www.E-Travelmart.com
    บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด

หน้าหลัก
เกี่ยวกับบริษัทฯ
สินค้าและผลิตภัณฑ์
โปรโมชั่น
วิธีการรับสินค้า/การชำระเงิน
สโมสร TRAVEL MART
การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ
การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ
สิทธิประโยชน์สมาชิกฯ ปี 55
Let's enjoy nature
เทคนิคแค้มป์
คลีนิคแค้มป์
ลองภูมิชาวแค้มป์
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
ถอดรหัสธรรมชาติ
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
สัตว์ป่าและไม้ป่าน่ารู้
บริการรับจัดกรุ๊ป
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
ถาม-ตอบ
บริการอื่นๆ
ข่าวประชาสัมพันธ์/Charity
ลิงค์เพื่อนบ้าน
แผนผังเว็บไซต์

 

“บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ”
โดย..คนกางเต็นท์..

“กระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง”

 

หากกล่าวว่า“สถานที่ใดเป็นเป็นบทปฐมฤกษ์แห่งการเที่ยวป่า” คนกรุงเทพฯและปริมณฑลย่อมนึกถึง“อุทยานฯเขาใหญ่” เพราะเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด และการเดินทางก็สะดวกสบาย สามารถขับรถยนต์ไปถึง อยากจะขนเอาอะไรไปทานก็ขนกันไปได้อย่างเต็มที่ จริงอยู่ที่ผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ก็มีเส้นทางเดินป่าหลากหลายเส้นทางให้ได้เดินท่องเที่ยวกัน ทั้งแบบระยะสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง แบบเช้าไป-เย็นกลับ หรือค้างพักแรมในป่า(โดยต้องติดต่อขออนุญาตเจ้าหน้าที่ฯก่อน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะแบกสัมภาระเข้าไปพักแรมกลางป่า ส่วนใหญ่มักพักแรมตามสถานที่ที่ทางอุทยานฯจัดไว้ บริเวณนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเกือบ 1,000 เมตร อากาศจึงเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้ผู้คนหลากหลายวัยสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้อย่างสบายๆ โดยในปี พ.ศ.2552 มีสถิตินักท่องเที่ยวเป็นจำนวน 751,397 คน

จำนวนสถิติฯดังกล่าว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอุทยานฯภูกระดึงในปีเดียวกัน ที่มีเพียง 69,613 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วนเพียง 1 ใน 10 ของอุทยานฯเขาใหญ่ จะว่าน้อยก็น้อย จะว่ามากก็มาก เพราะการท่องเที่ยวธรรมชาติของภูกระดึง ไม่ได้สะดวกสบาย ขับรถฯมาได้เพียงแค่ตีนภูฯ อยากจะสัมผัสธรรมชาติอันงดงามก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปตามทางลาดชันกว่า 5 กม. จึงจะได้ยลความงามบนยอดภูฯ “ภูกระดึงจึงเสมือนเป็นบทปฐมฤกษ์แห่งการเดินป่า”ของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

หลายคนอาจแย้งว่าผืนป่าอื่นน่าจะเป็นปฐมฤกษ์แห่งการเดินป่ามากกว่า ลองพิจารณาดูแล้วจะรู้ว่าส่วนใหญ่ก็ทำนองเดียวกับการเที่ยวเขาใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก ฯลฯ

ที่คล้ายๆกับภูกระดึงก็มีอุทยานฯรามคำแหง จ.สุโขทัย และอุทยานฯภูสอยดาว จ.พิษณุโลก – จ.อุตรดิตถ์ คือ ส่วนใหญ่สถานที่ท่องเที่ยวจะอยู่บนภูฯที่ต้องเดินเท้าขึ้นไป แต่ทั้ง2แห่งต่างก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าภูกระดึง นั่นเป็นเพราะธรรมชาติบนภูกระดึงมีความหลากหลายมากกว่า รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวก(รองรับนักท่องเที่ยว)ที่ดีกว่า ทั้งระหว่างเดินขึ้น และบนภูฯ

"สุขใจเมื่อได้พิชิตภูกระดึงในช่วงวสันตฤดู"

เมื่อนึกถึง“ภูกระดึง” บางคนคิดถึง“ภูเขารูปกะละมังคว่ำ ยอดตัด” บางคนคิดถึง“ผาหล่มสัก” เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่กว้างไกลทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีลักษณะเป็นหินผาที่ยื่นออกไปในอากาศ มีสนเขายื่นกิ่งก้านออกมา เป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามยิ่งนัก โดยเฉพาะยามตะวันลาลับฟ้า ในช่วงหน้าหนาวจะมีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาต่อแถวยาวเหยียด ทั้งนายแบบนางแบบ รวมทั้งตากล้องฯ เพื่อต่อแถวเข้าคิวรอบันทึกภาพ หลายคนจึงตั้งฉายาผาแห่งนี้ว่า“ผาดารา”หรือ“ผาเรียงคิว”

บางคนนึกถึงภาพทุ่งหญ้าป่าสนเขาที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ยิ่งยามฟ้าเข้มใส ไร้หมู่เมฆ ท่ามกลางสายลมเย็นต้องกายจนหนาวสั่น เป็นภาพและบรรยากาศที่แสนสุขใจ

บางคนนึกถึงภาพเดินเลาะริมผา ตามทางเดินที่เป็นทรายนุ่มราวกับชายหาดทะเล ท่ามกลางเสียงสายลมต้องใบสนราวกับเสียงคลื่นซัดทรายเข้าสู่ชายฝั่ง

บางคนนึกถึงภาพใบไม้ของ“ก่วมแดง” หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่า“เมเปิ้ล”(Acer calcaratum) ที่เปลี่ยนสีสันจากสีเขียวเป็นสีส้มและสีแดง ก่อนหลุดร่วงหล่นตามพื้นป่าเป็นแถวเป็นแนวยาวเหยียดราวกับ“ถนนใบไม้”ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม


"ผาหล่มสัก..สัญลักษณ์ภูกระดึง"

นอกจากความสวยงามของธรรมชาติในผืนป่าแห่งนี้แล้ว บางคนกลับจดจำถึงความยากลำบากในการท่องเที่ยวภูกระดึง ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นจากตีนภูฯไปตามทางที่ค่อยลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆสู่“หลังแป” อันเป็นที่ราบบนภูฯระยะทาง 5.45 กม. เมตร ซึ่งกว่าจะเดินขึ้นถึง ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างสูง แม้ว่าตามรายทางจะมีร้านค้าไว้คอยบริการแก้หิวแก้เหนื่อยเป็นระยะๆ แต่ก็ยังต้องพึ่งพากายและใจของตนเป็นสิ่งสำคัญ บ้างก็ต้องคอยปลอบใจเพื่อนพ้องน้องพี่ให้เดินขึ้นไปให้ได้ ทั้งๆที่ตนเองก็เหนื่อยแทบขาดใจ อีกทั้งเมื่อถึงหลังแปแล้ว ยังต้องเดินตามทางราบระยะทางร่วม 3.50 กม. สู่บริเวณที่กางเต็นท์และบ้านพัก และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติบนภูฯแห่งนี้ แต่ละแห่งล้วนมีระยะทางไกลไม่ใช่น้อย หากเที่ยวโดยรอบเฉพาะป่าเปิด(คือ ส่วนที่ทางอุทยานฯเปิดให้เที่ยว)มีระยะทางรวมกว่า 30 กม. หรือรวมระยะทางการเดินทั้งสิ้น(ทั้งเดินขึ้นลง และเที่ยวโดยรอบ) ประมาณ 49 กม.

เรื่องน่ารู้ของอุทยานฯภูกระดึง

ภูกระดึงเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคราช ใกล้กับด้านลาดทิศตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์

เมื่อมองภูกระดึงจากพื้นราบ ดูราวกับว่าภูเขาลูกนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูหรือกะละมังคว่ำ แต่หากมีปีกบิน หรือมีโอกาสได้ยลความงามทางอากาศ ก็จะเห็นว่าที่ราบบนยอดเขาภูกระดึงมีลักษณะคล้ายใบบอน บ้างก็มองว่ามีรูปร่างเหมือนหัวใจ อันเป็นหัวใจของผืนแผ่นดินอีสานตอนเหนือ

ธรรมชาติอันแปลกตาและสวยงามของภูกระดึงมีผู้รู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) ซึ่งพระเจ้าวรวงษ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม(สมุหเทศาภิบาลในสมัยนั้น)ได้ทำรายงานสภาพทางภูมิศาสตร์และลักษณะภูมิประเทศของภูกระดึงเสนอต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทำให้ต่อมาเริ่มมีผู้รู้จักมากขึ้น

ความคิดที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแบบสากลในเมืองไทยได้เริ่มเมื่อปี พ.ศ.2486 โดยกรมป่าไม้(ปัจจุบัน คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)ได้พิจารณาที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่ป่าภูกระดึง จ.เลย แต่เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลไทย(จอมพลสฤษติ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี)ไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน แผนงานนี้จึงเป็นอันว่าต้องล้มเลิกไป แต่ด้วยสภาพทั่วๆไปของภูกระดึงที่เป็นป่านานาพรรณและสัตว์ป่าที่มีอยู่มากมาย ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์ กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการประกาศภูกระดึงให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ.2481 โดยประกาศเป็น“ป่าสงวนแห่งชาติภูกระดึง”เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2486 โดยเริ่มส่งพนักงานป่าไม้ไปอยู่ประจำการตั้งแต่ปี พ.ศ.2490

ก่อนที่ภูกระดึงจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้เคยมีโครงการที่จะตัดต้นสนเขาบนภูกระดึงขาย ถึงขนาดที่ได้มีการตีตราคัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว บังเอิญประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเสียก่อนจึงระงับการตัดไป ไม่เช่นนั้นแล้วความสวยงามของป่าสนเขาที่เปรียบเสมือนเป็นพระเอกหรือดาราของภูกระดึงก็คงจะไม่มีให้เห็นเช่นทุกวันนี้

วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2502 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดป่าภูกระดึงและป่าอื่นๆในเมืองไทยรวมทั้งสิ้น 14 แห่ง เพื่อเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2504 จึงได้มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติประกาศใช้ขึ้นมา และได้ประกาศให้ป่าภูกระดึงในท้องที่ ต.ศรีฐาน กิ่งอำเภอภูกระดึง อ.วังสะพุง จ.เลย เป็น“อุทยานแห่งชาติภูกระดึง”เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่79 ตอนที่104 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 รวมเนื้อที่ทั้งหมด 348.13 ตร.กม. หรือ 217,581.25 ไร่ เป็นเนื้อที่รวมที่ราบเชิงเขาเบื้องล่างด้วย นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่2ของเมืองไทย รองจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

"น้ำตกถ้ำสอเหนือ"

อนึ่ง “กิ่งอำเภอภูกระดึง”แยกออกมาจากอำเภอวังสะพุงเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2505 และต่อมาก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น“อำเภอภูกระดึง” เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2506

ต่อมาในวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ.2520 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการเพิกถอนเขตอุทยานฯภูกระดึงในส่วนที่กองทัพอากาศขอใช้ประโยชน์ตั้งเป็นสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ในราชการทหาร มีเนื้อที่5ไร่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม95 ตอนที่118 ลงวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2521 ปัจจุบันอุทยานฯภูกระดึงมีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตร.กม. หรือ 217,576.25 ไร่

สภาพทั่วไปของภูกระดึงเป็นภูเขาหินทรายที่เกิดจากการหักตัวและโก่งตัวของเปลือกโลก มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่บนยอดเขาสลับกับเนินเตี้ยๆบนยอดตัด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-1,200 เมตร ยอดสูงสุดของภูกระดึงก็คือ“ภูคอกเมย”สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,316 เมตร

พื้นที่ของภูกระดึงเฉพาะที่ราบอันกว้างใหญ่บนยอดเขานั้นมีพื้นที่ประมาณ 60 ตร.กม. หรือประมาณ 37,500.215 ไร่ เป็นทุ่งหญ้าและป่าสนเขา 25 ตร.กม. หรือ 15,625 ไร่ นอกนั้นเป็นป่าดงดิบ 35 ตร.กม. หรือ 21,875 ไร่ ส่วนที่ราบตามเชิงเขาไหล่เขามีพื้นที่ประมาณ 288.12 ตร.กม. หรือ 180,076.035 ไร่ อนึ่ง ระยะทางรอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีประมาณ 75.50 ตร.กม.


"แผนที่แหล่งท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึง"

ผืนป่าในพื้นที่ของภูกระดึงมีอยู่ด้วยกัน 6 ชนิด ได้แก่ ป่าเต็งรัง(พบตามที่ราบเชิงเขาและบนที่ลาดชัน จนถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 เมตร) ป่าเบญจพรรณ(พบตั้งแต่พื้นที่ราบเชิงเขาและที่ลาดชันตามไหล่เขารอบภูกระดึง จนถึงระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 950 เมตร) ป่าดิบแล้ง(พบตามริมฝั่งลำธารของหุบเขาที่ชุ่มชื้นทางทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตก ตั้งแต่เชิงเขาจนถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 950 เมตร) ป่าดิบเขา(พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป ทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ) ป่าสนเขา(พบเฉพาะบนที่ราบยอดภูกระดึงที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,350 เมตร) และทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นพืชเบื้องล่างของป่าสนเขา

ภูกระดึงเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารลำห้วยหลายสาย(ตามพื้นลำธารบนยอดภูกระดึงเป็นแผ่นหิน ซึ่งบางช่วงจะมีลักษณะเป็นหลุมน้อยใหญ่ อันเกิดจากสายน้ำได้พัดพาเอากรวดหินดินทรายมาเสียดสีกัดกร่อนจนเกิดเป็นหลุมดังกล่าวขึ้น) ซึ่งพื้นที่ราบบนยอดเขาภูกระดึงจะสูงมากทางด้านตะวันตกและด้านตะวันออกเฉียงใต้ แล้วค่อยเทลาดลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้ลำธารทุกสายที่เกิดจากบนภูเขา ไหลมารวมกันทางด้านนี้ เป็นแหล่งต้นน้ำแม่น้ำพอง ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำชีในตอนปลาย อนึ่งสายน้ำพองเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวายในจังหวัดขอนแก่น

ภูกระดึงมีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับส่วนอื่นๆของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวคือ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศบนยอดภูกระดึงมีความเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 °C ในช่วงฤดูหนาวราวกลางเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนมกราคมจะมีอากาศหนาวเย็นมาก อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 0-10 °C ในช่วงหน้าร้อนราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 12-19 °C และมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 23-30 °C และในช่วงฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม มีฝนตกชุกในราวเดือนสิงหาคม-กันยายน อากาศช่วงนี้ค่อนข้างแปรปรวน บ่อยครั้งมีเมฆหมอกและเมฆฝนลอยต่ำระเรี่ยอยู่ตามพื้นป่า สำหรับความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุดถึง88%


"ยามเย็นที่ผาหมากดูก"

สถานที่ท่องเที่ยวของภูกระดึงนั้นเกือบทั้งหมดจะอยู่บนยอดภู คงมีแต่น้ำตกตาดร้องที่อยู่ทางด้านล่าง สำหรับที่ราบบนยอดภูกระดึงนั้นยังได้แบ่งโซนสถานที่ท่องเที่ยวออกเป็น2โซนจากการจัดการของทางอุทยานฯภูกระดึง ได้แก่ ป่าเปิด และป่าปิด ทั้งนี้ทางอุทยานฯเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึงได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคมของทุกปี ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน จะทำการปิดป่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดขึ้นไปท่องเที่ยว เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่ทางเดินขึ้นค่อนข้างลื่นและมีอันตรายจากดินถล่มตามหน้าผาสูงชัน อีกทั้งเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวเพื่อรอคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวต่อไป

ด้วยสภาพของพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงและมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีความหนาวเย็นมากเป็นพิเศษ ดังนั้นบนภูกระดึงจึงมีพันธุ์ไม้จากเมืองหนาวแพร่กระจายลงมาอยู่มากมาย เช่น สนสองใบ สนสามใบ ก่อหลายชนิด กุหลาบพันปี เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบไม้ดอกมากมายโดยเฉพาะกล้วยไม้ ซึ่งมีอยู่ชนิดหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญาสากลเกี่ยวกับการค้าพืชป่าและสัตว์ป่า พ.ศ.2522 ได้แก่ “ช้างกระ”

ส่วนสัตว์ป่านั้นมีมากมาย เช่น ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย เลียงผา เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี บ่าง หมาไม้ กระต่ายป่า และโดยเฉพาะหมาในที่มีมากเป็นพิเศษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบเต่าที่หาพบได้ค่อนข้างยาก 1 ชนิด นั่นคือ“เต่าปูรู”หรือ“เต่าหาง”เป็นเต่าที่มีหางยาว หดหัวเข้ากระดองไม่ได้ ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะตามลำธารในป่าเขาระดับสูงของไทย กัมพูชา และลาว อีกชนิดหนึ่งคือ“เต่าเดือย” ส่วนนกมีการสำรวจพบถึง 137 ชนิด

ปัจจุบันภูกระดึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางแค้มปิ้ง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยในปี พ.ศ.2552 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวน 69,613 คน(เป็นยอดสถิติฯเท่าที่จะหาได้จากเว็บไซต์ของกรมอุทยานฯ) ส่วนรายได้ของอุทยานฯภูกระดึงนั้น เมื่อปี พ.ศ.2553 มีรายได้ 12,272,537 บาท

กระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง

เรื่องนี้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องเก่าที่ผู้เขียนเคยได้ยินมาร่วม 20 ปี หรือกว่า 20 ปี เกี่ยวกับการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง ก่อนเงียบหายไป เฉกเช่นเดียวกับเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ นั่นแหละ เพียงแค่คิดและพูดเปรยออกมาเบาๆ ก็มีกลุ่มคนออกมาคัดค้านต่อต้านกันแล้ว ซึ่งบ้านเรานี้ค่อนข้างอ่อนไหวกันมากในเรื่องบางเรื่อง ทีเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า และลักลอบล่าสัตว์ป่า ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมาย และเป็นการทำลายความสมดุลของธรรมชาติ ก็ยังมีการลักลอบกระทำกันอยู่หลายแห่ง แทนที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่รัฐ กลับนิ่งเฉยเสีย ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปีก่อน อย่าบอกหรืออ้างว่า“แจ้งเจ้าหน้าที่ฯแล้ว อาจได้รับอันตรายต่อชีวิตและครอบครัว” เพราะการแจ้งให้ทางราชการรับรู้นั้นมีหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน

วิกฤตปัญหาหมอกควันที่ปกคลุมหลายจังหวัดในขณะนี้ ก็ไม่ใช่เกิดจากพวกเราหรือ? ไม่ว่าจะเป็นการเผาหญ้าหรือวัชพืชตามริมทาง กิ่งไม้ใบไม้ในไร่นา จนกระทั่งไฟได้ลุกลามเข้าไปในผืนป่า ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ใช่ปลูกทดแทนกันขึ้นมาได้ง่ายๆ รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้น การกระทำเหล่านี้ไม่เคยมีผู้ออกมารับผิดชอบ ต่างนิ่งเงียบ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเกิดจากการกระทำของเราหรือของใคร

โครงการฯนี้กรมอุทยานฯได้มีการศึกษาไว้นานแล้ว(ปี พ.ศ.2543) ตั้งแต่ยังเป็นหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่า“กรมป่าไม้”ในอดีต โดยได้ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ศึกษาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการกระเช้าลอยฟ้าภูกระดึง โดยให้เหตุผลว่าเพื่อกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดการด้านนันทนาการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เป็นต้นร่างในการพิจารณาในแง่วิชาการต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม

"ทุ่งหญ้าป่าสนเขาบนยอดภูกระดึง"

ผลการศึกษาด้านเทคนิคการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้า พื้นที่สถานีต้นทาง-ปลายทาง 650 เมตร และ 400 ตร.เมตร มีสถานีต้นทางอยู่ตีนภูฯ ประกอบด้วยอาคารสำหรับขึ้น-ลงกระเช้า ลานจอดกระเช้า และห้องเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่อยู่ใต้อาคารขึ้น-ลง ระยะเวลาก่อสร้าง 14 เดือน อุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างลำเลียงมาทางเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น มีการเก็บกองวัสดุที่สถานีต้นทาง-ปลายทาง โดยใช้พื้นที่ 650 เมตร และ 450 ตร.เมตร เสากระเช้าประกอบเบื้องต้นจากโรงงาน จำนวน 2 ท่อน/ 1 เสา แล้วมาประกอบที่บริเวณเก็บกองวัสดุที่สถานีต้นทาง ก่อนยกไปติดตั้งบนฐานรากแต่ละจุดโดยเฮลิคอปเตอร์

การบำรุงรักษาเสา โครงสร้างจำนวน 16 ต้น จะทำเส้นทางเดินเท้าที่กว้างไม่เกิน 1 เมตร ใช้แรงงานคนดูแล ลักษณะเสาเป็นทรงกระบอก ส่วนใหญ่จะถูกบังโดยเรือนยอดไม้ ความสูงของเสา 64 เมตร มีส่วนที่โผล่พ้นยอดไม้ 6 เมตร เสาแต่ละต้นอยู่ห่างกัน 240 เมตร รูปแบบกระเช้าเป็นแบบเก๋ง 8 คนนั่ง ใช้สายเคเบิลแบบวนเวียน ความเร็วในการเดินทาง 6 เมตร/วินาที รวมเวลาเดินทางถึงสถานีปลายทาง 10 นาที รวมมูลค่าการค่าก่อสร้างประมาณ 400 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษา 25 ปี ใช้เงินประมาณ 300 ล้านบาท

ส่วนแนวที่จะสร้างกระเช้าฯนั้น วางไว้ 3 แนวทาง(แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางใด ต้องลงดูพื้นที่เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด) โดยผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ EIA)เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะดำเนินการสร้างฯคล้ายๆกับที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ที่มีการสร้างกระเช้าเหนือเรือนยอดไม้ มองลงไปเห็นเป็นกำมะหยี่สีเขียวสดติดชายทะเล ดูสวยงาม


"สีสันของท้องฟ้าและก้อนเมฆยามตะวันลาลับ"

เท่าที่รู้จากข่าวฯว่า 2 ใน 3 แนวทางที่จะสร้างกระเช้าลอยฟ้าฯ คือ

แนวทางที่1 บ้านศรีฐาน-หลังแป อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานฯ หรือใกล้ๆกับทางขึ้น-ลงปัจจุบัน ห่างจากเส้นทางเดิม 1 กม. มีระยะทางความยาวของเคเบิล 3,819 เมตร ผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ผลการสำรวจพบไม่มีไม้หายาก ถ้ามีการตัดฟันไม้จะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้รวม 3.41 ไร่ หรือ 5,450 ตร.เมตร เป็นไม้ใหญ่ 117.19 ต้น กล้าไม้ และลูกไม้ รวมมูลค่าไม้กว่า 1.9 หมื่นบาท

แนวทางที่2 บ้านไร่ใต้-คอกเมย อยู่ทางด้านตะวันตกของอุทยานฯ ซึ่งอยู่ในเขต อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ มีระยะทางความยาวของเคเบิล 4,299 เมตร ผ่านป่าเบญจพรรณทั้งหมด ยกเว้นบนภูฯที่เป็นทุ่งหญ้า ซึ่งจากสถานีคอกเมยบนภูฯไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง ต้องผ่านป่าดิบเขาที่เป็นป่าปิด 4 กม. และตัดผ่านป่าสนเขากลางภูฯอีก 9 กม. เส้นทางนี้จะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ 3.37 ไร่ รวมมูลค่าไม้กว่า 2.2 หมื่นบาท แต่หากใช้เส้นทางนี้จะกระทบต่อป่าปิด โดยเฉพาะทั้งป่าปิดและป่าสนเขาฯบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและด่านสัตว์ป่า

บริษัทฯดังกล่าวยังได้รายงานสรุปผลศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศบนยอดภูกระดึง ดังรายละเอียดนี้ เป็นอุทยานฯที่มีความสำคัญ พื้นที่ร้อยละ 99.47 ของอุทยานฯ เป็นป่าไม้ ประกอบด้วยป่า 6 ประเภท คือ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา และทุ่งหญ้าเขตร้อน สภาพป่าจะผันแปรตามระดับความสูงของภูมิประเทศ ตั้งแต่ 200-1,300 เมตร พบพืชถิ่นเดียวหรือพืชที่มีเฉพาะในประเทศไทย 11 ชนิด บางชนิดพบเฉพาะในอุทยานฯเพียงแห่งเดียว เช่น หญ้านายเต็ม(Isachne smittinandiana) ข้าวตอก(Eriocaulon siamense) เป็นต้น

พบสัตว์ป่าทั้งหมด 438 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ชนิด คือ เลียงผา สัตว์ป่าคุ้มครอง 29 ชนิด เช่น ค่างแว่นถิ่นเหนือ เป็นต้น สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ได้แก่ เสือโคร่ง ช้าง และหมาใน สัตว์ป่าที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ 3 ชนิด ได้แก่ หมีควาย เสือไฟ และเม่นใหญ่ สัตว์ป่าที่มีสภาวะใกล้ถูกคุกคาม 3 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่ภูเขา ชะนีมือขาว และลิ่นชวา

นกที่พบ แบ่งออกเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ชนิด คือ นกกระเรียน และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 181 ชนิด สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง 1 ชนิด คือ นกกระทาดงแข้งเขียว

"ภาพจำลองเส้นทางเดินสู่ยอดเขาภูกระดึง"

สัตว์เลื้อยคลานที่พบ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 7 ชนิด เช่น เต่าเหลือง เต่าเดือย เป็นต้น สัตว์ป่าที่มีสภาวะใกล้ถูกคุกคาม 1 ชนิด คือ แย้อีสาน

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่พบ เป็นสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม 1 ชนิด ได้แก่ กบห้วยขาปุ่ม

ปลาที่พบ เป็นสัตว์น้ำที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์ 2 ชนิด คือ ปลาดุกด้าน และปลาสร้อยน้ำผึ้ง

แมลงที่พบ เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 1 ชนิด คือ ผีเสื้อถุงทองป่าสูง

บริษัทฯดังกล่าวยังได้รายงานเพิ่มเติมว่า“การก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าอาจไม่มีปัญหาในการก่อสร้าง แต่อาจจะมีปัญหาในการจัดการการท่องเที่ยวบนยอดภูฯ อาจมีความจำเป็นที่ต้องสร้างถนนหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆเพื่อนำนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวแต่ละจุด เพื่อให้สามารถท่องเที่ยวได้ภายในวันเดียว เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกวัยทุกสถานะขึ้นไปท่องเที่ยวได้โดยสะดวก”


"ทิวทัศน์ ณ ผาเหยียบเมฆ มองเห็นภูผาจิต(ลักษณะคล้ายภูกระดึง) อุทยานฯน้ำหนาว"

หากการสร้างกระเช้าฯขึ้นภูกระดึงเป็นผลสำเร็จ ตามแผนฯที่วางไว้จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นลงกระเช้าฯปีละประมาณ 70,000 คน ส่วนหนุ่มสาวที่แข็งแรงและต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดด้วยการเดินขึ้นลงภูฯเหมือนเดิมอีกราวๆ 100,000 คน รวมๆแล้วจะมีนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 170,000 คน(หรือคิดเป็นจำนวนเกือบ 2.5 เท่าของสถิตินักท่องเที่ยวในปี พ.ศ.2552)

ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น ทางกรมอุทยานฯต้องดูก่อนว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงฯ และการมีกระเช้าไฟฟ้าจะช่วยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น เพราะกำหนดได้ว่าใครจะขึ้นลงไปกลับในวันเดียว หรือค้างคืน

ทั้งนี้มีแหล่งข่าวจากสำนักนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรฯ เปิดเผยว่า“โครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงนั้น เป็นการว่าจ้างเอกชนดำเนินการศึกษาผลกระทบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 โดยเป็นแค่การศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมบนภูกระดึงเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นกระบวนการตามกฎหมาย และรายงานดังกล่าวยังไม่ได้ถือเป็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสำนักนโยบายฯ ทั้งนี้การก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่ใช้เสาสูงขนาดใหญ่และสายเคเบิลนั้นจากรายะเอียดเบื้องต้น ไม่ถือว่าเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่เข้าข่ายประเภทกิจการและโครงการรุนแรงที่ต้องทำ EIA และผ่านการอนุมัติจากสำนักนโยบายฯ แต่ให้เป็นการดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ในอุทยานฯภูกระดึงของกรมอุทยานฯ เรื่องนี้จึงเป็นการตัดสินใจของกรมอุทยานฯว่าหากมีการก่อสร้างแล้วจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งพืชและสัตว์บนภูกระดึงหรือไม่ อย่างไรก็ตามต้องดูว่าเทคนิคการก่อสร้างกระเช้าเป็นรูปแบบใด เพราะที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าชั้นหินบนภูกระดึงเป็นหินทราย ซึ่งผุกร่อนง่าย ต้องดูว่าจะสามารถยึดโครงสร้างของกระเช้าฯไว้ได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องเสี่ยง หากเกิดการพังทลายของชั้นหินและดิน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิควิศวกรรมในการก่อสร้างด้วย

วันที่ 2 มกราคม ที่ผ่านมา ข่าวฯได้ระบุว่า “นายดำรงค์ พิเดช” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่า“ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง โดยพิจารณาแล้วว่าการสร้างกระเช้าจากหมู่บ้านศรีฐาน-หลังแป เป็นเส้นทางที่กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด”

สนับสนุน หรือค้านการสร้างกระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง

กระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง ถกเถียงกันมายาวนาน ฝ่ายหนุนให้สร้างก็ว่าดี เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ขึ้นไปสัมผัสความงาม เนื่องจากการเดินเท้าขึ้นไปนั้น เหมาะเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรง ฝ่ายคัดค้านก็ว่าการท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติก็ต้องสัมผัสธรรมชาติตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไป หากมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นเมื่อไร จะกลายเป็นการทำลาย อีกอย่างยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าใด คนก็จะแห่ขึ้นไปจนเกินความพอดีที่ธรรมชาติอันบอบบางจะรับได้ไหว เหตุผลเหล่านี้เถียงกันมานาน แต่ก็ยังไม่ยุติ

ผู้เขียนไม่เชิงเห็นด้วย หรือต่อต้านในการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง แต่ต้องการให้ทุกท่านรับฟังเหตุผลทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้าน แล้วนำมาคิดไตร่ตรองและชั่งน้ำหนักถึงข้อดีข้อเสียของการสร้างกระเช้าฯ ก่อนตัดสินใจ

เหตุผลของฝ่ายสนับสนุนการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง

ก่อนจะรับรู้เหตุผลของฝ่ายนี้ ควรรับรู้ก่อนว่าเหตุผลของการปัดฝุ่นโครงการสร้างกระเช้าฯขึ้นมาใหม่นั้น จากข่าวฯระบุว่า“นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พยายามผลักดันโครงการฯนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีฯเมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่ผ่านมา โดยให้สัมภาษณ์ว่า“คนในจังหวัดเลยมีความต้องการกระเช้าขึ้นภูกระดึง แต่มีคนคัดค้านเช่นกัน จึงต้องทำประชาพิจารณ์หาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง โดยยืนยันว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าจะพยายามให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด”

ต่อมาตามข่าวฯระบุว่า“นายดำรงค์ พิเดช” อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนว่า“เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะทุกวันนี้ปัญหาคนเจ็บป่วยบนภูกระดึงจากสัตว์ป่า โดยเฉพาะกรณีช้างกระทืบทำร้าย อาจจะเสียชีวิตได้ หากไม่รีบนำตัวลงมารักษา , การเดินขึ้นของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ ส่งเสียงดังเอะอะเฮฮารบกวนสัตว์ป่ามากกว่าเสียอีก , มีกระเช้าฯขึ้นลงภูฯ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่มีคนค้างแรมมาก ทำให้ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวได้ รวมไปถึงปัญหาการจัดการขยะ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เราสามารถลำเลียงขยะลงมาด้านล่างได้รวดเร็วขึ้น ไม่เกิดปัญหาหมักหมม”

“ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการขึ้นกระเช้าฯก็ยังใช้วิธีเดินขึ้นเหมือนเดิมได้ และยังสามารถใช้บริการลูกหาบได้ แต่เราต้องคำถึงผู้สูงอายุ แต่ก่อนในวัยนักศึกษา เขาเคยเดินขึ้นไปได้ แต่ถึงวันนี้ เขาอยากนึกทบทวนความหลัง แต่หัวเข่าและข้อกระดูกที่เสื่อมตามวัย จึงควรให้เขามีโอกาสบ้าง รวมถึงเด็ก และคนพิการ จะได้สัมผัสธรรมชาติ ช่วยลดปัญหาขยะตามทางเดิน อีกทั้งปัจจุบันอาชีพลูกหาบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ยึดอาชีพนี้ เพราะเมื่อแก่ตัวไปเป็นโรคกระดูกพรุนทั้งหมู่บ้าน ทำให้บั้นปลายชีวิตก็ต้องหาเงินมารักษาตัวเอง จากการรับจ้างแบกหามสัมภาระขึ้นลงภูกระดึง”

"บรรยากาศเงียบสงบในเดือนพฤษภาคมก่อนปิดภูฯ"

“การสร้างกระเช้าฯขึ้นภูกระดึง จึงสามารถทำการเป็นตัวช่วยในการขนส่งนักท่องเที่ยว และเป็นการเพิ่มเม็ดเงินให้กับอุทยานฯ และเป็นประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัด เพราะในอนาคตจะมีเส้นทางระหว่าง จ.เลย ไปถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น”

ผู้ที่สนับสนุนโครงการสร้างกระเช้าฯ นอกเหนือจากรัฐมนตรีกระทรวงฯ และอธิบดีกรมอุทยานฯแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยก็เห็นดีด้วย

“นายธนาวุฒิ ทิมสุวรรณ” นายก อบจ.เลย แสดงความคิดเห็นว่า“โครงการนี้หากเป็นไปได้ก็จะเป็นทางเลือกที่ว่าด้วยความเสมอภาคของคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ และทุกวัย ทราบดีว่าหากนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนภูฯเป็นจำนวนมาก ที่พักรับไม่ไหวแน่ มีปัญหากับธรรมชาติ ปัญหารบกวนสัตว์ป่า แต่หากมีกระเช้าขึ้น-ลง จะสะดวกรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ที่สำคัญจะเกิดการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งจังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียง เรื่องนี้รัฐบาลจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาอนุมัติ ทว่าเมื่ออนุมัติก็ให้กรมอุทยานฯ หรือมอบหมายให้องค์กรเอกชนดำเนินการก่อสร้าง หรือหากให้ อบจ.เลย มีโอกาส ก็จะตั้งเป็นหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการ”

นายก อบจ.เลย ยังยืนยันว่า“อบจ.สามารถทำได้ และทำได้ดีที่สุดด้วย โดยจะเปิดให้มีการซื้อหุ้นถือหุ้นอย่างกว้างขวางแก่พี่น้องชาวเลย โดยย้ำว่าชาวเลยต้องร่วมกันสนับสนุน หากต้องการพัฒนาจังหวัด พัฒนาการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ ให้ร่วมกันขายความดั้งเดิมของประเพณีวัฒนธรรม ความสวยงามธรรมชาติ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าเมืองนับล้านๆคนต่อปี อันหมายถึงเม็ดเงินสู่จังหวัดเลยนับพันล้านบาท”

เหตุผลของฝ่ายคัดค้านการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง

“มีสนับสนุน ก็ต้องมีค้าน” เป็นเรื่องปกติของคนในสังคมประชาธิปไตย เพียงแต่เมื่อทำประชาพิจารณ์แล้วก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ เพราะคนในสังคมนั้น“แตกความคิดได้ แต่อย่าแตกแยก”


"ภาพเส้นทางเดินขึ้นยอดภูกระดึง"

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน “นายศรีสุวรรณ จรรยา” นายกสมาคมฯ ได้กล่าวว่า“โครงการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว และกำลังประสบปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานฯควรจะเดินหน้าจัดการการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ และการตัดสินใจดำเนินการตามโครงการนี้ขัดแย้งกับแนวคิดในการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของกรมอุทยานฯ ทั้งนี้หากมีการดำเนินการต่อไป สมาคมฯจะเดินหน้าคัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ และจะหาช่องทางฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ยุติโครงการดังกล่าวแน่นอน เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญของประเทศ”

ด้านมูลนิธิสืบนาคะเสถียร “นายศศิน เฉลิมลาภ” เลขานุการมูลนิธิฯ ได้กล่าวว่า“เป้าหมายของการสร้างกระเช้าลอยฟ้า เราจะต้องชัดเจนว่าสามารถตอบโจทย์การลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปค้างคืนได้หรือไม่ หากสามารถดำเนินการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้จริง ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำข้อมูลมาพูดคุยกัน และนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. แต่นี้ถ้าดำเนินการเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้ค้างคืนได้เช่นเดิม ก็ไม่เห็นความจำเป็นในการดำเนินโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ประเด็นนี้ต้องมีการนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาก่อน และต้องมีการถกเถียงกันในวงกว้างต่อไป เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ”

นอกจากนี้นายศศิน ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า“ภูกระดึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กึ่งผจญภัยที่มีความสวยงามที่สุด การเดินขึ้นภูกระดึงด้วยความยากลำบาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทำลายระบบนิเวศน์ไม่มากนัก แต่ถ้ามีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง ส่วนหนึ่งจะทำให้สูญเสียเอกลักษณ์อันนี้ไป นอกจากนี้ยังทำให้นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นมาเที่ยวบนภูกระดึงมากขึ้น จึงเป็นโจทก์ที่กรมอุทยานฯจะต้องพิจารณาให้ได้ว่าจะจำกัดนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนภูกระดึงได้อย่างไร ก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามการที่ อบจ.เลย พยายามจะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงน่าที่จะมีหน่วยงานอื่น อาทิเช่น จังหวัด เพื่อเข้ามาร่วมกับกรมอุทยานฯ บริหารสถานที่ท่องเที่ยว และสร้างกระเช้าเพื่อการอนุรักษ์ไว้ซึ่งระบบนิเวศน์”

“นายนพรัตน์ นาคสถิต” กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า“โดยสภาพการท่องเที่ยวบนภูกระดึงเป็นการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบสะดวกสบาย การใช้เวลาในการเดินทางเป็นวันนั้น คนที่เดินทางไปได้คือคนที่มีสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมสำหรับการเรียนรู้ธรรมชาติบนยอดภู ทั้งนี้ในวัตถุประสงค์ของกรมอุทยานฯ คือการทำให้คนเข้าใจในธรรมชาติมากขึ้น อุทยานฯแต่ละแห่งจึงมีการสื่อความหมายในเรื่องต่างๆ แต่พอใส่กระเช้าไฟฟ้าเข้าไปก็จะกลายเป็นการท่องเที่ยวแบบฟาสต์ฟูด นอกจากนั้นประเด็นสำคัญคืออุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งในต่างประเทศเกิดขึ้นทุกปี ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์ นักท่องเที่ยวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุกระเช้าขาด 10 ศพ แล้ว ดังนั้นกระเช้าลอยฟ้าจึงมีความตายแถมมาให้ด้วย”

กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ โดย“นางจารุวรรณ จาติเสถียร” ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์พืช กล่าวว่า“แม้ว่าบนภูกระดึงจะมีความหลากหลายทางพืชพันธุ์ไม่สูงมากนัก แต่การสร้างกระเช้าไฟฟ้าอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์บนภูกระดึงตามมา หากมีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมากขึ้น อาทิ การสร้างรีสอร์ต หรือการสร้างถนน ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนภูกระดึงมากขึ้น”

ขณะที่นักอนุรักษ์หลายท่านต่างติงว่า“การสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ หากไม่สามารถควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวได้”

ส่วนทางด้าน“ชมรมลูกหาบบ้านทานตะวัน” อ.ภูกระดึง จ.เลย “นายไพศาล นากดี” ประธานชมรมฯ ได้กล่าวว่า“ถ้ามีกระเช้าขึ้นภูกระดึงจะทำให้อาชีพลูกหาบหมดไปจากภูกระดึงอย่างแน่นอน เพราะนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเดินทางแค่ 5 นาที ก็ถึงบนภูฯแล้ว แต่ถ้ายังเดินขึ้นเช่นเดิม และใช้บริการลูกหาบแบกสัมภาระ ต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง โดยเสียค่าแบกสัมภาระกิโลฯละ 15 บาท เท่านั้น ซึ่งลูกหาบจะมีรายได้เฉลี่ย 500-1,000 บาท/วัน ทำให้ชาวลูกหาบกว่า 300 คน ไม่มั่นใจว่ากรมอุทยานฯจะแก้ปัญหากับลูกหาบอย่างไร เพราะถ้าจะให้ไปทำอาชีพมัคคุเทศก์ก็คงไม่ได้ เราไม่มีความรู้ และนักท่องเที่ยวสมัยนี้มีแค่แผนที่อย่างเดียวก็ไปได้ทุกจุดแล้ว ไม่ต้องอาศัยลูกหาบ จึงอยากเสนอค่าชดเชยรายได้จากการหมดอาชีพลูกหาบ โดยให้จ่ายเงินรายได้ให้กับพวกเรา คาดว่าเฉลี่ยรายละ 100,000 บาท เพื่อให้เป็นเงินทุนสำหรับไปทำอาชีพอย่างอื่น ถ้าไม่สามารถเป็นลูกหาบต่อไปได้

ชะลอการสร้างกระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง

วันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ณ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีการจัดประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง จ.เลย โดยมี“นายเริงชัย ประยูรเวช” รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากร้านค้า ลูกหาบ นักวิชาการ และนักอนุรักษ์ เข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 30 คน ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรกหลังจากนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางสร้างกระเช้าภูกระดึงเมื่อวันที่ 28-29 ธันวาคม พ.ศ.2554

หลังการประชุมฯ “นายทรงธรรม สุขสว่าง” ผู้อำนวยการส่วนศึกษาวิจัยอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานฯ ยอมรับว่าข้อมูลที่เคยศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าภูกระดึงในช่วงกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ต้องมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า การท่องเที่ยว รวมทั้งเรื่องเทคนิคในการก่อสร้าง เพื่อลดผลกระทบ ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งการจัดการท่องเที่ยวบนภูกระดึงเมื่อมีกระเช้าขึ้นไปถึง เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวคงไม่ได้แค่ขึ้นกระเช้าแล้วกลับลงมา แต่คงต้องเดินไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ยอมรับว่าเรายังไม่ได้เตรียมการศึกษาขีดความสามารถในการรองรับไว้แต่ละจุด รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ต้องเพิ่มเติม เช่น ถนน ที่พัก เป็นต้น โดยเรื่องดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องระบุให้ชัดเจนในการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA) ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ครบทุกฤดูกาล


"ผาเหยียบเมฆ"

ผลดีของการมีกระเช้าฯ จะช่วยให้คนแก่ เด็ก และคนพิการ มีโอกาสได้ขึ้นไปบนภูกระดึง แต่ถ้าไม่มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ก็เป็นผลเสียให้ระบบนิเวศน์ของยอดภูเปลี่ยนไปจนถึงขั้นสูญเสียได้เช่นกัน จากการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับกับการขึ้นไปบนภูฯทุกฤดูกาล จากเดิมที่จะเปิดให้ขึ้นไปเพียง 8 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม – เดือนพฤษภาคม ดังนั้นต้องศึกษาผลกระทบนิเวศน์บนยอดภูฯ ทั้งปริมาณการท่องเที่ยวในทุกฤดูกาล รวมทั้งศึกษาวิธีการที่จะนำนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินเท้าไปยังแต่ละจุดที่กระเช้าฯลงจอดได้ ที่สำคัญการสร้างกระเช้าฯต้องกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

นับเป็นข่าวดียกแรกสำหรับฝ่ายคัดค้าน ก่อนที่จะดีใจกันมากขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีฯได้กล่าวในที่ประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรธานี เกี่ยวกับโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง จ.เลย ว่า“ยังไม่ผ่านความเห็นชอบให้มีการก่อสร้าง แต่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท ให้ จ.เลย ศึกษาผลกระทบรอบด้าน และไม่ให้เกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่หากมีการอนุมัติให้ก่อสร้างในอนาคต”

“นายสมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา” ผู้ว่าราชการ จ.เลย กล่าวว่า“การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ดำเนินการมาแล้ว 7 ฉบับ แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ และการจัดทำผลการศึกษาครั้งนี้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำร่างทีโออาร์ โดยจะนำผลการศึกษาที่ผ่านมาเป็นต้นแบบ คาดว่าเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคมนี้

จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง?

มุมมองของนักท่องเที่ยว

ทำนองเดียวกับนักวิชาการ และนักการเมือง คือ มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นใน“สภาข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง” ที่ผู้เขียนและผองเพื่อนน้องพี่ที่ชื่นชอบรักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ ต่างนัดกันมาสังสรรค์กันปีละครั้ง

หลายคนที่สนิทสนมกับผู้เขียน และรู้ว่าชื่นชอบหลงใหลกับการเดินป่ามากที่สุด คงคิดว่าพวกเราคงคัดค้านหัวชนฝา(กำแพง) อย่าเพิ่งด่วนสรุป กลุ่มของเราก็เหมือนกับกลุ่มเพื่อนทั่วๆไปที่ต่างมีมุมมองเป็นของตนเอง แต่อาจต่างกว่าตรงที่ทุกคนรู้จักยอมรับเหตุผลของอีกฝ่าย โดยพิจารณาอย่างมีสติว่าเหตุผลของใครมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมากกว่ากัน

ที่เห็นด้วยมองว่าใครใคร่เดินก็เดินไป ส่วนใครที่มีสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยก็ต้องพึ่งกระเช้าลอยฟ้า เพราะยังมีหลายคนที่อยากสัมผัสอากาศหนาว ความสวยงามยามพระอาทิตย์ขึ้น-ตกบนยอดภูฯ แต่สุขภาพร่างกายนั้นยากลำบากในการเดินเท้าขึ้นไป ส่วนสัมภาระนั้นไม่ให้นำขึ้นทางกระเช้าฯ ควรใช้บริการพี่ๆลูกหาบเหมือนเดิม และพิเศษสำหรับผู้เดินขึ้น ควรได้รับใบประกาศนียบัตรที่ควรออกแบบจัดทำอย่างสวยงามแล้ว รวมทั้งต้องทำแผนการจัดการ และศึกษาผลกระทบในท้องถิ่นกันอย่างรอบคอบ ทั้งเส้นทางในการสร้างกระเช้า การวางเสา การตัดต้นไม้ ที่จะทำอย่างไรที่จะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

"ป้าย"ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" เป็นความภูมิใจที่มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างมากมาย"

ส่วนที่คัดค้านก็เห็นว่าภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายในระบบนิเวศน์ ขนาดไม่สร้างกระเช้าฯขึ้นภูฯยังมีนักท่องเที่ยวเกือบ 70,000 คน/ปี แล้วหากสร้างกระเช้าฯขึ้นมา จำนวนนักท่องเที่ยวก็ต้องมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นต่อการทำลายระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวๆ เมื่อสร้างกระเช้าฯก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างรถนำเที่ยวพาไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่แต่ละแห่งก็อยู่ห่างไกลกัน มนต์เสน่ห์ของธรรมชาติที่เคยพบเห็นก็คงจางหายไป ร้านค้าร้านอาหารก็คงผุดราวกับดอกเห็ดเพื่อรองรับ

เหล่านี้คือสรุปใจความสำคัญที่ผองเพื่อนได้หล่นวาทะกันไว้

ความในใจของผู้เขียน

“ภูกระดึง”อาจจะเป็นชื่อเชยๆของนักเดินทางที่เคยขึ้นไปเหยียบย่ำกันมาแล้ว แม้แต่ตัวผู้เขียนที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นเบิกบานใจว่าชอบภูกระดึงมากๆ ตนเองขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติบนภูฯทุกฤดูกาล ทั้งหน้าหนาว หน้าร้อน และหน้าฝน เพราะแต่ละช่วงของฤดูกาลก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป ราวกับว่ามีมนต์ขลังที่เชื้อเชิญให้ต้องขึ้นไปชมความงามของธรรมชาติบนภูฯอยู่ทุกฤดูกาลอย่างไม่มีวันเบื่อหน่าย

สำหรับความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง ขอบอกว่า“เทคโนโลยีมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะใช้อย่างไรให้เป็นประโยชน์และเกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด กระเช้าขึ้นภูกระดึงจะสร้างปัญหาให้กับธรรมชาติหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่จะมีจิตสำนึกในการหวงแหนธรรมชาติ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยากที่สุด”

ป้าย“ครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตภูกระดึง”จะยังคงมีความหมายสำหรับผู้ที่เดินขึ้นภูฯ หรือไร้ความหมาย วันนี้คงให้คำตอบไม่ได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง?



 

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด (Travel Mart Co., Ltd.)
เลขที่ 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทรศัพท์.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1  โทรสาร.0-2640-0020
e-mail : info@e-travelmart.com
Website :  www.e-travelmart.com
(C) 2008 Travel Mart Co.,Ltd.