ถอดรหัสธรรมชาติ โดย..คนเฝ้าดง..
ไม้เบิกนำแห่งการปลูกป่า


เรือนยอดไม้สร้างความร่มเงาและชุ่มชื้นให้ผืนดิน

                              การสำรวจพื้นที่ป่าไม้เมืองไทยล่าสุดในปี 2561 พบว่าเมืองไทยคงมีพื้นที่ป่าไม้ 102,488 ล้านไร่ หรือร้อยละ 31.68 มากกว่าปี 2560 อยู่ที่ 332 ล้านไร่ หรือร้อยละ 0.10 โดยภาคเหนือมีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุด จำนวน 38,533,429.40 ไร่ หรือร้อยละ 64.17 ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 0.04 รองลงมาคือภาคตะวันตก มี 20,108,513.54 ไร่ ร้อยละ 59.08 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 0.02 , ภาคใต้มีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 24.02 , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15,750,098.53 ไร่ ร้อยละ 15.03 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 0.09 , ภาคกลาง 12,163,869.66 ไร่ ร้อยละ 21.37 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 0.22 และภาคตะวันออก 4,725,162.36 ไร่ ร้อยละ 21.93 เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 0.06
ขณะที่เมื่อดูข้อมูลในรายจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นมากที่สุด 5 จังหวัดแรก คือ จ.เพชรบูรณ์ เพิ่มขึ้น 62,394.96 ไร่ รองลงมา จ.ชัยภูมิ 56,100.06 ไร่ , จ.พังงา 35,045.66 ไร่ , จ.นครราชสีมา 30,096.33 ไร่ และ จ.พิษณุโลก 26,600.28 ไร่

ส่วนจังหวัดที่มีการบุกรุกป่าไม้มากที่สุด 5 จังหวัดแรก คือ จ.แม่ฮ่องสอน ลดลง 40,671.59 ไร่ รองมาเป็น จ.กาญจนบุรี 25,499.01 ไร่ , จ.เชียงราย 16,445.66 ไร่ , จ.อุบลราชธานี 13,115.78 ไร่ และ จ.ยโสธร 10,736.47 ไร่

ขณะที่กรุงเทพฯเป็น 1 ใน 23 จังหวัดที่มีป่าไม้น้อยกว่าร้อยละ 20

 

จากข้อมูลการสำรวจพื้นที่ป่าไม้เมืองไทยล่าสุด จะเห็นว่ามีภาคเหนือและภาคตะวันตก เพียง 2 ภาคเท่านั้น ที่มีพื้นที่ป่าเกินร้อยละ 40 ของพื้นที่ ตามนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่า

หากเปรียบเทียบพื้นที่ป่าของไทยในระดับโลกที่มีอยู่ 239 ประเทศ(ข้อมูลปี 2558) เราอยู่ในอันดับที่ 118 หากเปรียบเทียบในระดับทวีปเอเชีย เราอยู่ในอันดับที่ 16 จาก 48 ประเทศ แต่ถ้าเปรียบเทียบเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราอยู่ในอันดับที่ 9 จาก 11 ประเทศ

ทำให้การป้องกันและรักษาทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเป็น 1 ในนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ และได้มีการตั้งเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดให้ภายในปี 2580 ต้องมีพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ

พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ตรงข้ามกับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้มีความต้องการที่จะใช้ทรัพยากรป่าไม้เพิ่มขึ้นในหลายๆด้าน เช่น การสร้างที่อยู่อาศัย การบุกรุกพื้นที่เพื่อทำเกษตร เป็นต้น ผลที่ตามมาหากไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้ดีพอ ก็คงเป็นภาพ“ภูเขาหัวโล้น” ที่เราพบเห็นในหลายจังหวัดทางภาคเหนือที่เกิดขึ้นในอดีต

เมื่อป่าถูกบุกรุกทำลายจนกลายเป็นเว้าแหว่งหรือภูเขาหัวโล้น สิ่งที่ต้องตามมาในการแก้ไขเบื้องต้น ก็คือ“การปลูกป่า”เพื่อทดแทนผืนป่าที่หายไป การปลูกป่านั้นรู้ไหมว่าประเทศไทยมีหน่วยงานที่อาสาปลูกป่านับสิบ มีพื้นที่ปลูกป่านับล้านๆไร่ แต่ผลที่ได้…ก็อย่างที่เห็น ได้ผลจากการปลูกป่าราว20%เท่านั้น

บางคนบอกว่าเป็นเพราะปลูกป่าแล้วไม่มีใครดูแลกล้าไม้ พอเจอสภาพอากาศที่แล้งบ้างหนาวบ้างก็ตาย บ้างก็บอกว่าเป็นเพราะไม่คำนึงสภาพพื้นที่ที่จะปลูกป่าว่ามีลักษณะเช่นไร และไม่ค้นคว้าหาข้อมูลว่าแต่เดิมนั้นผืนป่าดังกล่าวมีไม้อะไรบ้าง

สภาพป่าแต่ละแห่งและแต่ละท้องที่ในแต่ละภูมิภาคก็มีพรรณไม้ทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกันไป ที่สำคัญเราต้องคำนึงถึงบริบทของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ให้เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจ๋า เศรษฐกิจจ๋า หรือสังคมจ๋า เพราะทุกส่วนล้วนมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมาปรึกษาหารือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

แต่งานเร่งด่วนสุดๆ ยิ่งกว่าการฟื้นฟูป่าแหว่งหรือเขาหัวโล้น คือ การรักษาป่าไม้ให้คงอยู่ มิให้ถูกทำลายเพิ่ม และไม่ใช่การรักษาพื้นที่สีเขียวหรือวิวสวยๆเท่านั้น แต่ต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของสังคมป่าไว้ให้ได้ ผืนป่าไทยจึงจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งแก้ปัญหาความยากจน การขาดแคลนที่ทำกิน การรุกคืบของทุนด้านการเกษตร นโยบายที่ผิดพลาดของภาครัฐ ความโลภและมักง่ายของผู้คน เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้ผืนป่าลดลงอย่างน่าใจหาย หากทำให้“คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้” การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าย่อมไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป


ความหมายของคำว่า“ไม้เบิกนำ”


เกริ่นมายืดยาวก็เพื่อให้ได้รับรู้ว่า การปลูกป่าฟื้นฟู(Forest Restoration)ที่ถูกต้องนั้น ต้องเป็นการปลูกป่าแบบผสมผสานระหว่างไม้เบิกนำร่วมกับไม้ดั้งเดิมของพื้นที่นั้นๆ โดยระยะแรกเริ่มปลูกไม้เบิกนำที่เหมาะสมต่อพื้นที่ และระยะที่สองเริ่มลงมือดำเนินการเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสม จึงเริ่มลงมือปลูกไม้ดั้งเดิมเสริมเข้าไป ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้อัตราการรอดตายของไม้ดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ป่าฟื้นฟูนั้นมีโครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพรรณพืชสมบูรณ์มากขึ้น และสามารถเจริญทดแทนกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็ว

กิ่วแม่ปาน อุทยานฯดอยอินทนนท์

                              คำว่า“ไม้เบิกนำ”หรือ“พืชเบิกนำ”(Pioneer Species) เป็นไม้ที่ชอบแสงมาก จึงสามารถขึ้นในที่โล่งได้ดี และมีความต้องการอาหารค่อนข้างต่ำ ต้องการน้ำน้อย แต่หากได้น้ำเพียงพอแค่ฤดูกาลเดียว มันจะโตได้อย่างรวดเร็วและปกคลุมพื้นที่ได้ดีมาก นอกจากนี้เมล็ดพันธุ์ของมันจะปรับตัวให้แพร่กระจายไปกับลมได้เป็นอย่างดี สามารถปลิวไปตกในพื้นที่ไกลๆ เมื่อพันธุ์ไม้กลุ่มนี้คลุมพื้นที่ มันจะช่วยไม่ให้หน้าดินถูกชะล้าง แล้วทิ้งใบร่วงเร็วเพื่อให้รากดูดซับความชื้น แต่พืชเหล่ามีอายุสั้น เมื่อตายไปและย่อยสลายจะช่วยเติมปุ๋ยให้กับดินได้รวดเร็วขึ้น เมื่อดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ จึงเป็นกรเปิดโอกาสให้พันธุ์ไม้เจ้าของถิ่นเดิม(ที่เราปลูกไว้ในระยะที่2)งอกและเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทน

ไม้เบิกนำเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในพื้นที่เพียงชั่วคราวในชั้นของการทดแทน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยสังคมพืชชั้นสูงขึ้นไปเมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม หรืออาจกล่าวว่า“ไม้เบิกนำจะเป็นพืชที่เสียสละปรับดินให้พร้อมและเติบโตเป็นพี่เลี้ยงให้ร่มเงาแก่ไม้ยืนต้นในอนาคต ซึ่งจะใช้ระยะเวลาอย่างน้อย2ปีเป็นอย่างต่ำ”

พืชเบิกนำพบได้ตั้งแต่พืชล้มลุก ไม้พุ่ม จนถึงไม้ยืนต้น เช่น สาบเสือ หญ้าคา ทะโล้(สารภี) เป็นต้น

ไม้เบิกนำของป่าแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกันว่าป่าแต่ละประเภทนั้นมีไม้ใดเป็นไม้เบิกนำ


ไม้เบิกนำแห่งป่าดิบเขา


ป่าดิบเขาเป็นป่าที่มีลักษณะเป็นป่าทึบ แต่จะโปร่งกว่าป่าดิบชื้น อยู่ในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับทะเลฯตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป พบได้ทุกภาคของเมืองไทย แต่ส่วนใหญ่จะพบทางภาคเหนือ ไม้เด่นของป่าประเภทนี้ก็คือ ก่อหลากชนิด มณฑาป่า สารภีป่า กำลังเสือโคร่ง เป็นต้น หากเป็นพื้นที่ที่สูงมากๆก็จะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ตามไม้ใหญ่จะปกคลุมไปด้วยมอสส์และเฟินปกคลุมหนาแน่นราวต้นไม้ใส่เสื้อ

สารภีป่า(Anneslea fragrans Wall.)

                              เมื่อมนุษย์เข้าไปบุกเบิกถากถางเพื่อทำไร่ หรือจุดไฟเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ทำให้ผืนป่าดิบเขากลายเป็นผืนป่าแหว่ง ก่อนจะมีพืชตระกูลหญ้าเข้ามาครอบครอง

ไม้เบิกนำที่เหมาะสมมีหลายชนิด เช่น ค่าหด(Engelhardtia spicata Lechen ex Blume) สารภีป่าหรือสารภีดอย(Anneslea fragrans Wall.) มังตานหรือสารภีป่า(Schima wallichii Korth.) เป็นต้น เพราะมีความสามารถในการทนความแห้งแล้งและไฟป่า นอกจากนี้ยังเป็นไม้ที่โตได้เร็วแม้ว่าพื้นดินนั้นจะมีแร่ธาตุน้อย


ไม้เบิกนำแห่งป่าภาคใต้


ป่าภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบชื้น ไม้เบิกนำที่เหมาะสมมีด้วยกันหลายชนิด

โชน(Dicranopteris linearis Underw.)

                              อาทิเช่น โชน(Dicranopteris linearis Underw.) หญ้าไม้กวาด(Thysanolaena maxima Kuntze) กล้วยป่า(Musa acuminata Colla) โคลงเคลงขี้นก(Melastoma malabathricum L.) พังแหรใหญ่(Trema orientalis Blume) ลำพูป่า(Duabanga grandiflora Walp.) กระทุ่มหรือตะกู(Neolamarckia cadamba Bosser) โพบาย(Balakata baccata Esser) โดยเฉพาะไม้สกุล Macaranga เป็นไม้เบิกนำที่จะเข้าครอบครองพื้นที่ว่างในป่า ขอบป่าดิบที่ลุ่มต่ำ และป่าพรุ ตัวอย่างของไม้สกุลนี้ เช่น ซอลอ(Macaranga hosei King ex Hook. f.) ลอ(Macaranga hypoleuca Müll. Arg.) มะฮังใหญ่(Macaranga pruinosa Müll. Arg.) เม็ก(Macaranga tanarius Müll. Arg.) หล่อง่าม(Macaranga triloba Müll. Arg.) เป็นต้น


ไม้เบิกนำแห่งป่าชายเลน


“ป่าชายเลนมีประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ชายฝั่งทะเล แต่ปัจจุบันป่าชายเลนของประเทศไทยเรากำลังถูกบุกรุกและถูกทำลายลงไปโดยผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน  จึงควรหาทางป้องกันอนุรักษ์และขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะต้นโกงกางเป็นไม้ชายเลนที่แปลกและขยายพันธุ์ค่อนข้างยาก เพราะต้องอาศัยระบบน้ำขึ้นน้ำลงในการเติบโตด้วย จึงขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง คือ กรมป่าไม้ กรมชลประทาน และกรมอุทกศาสตร์ ร่วมกันหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการทดลองขยายพันธุ์โกงกางและปลูกสร้างป่าชายเลนกันต่อไป” เป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(นายโฆษิต ปั้นเปื้อนรัษฎ์) เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2534

ต้นและรากหายใจของแสมขาว(Avicennia marina Vierh.)

                              ต่อมานักวิชาการก็ได้ทำการศึกษาจนได้ข้อสรุปว่า ไม้เบิกนำของป่าชายเลน คือ ไม้สกุลลำพู(Sonneratia sp.) และไม้สกุลแสม(Avicennia sp.) เพราะไม้2สกุลนี้สามารถขึ้นได้ในพื้นที่ว่างเปล่า และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่หรือสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นได้ดี รวมทั้งเป็นไม้โตเร็ว และมีอัตรารอดตายมากกว่าไม้ชนิดอื่น

ป่าชายเลน

                              เพราะการขึ้นอยู่ของกลุ่มไม้ในสังคมป่าชายเลนมีความสัมพันธ์กับสภาพพื้นที่และปัจจัยสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน กล่าวคือ พวกไม้ลำพู และแสม จะเป็นไม้เบิกนำที่ชอบขึ้นอยู่ริมแม่น้ำ ลักษณะเป็นดินเลนมีทรายผสมและมีน้ำท่วมถึงเป็นประจำ , โกงกางใบใหญ่และโกงกางใบเล็กจะชอบขึ้นอยู่ตามริมแม่น้ำซึ่งเป็นดินเลนหนา เป็นพื้นที่น้ำทะเลท่วมถึงเป็นประจำ เช่นเดียวกับพวกแสม-ลำพู , พวกไม้ถั่วและไม้โปรงชอบขึ้นอยู่ในที่ดินเลนค่อนข้างแข็งมีน้ำทะเลท่วมถึง , ไม้ฝาดและตะบูนชอบขึ้นในที่ดินเลนแข็ง และพื้นที่ระดับค่อนข้างสูงเล็กน้อย , พวกที่ชอบขึ้นอยู่บนพื้นที่เลนแข็งและมีน้ำทะเลท่วมถึงบางครั้งในรอบเดือน ได้แก่ กลุ่มไม้ตาตุ่ม เสม็ด เป้ง และสำหรับบริเวณที่ป่าชายเลนถูกถางและทำลายจะพบพวกปรงทะเลขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น


ไม้เบิกนำในพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่


พื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่แล้วนั้น จะมีสภาพเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดธาตุอาหารที่จำเป็นแก่พืช จึงทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้หากไม่มีการดูแลรักษา ดังนั้นในการเลือกพืชที่จะนำไปปลูกในพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่แล้วนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกพืชที่มีความทนต่อสภาวะที่แห้งแล้ง มีการเจริญเติบโตเร็ว ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็นพืชท้องถิ่นที่พบเห็นได้ทั่วๆไปในพื้นที่ หรือพืชที่โตเร็วไม่ต้องดูแลรักษามาก

พญาสัตบรรณ(Alstonia scholaris R. Br.)

                              ไม้เบิกนำของพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองแร่ อาทิเช่น หญ้าแฝก(Vetiveria Zizanioides Nash) พญาสัตบรรณ(Alstonia scholaris R. Br.) สีเสียดแก่น(Acacia catechu Willd.) เป็นต้น


ความในใจของผู้เขียน


เคยได้ยินคำนี้กันไหม “ปลูกต้นไม้ ไม่ใช่ปลูกป่า” เป็นคำกล่าวของนักอนุรักษ์กลุ่มหนึ่งที่ศึกษาวิธีการปลูกป่าที่ทำกันเป็นกิจกรรมประจำปีแล้ว เห็นว่าส่วนใหญ่มักเลือกพันธุ์ไม้ โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ปลูกพืชชนิดเดียวเป็นแถวเป็นแนวเพื่อความสวยงาม ผลที่ได้ถ้าไม่ตาย ก็ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเป็นป่าอย่างหนึ่ง

นกแก๊ก Oriental Pied Hornbill

                              การฟื้นฟูป่าเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ ว่ากันตามจริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายๆเพียงแค่หยิบกล้าไม้วางลงในหลุมดินและเอาดินกลบ ก่อนถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก แล้วรอให้มันเติบโตเปลี่ยนความแห้งแล้งเป็นชุ่มชื้น แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าความตั้งใจจริง เพียงแต่อาศัยทั้งความรู้และความเข้าใจ

การปลูกป่ามีหลายวิธี แต่วิธีที่ผู้เขียนชื่นชอบมากที่สุด คือ การปลูกป่าแบบไม่ปลูก ปล่อยให้ธรรมชาติฟื้นตัวด้วยตัวมันเอง แต่ภูเขาหรือพื้นที่นั้นต้องไม่มีแต่พืชจำพวกหญ้านะ และต้องไม่มีการให้มนุษย์เข้าไปบุกรุกอีก ต้นไม้เมื่อออกดอกออกผลจะมีการปลิวของเมล็ดพันธุ์แพร่กระจาย และมีสัตว์ป่า เช่น ลิง นก เป็นต้น ช่วยแพร่กระจายอีกทางหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….