|
|
|
 |
| กอดเชียงคาน |
บางคนเปรียบเปรยการเดินทางเหมือนสายน้ำ แต่ข้าพเจ้าว่าไม่เหมือน
แต่ก็คล้าย เพราะสายน้ำไหลไปไม่เคยกลับ แต่การเดินทางย่อมหวนกลับคืนถิ่นที่เคยเยือนแล้วเยือนอีกนับครั้งไม่ถ้วนตามใจชื่นชอบของแต่ละคน
อีกทั้งสายน้ำจะไหลสัมผัสไปตามซอกมุมของโตรกผาหิน แต่ไม่เคยลึกล้ำลงไปใต้แผ่นหินแผ่นดินแข็งกระด้างเท่าจิตใจของนักนิยมธรรมชาติ
ทางเดินลานสุริยันบนภูหลวงในวันที่เงียบสงบ
|
ฤดูร้อนปีนี้มันร้อนบ้าระห่ำยิ่งกว่าปีก่อนๆ
ส่วนใหญ่ต่างหนีร้อนไปเที่ยวทะเลเพื่อเล่นน้ำคลายร้อน
ต่างจากพวกเราที่ต้องการขึ้นไปชมความงามของไม้ป่านานาพรรณที่ออกดอกบานสะพรั่งบนภูหลวง
โดยเฉพาะกล้วยไม้ ทีแรกตั้งใจว่าจะนอนบนภูหลวง2คืน
แต่รุ่นน้องอยากไปสัมผัสเชียงคานในวันที่น่าจะเงียบเหงา
เพราะโดยปกติจะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเชียงคานมากเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว
นึกๆแล้วก็ดีเหมือนกันที่จะได้ระลึกถึงความหลัง
ย้อนความทรงจำที่ไม่ได้มาเยือนนานแล้วร่วม
6-7 ปี
ภูหลวงวันนี้เงียบเหงาสมกับความตั้งใจ
แม้แต่เจ้าหน้าที่เขตฯภูหลวงก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน
ส่วนใหญ่ออกลาดตระเวนป่า โดยเฉพาะการสำรวจช้างป่า
ซึ่งผืนป่าแห่งนี้ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก

บนภูหลวงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี
และหนาวจัดในช่วงฤดูหนาว ผืนป่าใหญ่ในวันนี้เงียบเหงาสมกับความตั้งใจ
แม้แต่เจ้าหน้าที่เขตฯภูหลวงก็มีอยู่เพียงไม่กี่คน
ส่วนใหญ่ออกลาดตระเวนป่า โดยเฉพาะการสำรวจช้างป่า
ซึ่งผืนป่าแห่งนี้ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก
|
หลังจากเมื่อวานที่เราได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติของพฤกษานานาพรรณอย่างเปรมปรีดิ์แล้ว(หากอยากรู้ว่าพรรณไม้และสัตว์ป่าที่เราพบบนภูหลวงในช่วงเดือนเมษายนมีอะไรบ้าง
เชิญเข้าไปชมบทความสัตว์ป่า
และไม้ป่าน่ารู้ ( http://www.e-travelmart.com/wild_animal_wild_flower.html
) รุ่งเช้าเราจึงเดินทางลงจากภูฯ ระยะทางราว 28 กม. ก็ถึงบ้านสานตม
แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข203(ภูเรือ-เลย) ราว
36 กม. ก็ถึง3แยกตัวเมืองเลย ก่อนตรงต่อไปอีก 48 กม. สู่อำเภอเชียงคาน
|
เชียงคาน..เมืองเล็กๆริมลำน้ำโขง
|
|
|
เชียงคานเป็นอำเภอเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำโขง
ฝั่งตรงข้ามคือประเทศลาว ในสมัยก่อนชาวหลวงพระบางก็ได้อพยพมาตั้งรกรากที่
อ.เชียงคาน และได้นำวัฒนธรรมเข้ามาด้วย จึงอาจเรียกได้ว่าเชียงคานเป็นเมืองคู่แฝดหลวงพระบางก็ว่าได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นประเพณี อาหารการกิน และภาษาพูด
ก็มีความคล้ายเคียงกัน
บรรยากาศโดยรอบของเชียงคานคล้ายๆเมืองปาย
จ.แม่ฮ่องสอน แต่สงบเงียบมากกว่า หากเปรียบ
อ.ปาย เป็นสาวรุ่นที่กำลังเริ่มจะใจแตก เชียงคานก็ถือว่ายังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อนที่ยังไร้การแต่งแต้มสีสันใส่จริต
แต่ในอนาคตอาจเป็นเช่นดั่งเมืองปายได้ หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม
|

ร้านกาแฟสด
Open & Close Cafe ที่ขึ้นชื่อในการชงกาแฟได้อร่อยถูกปากถูกลิ้น
|
ทิศเหนือติดกับ อ.ปากชม จ.เลย และแขวงไชยะบุรีของลาว
โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดน ทิศตะวันออกติดกับ อ.ปากชม
จ.เลย ทิศใต้ติดกับ อ.เมือง จ.เลย และทิศตะวันตกติดกับ
อ.ท่าลี่ จ.เลย และแขวงไชยะบุรีของลาว โดยมีแม่น้ำเหืองเป็นเส้นกั้นพรมแดน
ปกติจะมีคำขวัญประจำจังหวัด แต่ที่ อ.เชียงคาน ก็มีคำขวัญเป็นของตนเอง
คือ เชียงคาน เมืองคนงาม ข้าวหลามยาว มะพร้าวแก้ว
เพริศแพร้วเกาะแกง แหล่งวัฒนธรรม น้อมนำศูนย์ศิลปาชีพ
ถนนชายโขงเป็นย่านชุมชนที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วไปมาเที่ยว
มาพัก มาเดินซื้อของที่ระลึก โดยเฉพาะในยามเย็นจนถึงค่ำคืน
ด้วยสภาพบ้านเรือนสองฟากฝั่งยังคงเป็นแบบเรือนไม้และห้องแถวไม้เก่าแก่ดั้งเดิมที่มีอายุกว่า
100 ปี อันเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของเมืองเชียงคาน อาจมีบางหลังที่แปรสภาพเป็นปูนไปแล้ว
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง หลายหลังได้รับการปรับปรุงภายในเป็นห้องพัก
โดยใช้ชื่อว่าเกสท์เฮาส์ โฮมสเตย์ บูติก จนถึงโรงแรม ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเอกลักษณ์รูปแบบมนต์เสน่ห์เดิมๆเอาไว้
แต่ก็มีไม่น้อยที่แปลงโฉมอย่างหรูหราดูขัดลูกหูลูกตา ราคาที่พักก็มีตั้งแต่
150 บาท/ห้อง จนถึงกว่า 2,000 บาท/ห้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายภายในห้องพัก
รวมทั้งห้องพักนั้นติดกับลำน้ำโขงหรือไม่
|
|

แม้ฝนจะตก
แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวขี่จักรยานชมวิถีชีวิตชุมชนเชียงคาน
|
ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่ยังใช้รถจักรยานเป็นพาหนะในการขี่ไปมา
แต่ก็มีไม่น้อยที่เปลี่ยนเป็นรถเครื่อง ซึ่งเป็นไปตามกาลเวลา
ตามนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ แต่ก็ไม่ได้มากมายจนทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป
เพราะถึงแม้สิ่งต่างๆจะหมุนเวียนไปตามโลก แต่ความสงบของเชียงคานก็ยังคงทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีไม่เสื่อมคลาย
ซึ่งสถานที่พักหลายแห่งก็มีจักรยานให้นักท่องเที่ยวเช่าขี่ชมสภาพวิถีชีวิตของชาวเชียงคาน
เท่าที่ได้พูดคุยกับเจ้าของห้องพักและร้านค้า ต่างบอกทำนองเดียวกันว่าพวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นที่มาเช่า
3-5 ปี เปิดเป็นสถานที่พักหรือร้านค้า และมีไม่น้อยที่ซื้อขาดเป็นของตนเอง
ส่วนคนท้องถิ่นทำเองนั้นคงพอมีบ้าง ซึ่งไม่ต่างจากที่
อ.ปาย เท่าใดนัก ส่วนร้านอาหารก็พอมีให้เลือกหาทานกัน
แต่ยังไม่มากนัก ต่างจากร้านขายกาแฟสดที่มีอยู่เป็นระยะๆ
|
|

ชั้น2ของบ้านเติมสุขเชียงคานบานบุรี
เป็นห้องนั่งเล่น
|
บ้านเติมสุข เชียงคานบานบุรี ตั้งอยู่บน ถ.ชายโขง
ใกล้กับ ซ.15 มี3ชั้น แต่ละชั้นตกแต่งได้อย่างน่ารัก ชั้นล่างขายเสื้อผ้าและกระเป๋าผ้าที่ฉีกแหวกแนวจากร้านค้าทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะรับมาขายกันต่ออีกทอดหนึ่ง
แต่ที่นี่เขาออกแบบและผลิตกันเองตามใจฉัน ชั้นสองเป็นห้องนั่งเล่น
ดูโทรทัศน์ หรือฟังเพลงสำหรับผู้พักอาศัย ส่วนชั้นสามมีห้องพัก2ห้องๆละ
5-8 คน ไม่มีเตียง มีแต่ฟูกนอน หมอน ผ้าห่ม และพัดลมเพดาน
ห้องน้ำก็ต้องใช้รวมที่ชั้นล่าง แม้จะดูไม่สะดวกสบาย แต่กลับรู้สึกชอบ
เพราะได้สัมผัสกลิ่นอายของวิถีชีวิตชนบทอย่างแท้จริง อากาศก็ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนในกรุงเทพฯ
ด้วยกระแสลมเย็นสบายที่พัดมาตามลำน้ำโขง นอกจากนี้ห้องพักและห้องน้ำก็สะอาดสะอ้าน
รวมถึงอัธยาศัยไมตรีของคุณปุ้ย..เจ้าของที่พัก ทำให้เราตัดสินใจเลือกเป็นที่พักในครานี้
ซึ่งท่านใดสนใจที่พักราคาถูกมากๆในบรรยากาศเป็นกันเอง
ก็ติดต่อไปได้ที่ โทร.08-1828-4273 , 08-1828-5837
ถนนชายโขงหรือถนนคนเดินของเชียงคานจะคึกคักก็ตอนค่ำคืน
ยังมีเวลาอีกนานโข หลังเก็บสัมภาระเรียบร้อย เราจึงเดินทางไปเที่ยวแก่งคุดคู้ตามทางหลวงหมายเลข211(เชียงคาน-หนองคาย)
เพียง 2 กม. ก็ถึง3แยกจึงแยกซ้ายมือไปสิ้นสุดที่แก่งคุดคู้อีก
2 กม. ซึ่งตลอดสองข้างทางที่แยกเข้ามา รวมทั้งร้านค้ารอบๆลานจอดรถ
จะพบร้านขายมะพร้าวแก้วเป็นจำนวนมาก มีทั้งชนิดแผ่น และชนิดเส้น
ซึ่งเป็นขนมอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่ เขาทำกันสดๆ บรรจุใส่ถุงขายเป็นถุงๆหรือเป็นกิโลฯ
ซึ่งที่นี่มีการปลูกมะพร้าวเป็นจำนวนมากจากการแนะนำของกรมพัฒนาชุมชน
แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ จึงต้องสั่งซื้อมาจากเพชรบูรณ์
แก่งคุดคู้ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านน้อย หมู่ที่4 ตำบลเชียงคาน
แม้ว่าเมื่อคืนและรุ่งเช้าจะมีพายุฤดูร้อนหอบเอาห่าฝนใหญ่มาปกคลุมไปทั่วเมืองเลย
รวมทั้งเวลาขณะนี้ก็มีสายฝนโปรยปรายลงมา แต่ระดับน้ำในลำน้ำโขงก็ยังคงไม่สูงเท่าหน้าฝน
จึงยังคงมองเห็นแก่งหินกว้างใหญ่เกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง
ขวางอยู่กลางลำน้ำในช่วงโค้งของลำน้ำ มีกระแสน้ำไหลผ่านไปได้เพียงช่องแคบๆใกล้ฝั่งไทยเท่านั้น
ทำให้เกิดกระแสน้ำไหลวนเชี่ยวกรากดังสนั่น หากเป็นหน้าน้ำก็จะมีน้ำท่วมแก่งจนมองไม่เห็น
เวลาที่เหมาะสำหรับชมแก่งจึงอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
พฤษภาคม
ลุยฝนชมแก่งคุดคู้
|

ดอนทรายกลางลำน้ำโขงที่ปรากฏในยามแล้ง
ฝั่งตรงข้ามคือเมืองสานะคามของลาว
|
แก่งคุดคู้คือแนวหินขวางลำน้ำที่ทอดยาวเกือบจรดสองฝั่งแม่น้ำโขง
|
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงเป็นภูเขาสูงในพื้นที่เมืองสานะคาม
หรือเมืองชะนะคาม แขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว
เมื่อเดินลงไปยังหาดริมลำน้ำโขงเพื่อชมแก่งคุดคู้อย่างใกล้ตา
ก็พบว่ามีลักษณะเป็นหินก้อนใหญ่ๆที่วางซ้อนกันเป็นจำนวนมาก
และจากที่หินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลานานๆ
ทำให้หินมีสีสันแตกต่างกันออกไป มองผ่านแนวแก่งคุดคู้ออกไปยังภูเขาลูกย่อมๆเบื้องหลัง
ก็จะเห็นวัดพระพุทธบาทภูควายเงินตั้งอยู่บนเนินดูเด่นสะดุดตา
มีรอยพระพุทธบาทยาวประมาณ 120 ซม. กว้าง 65
ซม. ประดิษฐานอยู่บนหินลับมีด ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี
พ.ศ.2478 อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านในแถบนี้มาก
ทุกปีในวันขึ้น 15ค่ำ เดือน3 ทางวัดจะจัดงานสมโภชประจำปี
วัดแห่งนี้ตั้งอยู่เลยจากแยกเข้าแก่งคุดคู้ไปราว
3-4 กม. แล้วแยกซ้ายที่หมู่บ้านผาแบ่น เข้าไปอีก
3 กม. เมื่อถึงหมู่บ้านอุมุงก็จะพบทางลาดยางขึ้นเขาสู่วัดอีกราว
1 กม.
|
มองทวนขึ้นไปตามสายน้ำก็พบว่าในช่วงฤดูแล้งนี้มีเกาะแก่งและโค้งสันทรายริมแม่น้ำอยู่มากมาย
ตามริมลำน้ำจะพบชาวบ้านมาทอดแหจับปลาอยู่เป็นระยะๆ บ้างก็ใช้เรือหางยาวล่องทวนขึ้นไปตามน้ำ
ก่อนปล่อยลอยตามน้ำแล้วทอดแหจับปลา ปลาที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นปลาจก
ปลาคัง ปลาเคิ้ง และปลากดแก้ว แต่ก่อนเมื่อจับปลาได้ก็จะนำมาแปรรูปเป็นปลาร้า
ปลาส้ม ปลาจ่อม หรือปลาแห้งไว้กินในครัวเรือน เดี๋ยวนี้เขาจะแบ่งอกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งทำเป็นปลาแห้งส่งขายตามร้านขายของที่ระลึกบริเวณรอบลานจอดรถ
อีกส่วนนั้นขังไว้ในกระชังในลำน้ำโขง เมื่อมีนักท่องเที่ยวมาสั่งปลาทานตามร้านค้าที่สร้างเป็นเพิงยาวบนหาด
ร้านค้าก็จะมาซื้อเขาเพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารให้แก่นักท่องเที่ยว
สร้างรายได้ให้แก่ชาวประมงและร้านค้าท้องถิ่น
ล่องเรือทอดแหจับปลา
|
|
ตามริมหาดจะมีป้ายปักไว้เป็นระยะๆว่าอันตราย..ห้ามลงเล่นน้ำลึก
ด้วยมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก นอกจากนี้ยังมีเรือท่องเที่ยวที่บริการล่องเรือชมทิวทัศน์ตามลำน้ำโขง
โดยจะล่องทวนน้ำขึ้นไปถึงตัวเมืองเชียงคาน แล้วล่องกลับมา
รวมระยะทางไป-กลับ ประมาณ 8 กม. อัตราค่าบริการเที่ยวละ
800 บาท/1 ชั่วโมง ซึ่งเรือลำหนึ่งนั่งได้ 15 คน หรือเฉลี่ยคนละ
54 บาท
ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมของทุกปี ชาวบ้านจะมาจับจองที่ดินบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อปลูกฝ้าย
ซึ่งฝ้ายจากริมแม่น้ำโขงนี้เองที่ชาวบ้านนำมาทักทอเป็นผ้าฝ้าย
และนำมาทำเป็นผ้าห่มนวมอันขึ้นชื่อของเมืองเชียงคาน
ทอดแหจับปลาริมน้ำเหนือแนวแก่งคุดคู้
|

เรือท่องเที่ยวที่บริการล่องเรือชมทิวทัศน์ตามลำน้ำโขง
|
แม้จะเป็นช่วงเวลาตะวันตรงศีรษะ แต่อากาศกลับเย็นสบายด้วยสายลมที่พัดมาตามลำน้ำ
ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาบางๆพอเย็นฉ่ำกายใจ มื้อเที่ยงนี้เราใช้บริการของร้านอาหารบนหาดริมแก่งคุดคู้
ซึ่งอาหารที่ขายก็เป็นอาหารอีสานทั่วๆไปจำพวกไก่ย่าง ส้มตำ
ลาบ น้ำตก และอาหารขึ้นชื่อของแก่งคุดคู้อย่างปลาเผา ต้มยำปลา
และกุ้งเต้นที่จับมาจากลำน้ำโขง สนนราคาก็ไม่แพง แถมอร่อยอีกต่างหาก
|
|

มีนักท่องเที่ยวมาเยือนแก่งคุคู้ไม่ขาดสาย
|
ประกายระยิบระยับดั่งกากเพชรบนระลอกผิวน้ำลำน้ำโขง ทำให้นึกถึงต้นกำเนิดของลำน้ำโขง
ซึ่งดั้นด้นมาไกลจากหลังคาโลก กว่าสายน้ำโขงจะผ่านมาถึงแก่งคุดคู้
มันย่อมบันทึกประสบการณ์เรื่องราวต่างๆมากมายของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติตามสองฟากฝั่ง
ก้อนหินก้อนกรวดที่พบตามหาดหรือในลำน้ำ อาจพัดมาไกลหลายร้อยหลายพันกิโลเมตรก็เป็นได้
ลำน้ำสายนี้ได้หล่อเลี้ยงผู้คนให้เติบโตและแก่ตายตามวัฏจักรมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคน
จวบจนวันนี้หากใครเป็นคนช่างสังเกตจะพบว่าระดับน้ำของน้ำโขงลดน้อยลงไปกว่าเดิม
ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใด ทำให้การขึ้นลงของน้ำโขงผิดไปจากธรรมชาติ
นั่นเป็นเพราะโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงตอนบนของประเทศที่มีผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ทางตอนเหนือได้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายเขื่อนเพื่อใช้เก็บกักน้ำนำไปเป็นพลังงานไฟฟ้าและชลประทานภายในประเทศของเขา
เขาจะปล่อยน้ำมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเขา คนริมโขงตอนล่างอย่างไทย
ลาว และกัมพูชา ไม่มีใครกล้าอาจหาญท้วงติงได้ คงได้แต่ปล่อยไปตามโชคชะตา
หรือไม่ก็ได้แต่รอน้ำฝนใต้เขื่อนเท่านั้น วิถีการดำรงชีพที่เคยเป็นจึงอาจเปลี่ยนไปในอนาคต
|
ก่อนจากแก่งคุดคู้ก็แวะซื้อมะพร้าวแก้วไปเป็นของฝาก
ซึ่งเวลายังเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะเย็นค่ำ
จึงตกลงใจที่จะนั่งรถเลาะเลียบไปตามลำน้ำโขงสู่
อ.ปากชม ตามทางหลวงหมายเลข211 ระยะทางประมาณกว่า
30 กม.
ผ่านแยกแก่งคุดคู้ไปไม่ถึง
1 กม. ก็จะพบแยกขวามือขึ้นเขาสู่ภูทอกราวๆ
5 กม. สังเกตป้ายสถานีทวนสัญญาณ 483 เป็นทางสะดวกสบาย
รถเก๋งก็ขึ้นได้ ยกเว้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเทศกาลปีใหม่
ทางอำเภอฯจะไม่อนุญาตให้นำรถขึ้นไปเอง แต่ให้ใช้รถท้องถิ่นที่ทางอำเภอฯจัดเตรียมไว้ให้บริการ
โดยคิดค่าโดยสารไป-กลับ ประมาณคนละ 50-60
บาท
|

แวะซื้อมะพร้าวแก้วไปเป็นของฝาก
|
ภูทอก(คนละภูทอกกับที่ จ.บึงกาฬ)เป็นภูเขาสูงติดลำน้ำโขง
บนยอดภูเป็นที่ตั้งของสถานีโทรคมนาคมเชียงคาน และเป็นจุดชมวิวทิวทิวทัศน์ที่สวยงามของอำเภอเชียงคานและลำน้ำโขงได้โดยรอบ
โดยเฉพาะยามเช้าที่จะได้ชมทะเลหมอกที่สวยงาม
เกาะแก่งกลางลำน้ำโขงระหว่างทางสู่
อ.ปากชม
|

บึงน้ำใสสีครามที่เกิดจากลำน้ำโขงไหลเข้ามาท่วมในช่วงหน้าน้ำ
|
แนวเขาฝั่งลาวเต็มไปด้วยผืนป่าหนาแน่น
ต่างจากฝั่งบ้านเรา
|
จากเชียงคานไปปากชม
เส้นทางจะเลาะเลียบขนานไปตามลำน้ำโขงทางด้านซ้ายมือ
ดูแล้วมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไปคนละแบบกับทางเชียงคาน
พบเกาะแก่งน้อยใหญ่มากมายตลอดเส้นทาง บางช่วงลำน้ำโค้งเว้ามาทางฝั่งเรา
บ้างเข้าไปทางฝั่งลาว โดยมีภูเขาสูงและผืนป่าแน่นขนัดของฝั่งลาวเป็นฉากหลัง
ตามทางจะพบชาวบ้านปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์อยู่ตามริมฝั่งและเกาะแก่ง
บ้างก็หาปลาหากุ้ง บางหมู่บ้านก็ทำอาชีพเสริมด้วยการการเก็บและขุดหินเบี้ยที่มีหลากสีหลายรูปทรงตามหาดทรายและใต้หาดทราย
นำขึ้นมาวางขายให้แก่พ่อค้าต่างถิ่นที่มารับซื้อ
เพื่อนำไปขายต่อให้กับคนที่นำไปผสมปูนทำผนังทำกำแพงบ้าน
หรือใช้ตกแต่งประดับสวน
|
ปากชมเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของ จ.เลย ติดกับ
อ.สังคม จ.หนองคาย ในปี พ.ศ.2518 ดินแดนแห่งนี้ได้ใช้เป็นที่รองรับผู้คนอพยพจากสงครามในลาว
ซึ่งสหประชาชาติได้ตั้งเป็นศูนย์รับรองโดยมีชื่อว่าหมู่บ้านวินัย
จนถึงปี พ.ศ.2538 ศูนย์อพยพจึงได้ยุบตัวลงตามสถานการณ์
แต่หมู่บ้านดังกล่าวยังอยู่ในการดูแลของตำบลปากชม
หาดนางกวัก..ปากชม
|

บริเวณหาดนางกวักช่วงหน้าแล้ง
ลำน้ำโขงจะไหลเลาะเลียบทางฝั่งลาวมากกว่าของไทย
|
พื้นที่ปากชมนั้นส่วนใหญ่เป็นภูเขาร้อยละ60 มีที่ราบส่วนใหญ่อยู่แถบริมน้ำโขง
สถานที่ท่องเที่ยวก็ธรรมดาๆไม่เด่นเท่าที่อื่นๆในเมืองเลย
แต่ความธรรมดาของที่นี่กลับไม่ธรรมดาในสายตาของผู้เขียน
ซึ่งเคยมีโอกาสมาพักค้างคืนอยู่ 3-4 ครั้ง ทั้งความเงียบสงบที่แม้แต่กลางวันก็แทบจะนับรถยนต์ที่วิ่งไปมาได้
ไม่ต้องพูดถึงยามค่ำคืน เพราะเพียงแค่หัวค่ำก็แทบจะร้างลาจากผู้คน
ที่สำคัญหาดทรายที่นี่สวยงามมาก และมีมากมายเกลื่อนกลาดในช่วงปลายหนาวจนถึงต้นฤดูฝน
เชื่อหรือไม่ว่าเมืองเลยมีหาดทรายและเกาะแก่งมากที่สุดในเมืองไทย
ซึ่งหาดทรายและเกาะแก่งที่ว่านี้ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.ปากชม
|
|

หมู่บ้านทางฝั่งลาว
|
ช่วงวันหยุดพักผ่อนในฤดูแล้งจึงมีชาวท้องถิ่นพาครอบครัวมาทำกิจกรรมตามหาดทรายต่างๆอยู่ทั่วไป
ทั้งนำอาหารมาทานกัน บ้างก็หาปลาในลำน้ำโขงมาย่างหรือเผาทานกันตอนนั้น
เด็กๆรวมทั้งหนุ่มสาวต่างก็เพลิดเพลินกับการเล่นน้ำคลายร้อนอย่างสนุกสนาน
บริเวณหาดใดที่กว้างยาวก็จะมีหนุ่มๆเอาไม้มาปักทำเป็นเสาโกล์
เล่นฟุตบอลกัน บ้างก็เล่นวอลเล่ย์ และตะกร้อ ดูแล้วเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย
น่าสนใจ แต่สำหรับผู้ที่ยังติดอยู่กับสังคมเมือง ยากมากที่จะมาใช้ชีวิตที่นี่ได้
ระหว่างเดินทางจากปากชมกลับสู่เชียงคาน เราได้แวะจุดผ่านแดนที่บ้านคกไผ่
ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างให้เป็นด่านสากลเหมือนกับที่หนองคายและมุกดาหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนฝั่งลาวนั่งเรือข้ามฟากเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับไปยังบ้านเขา
มีน้อยที่เขาจะนำของเขามาขายฝั่งเรา
ชาวลาวซื้อสินค้าของไทย
ขนลงเรือเดินทางกลับบ้านเขาที่จุดผ่านแดนบ้านคกไผ่
|

ฝั่งแดนลาวที่อยู่ตรงข้ามกับบ้านคกไผ่
|
คำว่าคก หมายถึง แอ่งน้ำลึกที่เวลาน้ำหลากก็จะไหลวนไปมา
แล้วหยุดไหลเมื่อถึงเวลาน้ำลด ซึ่งคนภาคกลางจะเรียกว่าวัง(น้ำ)นั่นแหละ
ดังนั้นคกไผ่ก็คือวังน้ำที่มีไผ่ขึ้นอยู่เป็นดงหนาแน่น
เรือท่องเที่ยวที่ล่องขึ้นมาจากแก่งคุดคู้สู่ตัวเมืองเชียงคาน
|

บ้านพักที่อยู่ติดลำน้ำโขง
จะทำด้านหลังเป็นที่นั่งเพื่อใช้เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์
|
ถึงเชียงคานก็ร่วม5โมงเย็น หลังอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยก็ได้เวลาแดดร่มลมตก
เหมาะสำหรับการเดินชมทัศนียภาพของบ้านเรือนตามถนนชายโขง
จะเรียกว่าถนนคนเดินก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เพราะยังให้รถราวิ่งไปมาได้
แต่ก็มีน้อย ไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เช่ารถจักรยานมาขี่ชมเมือง
ซึ่งเป็นพาหนะยอดฮิต ดูแล้วก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ แต่ผู้เขียนไม่แน่ใจ(และลืมสอบถามจากคนท้องถิ่น)ว่าเขามีกฎระเบียบในการขี่มากน้อยแค่ไหน
เนื่องจากนักท่องเที่ยวหลายคนหลายกลุ่มที่ปั่นกันรวดเร็วฉวัดเฉวียน
เกือบชนนักท่องเที่ยวด้วยกันก็หลายหน บ้างก็รัวกระดิ่งจนหนวกหู
เป็นไปได้ไหมที่อนุญาตให้ขี่ชมเมืองได้เฉพาะกลางวัน เมื่อถึงเวลาเย็นย่ำควรให้เดินชมจะดีกว่า
แม้ว่าถนนสายนี้ยาวราว 2 กิโลฯ แต่ช่วงที่คนเดินชมไป-กลับก็เพียงกิโลฯกว่าๆเท่านั้น
นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
อีกทั้งการเดินชมย่อมทำให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสชมสินค้าของที่ระลึกและอาหารพื้นเมืองได้มากกว่า
รวมทั้งมีโอกาสตัดสินใจซื้อหาอุดหนุนได้มากกว่า

ทั้งชาวไทยชาวเทศต่างเดินชมบรรยากาศโดยรอบอย่างสนุกสนาน
ช่วงแรกเราเดินขึ้นไปทางตะวันออก
พบว่าบ้านไม้หลายหลังดัดแปลงเป็นร้านค้าขายอาหาร
เครื่องดื่ม หรือของที่ระลึกสารพัดชนิดที่ดูเก๋ไก๋สวยงาม
ชวนให้อยากซื้อกลับไปฝากคนทางบ้าน โดยเฉพาะเสื้อยืดที่มีคำคมต่างๆนานาชวนดึงดูดให้เลือกซื้อสรรหา
อาทิเช่น จงชราอย่างกล้าหาญ และขึ้นคานอย่างมีศักดิ์ศรี
, ขึ้นดอยขึ้นเขา ไม่เหงาเท่าขึ้นคาน เป็นต้น
เวลาผ่านไปมากเท่าใดก็ไม่อยากเชื่อสายตาว่าฤดูแล้งเช่นนี้จะมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเมืองเล็กๆอย่างเชียงคานมากมายเช่นนี้
นึกว่าจะมีเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น
|

ข้าวจี่..หอมหวานมัน
โดยฝีมือที่มีประสบการณ์มายาวนาน
|
บ้านไม้เก่าและรถจักรยานรุ่นโบราณ
เป็นจุดที่ผู้คนมักแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
|

ของที่ระลึกน่ารักๆ
ยามนี้ทั้งบ้านพักและร้านค้าต่างเปิดไฟสว่างไสวกระจ่างตา
ทุกร้านต่างมีผู้คนเข้ามาชมเพื่อเลือกสรรหาสินค้าที่ถูกใจ
ผ่านร้านค้าที่มีชื่อแปลกตาว่าสำมะปิ และโลโก้ร้านเป็นรูปปลา(ตัวเมีย)น่ารักน่าชัง
มีแต่หัวกับหาง ส่วนตัวคงมีแต่ก้าง ที่รู้ว่าเป็นตัวเมียก็เพราะสังเกตขนตาที่งอนช้อย
ส่วนความหมายของคำว่าสำมะปิที่เป็นภาษาอีสาน
เหมาะมากสำหรับชื่อร้านกับสินค้าของที่ระลึกที่ขายภายในร้าน
เพราะมันมีความหมายว่ามากมาย สารพัดสารพัน
ทุกสิ่งทุกอย่าง จิปาถะ หรือหลากหลาย คำๆนี้หากใช้กับที่อยู่อาศัยก็หมายถึงรกรุงรังสกปรก
และหากใช้กับเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็หมายถึงทำไมเสื้อผ้ามอมแมมอย่างนี้
|
สำมะปิ
หมายถึง (สินค้า)มากมาย หรือหลากหลาย
|

ร้าน
ก.กา ที่ตกแต่งภายในได้น่าชม
|
นอกจากบ้านพักและร้านค้าแล้ว ยังพบกลุ่มน้องๆหลากหลายกลุ่มที่มาแสดงความสามารถตามริมถนน
ด้วยการดีดกีตาร์ร้องเพลง มีตั้งแต่รุ่นเด็กเล็กจนถึงหนุ่มสาววัยรุ่น
เพื่อขอรับบริจาคในการเป็นทุนการศึกษาแก่ตัวเอง บางกลุ่มก็หาทุนสร้างอุปกรณ์การเรียนให้แก่โรงเรียนตามชนบท
แต่ที่มีผู้คนชื่นชอบมุงดูมากเป็นพิเศษก็คือคนหน้าขาวที่ยืนเป็นหุ่นนิ่ง
ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว บ้างก็เข้าไปถ่ายรูปคู่ด้วย
ขณะที่มีผู้บริจาคเงินกำลังวางเงินลงในหมวกที่วางอยู่กับพื้นตรงหน้า
เขาหรือเธอก็จะขยับเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วจนผู้บริจาคตกอกตกใจเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดกันยกใหญ่
กลุ่มน้องๆวัยละอ่อนที่ร้องเพลงหาทุนการศึกษาให้แก่ตัวเอง
|

วัยรุ่นทำสิ่งดีๆด้วยการร้องเพลงหาทุนให้แก่ทางโรงเรียน
|
เดินมาจนถึงลานเอนกประสงค์ริมลำน้ำโขง ซึ่งมีศูนย์ข้อมูลเมืองเชียงคานตั้งอยู่
ฝั่งตรงข้ามเป็นวัดท่าคก
สร้างโดยพระยาศรีอรรคฮาต..เจ้าเมืองคนสุดท้ายของเชียงคาน
เราจึงแวะเข้าไปกราบสักการะพระประธานในโสถ์

วัดท่าคกคาน
ร้านอาหารตามทางนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองที่แปลกตา ซึ่งขอแนะนำเมนูอร่อยลิ้นถูกปาก
2 อย่าง น่าลิ้มลองหากได้มาเยือน คือ ข้าวปุ้นน้ำแจ่วมีลักษณะคล้ายๆกับขนมจีน
แต่เป็นซุปน้ำใสที่มีรสชาติแซบแตกต่างกันไป
โดยมีเส้นนุ่มๆอร่อยลิ้น พร้อมเครื่องในหมู
และผักจำพวกผักบุ้ง กะหล่ำปี ถั่วฝักยาว ถั่วงอก
ใบสาระแน และต้นหอม อีกเมนู คือ ข้าวเปียกมีลักษณะคล้ายก๋วยจั๊บ
แต่ที่นี่จะตอกไข่ใส่ลงในหม้อต้มก๋วยจั๊บที่ทำและปรุงทีละถ้วย
จนได้ไข่สุกขนาดที่เรียกว่าเป็นยางมะตูม
|

กอดเชียงคาน
|

กลุ่มคนหน้าขาว
3ทุ่มกว่านักท่องเที่ยวก็เริ่มบางตา
เราก็เริ่มเมื่อยขา จึงเดินกลับที่พัก นั่งคุยกันเพียงประเดี๋ยวประด๋าว
ผู้เขียนก็แยกตัวขอไปหลับใหลก่อน
|
|
ทะเบียนรถที่สาวชอบ
|

ทะเบียนรถที่หนุ่มปลื้ม
อยากได้
|
3ทุ่มกว่านักท่องเที่ยวก็เริ่มบางตา เราก็เริ่มเมื่อยขา
จึงเดินกลับที่พัก นั่งคุยกันเพียงประเดี๋ยวประด๋าว ผู้เขียนก็แยกตัวขอไปหลับใหลก่อน
กิจกรรมยามเช้าที่น่าสนใจเมื่อมาเที่ยวเชียงคาน คือ
ตักบาตร ปกติที่พักแต่ละแห่งจะตระเตรียมไว้ให้ โดยรวมกับค่าที่พักแล้ว
บ้างก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากต้องการ หรือจะติดต่อด้วยตนเองก็ได้
เพราะมีร้านค้าหลายร้านติดป้ายรับจัดอาหารเช้าใส่บาตร
อาหารที่ใส่ก็จะเป็นข้าวนึ่งหรือข้าวเหนียว 1 กระติ๊บ
ขนมนมเนย และดอกไม้ คิดชุดละ 50 บาท พร้อมเสื่อสำหรับปูนั่ง
พระสงฆ์จะเริ่มบิณฑบาตตามถนนชายโขงราวๆ 06.00-06.30 น.
ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ซึ่งมาจาก 2-3 วัด ตามถนนสายนี้ จึงมีร่วมประมาณ
40-50 รูป เวลาใส่บาตรนั้นก็จะปั้นข้าวเหนียวพอคำ ไม่ได้เทใส่ทั้งกระติ๊บ
ปกติจะใส่เพียงปั้นเดียวต่อพระรูปหนึ่ง เพื่อจะได้ใส่บาตรได้หลายๆรูป
การใส่บาตรของชาวบ้านนั้น เป็นเรื่องปกติ เขารู้อยู่แล้วว่าควรแต่งตัวให้เหมาะสมอย่างไร
ต่างจากชาวต่างถิ่น โดยเฉพาะสาวๆยุคใหม่ที่ชอบนุ่งน้อยห่มน้อย
แต่ก่อนที่เคยมาเยือน ตามที่พักจะมีป้ายติดประกาศไว้ในที่พักทุกแห่งถึง
4 ข้อควรปฏิบัติของการใส่บาตรยามเช้า คือ ข้อหนึ่ง..กรุณาแต่งกายสุภาพ
ไม่นุ่งกางเกงขาสั้นจนเกินไป ข้อสอง..ไม่ควรสวมเสื้อสายเดี่ยว
ข้อสาม..การถ่ายรูป ควรอยู่ห่างพระพอสมควร และข้อสี่..ไม่ควรเดินไปมาขณะพระบิณฑบาต
ข้อหนึ่งและข้อสองย่อมรู้กันดีอยู่แล้ว แต่สองข้อท้ายอาจงุนงงสงสัยเหมือนผู้เขียนที่เคยถามชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร
จึงได้คำตอบว่านักท่องเที่ยวหลายคนถ่ายรูปแฟนหรือเพื่อนกำลังใส่บาตร
โดยผู้ใส่บาตรก็ทำท่าราวกับว่าถ่ายคู่กับดาราหรือป้ายสถานที่
ไม่มีกิริยาสำรวมเสียเลย ส่วนข้อสุดท้ายนั้นนักท่องเที่ยวบางคนต้องการถ่ายรูป
โดยเดินแทรกแถวของพระที่ท่านกำลังเดินบิณฑบาต อันเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะเช่นเดียวกัน

แม่ศรีเรือนที่นั่งอย่างกุลสตรี
หลังจากใส่บาตรเสร็จสิ้น
เราก็พากันเดินไปตลาดสดเทศบาลที่อยู่ห่างออกไปราวกิโลฯ
ไม่ได้ไปซื้ออาหารมาทำทานกันหรอก แต่ไปลองชิมอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างของชาวเชียงคาน
นั่นคือปาท่องโก๋ยัดไส้ โดยจะใช้แป้งปาท่องโก๋นั่นแหละ
มาตีๆแผ่ๆๆแล้วใส่ไส้ที่เตรียมไว้ ซึ่งมีทั้งหมูหยอง
หมูสับ และไส้เค็ม โดยมีผักปะปนอยู่ด้วย เป็นปาท่องโก๋ที่มีขนาดยาวใหญ่กว่าปกติ
ดังนั้นเมื่อทอดแล้วเสร็จก็จะนำมาหั่นเป็นชิ้นๆพอคำ
เราทานกันไปคนละตัวสองตัวก็เล่นเอาจุกท้องไปตามๆกัน

ร้านค้าขายผ้าห่มนวม
|

หนีป่ามาทำบุญ

ตลาดสดเทศบาลเมืองเชียงคาน
|
ระหว่างเดินกลับที่พักก็พบร้านค้าขายผ้าห่มนวมอยู่หลายร้าน
เป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อของเชียงคาน มีหลายเกรด ทั้งชนิดที่บรรจุด้วยฝ้ายล้วนๆ
หรือบรรจุผสมระหว่างฝ้ายกับนุ่น และราคาก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผ้าห่มนวมที่มี
3 ขนาด คือ ตั้งแต่ 1-3 กิโลฯ
วัดศรีคุณเมือง
|

พระพุทธรูปไม้
ลงรักปิดทอง
|
ก่อนเดินทางกลับ เราได้แวะวัดศรีคุณเมือง
ตั้งอยู่ริมถนนชายโขง ซ.7 เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองเชียงคาน
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2485 มีกำแพงแก้วล้อมรอบตัวพระอุโบสถ
สวยงามด้วยศิลปะที่ผสมผสานระหว่างล้านนาและล้านช้าง ดังจะเห็นได้จากโบสถ์
ซึ่งหลังคาลดหลั่นอย่างศิลปะล้านนา ศิลปวัตถุที่สำคัญมีหลายชิ้น
เช่น พระพุทธรูปไม้จำหลัก ลงรักปิดทองปางประทานอภัยแบบล้านช้าง
พระพุทธรูปดังกล่าวมีพระเกศาเป็นปุ่มแหลมเล็ก พระกรรณค่อนข้างแหลมและยาว
สันนิษฐานว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 24-25 นอกจากนี้ในวัดยังมีธรรมาสน์ไม้แกะสลักลงรักปิดทองทุกด้าน
ที่พนักหลังมียอดคล้ายปราสาท ด้านหน้าโบสถ์มีฮูบ คือ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่เต็มหน้าบัน ภาพทั้งหมดเป็นภาพนิทานชาดกชุดพระเจ้าสิบชาติ
ซึ่งวาดขึ้นใหม่แทนของเดิม ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางนาคปรก
อายุ 300 ปี ทุกปีในวันขึ้น15 ค่ำ เดือน3 ทางวัดจะจัดงานสมโภชประจำปี
ถือเป็นงานสำคัญของชาวเชียงคาน
"ฮูบ"หรือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏมีรูปสามล้อเครื่อง
และผู้เฒ่าจูงสาว ปะปนอยู่กับนิทานชาดก
|

บ้านเก่ามากจนทรุดโทรมในเชียงคาน
|
ผ่าน3แยกเชียงคานมุ่งหน้าสู่อำเภอด่านซ้าย ว่าจะให้รุ่นน้องขับรถแยกขวาไปชมวิวอีกแห่งหนึ่งก็ลืม
มัวคุยกันเรื่อยเปื่อย มานึกได้ก็เลยมาไกลโข หากใครมีโอกาสมาเที่ยวเชียงคาน
ก็อย่าลืมแวะไปนะครับ เพียงแยกขวาจาก3แยกเชียงคาน(หากมาจากตัวเมืองเลยก็ต้องแยกซ้าย)ไปราว
2 กม. เพื่อชมแม่น้ำสองสีที่บ้านท่าดีหมี
เป็นจุดบรรจบที่แม่น้ำเหืองไหลมารวมกับลำน้ำโขง(หลังจากที่แม่น้ำโขงไหลผ่านเมืองไทยที่
อ.เชียงของ จ.เชียงราย แล้วเลี้ยวหายเข้าไปในลาวที่ อ.เวียงแก่น
จ.เชียงราย มาโผล่เมืองไทยอีกทีก็ ณ จุดนี้) ซึ่งมีสองสีต่างกันเห็นได้ชัดเจน
นอกจากนี้ยังจะได้กราบไหว้สักการะพระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์
หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าพระใหญ่ภูคกงิ้วแห่งวัดปากน้ำเหือง
ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทานพร
สีเหลืองทองอร่าม หล่อด้วยไฟเบอร์ผสมกับเรซิ่น องค์พระมีความสูง
19 เมตร และมีฐานกว้าง 7.2 เมตร จัดสร้างโดยกองทัพภาคที่2
และประชาชน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเจริญพระชนมพรรษาครบ
6 รอบ และในมหามงคลแห่งพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ครบ 50
ปี เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ทรงมีแก่พสกนิกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยได้อัญเชิญปฐวีธาตุอันศักดิ์สิทธิ์จากพระธาตุพนม พระธาตุเชิงชุม
พระธาตุบังพวน พระธาตุขามแก่น พระธาตุนาคูน และพระธาตุศรีสองรัก
มาบรรจุไว้ใต้ฐานองค์พระพุทธรูป รวมทั้งได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากทั้งสองพระองค์
พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในพระเกศขององค์พระพุทธรูปด้วย
ส่วนชื่อพระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์นี้ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเป็นผู้ประทานนามให้
ซึ่งมีความหมายว่าพระพุทธรูปปางลีลาประทานพรที่สร้างขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลในรัชสมัยรัชกาลที่
9
บนเนินเขาที่ประดิษฐานองค์พระฯเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามแห่งหนึ่ง
มองเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงมีสีเข้มสีอ่อนต่างกันไหลลงมาบรรจบ
ยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพของแม่น้ำโขงในมุมสูง โดยเฉพาะยามพระอาทิตย์กำลังจะลาลับเหลี่ยมเขา
ระยะทางจากเชียงคานสู่ด่านซ้ายประมาณ 132 กม. ผ่านพระธาตุศรีสองรักไปเล็กน้อยก็จะพบทางแยกซ้ายมือสู่วัดเนรมิตวิปัสสนา
เป็นจุดหมายสุดท้ายที่เราแวะกราบสักการะ ก่อนมุ่งหน้าตรงกลับสู่กรุงเทพฯ
พระธาตุศรีสองรักนั้น เราแวะสักการะกันบ่อยแล้ว ซึ่งองค์พระธาตุเป็นศิลปกรรมแบบล้านช้าง
สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2103 แล้วเสร็จในปี
พ.ศ.2106 สร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างกรุงศรีอยุธยา(สมัยพระมหาจักรพรรดิ)และกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทน์)
องค์พระธาตุสูง 19.19 เมตร ฐานกว้างด้านละ 10.89 เมตร
ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ย่อมุมไม้สิบสอง องค์ระฆังทรงบัวเหลี่ยมคล้ายๆพระธาตุพนม(จ.นครพนม)
พระธาตุหลวง(เวียงจันทน์) และพระธาตุศรีโคตรบอง(แขวงคำม่วน)
ทุกวันขึ้น 15ค่ำ เดือน6 ชาวด่านซ้ายจะจัดงานสมโภชพระธาตุฯเป็นประจำทุกปี
|
|

มณฑปพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ
|
วัดเนรมิตวิปัสสนาหรือชื่อเดิมวัดหัวนายูง(ตามชื่อหมู่บ้าน)
ตั้งอยู่สูงเด่นบนเนินเขา บริเวณพื้นที่โดยรอบมีการจัดตกแต่งสวนและต้นไม้ได้อย่างร่มรื่นสวยงาม
พระอุโบสถและเจดีย์ภายในวัดก่อสร้างด้วยศิลาแลง(ที่นำมาจากจังหวัดลำพูนและจังหวัดปราจีนบุรี)ทั้งหลัง
ตัวพระอุโบสถมีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทย กว้าง 40 เมตร
ยาว 80 เมตร ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามตามศิลปะภาคกลาง ลักษณะแบบทรงไทย
ก่ออิฐถือปูนเสริมเหล็ก หลังคามุงด้วยกระเบื้องเซรามิก
ประตูหน้าต่างเป็นไม้มะค่าแผ่นเดียว เมื่อเข้าไปในโบสถ์ก็จะพบกับความงดงามของพระประธานปางมารวิชัย
ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราชโอสถ จำลองแบบมาจากวัดมหาธาตุ
จังหวัดพิษณุโลก เป็นพระประธาน แต่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการบูรณปฏิสังขรณ์หลังคา
ทางวัดจึงใช้จีวรห่มคลุมป้องกันฝุ่นผง มีพระพุทธรูปปางนาคปรก
พระแก้วมรกต รูปเหมือนหลวงพ่อโต ตามฝาผนังโบสถ์โดยรอบมีภาพจิตรกรรมลวดลายอ่อนช้อยด้วยศิลปะของช่างเขียนชาวด่านซ้าย
ใช้เวลาวาดนานถึง 8 ปี เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ ภาพพระเวสสันดรชาดก
และภาพทศชาติ พื้นของอุโบสถปูด้วยหินแกรนิตสีชมพูจากแหล่งหินแกรนิตในจังหวัดเลย
ภายในพระอุโบสถ
|

ภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับทศชาติ
|
ด้านหลังพระอุโบสถเป็นมณฑปพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ ที่สร้างด้วยศิลาแลงเช่นกัน
ภายในมีหุ่นขี้ผึ้งของหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธหรือพระครูภาวนาวิสุทธิญาณ
ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่ก่อสร้างวัดนี้ ประดิษฐานอยู่
รวมทั้งสังขารของหลวงพ่อ ซึ่งไม่เน่าเปื่อยให้พุทธศาสนิกชนและลูกศิษย์ได้มากราบไหว้
แต่เดิมหลวงพ่อมหาพันธ์ สีลวิสุทโธ พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดจำปา
จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิด วันหนึ่งท่านได้ปรารภในที่ประชุมสงฆ์ว่าท่านจะออกธุดงค์เดินทางไปเรื่อย
ไม่พำนักเป็นหลักแหล่งถาวร แต่ที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่าหลวงพ่อมีอายุมาก
เกรงว่าจะได้รับความลำบาก อยากให้ท่านมีที่พำนักถาวร จะได้เป็นที่อาศัยเป็นเนื้อนาบุญแก่ญาติโยมทั้งหลาย
เมื่อหลวงพ่อเห็นชอบด้วย ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.2522
หลวงพ่อเป็นประธานออกเดินธุดงค์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ อุบาสก
และอุบาสิกา เดินทางจนกระทั่งมาพำนักอยู่ที่พระธาตุศรีสองรัก
ระหว่างนั้นหลวงพ่อได้ตัดสินใจหาสถานที่เป็นหลักแหล่งมั่นคงถาวร
โดยเลือกเอาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ถูกชาวบ้านบุกรุกเพื่อทำไร่เผาถ่านจนมีลักษณะเป็นที่โล่งเตียนเหมือนภูเขาหัวโล้น
เรียกว่าภูเปือย ซึ่งทางวัดได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยได้
เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2522 หลวงพ่อและคณะได้ปักกลดอยู่ ณ
ที่ตั้งวัด พร้อมกับเร่งดำเนินการปลูกสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวขึ้น
แล้วจึงทำการปรับพื้นที่ปลูกสร้างถาวรวัตถุ พร้อมกับปลูกป่าอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด
ภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับพุทธประวัติ
|

ภาพจิตรกรรมเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก
|
ปี พ.ศ.2529 ร่วมกับพุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา
ปี พ.ศ.2535 เริ่มสร้างพระอุโบสถ แต่แล้วในวันที่ 20 กันยายน
พ.ศ.2540 หลวงพ่อท่านได้มรณภาพภาพลง แต่ยังสร้างอุโบสถไม่แล้วเสร็จ
พระครูภาวนาวิสุทธาภรณ์ เจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นประธานดำเนินการก่อสร้างต่อ
พร้อมด้วยบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ พระภิกษุสามเณร ข้าราชการ
ทหาร ตำรวจ พ่อค้า และประชาชนชาวอำเภอด่านซ้าย จึงแล้วเสร็จในปี
พ.ศ.2549 รวมระยะเวลาในการก่อสร้าง 14 ปี ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ
197 ล้านบาท
เป็นการท่องเที่ยวที่รู้สึกแปลกออกไปในความรู้สึกของตัวเอง
เพราะปกติจะแบกเป้ท่องไปตามราวไพรพฤกษ์ในแทบทุกฤดูกาล
ไม่ว่าอากาศจะร้อนแค่ไหน ฝนจะตกลงห่าใหญ่ หรือขึ้นดอยลงดอยที่แสนชันสุดๆก็ตาม
คราวนี้กลับแบกเป้ฯลงจากรถเข้าบ้านพักหน่วยฯ เดินชมป่าสบายๆตามทางราบเพียงวันเดียว
นอกนั้นเที่ยวไปตามแหล่งที่มีผู้คนมากมาย แย่งกันเที่ยว
แย่งกันกิน ยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดใจ ยิ่งต้องพารุ่นพี่เข้าวัดด้วยแล้ว
มันรู้สึกอย่างไรไม่รู้ ประมาณว่ายังไม่รู้สึกสาแก่ใจที่ได้มาท่องเที่ยว
ไม่ใช่ว่าเป็นคนบาปหนาที่เข้าวัดไม่ได้ แต่ชื่นชอบการได้อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของป่าดงพงไพรมากกว่า
ได้สัมผัสพรรณไม้ป่าที่ตนหลงใหล ชนิดใดที่รู้จักก็จะพยายามบันทึกภาพเก็บรายละเอียดมากขึ้น
ชนิดใดที่ไม่รู้จักก็เสาะสืบค้นหา แม้มีพรรณไม้หลายชนิดที่ทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้
ก็ยังสุขใจกับการค้นหาต่อไป
การเดินทาง สามารถเดินทางสู่เชียงคานได้หลายเส้นทางด้วยกัน
ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถโดยสาร ขับรถยนต์ไปเอง หรือนั่งเครื่องบิน
กรณีนั่งรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-เชียงคาน เท่าที่รู้มีอยู่
2 บริษัทฯ คือ บจก.ขนส่ง(หรือที่เรามักเรียกติดปากว่า
บขส.) จองตั๋วและสำรองที่นั่งได้ที่ Call Center 1490
หรือ โทร.0-2936-2841-48 ต่อ 605 , 0-2936-2852-66 ต่อ
605 หรือสำรองผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://www.transport.co.th/
อีกบริษัทฯคือ บจก.แอร์เมืองเลย จองตั๋วและสำรองที่นั่งได้ที่
โทร.0-2936-0142
กรณีนั่งเครื่องบิน มีเพียงสายการบินเดียว คือ นกแอร์
จากดอนเมือง(กรุงเทพฯ)ไปลงที่เมืองเลย แล้วเดินทางต่อไปด้วยรถประจำทางสายเลย-เชียงคาน
หรือเหมารถฯ
กรณีขับรถยนต์ส่วนตัวเดินทางไปเอง มีทั้งหมด4เส้นทาง
ได้แก่
แผนที่ท่องเที่ยวในอำเภอเชียงคาน
เส้นทางแรก จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข1หรือถนนพหลโยธิน
จนถึงสระบุรี แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข21(สายสระบุรี-หล่มสัก)จนถึงแยกม่วงค่อม
จึงเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข2089(สายม่วงค่อม-ด่านขุนทด)
แล้วเลี้ยวซ้ายบริเวณ3แยกด่านขุนทดไปตามทางหลวงหมายเลข201
ผ่านด่านขุนทด หนองบัวโคก จัตุรัส ชัยภูมิ ภูเขียว จนถึงชุมแพ
แล้วเลี้ยวซ้ายที่3แยกชุมแพไปจนถึง3แยกไฟแดง จึงแยกขวาต่อไปตามทางหลวงหมายเลข201
ผ่าน อ.ภูกระดึง อ.วังสะพุง 3แยกตัวเมืองเลย แล้วแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข201
สู่ อ.เชียงคาน รวมระยะทาง 568 กม.
เส้นทางที่สอง จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข1หรือถนนพหลโยธิน
จนถึงสระบุรี แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข21(สายสระบุรี-หล่มสัก)
ผ่านแยกม่วงค่อม จนถึงแยกชัยบาดาล แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข205จนถึง4แยกหนองบัวโคก(ทางช่วงนี้ขึ้นเขาพังเหยที่คดเคี้ยวและค่อนข้างชัน)
จึงแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข201เช่นเดียวกับทางสายแรก
เส้นทางที่สาม จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข1หรือถนนพหลโยธิน
จนถึงสระบุรีแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข2หรือถนนมิตรภาพ(สายสระบุรี-นครราชสีมา)จนถึงสีคิ้ว
จึงแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข201เช่นเดียวกับทางสายแรก
เส้นทางที่สี่ จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข1หรือถนนพหลโยธิน
จนถึงสระบุรี แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข21(สายสระบุรี-หล่มสัก)
ผ่านม่วงค่อม ศรีเทพ บึงสามพัน หนองไผ่ เพชรบูรณ์ จนถึงแยกหล่มสัก
แล้วเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข12 ผ่านน้ำหนาวและคอนสาร
จนถึง3แยกไฟแดงที่ชุมแพ จึงแยกซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข201เช่นเดียวกับทางสายแรก
เส้นทางสายนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เพราะมีระยะทางไกลกว่า3เส้นทางที่กล่าวมา
แผนทีตัวเมืองเชียงคาน
|
เส้นทางที่ห้า
จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข1หรือถนนพหลโยธิน
จนถึงสระบุรี แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข21(สายสระบุรี-หล่มสัก)
ผ่านม่วงค่อม ศรีเทพ บึงสามพัน หนองไผ่ เพชรบูรณ์
จนถึงแยกหล่มสัก แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข203
ผ่าน อ.ด่านซ้าย อ.ภูเรือ และ3แยกเมืองเลย
แล้วตรงต่อไปตามทางหลวงหมายเลข201 สู่เชียงคาน
เส้นทางสายนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก เพราะมีระยะทางไกลกว่าทุกเส้นทาง
|
|
|
|
|
| |
รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง"
ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต
|
|