ถอดรหัสธรรมชาติ โดย..คนเฝ้าดง..
“ปลากัด..นักสู้แห่งสยาม”


 

“รูปแบบต่างๆของหางปลากัด เครดิตภาพจาก Pinterest.com”

ประเทศไทยมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำและมีภูมิอากาศร้อนชื้น เราจึงพบเห็นปลากัดอยู่ทั่วไปตามแอ่งน้ำในเรือกไร่สวนนา สมัยผู้เขียนยังเป็นเด็กบ้านนอกก็มีนิสัยยิงนกตกปลาเหมือนเพื่อนๆทั่วไป ด้วยยังไม่รู้ประสีประสาเกี่ยวกับบาปบุญที่กระทำลงไป รู้แต่ว่าเป็นเรื่องของความสนุกสนานตามประสาเด็กชายทั่วไป พอเห็นเขานำปลากัดมากัดกันก็รู้สึกสนุก เมื่ออยากได้มาเลี้ยงก็ชักชวนเพื่อนๆไปจับตามท้องร่องน้ำในนาข้าวนำมาเลี้ยง แล้วให้อาหารตามธรรมชาติที่มันชอบกิน คือ ไรแดง หนอนแดง และลูกน้ำ แรกๆก็เป็นการเลี้ยงแบบลองผิดลองถูก คิดแต่ว่าต้องขุนให้อ้วนเพื่อจะได้ตัวใหญ่และสู้เขาได้ ที่ไหนได้เวลาเขานำมากัดกัน เขาต้องเปรียบเทียบขนาดกันก่อน อีกทั้งตัวใหญ่ก็ไม่คล่องแคล่วว่องไวเท่าตัวที่เล็กกว่า นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เทคนิคการเลี้ยงปลากัดให้แข็งแรงและดุ ด้วยการซ้อมให้ปลาว่ายน้ำออกกำลัง(อาจจะงงและคิดแย้งว่าปลาก็ว่ายน้ำอยู่แล้ว อ่านต่อไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจได้ถ่องแท้) และหาคู่มาซ้อมให้บ่อยๆ แต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 2-3 ปี ก็เริ่มเบื่อ แล้วหันไปเล่นซุกซนอย่างอื่นแทน


ความเป็นมาของปลากัดไทย


ปลากัดมีประวัติความเป็นมาอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานนับตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งการชนไก่และการกัดปลาเป็นเกมกีฬาและการพนันที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนไทย โดยเฉพาะเกมกีฬากัดปลา ว่ากันว่าเมื่อเสร็จจากงานประจำคือ อาชีพการเกษตร ผู้คนในแต่ละชุมชนตามชนบทต่างๆมักจะหอบหิ้วเอาปลากัดตัวเก่งของตัวเองออกมากัดแข่งขันกัน โดยมักนิยมใช้ปลากัดซึ่งเป็นปลาที่มีความอดทนสูงในการต่อสู้ รวมทั้งมีลีลาและชั้นเชิงในการต่อสู้ที่ตื่นเต้นน่าดูและน่าชมมาก นอกจากนั้นปลากัดยังเป็นปลาที่มีสีสันและครีบหางที่สวยงาม

ในสมัยรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1162 มีพระราชกำหนดห้ามเล่นพนันชนไก่ชนนกกัดปลา ตามประมวลกฎหมายตราสามดวง โดยมีบัญญัติเกี่ยวกับปลากัดไว้ว่า“..แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ห้ามอย่าให้ผู้ใดๆคบหาชักชวนกันชนไก่ชนนกคุ่มชนกกะทาชนนกศรีชมภู แลจัดปลาให้กัดพะนันกันเปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดมิฟัง จับได้พิจารณาเปนสัจ จะให้ลงพระราชอาญาขับเฆี่ยน ปรับไหมตามโทษานุโทษ แลให้สัสดีหมายบอก แลมีตราแจกไปเมืองปากไต้ฝ่ายเหนือ ประกาศป่าวร้องอนาปรชาราษฏรทังปวงจงทั่ว ให้กระทำตามพระราชกำหนดแจกมานี้ กฎให้ไว้ณะวันสุกระ เดือนสี่ขึ้นค่ำหนึ่ง จุละศักะราชพันร้อยหกสิบสอง ปีวอกโทศก”

“อิเหนา”เป็นวรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทยที่รู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และต่อมาได้ถูกปรับแต่งอีกหลายสำนวนในสมัยกรุงธนบุรี เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยสำนวนฉบับรัชกาลที่ 2 กล่าวถึงปลากัดว่า“..บ้างลงท่าโกนจุกสนุกสนาน มีงานการกึกก้องทุกแห่งหน บ้างตั้งบ่อนปลากัด นัดไก่ชน ทรหดอดทนเป็นเดิมพัน..”

จากบันทึกของ“สังฆราชปัลเลอกัวซ์”ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ระบุไว้ว่าพวกเด็กๆมีการเล่นหลายอย่าง โดยเฉพาะปลาเล็กๆสองชนิดที่กล้าหาญมาก ซึ่งมันเข้าจู่โจมกันสนุกนัก

                        ปี พ.ศ.2383 รัชกาลที่ 4 ได้มอบปลากัดแก่นายแพทย์ Theodor Cantor แห่ง Bengel Medical Service ของสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งได้วาดภาพและบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ไว้

ปี พ.ศ.2392 นาย นายแพทย์ Theodor Cantor ชาวเดนมาร์ก ได้เขียนบทความอธิบายลักษณะของปลากัดไทยและระบุชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macropodus pugnax ซึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้น เนื่องจากความสับสนระหว่างชนิดของปลาที่มีการค้นพบ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2452 C.Tate Regen ได้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens ชื่อสกุล Betta มีรากศัพท์มาจากภาละตินคำว่า Bettah แปลว่า เทพปกรณัมกรีก ซึ่งเป็นชนชาติของผู้ที่เป็นนักรบ ส่วนชื่อชนิด splendens มาจากคำว่า Splen did มีความหมายตรงกับคำว่า“beautiful” ดังนั้นชื่อวิทยฯว่า Betta splendens จึงหมายถึง“นักรบผู้สง่างาม”

ในหนังสือบันทึกของที่ปรึกษาราชการแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวไว้ว่าคนไทยนิยมเลี้ยงปลากัด เพื่อใช้พนันขันต่อกันอย่างแพร่หลาย มีแหล่งจำหน่ายใหญ่ที่ย่านสำเพ็ง และบางตัวนั้นแม้ด้วยเงินหลายร้อยบาทก็ยังซื้อไม่ได้

ความแตกต่างของตัวผู้และตัวเมีย เครดิตภาพจาก bettasmart.wordpress.com

                        สมัยนั้นเงินเดือนของข้าราชการระดับเสมียนฯ เพียงแค่เดือนละ 20 บาท แต่ราคาปลากัดตัวสำคัญๆเพียงตัวเดียว กลับมีราคาเท่ากับเงินเดือนของข้าราชการที่ต้องใช้เวลาทำงานนานหลายปีกว่าจะซื้อปลาตัวนั้นได้

การนำปลามากัดแข่งขันกันของคนไทยนั้น เดิมไม่ได้มีเพียงเฉพาะปลากัดเท่านั้น แต่ยังมีอีก 2 ชนิด คือ “ปลาหัวตะกั่ว และปลาเข็ม” แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าปลากัด เพราะนอกจากปลากัดจะมีลีลาการต่อสู้ที่เร้าใจและอดทนแล้ว ยังเป็นปลาที่สวยงาม โดยเฉพาะเวลาที่มันพองตัวเพื่อต่อสู้และมีสีเข้มขึ้น ครีบทุกครีบจะแผ่กางออกเต็มที่ แผ่นเยื่อหุ้มเหงือกขยายพองตัวออกและมีสีน้ำเงินหรือสีแดงปรากฏขึ้นเห็นได้ชัดเจน ทำให้ดูสง่าอาจหาญ


ธรรมชาติของปลากัด


ปลากัดเป็นปลาพื้นเมืองที่แพร่กระจายในเมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ขนาดลำตัว 5-7 ซม.(วัดจากจงอยปากถึงโคนครีบหาง) ซึ่งมีความยาวราว 2.9-3.3 เท่าของความกว้างลำตัว ลำตัวแบนข้าง หัวเล็ก ปากเล็กและเชิดขึ้นด้านบนเล็กน้อย มีกระดูกอยู่ที่ด้านหน้าช่องตา(preorbital) มีเกล็ดละเอียดขนาดเล็กปกคลุมทั้งส่วนหัวและลำตัว ครีบหลังอยู่ค่อนไปทางด้านหาง ครีบหลังมีก้านครีบเดี่ยว 1-2 ก้าน และก้านครีบแขนง 7-9 ก้าน ฐานครีบก้นยาว มีก้านครีบเดี่ยว 2-4 ก้าน และก้านครีบแขนง 21-24 ก้าน ครีบอกมีขนาดเล็กกว่าครีบอื่นๆ ลำตัวไม่มีเส้นข้างตัว เมื่อปลากัดมีอายุได้ราว 10 วัน จะมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจอยู่ที่โพรงอากาศหลังช่องเหงือกทั้งสองข้าง(เช่นเดียวกับปลากระดี่ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน) อวัยวะนี้มีชื่อว่า “Labyrinth Organ” เป็นแผ่นกระดูกอ่อนบางๆเรียงซ้อนทับกันไปมาและมีรอยหยักคล้ายดอกเห็ดหูหนูขาว บนแผ่นนี้ประกอบด้วยเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้โดยไม่ต้องผ่านเหงือก จึงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างทนทานในน้ำนิ่งที่มีออกซิเจนต่ำได้ โดยการขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเป็นระยะๆ

ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ตัวผู้มีครีบและหางยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อย และยังมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด

ปลากัดขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเป็นระยะๆ ในฤดูแล้งเมื่อแหล่งน้ำที่อาศัยอยู่แห้งลง ปลากัดจะเข้าไปอาศัยอยู่ในรูของปูนาตามขอบหนอง ชายบึง ริมคลอง และร่องน้ำตื้นๆ พอถึงช่วงต้นฤดูฝนที่หยาดฝนเทลงมาจากฟากฟ้า ปลากัดก็จะออกมาจากรูดังกล่าวเพื่อดำเนินชีวิตต่อไป

โดยธรรมชาติปลากัดจะมีนิสัยก้าวร้าว และหวงถิ่น มีนิสัยชอบกัดต่อสู้กัน พบได้มากในตัวผู้มากกว่าตัวเมีย และตัวผู้ยังมีนิสัยชอบทำร้ายตัวเมีย พฤติกรรมนี้จะแสดงออกเมื่อมีอายุประมาณ 1.5 – 2 เดือน

เมื่อตัวผู้อยู่ในสภาวะตื่นตัวที่จะกัดต่อสู้กัน ตัวผู้สามารถเปลี่ยนสีได้งดงาม ครีบทุกครีบจะแผ่กางออกเต็มที่ แผ่นหุ้มเหงือกขยายพองตัวออก พร้อมกับมีสีน้ำเงินหรือสีแดงปรากฏขึ้นชัดเจนในโทนสีต่างๆ ทำให้ดูสง่าสวยงาม แต่เมื่อถอดสีหรือไม่สู้นั้น ทั้งตัวและครีบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลด้านๆคล้ายใบหญ้าแห้งที่ห้อยแช่น้ำอยู่

ใส่คำบรรยายใต้ภาพว่า..ปลากัดตัวเมีย

                        ปลากัดที่พบในไทยมีสีน้ำตาลขุ่น หรือสีเทาแกมเขียว มีลายตามลำตัว ครีบและหางสั้น พบอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ตามพื้นที่ที่มีหญ้ารกหรือระหว่างพรรณไม้น้ำในแหล่งน้ำตื้นที่ค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ และมีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นประปราย โดยไม่พบตามแม่น้ำลำคลองหรือหนองบึงที่มีน้ำลึก ปลากัดเป็นปลาที่มีอายุสั้น ส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ปี ชอบกินอาหารจำพวกสัตว์ขนาดเล็กหรือตัวอ่อนของแมลง เช่น ไรแดง หนอนแดง ลูกน้ำ เป็นต้น โดยพบทั่วทุกภาคของไทย

ศัพท์และสำนวนไทยเกี่ยวกับปลากัด (ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)

ปลากัดมีอิทธิพลต่อสังคมไทยในมัยก่อนเป็นอย่างมาก มีภาษาและคำศัพท์ต่างๆที่ควรรู้ ดังนี้

“นักเลงปลา” หมายถึง ผู้ที่ชอบการกัดปลา

“กระโดง” หมายถึง ครีบหลัง

“เครื่อง” หมายถึง ครีบหลัง และหาง

“ตะเกียบ”หรือ“ทวน” หมายถึง ครีบท้อง

“ชายน้ำ” หมายถึง ปลายครีบก้น

“เขม่า” หมายถึง ลักษณะปนเปื้อนของสีที่คล้ายรอยประตามลำตัว

“ไล่น้ำ” หมายถึง การนำปลาปล่อยลงในน้ำวน เพื่อให้ปลาออกกำลังกายด้วยการว่ายทวนน้ำ มักทำในอ่างปากว้าง แล้วใช้มือกวนน้ำให้วน ก่อนปล่อยปลาลงไป

“ปลาป่า”หรือ“ปลาลูกทุ่ง” หมายถึง ปลากัดที่อยู่ตามแหล่งธรรมชาติในท้องนา หนอง คลอง และบึงที่ตื้น

“ปลาลูกแท้” หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากการผสมระหว่างพ่อแม่ที่เกิดในครอกเดียวกัน

“ปลาลูกสับ” หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากการผสมระหว่างพ่อแม่ที่เกิดต่างครอกกัน

“ปลาลูกสังกะสี” หมายถึง ลูกผสมระหว่างปลาลูกหม้อกับปลาป่า

นอกจากนี้ภาษาและคำศัพท์ต่างๆที่ใช้กันนั้น มีหลายคำได้กลายเป็นคำที่นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ เช่น

“ลูกหม้อ” หมายถึง ผู้ที่มีกำเนิดผูกพันอย่างแท้จริง มาจากคำว่า“ปลาลูกหม้อ” หมายถึง ลูกปลาที่คัดสายพันธุ์เลือกสรรมาอย่างต่อเนื่อง

“ลูกไล่” หมายถึง คนที่ไม่สู้คน หรือถูกข่มอยู่ตลอดเวลา มาจากคำว่า“ปลาลูกไล่” หมายถึง เป็นปลากัดที่ไม่ยอมสู้ตัวอื่น มักถูกนำมาใช้ในการซ้อมปลากัดที่จะลงแข่งขัน เพื่อให้ได้ไล่ออกกำลัง

“ก่อหวอด” หมายถึง การคิดกระทำมิดีมิร้าย มาจากการก่อหวอดของปลากัดตัวผู้ที่วางแผนจะผสมพันธุ์ตัวเมีย ด้วยการก่อหวอดสร้างรังไว้ก่อน

“ถอดสี” หมายถึง อาการตกใจ ไม่สู้ หรือยอมแพ้ มาจากอาการของปลากัดที่ปกติมีสีเข้มขณะต่อสู้ แต่เมื่อไม่สู้หรือยอมแพ้ สีตัวจะจางลง

“ติดเบ็ด” นำมาใช้ในภาษาการต่อยมวยที่นักมวยกอดกันแน่นและบิดไปมา มาจากอาการต่อสู้ของปลากัดที่ต่างหันหน้าเข้าหากันและต่างใช้ปากกัดปากกันจนล็อกขากรรไกร สักครู่ลำตัวก็จะบิดไปมา โดยจะติดกันอยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะปล่อยหลุด

ชนิดของปลากัดไทย (ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)

ปลากัดอยู่ในวงศ์ย่อย MACROPODINAE วงศ์ OSPHRONEMIDAE เป็นปลากัดในกลุ่มอมไข่(Mouthbrooder) ทั่วโลกพบปลากัดกว่า 40 ชนิด แต่ละชนิดมีรูปร่างไม่แตกต่างกัน แต่จะมีพฤติกรรมการขยายพันธุ์การวางไข่ที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่เป็นแหล่งกำเนิดของสายพันธุ์ที่มันอาศัยอยู่

ปลากัดช้าง ตัวเมีย เครดิตภาพจาก nicebetta.blogspot.com

                        ปัจจุบันในประเทศไทยมีรายงานการพบปลากัดไม่น้อยกว่า 11 ชนิด  อาทิเช่น Betta apollon Schindler & Schmidt; 2006 ; Betta imbellis Ladiges, 1975 ชื่อไทยคือ ปลากัดภาคใต้ พบทางภาคใต้ ; Betta mahachaiensis Kowasupat, Panijam, Ruenwogsa & Sriwattanarrothai, 2012 ชื่อไทยคือ ปลากัดป่ามหาชัย พบที่เขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม และมหาชัย จ.สมุทรสาคร ; Betta ferox Schindler & Schmidt; 2006 พบใน จ.สงขลา ; Betta pallida Schindler & Schmidt, 2004 พบใน จ.สุราษฏร์ธานี และ จ.นราธิวาส ; Betta pi Tan, 1998 ชื่อไทยคือ ปลากัดช้าง หรือปลากัดน้ำแดง พบตามป่าพรุทางภาคใต้ เป็นปลากัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และมีรายงานพบการกระจายพันธุ์ในประเทศมาเลเซียอีกด้วย ; Betta prima Kottelat, 1994 ชื่อไทยคือ ปลากัดหัวโม่ง หรือปลากัดหัวโม่งจันทบุรี พบตามลำธารบนภูเขาทางภาคตะวันออก และมีรายงานการพบกระจายพันธุ์ในประเทศกัมพูชาอีกด้วย ; Betta simplex Kottelat, 1994 ชื่อไทยคือ ปลากัดกระบี่ เป็นสัตว์ถิ่นเดียวของประเทศไทย มีลักษณะเด่นชัดที่ครีบต่างๆ โดยเฉพาะครีบก้นมีขอบสีดำและแถบสีฟ้าชัดเจน พบใน จ.กระบี่ ; Betta smaragdina Ladiges, 1972 ชื่อไทยคือ ปลากัดอีสาน หรือปลากัดเขียว พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ; Betta splendens Regan, 1910 ชื่อไทยคือ ปลากัดทุ่ง หรือปลากัดทุ่งภาคกลาง อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตื้นที่มีน้ำคุณภาพดี ส่วนใหญ่พบในภาคกลาง มีพบประปรายทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลางจนถึง จ.ระนอง

ในที่นี้ขอแนะนำให้รู้จักเพียง 4 ชนิด ได้แก่

  1. ปลากัดภาคใต้ หรือปลากัดป่าภาคใต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta imbellis Ladiges, 1975 มีรูปร่างคล้ายปลากัดทุ่งและปลากัดอีสาน แต่รูปร่างเรียวยาวและมีครีบหลังค่อนไปทางด้านหลังลำตัว มีพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่า2ชนิดแรก ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนเหลือบแดงและน้ำเงิน ครีบหลังและครีบก้นสีคล้ำออกแดงและมีแถบสีฟ้าเรืองแสง ปลายครีบก้นมีแต้มสีแดงสดและขลิบสีขาว พบทางภาคใต้ นิยมเลี้ยงเพื่อนำมากัดกันเท่านั้น

ปลากัดภาคใต้

  1. ปลากัดป่ามหาชัย หรือปลากัดมหาชัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta mahachaiensis Kowasupat, Panijam, Ruenwogsa & Sriwattanarrothai, 2012 มีชื่อสามัญว่า Mahachai Betta มีลักษณะและรูปร่างคล้ายกับปลากัดทุ่ง แต่มีความแตกต่างกันที่สีและรายละเอียดบางประการ เช่น เกล็ดมีสีฟ้าอมเขียว หรือสีเขียวแวววาว ลักษณะเกล็ดไล่เรียงตัวกันเหมือนฝักข้าวโพด ลำตัวมีสีเข้มตั้งแต่สีน้ำตาลจนถึงสีดำสนิท บริเวณแก้มหรือแผ่นปิดเหงือกมีขีดสีฟ้า2ขีด ครีบอกคู่แรกมีสีฟ้า ครีบหางสีฟ้า มีทั้งรูปกลมและปลายแหลมเหมือนใบโพธิ์ เป็นปลากัดชนิดเดียวในเมืองไทยที่เยื่อใต้แผ่นปิดเหงือกเป็นสีดำสนิท ไม่มีขีดหรือแถบสีแดงมาแซมเหมือนปลากัดชนิดอื่น พบที่เขตบางขุนเทียน จ.กรุงเทพฯ จ.สมุทรปราการ จ.สมุทรสงคราม และมหาชัย จ.สมุทรสาคร

ชื่อชนิด mahachaiensis ตั้งชื่อตามสถานที่ที่พบครั้งแรกของโลก คือ มหาชัย จ.สมุทรสาคร ซึ่งผู้ที่ค้นพบคือทีมงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Zootaxa

ปลากัดป่ามหาชัย เครดิตภาพจาก sci-news.com

  1. ปลากัดอีสาน หรือปลากัดเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta smaragdina Ladiges, 1972 มีรูปร่างคล้ายปลากัดทุ่ง แต่รูปร่างเพรียวยาวกว่า เกล็ดมีสีเขียวมากกว่าทั้งที่ข้างแก้มและลำตัว บางตัวอาจมีเหลือบสีฟ้า ครีบมีสีเขียวหรือสีฟ้า และมีลายประสีดำ พบตามแหล่งน้ำตื้นที่นิ่งหรือไหลเอื่อยๆทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางพื้นที่ในประเทศลาว นิยมเลี้ยงเพื่อนำมากัดกันเท่านั้น

ปลากัดอีสาน

  1. ปลากัดทุ่ง หรือปลากัดทุ่งภาคกลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens Regan, 1910 มีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fishหรือ Siamese Betta มีลักษณะลำตัวเรียวยาว และแบนด้านข้าง สีเทาแกมดำ ปากเล็กและเชิดขึ้นด้านบนเล็กน้อย หัวมีเกล็ดปกคลุม เกล็ดสีเข้มวาว เหงือกสีเขียว ครีบก้นมีฐานครีบค่อนข้างยาว มีจำนวนก้านครีบ 23-26 อัน ครีบท้องเล็กยาวสีแดง พบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำตื้นที่มีน้ำคุณภาพดี ส่วนใหญ่พบในภาคกลาง มีพบประปรายทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคกลางจนถึง จ.ระนอง

ชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมเพาะเลี้ยงกันมากและได้ถูกปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อให้ได้ปลาที่กัดเก่งและได้ปลากัดที่มีลักษณะสวยงาม เนื่องจากมีลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรผันได้มาก สามารถสร้างลักษณะสีและครีบได้มากมาย เมื่อมีการนำมาผสมพันธุ์กันจึงมีโอกาสที่ยีนซึ่งควบคุมลักษณะต่างๆที่แฝงอยู่ สามารถแสดงลักษณะออกมาให้เห็นต่างกันไป

โดย“ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ”(Hugh Mc Cormick Smith) นักชีววิทยาชาวอเมริกัน มีส่วนสำคัญที่ทำให้ปลากัดไทยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเขียนบทความชื่อ“The Fighting Fish of Siam” ลงในวารโคเพีย ฉบับที่159 , วารสารไซเอนซ์ไดเจสต์ ฉบับที่2 และวารสารเนเชรัลฮิสทรี ฉบับที่39 บรรยายถึงลักษณะเฉพาะของปลากัดชนิดนี้ รวมทั้งการพองตัวต่อสู้ การแข่งขันพนันกัดปลาในประเทศไทย การเพาะพันธุ์ปลากัดเพื่อเลี้ยงกัดในการพนันและเพาะเลี้ยงเพื่อความสวยงาม นอกจากนี้ในภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ เรื่อง From Russia with Love ในปี พ.ศ.2509 ก็ได้มีการอ้างอิงถึงปลากัดในเชิงสัญลักษณ์ด้วย

ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ เครดิตภาพจาก library.ucsd.edu

                        ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ เกิดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา จบการศึกษาปริญญาเอกแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ เริ่มต้นทำงานที่สำนักงานประมงแห่งสหรัฐอเมริกาในตำแหน่งหัวหน้าปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเล และเป็นผู้กำกับดูแลงานด้านการศึกษาและสำรวจธรรมชาติในทางวิทยาศาสตร์ในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหรัฐอเมริกา

ต่อมาได้เดินทางพร้อมคณะนักสำรวจของสมาคมเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก เพื่อสำรวจความหลากหลายของธรรมชาติในภูมิภาคแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในรัชกาลที่ 6 เพื่อต้องการศึกษา“ปลาเสือพ่นน้ำ”(Toxotes sp.) เป็นปลาน้ำจืดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความสามารถพิเศษแตกต่างไปจากปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ

ปี พ.ศ.2464 รัชกาลที่ 6 ได้ดำริจัดตั้งหน่วยงานราชการขึ้นมากำกับดูแลงานทางด้านสัตว์น้ำ ใช้ชื่อว่า“หน่วยเพาะพันธุ์ปลา”หรือ“หน่วยบำรุงและรักษาสัตว์น้ำ” ขึ้นตรงต่อกระทรวงเกษตราธิการ(ปัจจุบัน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และแต่งตั้งให้ ดร.ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ ดำรงตำแหน่ง Adviser in fisheries to His Siamese Majesty’s Govermment มีสำนักงานอยู่ที่“วังสุริยง”(ปัจจุบัน คือ นางเลิ้ง)

งานขั้นแรก คือ การสำรวจว่าสัตว์น้ำที่มีอยู่ในประเทศไทยมีมากน้อยเท่าใด เพื่อนำมาประกอบการเพาะพันธุ์ การบำรุงพันธุ์พันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อขยายผลในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป ซึ่งผลในการสำรวจจะจำแนกในทางชีววิทยา โดยมีภาพประกอบและจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ โดยการสำรวจในน่านน้ำจืด และในน่านน้ำทะเลทั่วราชอาณาจักรไทย และจัดกลุ่มเป็นหมวดหมู่ พร้อมทั้งยังได้เขียนหนังสือที่กล่าวถึงทรัพยากรในประเทศไทยซึ่งรู้จักในนามของหนังสือ“อนุกรมวิธาน” และยังเขียนบทวิจารณ์ถึงทรัพยากรของประเทศไทย พร้อมทั้งให้คำอธิบายและรายละเอียดและข้อแนะนำในการบริหารจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศไทย โดยเขียนหนังสือที่ชื่อ“A Review of the Aquatic Resources and Fisheries of Siam, with Plans and Recommendation for the Administration, Conservation and Development” เสนอต่อกระทรวงเกษตราธิการและได้นำเสนอทูลเกล้าฯ รวมทั้งอนุมัติให้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ต่อมาก็ได้มีพระบรมราชโองการลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2469 ให้ตั้ง“กรมรักษาสัตว์น้ำ”ขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท เป็นเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ(ปัจจุบัน คือ กรมประมง)

ดร. ฮิวจ์ แมคคอร์มิค สมิธ มีผลงานทางด้านการค้นพบความหลากหลายทางชีวภาพและทำการอนุกรมวิธานไว้มากมาย โดยค้นพบชนิดพันธุ์ของสัตว์ประเภทต่างๆ ทั้งสัตว์น้ำ สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก และพรรณพืช ไม่ต่ำกว่า 25 ชนิด อาทิเช่น

“ปลาเทพา” เป็นปลาที่พบในแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงเท่านั้น ภาษาอีสานเรียกว่า“ปลาเลิม” มีชื่อสามัญว่า Chao Phraya Giant Catfish ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasius sanitwongsei Smith, 1931 วงศ์ PANGASIIDAE ชื่อชนิด sanitwongsei ตั้งขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ ม.ร.ว.สุวพันธุ์ สนิทวงศ์ ในฐานะที่เป็นผู้ผลักดันและบุกเบิกให้มีหน่วยงานทางด้านการศึกษาและจัดการสัตว์น้ำในประเทศไทย ซึ่งก็คือกรมประมงในปัจจุบัน

ปลาเทพา เครดิตภาพจาก biolib.cz

                        ปลาเทพามีรูปร่างป้อม ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย ไม่มีเกล็ด ส่วนหัวและปากกว้างกว่าปลาชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน มีหนวดยาวพอประมาณ อยู่ใต้ปากล่าง1คู่ และมุมปาก1คู่ เพื่อใช้หนวดหาอาหาร มีฟันแหลมคม ส่วนหลังยกสูง ดูคล้ายๆปลาสวาย แต่ต่างกันที่มีปลายก้านครีบอันแรกของครีบหลัง ครีบอก และครีบท้องยื่นเป็นเส้นยาว ครีบไขมันมีขนาดเล็ก ครีบหางเว้าลึก มีแถบสีจางตามแนวยาวทั้ง2แฉก

ปลาวัยอ่อนมีสีเทาคล้ำ ข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำแนวเฉียง ท้องสีจาง ครีบมีแต้มสีดำ ส่วนปลาตัวเต็มวัยมีลำตัวสีเทาคล้ำ ท้องสีจาง ครีบสีคล้ำ ครีบก้นตอนหน้ามีแถบสีคล้ำตามแนวยาว

ปลาเทพาได้รับฉายาว่า“เจ้าแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” เนื่องจากเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในลุ่มแม่น้ำสายนี้ โดยเมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 1–1.25 เมตร ขนาดใหญ่สุดพบยาวกว่า 3 เมตร และมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม ทั้งยังมีลักษณะโดดเด่นตรงที่มีก้านครีบขนาดใหญ่และปลายครีบเป็นเส้นยาว เวลาว่ายน้ำจะตั้งชันเหมือนครีบปลาฉลาม ทำให้ปลาชนิดนี้ดูสง่างามกว่าปลาชนิดอื่นในวงศ์เดียวกัน

“ปลาบู่รำไพ” เป็นปลาน้ำจืดและน้ำกร่อยที่พบครั้งแรกของโลกในคลองสายหนึ่งของกรุงเทพฯ มีชื่อสามัญว่า Queen of Siam Goby หรือ Queen Rambai’s Goby ชื่อวิทยาศาสตร์ Magilogobius rambaiae Smith, 1945 วงศ์ GOBIIDAE ชื่อชนิด rambaiae ตั้งขึ้นเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 7

มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 3-6 ซม. ลำตัวยาวเป็นรูปทรงกระบอก สีคล้ำหรือสีน้ำตาล หัวเล็ก เกล็ดค่อนข้างใหญ่ ขอบเกล็ดมีแต้มสีคล้ำ  หลังช่องเหงือกด้านบนมีดวงรีสีดำและขอบสีจาง ครีบหลังมีลายสีดำและขอบสีจาง ครีบหางมีลายเส้นสีคล้ำ ปากกว้างเฉพาะในตัวผู้

ปลาบู่รำไพ เครดิตภาพจาก siamensis.org

                        มีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกลุ่มกัน เป็นฝูงใหญ่ใต้ท้องน้ำ มักหลบซ่อนตัวตามรากไม้หรือกองใบไม้ที่ทับถมกันบริเวณปากแม่น้ำที่เป็นป่าจาก ป่าพรุ แหล่งน้ำกร่อย หรือตามลำน้ำขนาดเล็กที่มีแร่ธาตุจำพวกคาร์บอเนตสูง มีสีของน้ำออกเป็นสีฟ้า ทางภาคกลาง ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกคงพบเฉพาะที่ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

แพร่กระจายในอินเดีย เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท ยังมีผลงานเป็นหนังสือที่ยังใช้อ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน คือ “The Fresh Water Fishes of Siam, or Thailand”(ในปี พ.ศ.2488) รวมทั้งท่านยังเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อประเทศไทย คือ เป็น“อธิบดีกรมประมงคนแรก”ที่ได้บุกเบิกงานทางด้านการค้นคว้าศึกษาทรัพยากรทางน้ำ

ไม่ว่าจะเป็นชื่อปลากัดภาคใต้ ปลากัดป่ามหาชัย ปลากัดอีสาน และปลากัดทุ่ง มีน้อยคนนักที่จะรู้จักหรือยังเรียกชื่อดังกล่าว ส่วนใหญ่แล้วนักเลงปลาคงรู้จักชนิดของปลากัดที่มีชื่อว่าปลาป่า ปลาสังกะสี ปลาลูกหม้อ และปลากัดจีน โดยแต่ละชื่อมีที่มาดังนี้

  1. ปลากัดป่า ปลาลูกป่า หรือปลากัดทุ่ง เป็นปลากัดพื้นเมืองที่พบตามแหล่งน้ำธรรมชาติ มีขนาดใหญ่สุดไม่เกิน 5 ซม. ลำตัวบอบบาง สีน้ำตาล สีเทาหม่น หรือสีเขียว และอาจมีแถบสีดำจางๆพาดอยู่ตามความยาวของลำตัวก็ได้ ส่วนครีบและหางมีสีแดงเกือบหมด มีประสีดำเล็กน้อย บางครั้งอาจมีแต้มสีเขียวอ่อนๆเรียงต่อกันเป็นเส้นที่ครีบหลัง

เมื่อนำมากัดกัน ปลาประเภทนี้จะไม่อดทนมากนัก ระยะเวลาการต่อสู้ไม่เกิน 15-20 นาที ต่างจากปลาลูกหม้อที่มีการคัดสายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง สามารถต่อสู้ได้นานนับชั่วโมง บางคู่อาจจะกัดกันข้ามวันข้ามคืน แต่โดยเฉลี่ยแล้วใช้เวลาอย่างต่ำประมาณ 3 ชั่วโมง

คำว่า“ปลาป่า” หมายความรวมถึง ปลากัดภาคใต้ ปลากัดป่ามหาชัย และปลากัดอีสาน

  1. ปลาสังกะสี และปลาลูกหม้อ เป็นปลากัดที่นักเพาะพันธุ์ได้นำปลากัดมาคัดสายพันธุ์ เพื่อจะได้ปลากัดที่กัดเก่ง โดยมีบันทึกหลักฐานของหลวงอัมรินทร์สมบัติ(ครอบ สุวรรณนคร) ซึ่งเป็นนักเลงปลากัดในสมัยนั้น ระบุว่าปลาสังกะสีและปลาลูกหม้อได้รับการพัฒนาขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2430 โดยนักเลงปลาเริ่มใช้วิธีไปขุดล้วงเอาปลากัดป่าที่อาศัยตามรูปูในช่วงฤดูแล้ง มาขังไว้ในโอ่งและเลี้ยงดูให้อาหาร พอถึงช่วงฤดูฝนก็นำมากัดพนันกับปลากัดป่าทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่ปลากัดป่าจะสู้ปลากัดที่ขุดมาเลี้ยงไม่ได้ จากนั้นก็เริ่มมีการเก็บปลาที่กัดเก่งๆเลี้ยงไว้ข้ามปี แล้วหาปลากัดป่าตัวเมียมาผสม ลูกปลาที่ได้จากการผสมในครอกแรก เรียกว่า“ปลาสังกะสี”

เครดิตภาพจาก freedesignfile.com

                        สันนิษฐานว่าคำว่า“ปลาสังกะสี”หรือ“ปลากัดสังกะสี” น่าจะได้ชื่อมาจากผิวหนังที่หนาแกร่ง ไม่ขาดง่ายเมื่อถูกกัดเหมือนปลากัดป่า แต่จะมีขนาดตัวใหญ่กว่า และสีสันต่างจากเดิม นักเลงปลาจึงไม่นิยมนำปลาป่ามากัดด้วย จึงต้องจัดแข่งขันกันเองระหว่างปลาสังกะสี บางพื้นที่เรียกปลาสังกะสีว่า“ปลากัดลูกตะกั่ว”

ปลาสังกะสีที่ต่อสู้เก่งและอดทนก็จะถูกคัดไว้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เมื่อผสมพันธุ์จนได้ลูกในครอกต่อไปก็เรียกว่า“ปลาลูกหม้อ”หรือ“ปลากัดลูกหม้อ” มีรูปร่างหนาใหญ่กว่าปลาป่าและปลาสังกะสี ปากใหญ่กว่า และว่ายน้ำปราดเปรียว ส่วนมากจะมีลำตัวสีน้ำเงิน สีคราม สีแดง สีแดงปนน้ำเงิน สีเขียว หรือสีเทา ครีบหางอาจเป็นรูปมนป้านหรือรูปใบโพธิ์ นอกจากนี้ปลาลูกหม้อยังมีความชั้นเชิงและอดทนในการต่อสู้มากกว่าปลากัดป่าและปลาสังกะสี

สันนิษฐานว่าคำว่า“ปลาลูกหม้อ”หรือ“ปลากัดลูกหม้อ” น่าจะมาจากในสมัยนั้นได้นำหม้อดินมาใช้ในการเพาะพันธุ์และอนุบาล ภายหลังเรียกเพี้ยนจนติดปากกันมาว่า“ปลากัดหม้อ” ซึ่งเป็นชนิดที่นิยมเลี้ยงมากกกว่าชนิดอื่นๆ

ปลาลูกหม้อยังแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท คือ ปลาลูกแท้ และปลาลูกสับ คำว่า“ปลาลูกแท้” หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากครอกเดียวกัน ส่วนคำว่า“ปลาลูกสับ” หมายถึง ลูกปลาที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากต่างครอก

นอกจากนี้ในบางพื้นที่ยังมีการแบ่งปลาลูกหม้อตามรูปร่างของร่างกายอีกด้วย ได้แก่

– “ปลากัดลูกหม้อทรงปลาช่อน” มีลักษณะลำตัวยาวทรงกระบอก ดูคล้ายปลาช่อน หน้าสั้น ช่วงหัวยาวและโคนหางใหญ่ เป็นปลาที่มีลีลาการต่อสู้ที่ดุดันและมีพละกำลังมาก มีประวัติการกัดชนะเป็นอันดับหนึ่งในเวทีต่างๆ

– “ปลากัดลูกหม้อทรงปลาหม้อ” มีลักษณะลำตัวสั้น โดยลำตัวจะกว้างหนาเมื่อมองจากทางด้านข้างและด้านบน ดูคล้ายกับปลาหมอไทย เป็นปลาที่ทรหด และว่องไวในการกัด

– “ปลากัดลูกหม้อทรงปลากราย” มีลักษณะหน้างอนขึ้น ลำตัวสั้นแบน ดูคล้ายปลากราย เป็นปลาที่คล่องแคล่วและว่องไวในการกัด และมีประวัติการกัดที่ยอดเยี่ยม

เครดิตภาพจาก bestaquatics.ru

  1. ปลากัดจีน เป็นชื่อที่ใช้เรียกปลากัดที่มีครีบยาว สันนิษฐานว่าคำว่า“ปลากัดจีน” น่าจะมาจากลักษณะครีบที่ยาวรุ่ยร่ายและมีสีฉูดฉาดเหมือนงิ้วจีน ปลากัดจีนเป็นปลาที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากปลาลูกหม้อนั่นเอง ความยาวของครีบหางส่วนใหญ่จะยาวเท่ากับความยาวของหัวและลำตัวรวมกัน บ้างก็ยาวมากกว่า และได้มีการพัฒนาคัดสรรให้ได้สีใหม่ๆที่สวยงามแปลกตา รวมถึงการผสมให้มีหลากหลายสีในตัวเดียวกัน ซึ่งปลากัดชนิดนี้เป็นชนิดที่ถูกส่งขายออกไปยังต่างประเทศเป็นสัตว์น้ำสวยงาม

ปัจจุบันทั้งนักเพาะพันธุ์ชาวไทยและชาวต่างชาติก็ได้มีการนำปลาสายพันธุ์นี้ไปพัฒนาต่อเนื่องจนได้สายพันธุ์ใหม่ๆออกมาอีกมากมาย


การเลี้ยงปลากัดในไทย


คนไทยนิยมเพาะเลี้ยงปลากัดกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ทั้งเพื่อความสวยงามและเพื่อเป็นเกมกีฬา การกัดปลาก็เช่นเดียวกับการชนไก่ แต่ปลากัดเลี้ยงง่าย ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มาก ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย เนื่องจากปลากัดมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจอยู่ที่โพรงอากาศหลังช่องเหงือกทั้งสองข้าง ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้โดยไม่ต้องผ่านเหงือก จึงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างทนทานในน้ำนิ่งที่มีออกซิเจนต่ำได้ โดยการขึ้นมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำเป็นระยะๆ

ในระยะแรกๆปลากัดเป็นปลาที่จับมาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ต่อมาจึงได้เริ่มมีการนำปลากัดมาเลี้ยง เพื่อใช้ในการกัดแข่งขัน และเริ่มมีการผสมพันธุ์เพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อให้ได้ปลาที่อดทน กัดเก่ง สีสวยงาม ซึ่งกลายเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวาง โดยการเลี้ยงปลากัดนั้น ผู้เลี้ยงจะแยกตัวผู้อยู่เพียงตามลำพัง ไม่ปะปนกับปลาชนิดอื่นหรือแม้แต่ชนิดเดียวกัน มิฉะนั้นตัวผู้ก็จะต่อสู้ตัวอื่นตลอดเวลาจนอาจได้รับบาดเจ็บ

หลังจากนั้นก็มีการผสมพันธุ์ปลากัดให้เป็นปลาสวยงาม และเป็นปลาสวยงามชนิดแรกที่คนไทยนิยมเลี้ยง การเพาะเลี้ยงปลากัดจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มแรกเป็นการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นการกีฬาหรือการพนัน และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเป็นปลาสวยงาม

เครดิตภาพจาก pixers.lu

                        การเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขัน จะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ของปลากัดครีบสั้น หรือที่เรียกว่า“ปลาลูกหม้อ”หรือ“ปลากัดหม้อ”เป็นหลัก เพื่อให้ได้ปลาที่กัดเก่ง อดทน และมีขนาดใหญ่ ต่อมาได้มีการนำปลากัดพื้นเมืองในภาคใต้มาผสมบ้าง เพื่อสร้างลูกผสมที่กัดเก่ง และมีการใช้กลวิธีการหมักปลาด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ดินจอมปลวก และอื่นๆ เพื่อช่วยเคลือบเกล็ดปลา ซึ่งมีความเชื่อกันว่าจะทำให้เกล็ดปลาแข็งขึ้น กัดเข้าได้ยาก ควบคู่ไปกับการคัดเลือกสายพันธุ์

ส่วนการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเป็นปลาสวยงาม เมื่อก่อนนั้นนักเพาะพันธุ์ปลากัดสนใจเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดลูกหม้อให้กัดเก่ง เพื่อการกัดแข่งขันเป็นหลัก ทำให้ปลากัดครีบยาวที่มีครีบยาวใหญ่สวยงามหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า“ปลากัดจีน” จึงขาดการปรับปรุงพันธุ์โดยสิ้นเชิง โดยผู้เพาะพันธุ์มุ่งจะผลิตให้ได้จำนวนมากๆเพื่อส่งขาย โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ จนในช่วงหนึ่งปลากัดครีบยาวจากประเทศไทยถูกจัดอยู่ในระดับคุณภาพค่อนข้างต่ำ

ในปี พ.ศ.2538 คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้เริ่มดำเนินการเพื่อพัฒนาฟื้นฟูสายพันธุ์ปลากัดในเมืองไทย โดยได้เริ่มจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงสายพันธุ์และมาตรฐานปลากัดในระดับสากล และได้จัดประกวดปลากัดขึ้นครั้งแรกในงานวันเกษตรแห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากนั้นมาก็มีการจัดประกวดต่อเนื่องกันมาทุกปี โดยชมรมและองค์กรต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสายพันธุ์ทั้งปลากัดลูกหม้อและปลากัดจีน เพื่อเป็นปลาสวยงามกันอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ปลากัดลูกหม้อและปลากัดจีนที่มีสีสันสวยงามในทุกโทนสี ทั้งสีเดียว สีผสม และลวดลายต่างๆ มีความยาวของลำตัว 3-4 นิ้ว ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิมมาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนารูปทรงของครีบแบบต่างๆ รวมทั้งมีการผสมระหว่างปลากัดครีบสั้นกับปลากัดครีบยาวเพื่อสร้างลักษณะที่สวยงาม จนกลายเป็นปลาสวยงามอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ประชาชนจำนวนมากหันมาประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลากัด ทั้งปลากัดสำหรับกัดแข่งขัน และปลากัดสวยงาม จนทำให้ปลากัดมีความสวยงาม กลายเป็นสินค้าส่งออกอย่างหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันแหล่งเพาะเลี้ยงปลากัดที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดนครปฐม รองลงมาตามลำดับ คือ กรุงเทพฯ ราชบุรี เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช


ปลากัดตัวผู้..พ่อที่แสนดี หรือสามีใจร้าย


สัตว์ทั่วไปส่วนใหญ่ตัวเมียจะเป็นผู้สร้างรัง บ้างก็ทั้งตัวเมียและตัวผู้ช่วยกันสร้างรัง แต่สำหรับปลากัดแล้ว ตัวผู้จะเป็นผู้สร้างรังเพื่อคอยดูแลไข่และตัวอ่อน

ปลากัดเป็นตัวเต็มวัยพร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ได้เมื่อมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน ขึ้นไป โดยมีช่วงฤดูผสมพันธุ์อยู่ในราวเดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน แต่สำหรับนักเพาะพันธุ์แล้วเขาจะเลือกที่มีอายุตั้งแต่ 5-6 เดือน ขึ้นไป

ลักษณะที่ดีของตัวผู้ที่จะเป็นพ่อพันธุ์ คือ มีลักษณะแข็งแรง ปราดเปรียว ชอบก่อหวอดสร้างรังอยู่บ่อยๆ ยิ่งก่อหวอดจนเป็นฟองมากเท่าไร แสดงว่าตัวผู้ตัวนี้แข็งแรง มีความต้องการทางเพศสูงมาก ส่วนตัวเมียที่จะเป็นแม่พันธุ์นั้น นอกจากจะแข็งแรงและปราดเปรียวเช่นเดียวกับตัวผู้แล้ว ท้องต้องมีลักษณะอูมเป่ง บริเวณใต้ท้องมีตุ่มสีขาวใกล้รูก้นและเห็นได้ชัดเจน ตุ่มสีขาวนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า“ไข่นำ”

หวอดปลากัด

                        ปัจจุบันการเพาะพันธุ์ปลากัดเพื่อความสวยงาม นอกจากลักษณะของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ดังที่กล่าวไปแล้ว ยังคัดเลือกจากสีสันและลักษณะรูปทรงของครีบและหางแบบต่างๆ เพื่อผสมให้ได้สีสันและรูปทรงที่แปลกสะดุดตาออกไป

เมื่อคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ได้แล้ว มักนิยมนำมาใส่โหลแก้วใส ตัวละใบ และวางโหลให้ชิดติดกัน ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะได้จ้องตากันตลอดเวลา วิธีนี้เรียกว่า“การเทียบคู่” แต่มีบางคนนำไปเปรียบเปรยชายหนุ่มที่จ้องหญิงสาวจนตาไม่กะพริบว่า“ไม่ใช่ปลากัดนะ จะได้ท้อง” ทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าปลากัดเพียงจ้องตาก็ท้อง แท้จริงแล้วเป็นการกระตุ้นการเร่งไข่ในตัวเมียให้เกิดการพัฒนาเร็วขึ้น

การเทียบคู่ใช้เวลาราว 3-10 วัน ขึ้นอยู่กับว่าแม่พันธุ์มีความสมบูรณ์ทางเพศระดับไหน โดยสังเกตบริเวณท้อง เมื่อตัวเมียมีท้องอูมเป่งเต็มที่และมีจุดสีเหลืองประปรายที่ท้อง แสดงว่าตัวเมียพร้อมแล้ว จึงนำทั้งคู่ใส่รวมกันในภาชนะเดียวกันที่มีขนาดพื้นที่ไม่กว้างมากนัก และใส่ไม้น้ำหรือใบไม้ที่สะอาดลงไป เพื่อใช้เป็นที่สำหรับก่อหวอดของตัวผู้ ช่วงแรกที่ใส่รวมกัน ตัวผู้จะไล่กัดตัวเมียอย่างบ้าคลั่ง อย่าได้ตกใจจนรีบช้อนตัวเมียออกมา แต่มันเป็นธรรมชาติของตัวผู้ที่แสดงความรักเช่นนั้นในช่วงระยะแรก

ราวๆ 1-3 วัน ปลากัดตัวผู้จะเริ่มสร้างรังด้วยการฮุบเอาอากาศเข้าไป แล้วพ่นฟองอากาศที่ผสมกับเมือกในปากเป็นฟองลอยอยู่บริเวณผิวน้ำโดยให้เกาะติดกับใบไม้หรือไม้น้ำ เพื่อเป็นที่สำหรับฟองไข่และลูกอ่อนเกาะติด นักเลี้ยงปลากัดมีคำเรียกเฉพาะว่า“หวอด” โดยหวอดจะมีขนาดใหญ่ประมาณ2เท่าของตัวปลา เมื่อสร้างหวอดเสร็จแล้ว ปลากัดตัวผู้ก็จะเกี้ยวพาราสีตัวเมียด้วยการแผ่ครีบพองตัว เมื่อตัวเมียยินยอมและถูกไล่ต้อนให้ไปอยู่ใต้หวอด ก็จะทำการผสมพันธุ์กันภายนอก คือ ตัวผู้จะเข้ากอดรัดตัวเมีย โดยงอตัวประกบรัดตัวเมียทางด้านล่าง เพื่อให้ตัวเมียปล่อยไข่ออกมาเป็นชุดๆจากท้อง แล้วตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อเข้าไปผสม ไข่ที่มีน้ำเชื้อผสมแล้วจะจมลงสู่เบื้องล่างอย่างช้าๆ จากนั้นตัวผู้จะว่ายตามลงไป ใช้ปากดูดอมไข่ไว้ทีละฟองจนเต็มปาก แล้วนำพ่นติดที่หวอด ก่อนว่ายขึ้นมาฮุบฟองอากาศสลับการลงไปอมไข่มาติดที่หวอดจนหมด โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

เครดิตภาพจาก es.m.wikipedia.org

                        การกอดรัดของตัวผู้แต่ละครั้งจะทิ้งช่วง 1-8 นาที ทำเช่นนี้จนตัวเมียวางไข่หมดประมาณ 200-700 ฟอง ซึ่งใช้เวลา 1-6 ชั่วโมง เมื่อตัวเมียวางไข่เรียบร้อย โดยสังเกตที่ท้องของตัวเมียว่าแฟบแบน ตัวผู้จะไล่ตัวเมียให้อยู่ห่างจากรัง และทำหน้าที่เฝ้าระวังไข่และลูกปลาที่จะฟักออกมาเป็นตัว เนื่องจากตัวเมียจะหิวจากความเหนื่อยล้าที่วางไข่ จึงกินไข่ตัวเองเป็นอาหาร หากเป็นการเพาะเลี้ยงก็จะช้อนเอาตัวเมียออกมา ถ้าปล่อยไว้เราจะพบว่าจากปลาที่เคยรักกัน กลับแปรเปลี่ยนเป็นฆาตกรที่ตัวเมียถูกกัดแทะจนลงไปนอนตายกับพื้น เพราะด้วยความที่ตัวผู้รักลูกมากนั่นเอง

จากนี้หากเฝ้าสังเกต จะพบตัวผู้ว่ายวนอยู่รอบๆหวอด ก่อนตะแคงตัวปล่อยน้ำเชื้อใส่ไข่ในหวอดอยู่เรื่อยๆ

ราว 1 เดือน หลังจากตัวเมียวางไข่แล้ว ก็พร้อมที่จะผสมพันธุ์วางไข่ใหม่ ซึ่งในระยะเวลา 1 ปี ปลากัดตัวเมียสามารถให้ไข่ได้ประมาณ 2,500-5,000 ฟอง หรือมากกว่านั้น

ไข่จะฟักเป็นตัว ใช้เวลาประมาณ 36 ชั่วโมง หากเป็นการเพาะเลี้ยง มักนิยมให้ตัวผู้ดูแลไข่อยู่ราว 2 วัน ก่อนช้อนออกมา

ระยะแรกที่ลูกปลาฟักออกมาเป็นตัว จะเกาะพักอยู่ในหวอด ไม่กินอาหาร จนกว่าอาหารในถุงอาหารที่ติดตัวมาด้วยแต่แรกเกิดจะถูกใช้หมด(ซึ่งมีระยะเวลาราว 3-4 วัน) และครีบได้พัฒนาสมบูรณ์แล้ว หากมีลูกปลาตัวใดพลัดออกมาจากหวอด พ่อปลาจะว่ายไปงับลูกปลาเพื่อพาลูกกลับไปไว้ที่หวอดดังเดิม หากลูกปลาตกลงไปอยู่ก้นพื้นน้ำ มันจะตายเพราะขาดออกซิเจน เนื่องจากอวัยวะช่วยหายใจยังไม่สมบูรณ์ รวมทั้งพ่อปลาคอยเสริมหวอดด้วยการพ่นฟองอากาศผสมกับเมือกในปากอยู่เรื่อยๆ ช่วงนี้พ่อปลาจะเฝ้าลูกทั้งวันทั้งคืน ไม่มีการพักผ่อน

ลูกปลาช่วงแรกจะกินอาหารจำพวกไรแดง เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นลูกน้ำ ทั้งไรแดงและลูกน้ำจะพบได้ตามแหล่งน้ำที่ค่อนข้างเน่าเสีย แล้วนำมาล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง ก่อนให้เป็นอาหาร เพราะอาจมีโรคและปรสิตติดมาด้วย แต่ถ้าเป็นการเลี้ยงเพาะพันธุ์ก็จะเพิ่มอาหารพิเศษ จำพวกไข่แดงต้มสุกละลายน้ำ จวบจนมีอายุราว 45 วัน จึงสามารถแยกเพศและคัดแยกปลาออกไปเลี้ยงเดี่ยว เพื่อป้องกันการกัดกันเอง


การฝึกปลากัดให้กัดเก่ง


เราอาจจะได้รับรู้ว่าปลากัดเป็นปลาที่มีความอดทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานานๆ อีกทั้งยังมีชั้นเชิงและศิลปะการต่อสู้ที่น่าดูไม่น้อย แต่ในความเป็นจริงแล้วตามธรรมชาติ การต่อสู้กันของปลากัดมักไม่จริงจังนัก ส่วนมากเพียงแต่แผ่พองครีบหางขู่กันเพื่อแย่งถิ่น บางตัวเห็นท่าไม่ดีก็อาจเลี่ยงไป โดยไม่ต่อสู้กันเลยก็มี แต่บางคู่ก็ต่อสู้กันอย่างจริงจัง ปลาตัวผู้ตัวใดที่ยึดชัยภูมิที่เหมาะได้ ก็จะก่อหวอดไว้ แล้วพองตัวเปล่งสีเกี้ยวตัวเมียที่ผ่านไปมา เพื่อผสมพันธุ์วางไข่

นักเลงปลาที่จะส่งปลากัดมากัดแข่งขันนั้น จะคัดเลือกปลาพันธุ์ดีที่มีอายุราว 6-8 เดือน และหมั่นฝึกซ้อมปลากัดของตนอยู่บ่อยๆด้วยวิธี 4 ประการ ได้แก่

เครดิตภาพจาก fr.m.wikipedia.org

                        – การ“ไล่น้ำ” คือ ใช้มือกวนน้ำในอ่างปากกว้างจนเกิดเป็นน้ำวน แล้วปล่อยปลาลงไป ซึ่งธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนน้ำ จึงเป็นการออกกำลังกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้น  ปล่อยให้ว่ายน้ำราว 10-15 นาที ก็เพียงพอ

– ใช้“ปลาลูกไล่”มาช่วยฝึกซ้อม ปลาลูกไล่ก็คือปลากัดที่ไม่ยอมสู้ตัวอื่น ส่วนใหญ่จะใช้เป็นตัวเมียที่มีอายุราว 3-4 เดือน จำนวน 5-6 ตัว เพื่อฝึกให้ปลาของตนได้ไล่ออกกำลังอยู่ประมาณ 30 นาที

– ฝึกการ“พองตัวสู้”เป็นเวลา 10-12 วัน โดยนำปลากัดตัวเก่งมาเทียบคู่กับตัวเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ให้เวลาไม่เกิน 5 นาที มักจะทำกันในช่วงเช้าตรู่ จากนั้นช่วงบ่ายก็จะปล่อยปลาทั้งสองตัวใส่โหลเดียวกันในช่วงเวลา 3-5 นาที เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพองตัวสู้กัน แต่ต้องระวังอย่าให้ตัวผู้ทำร้ายตัวเมีย มิฉะนั้นตัวเมียจะไม่กล้าพองตัวสู้ตัวผู้อีกเลย

– การ“หมักปลา”ด้วยสมุนไพร ใบไม้ ว่าน ดินจอมปลวก และอื่นๆตามความเชื่อที่ว่าช่วยเคลือบเกล็ดปลาให้แข็งขึ้น กัดเข้าได้ยากขึ้น

ตัวอย่างการหมักปลาด้วยใบไม้ คือนำปลากัดมาเลี้ยงในน้ำหมักใบแห้งของต้นหูกวางหรือใบตองแห้งของกล้วยน้ำว้าที่ฉีกเป็นเส้นเล็กๆกว้าง 1-2 ซม. และมัดรวมเป็นกลุ่มแช่ไว้ในน้ำจนน้ำมีสีชาแก่ เพื่อจะทำให้เกล็ดปลาแข็งแรงและหนังลำตัวแน่น กัดเข้าได้ยาก นอกจากนี้ต้องมีวัสดุปิดไว้รอบด้าน เพื่อให้ปลาลืมฝูงลืมถิ่น เมื่อนำไปแข่งขันกัดปลาจะได้สู้ขาดใจ ระยะเวลาการหมักราว 7-15 วัน หากปลาตัวผู้ที่นำมาหมักสร้างหวอดเป็นจำนวนมาก เป็นสัญญาณบอกว่าปลาตัวนี้พร้อมแล้วที่จะกัดกับตัวอื่น


การแข่งขันกัดปลาของปลากัด


ปกติในการแข่งขันทั่วไปของปลากัดจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ขึ้นไป โดยไม่มีการพัก จะพักก็เพียงการโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาฮุบอากาศในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ขณะต่อสู้จะมีการแผ่ครีบของเหงือกและเปล่งสีเต็มที่ หันหัวไปในทางเดียวกันโดยตัวใดตัวหนึ่งอยู่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย ปลาจะอยู่ในท่านี้ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วจะเริ่มเข้ากัดโจมตีอย่างรวดเร็ว อาวุธหลักที่ใช้ทำร้ายศัตรูก็คือ“ฟัน”

เครดิตภาพจาก fishinabox.co.nz

                        การโจมตีจะต่อเนื่องและรุนแรง โดยมีระยะเวลาสั้นๆที่ต่างจะแยกตัวออกมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อม แล้วเข้าต่อสู้กันอีก จุดหลักในการโจมตีก็คือครีบก้น ครีบหาง และครีบหลัง ส่วนครีบอกและครีบท้องนั้นไม่เป็นที่สนใจนัก เมื่อการต่อสู้ผ่านไปเรื่อยๆ ตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวก็จะถูกกัดครีบก้น ครับหาง และครีบหลังจนขาดวิ่น จนบางครั้งเหลือแต่โคนของก้านครีบ ทำให้ประสิทธิภาพในการว่ายน้ำและการควบคุมทิศทางลดลง จุดอื่นที่เป็นเป้าโจมตีก็คือบริเวณข้างลำตัว การกัดบริเวณนี้อย่างรวดเร็วอาจทำให้เกล็ดร่วงหลุด แต่ส่วนใหญ่บริเวณนี้มักไม่ถึงกับเป็นแผลบาดเจ็บ ยกเว้นบริเวณเหงือกที่บางครั้งอาจถูกกัดขาดเป็นแผล บางครั้งมีการโจมตีกันซึ่งๆหน้า ไม่สามารถหลบหลีกได้ทัน โดยหันหัวเข้าหากันและต่างประสานปากเข้ากัดกันจนล็อกขากรรไกรแน่น การกัดเช่นนี้มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า“ติดบิด” โดยปลาจะปล่อยตัวตามยาว ทำให้ส่วนที่เหลือของลำตัวหมุนบิดเป็นเกลียวจนจมลงสู่พื้น และมักจะอยู่ในท่านี้ประมาณ 10-20 วินาที จึงแยกจากกันขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อฮุบอากาศและกลับมาต่อสู้กันอีก โดยในช่วงที่ขึ้นไปฮุบอากาศ จะไม่มีตัวไหนถูกลอบกัด ด้วยต่างคงเหนื่อยล้ากันมาทั้งสองฝ่าย บางครั้งในการกัดปลาอาจจะมีการติดบิดถึง 20 ครั้ง กว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ

การแพ้ชนะของปลากัด ส่วนใหญ่เกิดจากการยอมแพ้เพราะเหนื่อย และสูญเสียความอดทน มากกว่าพ่ายแพ้จากการบาดเจ็บ เมื่อปลากัดตัวใดยอมแพ้ ไม่ต้องการต่อสู้อีก จะว่ายน้ำหนี หรือหันด้านหางเข้าหาเมื่อคู่ต่อสู้เข้าโจมตี

ปัจจุบันเมื่อได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้น ทำให้ได้ปลากัดที่ฉลาด รู้จักเลือกที่กัดเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ สามารถกัดเฉพาะที่ที่เป็นจุดสำคัญๆ ทั้งกัดได้แม่นยำและหนักหน่วง

เครดิตภาพจาก allpondsolutions.co.uk

                        หลายคนบอกช่างเป็นการโหดร้ายและน่าสงสารปลากัดเหล่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าจากบันทึกของ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท ยืนยันว่า“การกัดปลาไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนดั่งที่เข้าใจกัน แต่เป็นการต่อสู้ที่เร้าใจ เต็มไปด้วยความศิลปะและความงดงามในลีลาการเคลื่อนไหวที่สง่างาม คล่องแคล่ว เฉียบแหลม และอดทน เมื่อสิ้นสุดการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ ปลากัดทั้งสองตัวอาจอยู่ในสภาพที่ไม่น่ามอง เนื่องจากครีบถูกกัดขาดวิ่น หรือเกล็ดหลุด แต่ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถงอกกลับมาเป็นปกติใหม่ จนไม่พบร่องรอยของการบาดเจ็บแต่อย่างใด”


ปลากัดไทยกระจายสู่ต่างประเทศ


พบหลักฐานบันทึกถึงการเริ่มนำปลากัดไทยไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในบางประเทศของทวีปยุโรปตั้งแต่ปี พ.ศ.2414 จากนั้นมาได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดอย่างต่อเนื่องทั้งในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยในระยะแรกๆจะเน้นการผสมปลากัดให้ได้สีใหม่ๆ และได้รูปแบบสีที่สมบูรณ์

ปี พ.ศ.2436 นักเพาะเลี้ยงในประเทศฝรั่งเศสสามารถทำการเพาะพันธุ์ได้เป็นสำเร็จ

ช่วงปี พ.ศ.2470-2480 ผู้เลี้ยงมักนิยมปลากัดสีอ่อนหรือสีเผือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกกันว่า“ปลากัดเขมร” มีรูปร่างลักษณะสีสันสวยงามเช่นเดียวกันกับปลากัดจีน แต่มีลำตัวเป็นสีอ่อนหรือเผือก และปลายครีบมีสีขาวเห็นได้ชัด ต่อมาในปี พ.ศ.2490 นักเพาะเลี้ยงมุ่งที่จะเพาะปลากัดสีดำ และทำได้เป็นผลสำเร็จ ต่อมาจึงได้เริ่มมีความสนใจที่จะพัฒนาลักษณะของรูปทรงลำตัวและครีบ โดยในปี พ.ศ.2507 นักเพาะเลี้ยงปลากัดในสหรัฐอเมริกาสามารถผลิตสายพันธุ์ปลากัด“ลิบบี”(Libby) มีลักษณะหางใหญ่มนและกว้างเป็น 3 เท่าของลำตัว เช่นเดียวกับครีบก้นและครีบหลัง

ในช่วงปี พ.ศ.2510-2520 มีการพัฒนาสายพันธุ์ของปลากัดจีน ด้วยการทำให้หางสั้นและแผ่กว้างออกไปเป็นรูปสามเหลี่ยม ขอบครีบหางกางทำมุม 45-60 องศา กับโคนหาง เรียกชื่อพันธุ์นี้ว่า“ปลากัดหางสามเหลี่ยม”หรือ“ปลากัดเดลตา”(Delta Betta) ต่อมาได้พัฒนาให้ครีบหางแผ่ออกไปกว้างมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ จนขอบครีบหางด้านบนและด้านล่างเกือบเป็นเส้นตรง เรียกชื่อพันธุ์นี้ว่า“ซูเปอร์เดลตา”(Super Delta Betta)

เครดิตภาพจาก aquariumfinatics.com

                        ราวๆปี พ.ศ.2530 นักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวฝรั่งเศสและชาวเยอรมันสามารถผสมพันธุ์ปลากัดที่มีหางแผ่เป็นรูปครึ่งวงกลม โดยขอบครีบหางจะแผ่เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันเป็นมุม 180 องศา ครีบด้านนอกเป็นขอบเส้นโค้งของครึ่งวงกลม ก้านครีบหางแตกแขนง2ครั้ง เป็น4แขนง หรือมากกว่า เรียกชื่อพันธุ์นี้ว่า“ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก”หรือ“ปลากัดฮาล์ฟมูนเดลตา”(Halfmoon Delta Betta)

ในปี พ.ศ.2543 นักเพาะเลี้ยงปลากัดชาวสิงคโปร์ได้พัฒนาปลากัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีหางจักเป็นหนามเหมือนมงกุฎ โดยก้านครีบจะโผล่ยาวออกไปจากปลายหางดูเหมือนหนาม ซึ่งอาจยาวหรือสั้นแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับลักษณะการแยกของปลายหนาม และการแยกการเว้าโคนหนามก็มีหลายรูปแบบ ปลากัดหางมงกุฎที่สมบูรณ์จะมีครีบหางแผ่เต็ม ซ้อนทับได้แนวกับครีบอื่นๆ และส่วนของหนามมีการจัดเรียงในรูปแบบที่สวยงามสม่ำเสมอ เรียกชื่อพันธุ์นี้ว่า“ปลากัดหางมงกุฎ” หรือ“ปลากัดคราวน์เทล”(Crown Tail Betta) ซึ่งเป็นปลากัดที่นิยมกันมากสายพันธุ์หนึ่งในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดใหม่ๆอีกมากมายทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ อาทิเช่น “ปลากัดหางคู่”(Double Tail Betta) มีครีบหางในลักษณะเป็น2แฉก อาจแยกกันอย่างเด็ดขาด หรือบริเวณโคนยังเชื่อมติดกันอยู่ก็ได้ , “ปลากัดทองประกายแสด” ที่พัฒนาโดยเกษตรกรไทย และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ ได้ให้เกียรติตั้งชื่อให้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2558 , รวมทั้งปลากัดที่เรียกชื่อตามรูปแบบสี เช่น ปลากัดลายหินอ่อน , ปลากัดลายผีเสื้อ เป็นต้น

ทุกวันนี้ทั้งในเมืองไทยและประเทศต่างๆทั่วโลก มีผู้นิยมเลี้ยงปลากัด ทั้งที่เลี้ยงเป็นงานอดิเรกและเลี้ยงเป็นอาชีพมีเป็นจำนวนมาก โดยมีการจัดตั้งเป็นชมรมและสมาคมต่างๆ รวมทั้งมีการจัดการประกวดแข่งขันกันทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ

เครดิตภาพจาก youtube.com.watchvNibQ-ZoUWk


การพัฒนาสายพันธุ์ปลากัด


ด้วยความที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าสูงขึ้น ทำให้ได้รับรู้ว่าพันธุศาสตร์ที่เกี่ยวกับสีของปลากัดนั้นค่อนข้างจะซับซ้อน เนื่องจากมียีนต่างๆที่เกี่ยวข้องมากมาย สีของปลากัดประกอบด้วยชั้นสีหลัก 4 ชั้น ได้แก่ สีเหลือง สีดำ สีแดง และสีวาว ในชั้นสีหลักแต่ละสีมียีนจำนวนหนึ่งที่ควบคุมปริมาณเม็ดสีว่าจะมีมากหรือน้อยเพียงใด และจะกระจายอยู่ในบริเวณส่วนใด สีของปลากัดที่ปรากฏให้เห็น เป็นผลรวมของสีที่แสดงออกในชั้นสีทั้ง 4 ชั้นนี้ จากข้อมูลในปัจจุบันพบว่ามียีน 3 ชนิด ที่มีอิทธิพลต่อสีดำ ซึ่งทำให้เกิดสีดำได้ 8 รูปแบบ ส่วนสีแดงก็มียีน 3 ชนิด ที่มีอิทธิพลต่อสีแดง ซึ่งสามารถให้สีแดงได้ถึง 12 รูปแบบ และในสีวาวก็พบยีน 3 ชนิด ซึ่งทำให้มีสีวาวได้ 12 รูปแบบ หากผสมลักษณะเหล่านี้เข้าด้วยกัน จะสามารถสร้างลักษณะสีของปลากัดได้ถึง 1,115 รูปแบบ นอกจากนี้ถ้านำยีนที่ควบคุมลักษณะสีขุ่น ลายหินอ่อน และลักษณะครีบรวมเข้าไปด้วย จะทำให้สามารถได้ปลากัดที่มีลักษณะแตกต่างกันถึง 26,000 รูปแบบ ทั้งนี้พิจารณาจากยีนที่มีการค้นพบแล้วเท่านั้น ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วยังมียีนอีกจำนวนมากที่อาจมีการค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตได้อีก

ทีนี้เรามาดูกันว่านักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้าวิจัยยีนของสีปลากัด พบอะไรบ้างที่น่าสนใจ

  1. ชั้นสีเหลือง ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบยีนที่ควบคุมสีเหลืองของปลากัด หมายความว่าปลากัดสีเหลืองเป็นปลากัดที่มียีนที่ทำให้ไม่มีสีดำ สีแดง และสีน้ำเงินในชั้นสีวาว อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีปลากัดสีขาวจำนวนมากที่ผสมออกมา โดยไม่มีสีเหลืองเลย ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่จะมียีนควบคุมสีเหลือง ซึ่งจะเป็นโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตาม หรือมิฉะนั้นก็อาจจะเกี่ยวข้องกับยีนที่ควบคุมความขุ่นของสีก็ได้
  2. ชั้นสีดำ มียีน 3 ชนิด ที่มีผลต่อชั้นสีดำ ประกอบไปด้วย

– “ยีนสีเขมร”หรือ“ยีนสีเผือก” เป็นยีนด้อยทั้งคู่ เมื่อปลามียีนประเภทนี้ก็จะทำให้ไม่ปรากฏเม็ดสีของสีดำ ทำให้สีของปลาออกมาในลักษณะคล้ายปลาเผือก แต่ไม่ใช่ปลาเผือกจริงๆตามความหมายที่เข้าใจกัน โดยปกติปลากัดเขมรจะมีลำตัวสีเนื้อ และครีบสีแดง แต่ในปัจจุบันมีปลากัดเขมรที่มีครีบสีอื่นๆ เช่น สีน้ำเงิน สีเขียว และสีขาว เป็นต้น

– “ยีนสีบลอนด์”หรือ“ยีนสีสว่าง” เป็นยีนด้อยทั้งคู่ เป็นยีนที่ไปจำกัดเม็ดสีดำ อิทธิพลของยีนคู่นี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดในปลากัดสีแดง โดยทำให้เกิดสีแดงสด และถ้ามียีนเด่นจะทำให้มีชั้นสีดำอยู่ข้างใน จึงเห็นสีเข้มหรือเป็นสีเลือดนก ยีนคู่นี้อาจมีผลร่วมกับยีนสีวาว ทำให้สีอ่อนมากลงไปอีก

– “ยีนสีดำ” เป็นยีนที่ควบคุมเม็ดสีสีดำ เป็นยีนด้อย ทำให้มีเม็ดสีสีดำมาก การผสมพันธุ์ปลาที่มียีนประเภทนี้จะต้องระมัดระวังมาก เพราะยีนนี้มีผลทำให้ไข่ของปลาไม่สามารถพัฒนาได้

เครดิตภาพจาก aquariumfinatics.com

  1. ชั้นสีแดง ยีนที่ควบคุมการกระจายและความเข้มของสีแดงเป็นยีนเด่นทั้งคู่ ทำให้เกิดสีแดงหลายเฉดสี ปลากัดที่มียีนด้อยคู่จะมีบริเวณการกระจายของสีแดงน้อยกว่าปลากัดที่มียีนเด่นคู่ ยังไม่มีการตรวจพบยีนที่ทำให้บริเวณที่มีสีแดงลดลงจากระดับปกติในปลากัด อย่างไรก็ตามสีแดงในปลากัดมีการกระจายแตกต่างกันมาก บางตัวจะเหลือสีแดงเพียงบริเวณเล็กน้อย ซึ่งยากที่จะอธิบายได้ หากไม่มียีนที่ควบคุมการลดบริเวณของสีแดง และยีนที่เพิ่มบริเวณของสีแดง ยีนที่ควบคุมการกระจายของสีบนครีบจะทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า“ผีเสื้อ” นักวิชาการบางท่านคิดว่าในส่วนนี้อาจเป็นผลจากยีนหลายยีนที่แสดงออกร่วมกัน เนื่องจากการกระจายของสีแดงที่ครีบสามารถเป็นไปได้หลายรูปแบบ และในความเข้มของสีที่แตกต่างกัน
  2. ชั้นสีวาว ยีนสีน้ำเงินแกมเขียวสามารถทำให้เกิดสีได้ 3 สี โดยหากเป็นยีนเด่นทั้งคู่จะทำให้เกิดสีเขียววาว ขณะที่ยีนเด่นหนึ่งและยีนด้อยหนึ่งจะทำให้เกิดสีน้ำเงินวาว หากเป็นยีนด้อยทั้งคู่จะทำให้เกิดสีน้ำเงินวาวแบบสตีลบลู (Steel Blue) ขณะเดียวกันถ้ามีชั้นของสีดำอยู่ข้างใต้จะทำให้สีออกมาเข้มกว่าและทึบกว่าที่ไม่มีชั้นของสีดำอยู่ สีวาวเกิดจากผลึกในเซลล์สะท้อนแสง ทำให้เกิดสีน้ำเงินวาว หรือสีเขียววาว

ยีนที่ควบคุมการกระจายของสีวาว หากเป็นยีนเด่นทั้งคู่จะเพิ่มความวาวของสีปลากัด แต่ถ้าเป็นยีนด้อยทั้งคู่ ความวาวของสีจะลดลงไปมาก และจากข้อมูลที่พบอาจเป็นไปได้ว่ายีนที่ควบคุมการกระจายของสีวาว ที่เป็นยีนเด่นหนึ่งและยีนด้อยหนึ่งจะให้ความวาวในช่วงปานกลาง หรืออาจเป็นไปได้ว่ามียีนมากกว่า 1 คู่ ที่เกี่ยวข้องกับความวาวของสี
ปัจจุบันยังไม่มีการค้นพบว่ามียีนตัวใดบ้างที่ทำให้สีน้ำเงินไม่ปรากฏอยู่เลยในปลากัดบางตัว แต่จากการผสมพันธุ์พบว่ามีหลายครั้งที่ได้ปลากัดที่ไม่แสดงลักษณะของสีน้ำเงินออกมาเลย จึงยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่มาก

กรณีที่ปลากัดมียีนด้อยคู่ของสีบลอนด์ร่วมกับยีนด้อยคู่ที่ควบคุมการกระจายของสีวาว ชั้นของสีน้ำเงินจะมีค่อนข้างจำกัด ทำให้เกิดสีประกายเงินเล็กน้อย จนไม่อาจสังเกตได้ว่าเป็นสีน้ำเงิน ยีนด้อยคู่เขมรหรือยีนเผือก และยีนด้อยคู่สีบลอนด์ จะให้สีเหลืองและสีขาว ก็มีผลในการจำกัดสีน้ำเงินด้วย แต่นักวิชาการบางท่านคิดว่าอาจจะมียีนที่ยังไม่ถูกค้นพบที่ควบคุมไม่ให้มีสีน้ำเงินอยู่

นออกจากนี้ยังมียีนที่ควบคุมลักษณะสีอื่นๆ อาทิเช่น

– “ยีนสีขุ่น” เป็นยีนด้อยคู่ทำให้เกิดสีน้ำนม บางคนเรียกว่า“สีขาว” ปลาที่มียีนชนิดนี้อาจมีปัญหาเกี่ยวกับตา เนื่องจากเมื่อปลาอายุมากขึ้น บริเวณที่มีสีขุ่นนี้อาจแพร่เข้าไปถึงส่วนของตา ทำให้ตาบอดได้

เครดิตภาพจาก juraganmumut.com

                        – “ยีนลายหินอ่อน” ยังไม่มีการค้นพบยีนที่ควบคุมรูปแบบสีลายนี้ แต่จากการที่สามารถผสมพันธุ์ปลากัดให้ได้สีลายนี้ในรูปแบบต่างๆซ้ำๆกันได้ จึงอาจเป็นไปได้ที่จะมียีนควบคุมลักษณะสีลายนี้อยู่

– “ยีนหางคู่” ลักษณะหางคู่จะถูกควบคุมโดยยีนที่เป็นยีนด้อยคู่ ทำให้ปลากัดมี 2 หาง และมีครีบหลังยาว รวมทั้งอาจมียีนอื่นที่มีผลต่อลักษณะของครีบหางด้วย เนื่องจากลักษณะการแยกกันของครีบหางจะไม่เท่ากัน ทั้งในส่วนของครีบที่แยกออก และความลึกของส่วนที่แยกออกจากกัน

– “ยีนการแผ่ของหาง” ในระยะไม่กี่ปีมานี้มีปลากัดที่ผสมพันธุ์ออกมา มีลักษณะหางแผ่กว้างมากขึ้น และครีบทั้งหลายต่อเนื่องกันอย่างสมบูรณ์ แต่ยังไม่มีการพบยีนที่ควบคุมลักษณะนี้ ซึ่งน่าจะเป็นยีนด้อยคู่

ปัจจุบันการพัฒนาสายพันธุ์ปลากัดกำลังเป็นที่นิยมกันอย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาสีลำตัว รวมทั้งรูปแบบของครีบและหาง เมื่อปลายปีที่แล้วมีข่าวเผยแพร่ออกมาว่านักเพาะเลี้ยงเชื่อว่าปลาที่มีสีสันสวยงามต่างๆนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการถ่ายทอดความรู้สึกของแม่พันธุ์ไปยังลูกปลา จึงได้มีการวาดรูปปลากัดที่มีสีสันตามที่ต้องการ เช่น สีเหลืองทั้งตัว หรือสีฟ้าทั้งตัว นำมาวางติดกับโหลของปลาเพศเมียในระหว่างที่ทำการเทียบคู่กับตัวผู้ วิธีการนี้เรียกว่า“Pseudo-breeding technique” เมื่อได้ลูกปลาในครอกหนึ่งออกมา จะพบว่ามี 1-2 ตัว มีสีสรรเป็นไปตามภาพวาดดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด แต่ยังไม่ได้ยอมรับในหมู่นักวิชาการ


มาตรฐานการประกวดปลากัดประเภทสวยงาม


จะพิจารณาด้านขนาด รูปร่าง ลักษณะท่าทาง และสี เป็นสิ่งสำคัญ

  1. ขนาด ตัวผู้ต้องมีขนาด 1.5-2 นิ้ว(วัดจากปลายปากถึงโคนหาง) ส่วนตัวเมียต้องมีขนาด 1.25-1.75 นิ้ว
  2. รูปร่าง จะพิจารณาจากสิ่งต่างๆเหล่านี้

2.1) ปากต้องมีลักษณะไม่ปูดโปน บิดเบี้ยว ริมฝีปากบนและล่างต้องมีขอบสมบูรณ์

2.2) ตามี1คู่ ใสแวววาว ไม่ขุ่นมัว และไม่ปูดโปน

2.3) เหงือกหรือแผ่นปิดเหงือก มี1คู่ ปิดสนิท และกางออกได้สมบูรณ์ทั้ง2ข้างเมื่อปลาพองตัวสู้

2.4) ครีบต้องแผ่เต็มสวยงามและแข็งแรงไม่ชำรุด ขอบของแผ่นครีบควรเรียบและไม่ฉีกขาด ยกเว้นปลาที่มีก้านครีบยื่นเลยแผ่นครีบ ก้านครีบควรจะตรงและขนาน หรือแผ่ออกเป็นระเบียบจากฐานครีบที่อยู่ติดลำตัวสู่ขอบนอกของครีบ ก้านครีบอาจยื่นยาวเลยแผ่นครีบได้ ซึ่งในกรณีนี้ทุกครีบควรมีลักษณะเหมือนๆกัน

เครดิตภาพจาก pinterest.ca

                        (1) ครีบว่ายน้ำหรือเรียกว่า“หู” มี1คู่ และมีขนาดสมส่วนเมื่อเทียบกับลำตัว

(2) ครีบอกหรือเรียกว่า“ตะเกียบ” มี1คู่ ต้องมีความกว้างและยาวเท่ากัน และมีปลายแหลม

(3) ครีบท้อง ควรมีลักษณะเหมือนใบมีดที่มีด้านคมอยู่ด้านหลัง ขอบด้านหน้าโค้งเข้าเล็กน้อย ปลายแหลม ครีบทั้งคู่ควรมีความยาวและขนาดเท่ากัน และไม่ไขว้กัน ครีบจะต้องไม่สั้นหรือกว้างเกินไป และไม่ยาวหรือแคบเกินไป

(4) ครีบหลังหรือเรียกว่า“กระโดง” มี1ครีบ กางตั้งได้ ไม่บิดงอหรือล้ม

– ปลากัดหางเดียวควรมีครีบหลังลักษณะเป็นรูปหยดน้ำฐานกว้าง หรือรูปเปลวไฟที่เอนไปทางด้านหลัง ครีบควรกว้างและเต็มสมบูรณ์

– ปลากัดครีบยาว ครีบหลังควรซ้อนทับต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกันกับครีบหาง

– ปลากัดครีบสั้น ขอบครีบด้านหลังควรสอดรับเป็นแนวเดียวกันกับขอบด้านหลังของครีบก้น

– ปลากัดหางคู่ ครีบหลังจะใหญ่กว่าปลากัดหางเดียว และควรมีลักษณะใกล้เคียงกับครีบก้นมากที่สุด ลักษณะครีบที่สมบูรณ์จะเป็นเสมือนเงาในกระจกของครีบก้น
(5) ครีบก้นหรือเรียกว่า“ชายน้ำ” มี1ครีบ ควรมีขอบครีบส่วนหน้าและส่วนหลังขนานกัน และค่อยๆโค้งไปทางด้านหลัง ขอบด้านหน้าและขอบด้านหลังจะต้องไม่เรียวสอบแหลมเข้าหากัน

– ในปลากัดครีบยาว ลักษณะครีบก้นที่ดีจะต้องแผ่กว้างคล้ายสี่เหลี่ยมและซ้อนทับเป็นเนื้อเดียวกันกับครีบหาง

– ส่วนในปลากัดครีบสั้น ลักษณะครีบก้นที่ดีจะต้องคล้ายสี่เหลี่ยม ที่ด้านหน้าแคบลบมุมโค้งเข้าสู่ตัวปลา และโค้งกว้างออกมาทำมุมแหลมกับขอบด้านหลัง บรรจบกันเป็นชายน้ำเรียวแหลม ขอบด้านหลังโค้งเข้าเล็กน้อย และควรกว้างประมาณ 4 เท่าของขอบด้านหน้า

(6) ครีบหางหรือหาง เป็นครีบที่มีรูปแบบหลากหลายมากที่สุด

– รูปแบบทั่วไปสำหรับปลาหางเดียว อาจเป็นหางกลม หางกลมปลายแหลม หางรูปสามเหลี่ยม หางครึ่งวงกลม หางย้วยแบบผ้าม่าน และหางรูปใบโพธิ์ที่ปลายย้อยลง หางทุกแบบควรแผ่เต็มสมบูรณ์ได้สัดส่วน ควรมีการกระจายของก้านครีบเท่ากันระหว่างส่วนบนและส่วนล่างของเส้นที่ลากผ่านจุดกลางของโคนครีบ ขอบด้านนอกโค้งได้รูป

เครดิตภาพจาก tollebild.com

                        – ส่วนปลาหางเดียวที่มีหางย้วยแบบผ้าม่าน หางควรแผ่ใหญ่สมบูรณ์ ปลาหางรูปใบโพธิ์ที่ปลายย้อยลง ครีบหางควรกว้าง ขอบครีบควรโค้งได้รูปสวยงามเรียวสู่ส่วนปลาย

– ในกรณีของปลาหางคู่ ลักษณะหางอาจเป็นลักษณะที่เชื่อมต่อกันจนปลายหางเกือบเป็นเส้นตรง หรือเว้าเล็กน้อย หรือเว้ามากเป็นรูปหัวใจ หรือหางแยกที่ซ้อนทับเกยกัน หรือหางที่แยกจากกันเต็มที่โดยไม่ซ้อนทับ หรือเป็นหางที่เว้าลึกในระดับต่างๆ แต่ยังไม่แยกกันเด็ดขาด ลักษณะที่ดีคือ หางทั้งสองข้างควรเป็นเสมือนเงาในกระจกซึ่งกันและกัน

2.5) ลำตัวต้องสมบูรณ์ ไม่มีแผล และควรเป็นรูปกระสวยที่ดึงกว้างออกบริเวณครีบท้อง ส่วนด้านบนลาดลงสู่หัวและหาง โดยทุกด้านเรียวเข้าสู่โคนหาง ความยาวของลำตัวควรเป็น 3-4 เท่าของความกว้างจากบนลงล่าง ขนาดของลำตัวจะต้องสมส่วนกับขนาดครีบ ถ้าเป็นปลากัดหางคู่อาจมีลำตัวกว้างกว่าปลากัดหางเดียว

2.6) เกล็ดต้องสมบูรณ์ มีเต็มลำตัว ไม่มีหลุด และเป็นระเบียบ

  1. ลักษณะท่าทาง ต้องมีลักษณะท่าทางที่แสดงถึงความปราดเปรียวและกล้าหาญ เมื่อพบเห็นคู่ต่อสู้หรือเพศตรงข้าม จะต้องมีพฤติกรรม“พองตัวสู้” ทำให้เห็นความสวยงามและสมบูรณ์ของสีสันและรูปทรงอย่างชัดเจน รวมทั้งลักษณะการว่ายน้ำต้องสง่างาม
  2. 4. สี แบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆได้ 4 กลุ่ม คือ ปลากัดสีเดียว ปลากัดสองสี ปลากัดสามสี และปลากัดสีลวดลาย และแต่ละกลุ่มหลักยังแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย

4.1) “ปลากัดสีเดียว”(Solid Colored Betta) เป็นปลากัดที่มีสีเดียวทั้งลำตัวและครีบ และเป็นสีโทนเดียวกันทั้งหมด จะต้องไม่มีสีอื่นปะปนในส่วนของลำตัวและครีบเลย ยกเว้นที่ตาและเหงือก ปลากัดสีเดียวแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ ปลากัดสีเดียว สีสว่างหรือสีอ่อน และปลากัดสีเดียว สีเข้ม และปลากัดสีเดียว ตาข่าย

(ใส่รูป25 ใส่คำบรรยายใต้ภาพว่า..เครดิตภาพจาก baybridgeaquarium.com)

4.2) “ปลากัดสองสี” ลำตัวจะต้องมีสีเดียว และครีบทั้งหมดจะต้องมีสีเดียวเช่นกัน แต่สีของครีบจะต้องต่างกับสีของลำตัว ปลากัดสองสีแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย คือ ปลากัดสองสี ตัดกัน , ปลากัดสองสี สีผสม และปลากัดสองสี ลายผีเสื้อ

– ปลากัดสองสี ตัดกัน คือ ลำตัวมีสีใดสีหนึ่ง ตัดกับครีบที่เป็นอีกสีหนึ่ง โดยจะพิจารณาที่การตัดกันของแถบสี และความคมของขอบสีเป็นหลัก

– ปลากัดสองสี สีผสม คือ ทั้งลำตัวและครีบมีสีผสมกันตั้งแต่2สีขึ้นไป

– ปลากัดสองสี ลายผีเสื้อ คือ บริเวณครีบประกอบด้วยแถบสีที่ตัดกันชัดเจน 2 แถบ ลักษณะที่ดีคือ แถบสีทั้งสองควรจะมีความกว้างเท่ากันอย่างละครึ่งของความกว้างของครีบ ทั้งนี้สีลำตัวและสีครีบแถบแรกที่อยู่ชิดลำตัว อาจเป็นสีเดียว หรือสองสีก็ได้

4.3) ปลากัดสามสี แบ่งย่อยออกเป็นปลากัดสามสี ตัดกัน , ปลากัดสามสี สีผสม และปลากัดสามสี ลายผีเสื้อ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับกลุ่มย่อยของปลากัดสองสี โดยแต่ละสีต้องมีการตัดกันที่ชัดเจน

4.4) ปลากัดสีลวดลาย เป็นปลากัดที่ไม่ได้จัดอยู่ในประเภทสีเดียวและประเภทสองสี แต่ยังแบ่งย่อยออกเป็นปลากัดสีลวดลาย ลายหินอ่อน , ปลากัดสีลวดลาย ลายจุด และปลากัดสีลวดลาย ลายที่หัว

– ปลากัดสีลวดลาย ลายหินอ่อน มีสีเป็นลวดลายรูปแบบเฉพาะเช่นเดียวกัน โดยครีบจะไม่มีแถบสี และบนลำตัวมีสีอื่นแต้มเป็นลวดลายหินอ่อน

– ปลากัดสีลวดลาย ลายจุด คือ บนลำตัวมีสีแตกต่างแต้มเป็นลายจุด

– ปลากัดสีลวดลาย ลายที่หัว คือ บริเวณหัวมีสีแตกต่างแต้มเป็นลวดลาย


ปลากัด..สัตว์น้ำประจำชาติไทย


ในปี พ.ศ.2560 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้นำเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย เพื่ออนุรักษ์ปลากัดให้อยู่คู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม พาณิชย์ และแสดงอัตลักษณ์ให้สัตว์น้ำสวยงามไทยที่มีตำนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ปลากัดไทย

                        จวบจนกระทั่งในวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2561 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 เห็นชอบพิจารณาให้“ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ” ตามข้อเสนอของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ซึ่งนอกจากปลากัดไทยจะมีความเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ นับเป็นสัตว์น้ำชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะแก่การเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ แม้ปลากัดไทยจะมีลักษณะดุดัน แต่ในยามสงบกลับอ่อนโยนนุ่มนวลสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติ“ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

ทั้งนี้ทางกรมประมง และนักวิชาการยังได้มีสาระสำคัญของการเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ

  1. ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เป็นที่ทราบกันดีว่าคนไทยรู้จักคุ้นเคยและมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งมีหลักฐานยืนยัน และเมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ.2556 กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทย
  2. ด้านความเป็นเจ้าของ และมีความเอกลักษณ์เฉพาะตัว “ปลากัดไทย”ที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Betta splendens Regan, 1910 ชื่อสามัญ Siamese Fighting Fish หรือ Siamese Betta มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางในระดับสากล ชื่อสามัญ Siamese จึงเป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่าปลากัดไทยนั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ อีกทั้งประเทศไทยเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานหลักของปลากัดอีกด้วย
  3. ด้านประโยชน์ใช้สอย ปลากัดไทยได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยหลายประการ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนำไปสู่การค้างเชิงพาณิชย์ และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

สำหรับข้อมูลการส่งออกปลากัดไทยนั้นมีการส่งขายออกไปกว่า 95 ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี พ.ศ.2556-2560 ประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือเฉลี่ย 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ปัจจุบันมีการเลี้ยงปลากัดไทยทั่วโลก โดยด้านพันธุศาสตร์นั้น ชื่อของปลากัดจีน ปลากัดมาเลย์ และปลากัดอินโด แม้จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่มีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดป่าของไทยทั้งสิ้น

เครดิตภาพจาก sjportugal.com

                        โดยมีจังหวัดนครปฐมเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันความนิยมของปลากัดไทยประเภทกัดเก่งนั้นลดลงมาก แต่มาเน้นการพัฒนาด้านสายพันธุ์ที่เน้นความสวยงาม ทำให้มีการเพาะเลี้ยงทั่วประเทศ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมง จำนวน 1,500 ราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยมีการกระจายทั่วพื้นที่ของประเทศไทยจำนวน 500 ราย และมีผู้เลี้ยงรายย่อยที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา หรือนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน รวมถึงมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษ และยังสามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย ตลอดจนนำไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้

ในอนาคตกระทรวงเกษตรฯจะผลักดันเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้ามากขึ้น อาทิเช่น การค้าออนไลน์ การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบการขนส่งปลากัดภายในประเทศ ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วและมีความปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทย


ความในใจของผู้เขียน


แม้ปลากัดไทยเป็นปลาตัวเล็กๆ แต่การต่อสู้อย่างทรหดอดทนและสวยงามไม่ได้เล็กไปตามตัว ซึ่งใครเลยจะคิดว่าการเลี้ยงปลากัดเพื่อเล่นกีฬากัดปลาในอดีต แต่ปัจจุบันแปรเปลี่ยนเป็นการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อปรับปรุงสายพันธุ์จนเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่งที่ปลากัดตัวเล็กๆจะสามารถสร้างเม็ดเงินให้แก่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก โดยขณะนี้ตัวเลขการส่งออกสัตว์น้ำสวยงามอันดับแรก คือ “ปลากัด” สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยปีละ 1,000 ล้านบาท รองลงมาคือ“ปลาหางนกยูง” แต่มีรายได้จากการส่งออกน้อยกว่าปลากัดเกือบเท่าตัว

ปลากัดไทยชนิดต่างๆ เครดิตภาพจาก kanchanapisek.or.th

                        ส่วนหนึ่งที่ปลากัดไทยได้รับความนิยมคงต้องยกเครดิตให้บริษัท Apple ที่เปิดตัว iPhone 6s ด้วยภาพ Wallpaper รูปปลากัดที่เคลื่อนไหวได้ นอกจากความนิยมในการเลี้ยงแล้ว ยังมีธุรกิจการถ่ายภาพปลากัดเพื่อส่งขายในเว็บไซต์ขายภาพถ่าย Stock ระดับโลกอีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นภาพถ่ายฝีมือคนไทยอีกด้วย แม้บ้านเราจะเป็นต้นกำเนิดของการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อส่งออก แต่ระยะหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซียก็เริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจนี้แล้ว สร้างการแข่งขันในตลาดเพาะเลี้ยงปลากัดให้มีมูลค่าสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ในแง่พันธุกรรมนั้น ปลากัดทุกลักษณะในโลกนี้ล้วนมีที่มาจากสายพันธุ์เดียวกับปลากัดของไทย เพียงแต่เมื่อมีการผสมคัดพันธุ์ที่ถูกต้องได้จังหวะ ความสวยงามหลากหลายของปลากัดซึ่งเป็นลักษณะพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่ในปลากัดตามธรรมชาติก็จะปรากฏออกมาโดดเด่นสะดุดตา เราจึงพบเห็นปลากัดรูปแบบใหม่และสีสันใหม่ๆปรากฏออกมาอยู่เสมอ แต่ทั้งหมดก็ล้วนคือ“ปลากัดไทย”ทั้งสิ้น

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….