การรู้จักเลือกใช้เป้ฯให้เหมาะสม จะช่วยให้เรามีความคล่องตัวในการเดินทางได้มากขึ้น
4. เสื้อผ้า
แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ชุดปกติ และชุดว่ายน้ำดำน้ำ
(1) ชุดปกติ
ควรเป็นเสื้อผ้าชนิดที่สวมใส่สบายๆ ไม่หนา และแห้งได้เร็วหากเปียก
นอกจากนี้ควรมีเสื้อแขนยาวกันหนาว(เนื้อผ้าบางๆ)ติดตัวไปด้วย
เพราะสภาพอากาศก่อนยามเช้ามักจะหนาวเย็นเป็นพิเศษ
|
5.
หมวก/ผ้าเช็ดหน้า หมวกควรมีขนาดใบใหญ่ที่มีปีกโดยรอบ
เพื่อป้องกันไม่ให้ใบหน้าถูกแดดรบกวน และควรมีสายรัดคล้องคอเพื่อป้องกันลมพัดปลิว
หรือจะใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่แทนหมวกก็ได้
6.
แว่นกันแดด การท่องทะเลนั้นจะมีแดดค่อนข้างแรง
ยิ่งมองไปที่ผืนทรายขาวๆหรือพื้นน้ำทะเลท่ามกลางแสงแดดจ้าก็จะเกิดประกายแวววับแสบตา
จึงควรมีแว่นตากันแดดพร้อมสายรัดคล้องคอติดตัวไปด้วยเพื่อป้องกันสายตาเกิดอาการระคายเคือง
|
|
|
|
7.
รองเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีสายรัดส้นเพื่อความสะดวกสบายและคล่องตัว
ส่วนรองเท้าสำหรับดำน้ำผิวน้ำนั้นหากไม่มีตีนกบก็ควรสวมรองเท้ายางหรือพลาสติกแบบหุ้มส้น
เพื่อป้องกันการเหยียบโดนสัตว์และพืชมีพิษใต้ท้องทะเล
8.
มีด และเชือก
(1)
มีดเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้นิยมการใช้ชีวิตกลางแจ้ง
มักจะมีติดตัวอยู่เสมอ ราวกับเป็นมีดคู่มือหรือมีดประจำตัว
มีให้เลือกมากมายหลายแบบหลายขนาด แต่หลักสำคัญในการเลือกซื้อมีดเดินป่านั้น
มีข้อควรพิจารณาดังนี้
-
ควรเป็นมีดที่ใช้งานได้ทุกประเภท เพราะการไปตั้งแค้มป์แต่ละครั้ง
เครื่องมือในการช่วยหาฟืน หากิ่งไม้มาทำขาตั้งหม้อสนามหรือทำเพิงที่พักต่างๆ
เราก็ต้องใช้มีดสนามหรือมีดเดินป่า ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบมากมาย
-
ควรเป็นมีดที่มีขนาดกลาง น้ำหนักพอเหมาะที่จะใช้ฟันกิ่งไม้ท่อนไม้ได้
ไม่ควรใช้มีดที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไป และมีดที่เรานำติดตัวไปนั้น
ควรต้องมีปลอกมีดด้วย
(2)
เชือก ควรมีความเหนียวและแข็งแรงทนทานพอที่จะรับน้ำหนักตัวผู้ใหญ่ได้
และมีความยาวราว 10-20 เมตร เผื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน
|
9. ยาเวชภัณฑ์
นอกจากจะจัดเตรียมยาสามัญประจำบ้านให้พร้อมแล้ว ควรเตรียมยาแก้เมาเรือติดตัวไปด้วย
เพราะหากเราเกิดอาการเมาคลื่นแล้วก็จะหมดสนุกทันที ยาแก้เมาจึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้เมาเรือเป็นอย่างมาก
โดยจะต้องทานยาก่อนลงเรือประมาณ 5-10 นาที เมื่อทานแล้วจะทำให้ผู้ใช้ยาเกิดอาการง่วงนอน
ทำให้อดชมทัศนียภาพของน้ำทะเล ท้องฟ้า และเกาะแก่งต่างๆ
วิธีป้องกันอาการเมาเรือโดยไม่ทานยาแก้เมาก็คือ
|
-
ควรเลือกที่นั่งในเรือบริเวณชั้นล่างและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
เพราะเวลาที่เรือเจอคลื่น ชั้นบนหรือส่วนตอนบนของเรือจะเกิดอาการโยกไกวไปมามากที่สุด
ส่วนชั้นล่างของเรือจะเกิดอาการโยกไปมาน้อยที่สุด
-
อย่ามองผิวน้ำหรือคลื่นที่เกิดจากหัวเรือวิ่งชนแตกเป็นฟองฟ่อนขาวโพลนนานเกินไป
เพราะจะทำให้เราเวียนศีรษะและเมาเรือได้ง่ายขึ้น
ทางที่ดีควรมองไปที่โล่งๆและมองไปที่จุดใหญ่ๆ เช่น
เกาะแก่งที่อยู่ด้านหน้า มองผืนน้ำและท้องทะเลที่อยู่ไกลๆออกไป
เป็นต้น
|
|
10. เชื้อเพลิง
และไฟฉาย
(1) เชื้อเพลิงในที่นี้
ได้แก่ เตาแก๊สปิกนิก ไฟแช็คแก๊ส ไม้ขีดไฟ เทียนไข ขี้ไต้
หรือเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อกองไฟเพื่อหุงหาอาหาร
ให้ความสว่าง รวมทั้งยังช่วยป้องกันสัตว์ป่าไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้
(2) ไฟฉาย
ควรเป็นขนาดที่พอเหมาะ ไม่เล็กหรือใหญ่ทะเล่อทะล่าจนเกินไป
มีแสงส่องสว่างได้กว้างไกล หากเป็นไฟฉายที่ใช้ดำน้ำได้ก็ยิ่งดีมากๆ
และควรมีอะไหล่สำหรับหลอดไฟฉายและถ่านไฟฉายสำรองติดตัวไปด้วย
|
|
11.
หม้อสนาม ใช้ในการหุงหาอาหาร ไม่ว่าจะเป็นหุงข้าว
แกง ต้ม หรือผัด มีขนาดกะทัดรัด และสะดวกต่อการพกพา
ปกติหุงข้าวหม้อสนาม 1 ใบ(เต็มหม้อ) สามารถใช้ทานได้ประมาณ
4-6 คน
12.
อาหาร การจะท่องเที่ยวให้สนุกนั้นท้องของเราก็ต้องอิ่มด้วย
ดั่งคำกล่าวที่ว่ากองทัพเดินด้วยท้อง อาหารจะมีจำนวนมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมเดินทางและระยะเวลาของการท่องทะเลในครั้งนั้น
อย่าคิดว่าทะเลที่ใดก็ต้องมีร้านอาหารนะครับ เพราะเกาะแก่งบางแห่งนั้น
ความเจริญที่ว่าก็ยังเข้าไปไม่ถึง
-
อาหารแห้ง เช่น หมูแห้ง เนื้อแห้ง ปลาแห้ง กุนเชียง
บะหมี่สำเร็จรูป เป็นต้น อาหารประเภทนี้สามารถเก็บไว้ได้นาน
ไม่ต้องกลัวเสียหรือเน่า
|
- อาหารกระป๋อง
มีมากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแบบแกง ผัด อบ หรืออย่างแห้ง
ปัจจุบันได้มีการผลิตข้าวกระป๋องสำเร็จรูปออกมาขายอีกด้วย
เวลาซื้อก็ควรสำรวจดูว่าหมดอายุเมื่อใด แต่การเลือกอาหารประเภทนี้เข้าป่าควรเลือกเป็นตัวสุดท้าย
เพราะมีน้ำหนักมากกว่าชนิดใด และยังก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษ
หากนักท่องเที่ยวไม่ช่วยขนซากกระป๋องออกมาทิ้งลงในภาชนะที่ทางพื้นที่นั้นได้จัดไว้ต่างหาก
- อาหารสด
เช่น อาหารทะเล เนื้อสัตว์ และผักสด เป็นต้น อาหารประเภทนี้เก็บไว้ไม่ได้นาน
แต่ถ้าต้องการนำเข้าป่าก็จะต้องมีเทคนิคที่ทำให้อาหารอยู่ได้นาน
ซึ่งมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน อาทิเช่น หากเป็นเนื้อสัตว์ทั้งก้อนก็ควรรมควัน
หรือย่าง แต่หากเป็นเนื้อสัตว์ที่ถูกหั่นชิ้นเล็กๆก็ให้คั่วหรือรวนให้สุก
ส่วนผักสดก็ควรเลือกผักที่เหี่ยวเฉาได้ค่อนข้างช้า เป็นต้น
ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่าการนำอาหารสดไปทะเลไม่ใช่เรื่องง่ายๆเช่นเดียวกับเข้าป่า
และยังเสียเวลาในการประกอบอาหารอีกด้วย
13. นกหวีด
และถุงพลาสติก
(1) นกหวีด
บางคนอาจจะหัวเราะเยาะแกมขบขันและคิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไร?
ทั้งๆที่มันนี้แหละคือสิ่งที่เราจะใช้ขอความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
โดยเฉพาะหากสามารถเลือกหาซื้อนกหวีดน้ำได้ก็จะดียิ่ง เพราะนกหวีดน้ำจะสามารถเป่าให้ดังลั่นได้
แม้มีน้ำขังอยู่ก็ตาม
(2) ถุงพลาสติก
เพื่อไว้ใช้ห่อเสื้อผ้าและสัมภาระที่หากถูกเปียกน้ำแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ไม่ว่าจะเป็นการท่องป่าในฤดูกาลใด
เพราะไม่มีใครยืนยันนั่งยันได้ว่าจะไม่มีฝนตกในฤดูหนาวและฤดูร้อน
หรือขณะเดินข้ามลำน้ำเราอาจจะลื่นหกล้มจนทำให้สัมภาระภายในเป้ฯเปียกน้ำก็ได้
นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้อีก เช่น
ใช้เป็นโคมไฟเทียมเพื่อป้องกันลมพัดดับ และยังช่วยให้เปลวเทียนส่องแสงสว่างมากขึ้น
หรือใช้บรรจุน้ำจากลำห้วยไปยังแค้มป์ที่พัก ซึ่งไม่มีแหล่งน้ำอยู่เลย
เป็นต้น
ในที่นี้ไม่ขอกล่าวถึงอุปกรณ์ดำน้ำ
ซึ่งได้กล่าวไว้อย่างละเอียดแล้วในหัวข้อแนะนำการใช้อุปกรณ์แค้มปิ้ง
(http://www.e-travelmart.com/used_camping.html)
|
4.
การเลือกทำเลที่ตั้งแค้มป์ และการตั้งแค้มป์
มีรายละเอียดเช่นเดียวกับเตรียมตัวท่องไพร
แต่มีข้อเพิ่มเติมอีก 2 ข้อ ได้แก่
1.
ห้ามก่อกองไฟบริเวณชายหาดหรือหาดทรายเพราะนอกจากจะทำให้หาดทรายขาวละเอียดที่สวยงามเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ
อันเป็นการทำลายธรรมชาติแล้ว ซากเศษไม้ที่หลงเหลือจากการถูกเผาไหม้ยังอาจเป็นอันตรายแก่ผู้คนที่เดินมาเหยียบโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
2.
ไม่ควรดื่มของมึนเมาขณะลงเรือเดินทาง รวมทั้งก่อนลงดำน้ำ
|
|
|
|
5.
ข้อควรปฏิบัติในการดำน้ำผิวน้ำ
มีข้อควรปฏิบัติดังนี้
(1)
ควรเลือกอุปกรณ์ที่มีความถนัดและเหมาะแก่ผู้ใช้แต่ละคน
ซึ่งการดำน้ำแบบนี้มักใช้เพียงหน้ากากดำน้ำ ท่อหายใจ
และชูชีพ หรืออาจจะมีตีนกบสำหรับผู้ที่ใช้เป็น
(2)
เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการดำน้ำ โดยไม่นอนดึก
และไม่ดื่มของมึนเมา
(3)
ทดลองฝึกอุปกรณ์ดำน้ำตามชายหาดตื้นๆก่อนดำน้ำ เพื่อให้เกิดความเคยชินกับอุปกรณ์
|
(4) ก่อนลงดำน้ำราว
30 นาที ควรดื่มน้ำมากๆ ที่สำคัญต้องไม่อิ่มจนเกินไป ไม่หิวจนเกินไป
และอากาศต้องไม่ร้อนจัดจนเกินไป
(5) นอกจากจะต้องสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งที่ลงดำน้ำแล้ว
ชุดที่จะดำน้ำควรเป็นเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายจากการถูกแดดเผาด้วย
(6) ไม่ควรดำน้ำเพียงลำพัง
แต่ควรมีเพื่อนดำน้ำด้วยเสมอ
(7) ขณะว่ายน้ำ
ควรใช้สายตามองไปข้างหน้าสลับกับการก้มมองข้างล่าง โดยให้มีระยะห่างจากแนวปะการังพอควร
เพื่อป้องกันเมื่อกระแสน้ำพัดพาไปถูกแนวปะการัง
(8) ควรระมัดระวังการใช้ตีนกบขณะอยู่ในแนวปะการัง
เพราะอาจทำลายแนวปะการังโดยไม่ตั้งใจได้ และแม้แต่บริเวณแนวปะการังที่มีพื้นทรายก็ไม่ควรเตะตีนกบ
เพราะจะทำให้ทรายตามพื้นฟุ้งกระจายขึ้นมาจนปกคลุมปะการัง
เป็นผลให้ปะการังตายในที่สุด
ทั้งนี้ควรพึงระลึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมการดำน้ำอาจทำให้สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลต้องพังทลายและตายจากไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ดังนั้นนักดำน้ำ(ทั้งแบบดำน้ำผิวน้ำ และดำน้ำลึก)ทุกคนจึงควรรู้ข้อห้าม
3 ประการ ได้แก่
- ห้ามสัมผัสหรือจับต้องสัตว์น้ำทุกชนิด
อย่าดำน้ำไล่ต้อน แต่ควรเฝ้าชมอยู่ในระยะที่ห่างพอควร
- ห้ามแตะต้องปะการัง
และห้ามยืนพักบนปะการัง แม้ว่าจะเป็นโขดปะการังสมองที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรง
แต่ในตัวของมันนั้นมีชีวิตเล็กๆที่อาศัยอยู่ที่อาจจะตายได้เพียงแค่เราสัมผัส
- ห้ามเก็บสิ่งของจากท้องทะเล
ไม่ว่าจะเป็นปะการัง กัลปังหา หรือแม้แต่เปลือกหอย
|
|