|
|
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
โดย..คนกางเต็นท์..
|
กระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง
หากกล่าวว่าสถานที่ใดเป็นเป็นบทปฐมฤกษ์แห่งการเที่ยวป่า
คนกรุงเทพฯและปริมณฑลย่อมนึกถึงอุทยานฯเขาใหญ่
เพราะเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
และการเดินทางก็สะดวกสบาย สามารถขับรถยนต์ไปถึง
อยากจะขนเอาอะไรไปทานก็ขนกันไปได้อย่างเต็มที่
จริงอยู่ที่ผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ก็มีเส้นทางเดินป่าหลากหลายเส้นทางให้ได้เดินท่องเที่ยวกัน
ทั้งแบบระยะสั้นๆ 1-2 ชั่วโมง แบบเช้าไป-เย็นกลับ
หรือค้างพักแรมในป่า(โดยต้องติดต่อขออนุญาตเจ้าหน้าที่ฯก่อน)
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วถือว่าเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะแบกสัมภาระเข้าไปพักแรมกลางป่า
ส่วนใหญ่มักพักแรมตามสถานที่ที่ทางอุทยานฯจัดไว้
บริเวณนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเกือบ
1,000 เมตร อากาศจึงเย็นสบายตลอดทั้งปี
ทำให้ผู้คนหลากหลายวัยสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้อย่างสบายๆ
โดยในปี พ.ศ.2552 มีสถิตินักท่องเที่ยวเป็นจำนวน
751,397 คน
จำนวนสถิติฯดังกล่าว
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอุทยานฯภูกระดึงในปีเดียวกัน
ที่มีเพียง 69,613 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วนเพียง
1 ใน 10 ของอุทยานฯเขาใหญ่ จะว่าน้อยก็น้อย
จะว่ามากก็มาก เพราะการท่องเที่ยวธรรมชาติของภูกระดึง
ไม่ได้สะดวกสบาย ขับรถฯมาได้เพียงแค่ตีนภูฯ
อยากจะสัมผัสธรรมชาติอันงดงามก็ต้องเดินเท้าขึ้นไปตามทางลาดชันกว่า
5 กม. จึงจะได้ยลความงามบนยอดภูฯ ภูกระดึงจึงเสมือนเป็นบทปฐมฤกษ์แห่งการเดินป่าของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่
|
หลายคนอาจแย้งว่าผืนป่าอื่นน่าจะเป็นปฐมฤกษ์แห่งการเดินป่ามากกว่า
ลองพิจารณาดูแล้วจะรู้ว่าส่วนใหญ่ก็ทำนองเดียวกับการเที่ยวเขาใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ดอยผ้าห่มปก
ฯลฯ
ที่คล้ายๆกับภูกระดึงก็มีอุทยานฯรามคำแหง
จ.สุโขทัย และอุทยานฯภูสอยดาว
จ.พิษณุโลก จ.อุตรดิตถ์ คือ
ส่วนใหญ่สถานที่ท่องเที่ยวจะอยู่บนภูฯที่ต้องเดินเท้าขึ้นไป
แต่ทั้ง2แห่งต่างก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่าภูกระดึง
นั่นเป็นเพราะธรรมชาติบนภูกระดึงมีความหลากหลายมากกว่า
รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวก(รองรับนักท่องเที่ยว)ที่ดีกว่า
ทั้งระหว่างเดินขึ้น และบนภูฯ
|
"สุขใจเมื่อได้พิชิตภูกระดึงในช่วงวสันตฤดู"
|
เมื่อนึกถึงภูกระดึง
บางคนคิดถึงภูเขารูปกะละมังคว่ำ
ยอดตัด บางคนคิดถึงผาหล่มสัก
เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่กว้างไกลทางด้านตะวันตกเฉียงใต้
มีลักษณะเป็นหินผาที่ยื่นออกไปในอากาศ
มีสนเขายื่นกิ่งก้านออกมา เป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามยิ่งนัก
โดยเฉพาะยามตะวันลาลับฟ้า ในช่วงหน้าหนาวจะมีผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามาต่อแถวยาวเหยียด
ทั้งนายแบบนางแบบ รวมทั้งตากล้องฯ เพื่อต่อแถวเข้าคิวรอบันทึกภาพ
หลายคนจึงตั้งฉายาผาแห่งนี้ว่าผาดาราหรือผาเรียงคิว
บางคนนึกถึงภาพทุ่งหญ้าป่าสนเขาที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
ยิ่งยามฟ้าเข้มใส ไร้หมู่เมฆ ท่ามกลางสายลมเย็นต้องกายจนหนาวสั่น
เป็นภาพและบรรยากาศที่แสนสุขใจ
บางคนนึกถึงภาพเดินเลาะริมผา
ตามทางเดินที่เป็นทรายนุ่มราวกับชายหาดทะเล
ท่ามกลางเสียงสายลมต้องใบสนราวกับเสียงคลื่นซัดทรายเข้าสู่ชายฝั่ง
บางคนนึกถึงภาพใบไม้ของก่วมแดง
หรือที่เรามักเรียกกันติดปากว่าเมเปิ้ล(Acer
calcaratum) ที่เปลี่ยนสีสันจากสีเขียวเป็นสีส้มและสีแดง
ก่อนหลุดร่วงหล่นตามพื้นป่าเป็นแถวเป็นแนวยาวเหยียดราวกับถนนใบไม้ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
ต้นเดือนธันวาคม
"ผาหล่มสัก..สัญลักษณ์ภูกระดึง"
|
นอกจากความสวยงามของธรรมชาติในผืนป่าแห่งนี้แล้ว
บางคนกลับจดจำถึงความยากลำบากในการท่องเที่ยวภูกระดึง
ไม่ว่าจะเป็นการเดินขึ้นจากตีนภูฯไปตามทางที่ค่อยลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆสู่หลังแป
อันเป็นที่ราบบนภูฯระยะทาง 5.45
กม. เมตร ซึ่งกว่าจะเดินขึ้นถึง
ต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างสูง แม้ว่าตามรายทางจะมีร้านค้าไว้คอยบริการแก้หิวแก้เหนื่อยเป็นระยะๆ
แต่ก็ยังต้องพึ่งพากายและใจของตนเป็นสิ่งสำคัญ
บ้างก็ต้องคอยปลอบใจเพื่อนพ้องน้องพี่ให้เดินขึ้นไปให้ได้
ทั้งๆที่ตนเองก็เหนื่อยแทบขาดใจ
อีกทั้งเมื่อถึงหลังแปแล้ว ยังต้องเดินตามทางราบระยะทางร่วม
3.50 กม. สู่บริเวณที่กางเต็นท์และบ้านพัก
และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติบนภูฯแห่งนี้
แต่ละแห่งล้วนมีระยะทางไกลไม่ใช่น้อย
หากเที่ยวโดยรอบเฉพาะป่าเปิด(คือ
ส่วนที่ทางอุทยานฯเปิดให้เที่ยว)มีระยะทางรวมกว่า
30 กม. หรือรวมระยะทางการเดินทั้งสิ้น(ทั้งเดินขึ้นลง
และเที่ยวโดยรอบ) ประมาณ 49 กม.
|
|
เรื่องน่ารู้ของอุทยานฯภูกระดึง
|
|
ภูกระดึงเป็นภูเขาหินทรายยอดตัด
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของที่ราบสูงโคราช
ใกล้กับด้านลาดทิศตะวันออกของเทือกเขาเพชรบูรณ์
เมื่อมองภูกระดึงจากพื้นราบ
ดูราวกับว่าภูเขาลูกนี้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูหรือกะละมังคว่ำ
แต่หากมีปีกบิน หรือมีโอกาสได้ยลความงามทางอากาศ
ก็จะเห็นว่าที่ราบบนยอดเขาภูกระดึงมีลักษณะคล้ายใบบอน
บ้างก็มองว่ามีรูปร่างเหมือนหัวใจ อันเป็นหัวใจของผืนแผ่นดินอีสานตอนเหนือ
ธรรมชาติอันแปลกตาและสวยงามของภูกระดึงมีผู้รู้จักกันมานานแล้ว
ตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6)
ซึ่งพระเจ้าวรวงษ์เธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม(สมุหเทศาภิบาลในสมัยนั้น)ได้ทำรายงานสภาพทางภูมิศาสตร์และลักษณะภูมิประเทศของภูกระดึงเสนอต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
ทำให้ต่อมาเริ่มมีผู้รู้จักมากขึ้น
ความคิดที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแบบสากลในเมืองไทยได้เริ่มเมื่อปี
พ.ศ.2486 โดยกรมป่าไม้(ปัจจุบัน คือ
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช)ได้พิจารณาที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งแรกที่ป่าภูกระดึง
จ.เลย แต่เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลไทย(จอมพลสฤษติ์
ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี)ไม่มีงบประมาณในการสนับสนุน
แผนงานนี้จึงเป็นอันว่าต้องล้มเลิกไป
แต่ด้วยสภาพทั่วๆไปของภูกระดึงที่เป็นป่านานาพรรณและสัตว์ป่าที่มีอยู่มากมาย
ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติให้คงอยู่อย่างสมบูรณ์
กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการประกาศภูกระดึงให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า
พ.ศ.2481 โดยประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติภูกระดึงเมื่อวันที่
19 พฤศจิกายน พ.ศ.2486 โดยเริ่มส่งพนักงานป่าไม้ไปอยู่ประจำการตั้งแต่ปี
พ.ศ.2490
ก่อนที่ภูกระดึงจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ
กรมป่าไม้เคยมีโครงการที่จะตัดต้นสนเขาบนภูกระดึงขาย
ถึงขนาดที่ได้มีการตีตราคัดเลือกไว้เรียบร้อยแล้ว
บังเอิญประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเสียก่อนจึงระงับการตัดไป
ไม่เช่นนั้นแล้วความสวยงามของป่าสนเขาที่เปรียบเสมือนเป็นพระเอกหรือดาราของภูกระดึงก็คงจะไม่มีให้เห็นเช่นทุกวันนี้
|
วันที่
7 ตุลาคม พ.ศ.2502 คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดป่าภูกระดึงและป่าอื่นๆในเมืองไทยรวมทั้งสิ้น
14 แห่ง เพื่อเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ
จนกระทั่งในปี พ.ศ.2504 จึงได้มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติประกาศใช้ขึ้นมา
และได้ประกาศให้ป่าภูกระดึงในท้องที่
ต.ศรีฐาน กิ่งอำเภอภูกระดึง อ.วังสะพุง
จ.เลย เป็นอุทยานแห่งชาติภูกระดึงเมื่อวันที่
23 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เล่มที่79 ตอนที่104 ลงวันที่
2 พฤศจิกายน พ.ศ.2505 รวมเนื้อที่ทั้งหมด
348.13 ตร.กม. หรือ 217,581.25
ไร่ เป็นเนื้อที่รวมที่ราบเชิงเขาเบื้องล่างด้วย
นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่2ของเมืองไทย
รองจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
|
"น้ำตกถ้ำสอเหนือ"
|
อนึ่ง
กิ่งอำเภอภูกระดึงแยกออกมาจากอำเภอวังสะพุงเมื่อวันที่
1 มกราคม พ.ศ.2505 และต่อมาก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอภูกระดึง
เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ.2506
ต่อมาในวันที่
6 กรกฎาคม พ.ศ.2520 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินการเพิกถอนเขตอุทยานฯภูกระดึงในส่วนที่กองทัพอากาศขอใช้ประโยชน์ตั้งเป็นสถานีถ่ายทอดโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์ในราชการทหาร
มีเนื้อที่5ไร่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม95 ตอนที่118 ลงวันที่ 25 ตุลาคม
พ.ศ.2521 ปัจจุบันอุทยานฯภูกระดึงมีเนื้อที่ประมาณ
348.12 ตร.กม. หรือ 217,576.25 ไร่
สภาพทั่วไปของภูกระดึงเป็นภูเขาหินทรายที่เกิดจากการหักตัวและโก่งตัวของเปลือกโลก
มีพื้นที่ราบกว้างใหญ่บนยอดเขาสลับกับเนินเตี้ยๆบนยอดตัด
มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 400-1,200
เมตร ยอดสูงสุดของภูกระดึงก็คือภูคอกเมยสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,316 เมตร
พื้นที่ของภูกระดึงเฉพาะที่ราบอันกว้างใหญ่บนยอดเขานั้นมีพื้นที่ประมาณ
60 ตร.กม. หรือประมาณ 37,500.215 ไร่
เป็นทุ่งหญ้าและป่าสนเขา 25 ตร.กม.
หรือ 15,625 ไร่ นอกนั้นเป็นป่าดงดิบ
35 ตร.กม. หรือ 21,875 ไร่ ส่วนที่ราบตามเชิงเขาไหล่เขามีพื้นที่ประมาณ
288.12 ตร.กม. หรือ 180,076.035 ไร่
อนึ่ง ระยะทางรอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีประมาณ
75.50 ตร.กม.

"แผนที่แหล่งท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึง"
ผืนป่าในพื้นที่ของภูกระดึงมีอยู่ด้วยกัน
6 ชนิด ได้แก่ ป่าเต็งรัง(พบตามที่ราบเชิงเขาและบนที่ลาดชัน
จนถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
600 เมตร) ป่าเบญจพรรณ(พบตั้งแต่พื้นที่ราบเชิงเขาและที่ลาดชันตามไหล่เขารอบภูกระดึง
จนถึงระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ
950 เมตร) ป่าดิบแล้ง(พบตามริมฝั่งลำธารของหุบเขาที่ชุ่มชื้นทางทิศตะวันออก
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทิศตะวันตก
ตั้งแต่เชิงเขาจนถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
950 เมตร) ป่าดิบเขา(พบในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
1,000 เมตร ขึ้นไป ทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือ)
ป่าสนเขา(พบเฉพาะบนที่ราบยอดภูกระดึงที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,200-1,350 เมตร) และทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นพืชเบื้องล่างของป่าสนเขา
ภูกระดึงเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารลำห้วยหลายสาย(ตามพื้นลำธารบนยอดภูกระดึงเป็นแผ่นหิน
ซึ่งบางช่วงจะมีลักษณะเป็นหลุมน้อยใหญ่
อันเกิดจากสายน้ำได้พัดพาเอากรวดหินดินทรายมาเสียดสีกัดกร่อนจนเกิดเป็นหลุมดังกล่าวขึ้น)
ซึ่งพื้นที่ราบบนยอดเขาภูกระดึงจะสูงมากทางด้านตะวันตกและด้านตะวันออกเฉียงใต้
แล้วค่อยเทลาดลงมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ทำให้ลำธารทุกสายที่เกิดจากบนภูเขา
ไหลมารวมกันทางด้านนี้ เป็นแหล่งต้นน้ำแม่น้ำพอง
ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำชีในตอนปลาย อนึ่งสายน้ำพองเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวายในจังหวัดขอนแก่น
ภูกระดึงมีภูมิอากาศคล้ายคลึงกับส่วนอื่นๆของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กล่าวคือ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้
และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศบนยอดภูกระดึงมีความเย็นสบายตลอดทั้งปี
อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 °C ในช่วงฤดูหนาวราวกลางเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนมกราคมจะมีอากาศหนาวเย็นมาก
อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 0-10 °C ในช่วงหน้าร้อนราวเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 12-19 °C
และมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 23-30 °C
และในช่วงฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม
มีฝนตกชุกในราวเดือนสิงหาคม-กันยายน
อากาศช่วงนี้ค่อนข้างแปรปรวน บ่อยครั้งมีเมฆหมอกและเมฆฝนลอยต่ำระเรี่ยอยู่ตามพื้นป่า
สำหรับความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยสูงสุดถึง88%
"ยามเย็นที่ผาหมากดูก"
|
สถานที่ท่องเที่ยวของภูกระดึงนั้นเกือบทั้งหมดจะอยู่บนยอดภู
คงมีแต่น้ำตกตาดร้องที่อยู่ทางด้านล่าง
สำหรับที่ราบบนยอดภูกระดึงนั้นยังได้แบ่งโซนสถานที่ท่องเที่ยวออกเป็น2โซนจากการจัดการของทางอุทยานฯภูกระดึง
ได้แก่ ป่าเปิด และป่าปิด ทั้งนี้ทางอุทยานฯเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนยอดภูกระดึงได้เฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม-พฤษภาคมของทุกปี
ส่วนในช่วงเดือนมิถุนายน กันยายน
จะทำการปิดป่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดขึ้นไปท่องเที่ยว
เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่ทางเดินขึ้นค่อนข้างลื่นและมีอันตรายจากดินถล่มตามหน้าผาสูงชัน
อีกทั้งเพื่อให้ธรรมชาติได้พักฟื้นตัวเพื่อรอคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยวต่อไป
|
ด้วยสภาพของพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงและมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็นโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีความหนาวเย็นมากเป็นพิเศษ
ดังนั้นบนภูกระดึงจึงมีพันธุ์ไม้จากเมืองหนาวแพร่กระจายลงมาอยู่มากมาย
เช่น สนสองใบ สนสามใบ ก่อหลายชนิด กุหลาบพันปี
เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบไม้ดอกมากมายโดยเฉพาะกล้วยไม้
ซึ่งมีอยู่ชนิดหนึ่งที่ได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญาสากลเกี่ยวกับการค้าพืชป่าและสัตว์ป่า
พ.ศ.2522 ได้แก่ ช้างกระ
ส่วนสัตว์ป่านั้นมีมากมาย
เช่น ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย เลียงผา
เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี บ่าง หมาไม้
กระต่ายป่า และโดยเฉพาะหมาในที่มีมากเป็นพิเศษ
เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบเต่าที่หาพบได้ค่อนข้างยาก
1 ชนิด นั่นคือเต่าปูรูหรือเต่าหางเป็นเต่าที่มีหางยาว
หดหัวเข้ากระดองไม่ได้ ปัจจุบันมีรายงานการพบเฉพาะตามลำธารในป่าเขาระดับสูงของไทย
กัมพูชา และลาว อีกชนิดหนึ่งคือเต่าเดือย
ส่วนนกมีการสำรวจพบถึง 137 ชนิด
ปัจจุบันภูกระดึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางแค้มปิ้ง
ซึ่งมีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย
โดยในปี พ.ศ.2552 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวน
69,613 คน(เป็นยอดสถิติฯเท่าที่จะหาได้จากเว็บไซต์ของกรมอุทยานฯ)
ส่วนรายได้ของอุทยานฯภูกระดึงนั้น เมื่อปี
พ.ศ.2553 มีรายได้ 12,272,537 บาท
เรื่องนี้ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่
เป็นเรื่องเก่าที่ผู้เขียนเคยได้ยินมาร่วม
20 ปี หรือกว่า 20 ปี เกี่ยวกับการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
ก่อนเงียบหายไป เฉกเช่นเดียวกับเขื่อนแก่งเสือเต้น
จ.แพร่ นั่นแหละ เพียงแค่คิดและพูดเปรยออกมาเบาๆ
ก็มีกลุ่มคนออกมาคัดค้านต่อต้านกันแล้ว
ซึ่งบ้านเรานี้ค่อนข้างอ่อนไหวกันมากในเรื่องบางเรื่อง
ทีเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า และลักลอบล่าสัตว์ป่า
ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าผิดกฎหมาย และเป็นการทำลายความสมดุลของธรรมชาติ
ก็ยังมีการลักลอบกระทำกันอยู่หลายแห่ง
แทนที่จะช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่รัฐ
กลับนิ่งเฉยเสีย ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปีก่อน
อย่าบอกหรืออ้างว่าแจ้งเจ้าหน้าที่ฯแล้ว
อาจได้รับอันตรายต่อชีวิตและครอบครัว
เพราะการแจ้งให้ทางราชการรับรู้นั้นมีหลากหลายวิธี
โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน
|
วิกฤตปัญหาหมอกควันที่ปกคลุมหลายจังหวัดในขณะนี้
ก็ไม่ใช่เกิดจากพวกเราหรือ? ไม่ว่าจะเป็นการเผาหญ้าหรือวัชพืชตามริมทาง
กิ่งไม้ใบไม้ในไร่นา จนกระทั่งไฟได้ลุกลามเข้าไปในผืนป่า
ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ใช่ปลูกทดแทนกันขึ้นมาได้ง่ายๆ
รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนยิ่งขึ้น
การกระทำเหล่านี้ไม่เคยมีผู้ออกมารับผิดชอบ
ต่างนิ่งเงียบ ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าเกิดจากการกระทำของเราหรือของใคร
โครงการฯนี้กรมอุทยานฯได้มีการศึกษาไว้นานแล้ว(ปี
พ.ศ.2543) ตั้งแต่ยังเป็นหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่ากรมป่าไม้ในอดีต
โดยได้ว่าจ้างบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง
เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์
จำกัด ศึกษาพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการกระเช้าลอยฟ้าภูกระดึง
โดยให้เหตุผลว่าเพื่อกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดการด้านนันทนาการการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
เป็นต้นร่างในการพิจารณาในแง่วิชาการต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม
|
"ทุ่งหญ้าป่าสนเขาบนยอดภูกระดึง"
|
ผลการศึกษาด้านเทคนิคการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้า
พื้นที่สถานีต้นทาง-ปลายทาง 650 เมตร
และ 400 ตร.เมตร มีสถานีต้นทางอยู่ตีนภูฯ
ประกอบด้วยอาคารสำหรับขึ้น-ลงกระเช้า
ลานจอดกระเช้า และห้องเครื่องยนต์ขับเคลื่อนที่อยู่ใต้อาคารขึ้น-ลง
ระยะเวลาก่อสร้าง 14 เดือน อุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างลำเลียงมาทางเฮลิคอปเตอร์เท่านั้น
มีการเก็บกองวัสดุที่สถานีต้นทาง-ปลายทาง
โดยใช้พื้นที่ 650 เมตร และ 450 ตร.เมตร
เสากระเช้าประกอบเบื้องต้นจากโรงงาน
จำนวน 2 ท่อน/ 1 เสา แล้วมาประกอบที่บริเวณเก็บกองวัสดุที่สถานีต้นทาง
ก่อนยกไปติดตั้งบนฐานรากแต่ละจุดโดยเฮลิคอปเตอร์
การบำรุงรักษาเสา
โครงสร้างจำนวน 16 ต้น จะทำเส้นทางเดินเท้าที่กว้างไม่เกิน
1 เมตร ใช้แรงงานคนดูแล ลักษณะเสาเป็นทรงกระบอก
ส่วนใหญ่จะถูกบังโดยเรือนยอดไม้ ความสูงของเสา
64 เมตร มีส่วนที่โผล่พ้นยอดไม้ 6 เมตร
เสาแต่ละต้นอยู่ห่างกัน 240 เมตร รูปแบบกระเช้าเป็นแบบเก๋ง
8 คนนั่ง ใช้สายเคเบิลแบบวนเวียน ความเร็วในการเดินทาง
6 เมตร/วินาที รวมเวลาเดินทางถึงสถานีปลายทาง
10 นาที รวมมูลค่าการค่าก่อสร้างประมาณ
400 ล้านบาท ค่าบำรุงรักษา 25 ปี ใช้เงินประมาณ
300 ล้านบาท
ส่วนแนวที่จะสร้างกระเช้าฯนั้น
วางไว้ 3 แนวทาง(แต่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะใช้แนวทางใด
ต้องลงดูพื้นที่เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด)
โดยผ่านการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(Environmental
Impact Assessment หรือ EIA)เป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งจะดำเนินการสร้างฯคล้ายๆกับที่เกาะลังกาวี
ประเทศมาเลเซีย ที่มีการสร้างกระเช้าเหนือเรือนยอดไม้
มองลงไปเห็นเป็นกำมะหยี่สีเขียวสดติดชายทะเล
ดูสวยงาม
"สีสันของท้องฟ้าและก้อนเมฆยามตะวันลาลับ"
|
เท่าที่รู้จากข่าวฯว่า
2 ใน 3 แนวทางที่จะสร้างกระเช้าลอยฟ้าฯ
คือ
แนวทางที่1
บ้านศรีฐาน-หลังแป อยู่ทางทิศใต้ของอุทยานฯ
หรือใกล้ๆกับทางขึ้น-ลงปัจจุบัน
ห่างจากเส้นทางเดิม 1 กม. มีระยะทางความยาวของเคเบิล
3,819 เมตร ผ่านป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ
ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ผลการสำรวจพบไม่มีไม้หายาก
ถ้ามีการตัดฟันไม้จะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้รวม
3.41 ไร่ หรือ 5,450 ตร.เมตร
เป็นไม้ใหญ่ 117.19 ต้น กล้าไม้
และลูกไม้ รวมมูลค่าไม้กว่า 1.9
หมื่นบาท
|
แนวทางที่2
บ้านไร่ใต้-คอกเมย อยู่ทางด้านตะวันตกของอุทยานฯ
ซึ่งอยู่ในเขต อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์
มีระยะทางความยาวของเคเบิล 4,299 เมตร
ผ่านป่าเบญจพรรณทั้งหมด ยกเว้นบนภูฯที่เป็นทุ่งหญ้า
ซึ่งจากสถานีคอกเมยบนภูฯไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวาง
ต้องผ่านป่าดิบเขาที่เป็นป่าปิด 4 กม.
และตัดผ่านป่าสนเขากลางภูฯอีก 9 กม.
เส้นทางนี้จะสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ 3.37
ไร่ รวมมูลค่าไม้กว่า 2.2 หมื่นบาท
แต่หากใช้เส้นทางนี้จะกระทบต่อป่าปิด
โดยเฉพาะทั้งป่าปิดและป่าสนเขาฯบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งอาศัยและด่านสัตว์ป่า
บริษัทฯดังกล่าวยังได้รายงานสรุปผลศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศบนยอดภูกระดึง
ดังรายละเอียดนี้ เป็นอุทยานฯที่มีความสำคัญ
พื้นที่ร้อยละ 99.47 ของอุทยานฯ เป็นป่าไม้
ประกอบด้วยป่า 6 ประเภท คือ ป่าเต็งรัง
ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนเขา
และทุ่งหญ้าเขตร้อน สภาพป่าจะผันแปรตามระดับความสูงของภูมิประเทศ
ตั้งแต่ 200-1,300 เมตร พบพืชถิ่นเดียวหรือพืชที่มีเฉพาะในประเทศไทย
11 ชนิด บางชนิดพบเฉพาะในอุทยานฯเพียงแห่งเดียว
เช่น หญ้านายเต็ม(Isachne smittinandiana)
ข้าวตอก(Eriocaulon siamense)
เป็นต้น
|
พบสัตว์ป่าทั้งหมด
438 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ชนิด
คือ เลียงผา สัตว์ป่าคุ้มครอง
29 ชนิด เช่น ค่างแว่นถิ่นเหนือ
เป็นต้น สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์
3 ชนิด ได้แก่ เสือโคร่ง ช้าง
และหมาใน สัตว์ป่าที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์
3 ชนิด ได้แก่ หมีควาย เสือไฟ
และเม่นใหญ่ สัตว์ป่าที่มีสภาวะใกล้ถูกคุกคาม
3 ชนิด ได้แก่ นากใหญ่ภูเขา ชะนีมือขาว
และลิ่นชวา
นกที่พบ
แบ่งออกเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ชนิด
คือ นกกระเรียน และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
181 ชนิด สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง
1 ชนิด คือ นกกระทาดงแข้งเขียว
|
"ภาพจำลองเส้นทางเดินสู่ยอดเขาภูกระดึง"
|
สัตว์เลื้อยคลานที่พบ
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 7 ชนิด เช่น เต่าเหลือง
เต่าเดือย เป็นต้น สัตว์ป่าที่มีสภาวะใกล้ถูกคุกคาม
1 ชนิด คือ แย้อีสาน
สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่พบ
เป็นสัตว์ป่าที่ถูกคุกคาม 1 ชนิด ได้แก่
กบห้วยขาปุ่ม
ปลาที่พบ
เป็นสัตว์น้ำที่มีแนวโน้มสูญพันธุ์
2 ชนิด คือ ปลาดุกด้าน และปลาสร้อยน้ำผึ้ง
แมลงที่พบ
เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 1 ชนิด คือ ผีเสื้อถุงทองป่าสูง
บริษัทฯดังกล่าวยังได้รายงานเพิ่มเติมว่าการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าอาจไม่มีปัญหาในการก่อสร้าง
แต่อาจจะมีปัญหาในการจัดการการท่องเที่ยวบนยอดภูฯ
อาจมีความจำเป็นที่ต้องสร้างถนนหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆเพื่อนำนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวแต่ละจุด
เพื่อให้สามารถท่องเที่ยวได้ภายในวันเดียว
เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทุกวัยทุกสถานะขึ้นไปท่องเที่ยวได้โดยสะดวก
"ทิวทัศน์
ณ ผาเหยียบเมฆ มองเห็นภูผาจิต(ลักษณะคล้ายภูกระดึง)
อุทยานฯน้ำหนาว"
|
หากการสร้างกระเช้าฯขึ้นภูกระดึงเป็นผลสำเร็จ
ตามแผนฯที่วางไว้จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นลงกระเช้าฯปีละประมาณ
70,000 คน ส่วนหนุ่มสาวที่แข็งแรงและต้องการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิดด้วยการเดินขึ้นลงภูฯเหมือนเดิมอีกราวๆ
100,000 คน รวมๆแล้วจะมีนักท่องเที่ยวปีละประมาณ
170,000 คน(หรือคิดเป็นจำนวนเกือบ
2.5 เท่าของสถิตินักท่องเที่ยวในปี
พ.ศ.2552)
ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้น
ทางกรมอุทยานฯต้องดูก่อนว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชน
ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงฯ
และการมีกระเช้าไฟฟ้าจะช่วยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น
เพราะกำหนดได้ว่าใครจะขึ้นลงไปกลับในวันเดียว
หรือค้างคืน
|
ทั้งนี้มีแหล่งข่าวจากสำนักนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรฯ เปิดเผยว่าโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงนั้น
เป็นการว่าจ้างเอกชนดำเนินการศึกษาผลกระทบทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี
พ.ศ.2543 โดยเป็นแค่การศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมบนภูกระดึงเบื้องต้นเท่านั้น
ยังไม่ได้เป็นกระบวนการตามกฎหมาย และรายงานดังกล่าวยังไม่ได้ถือเป็นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของสำนักนโยบายฯ
ทั้งนี้การก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่ใช้เสาสูงขนาดใหญ่และสายเคเบิลนั้นจากรายะเอียดเบื้องต้น
ไม่ถือว่าเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่เข้าข่ายประเภทกิจการและโครงการรุนแรงที่ต้องทำ
EIA และผ่านการอนุมัติจากสำนักนโยบายฯ
แต่ให้เป็นการดำเนินการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ในอุทยานฯภูกระดึงของกรมอุทยานฯ
เรื่องนี้จึงเป็นการตัดสินใจของกรมอุทยานฯว่าหากมีการก่อสร้างแล้วจะกระทบต่อระบบนิเวศน์ทั้งพืชและสัตว์บนภูกระดึงหรือไม่
อย่างไรก็ตามต้องดูว่าเทคนิคการก่อสร้างกระเช้าเป็นรูปแบบใด
เพราะที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าชั้นหินบนภูกระดึงเป็นหินทราย
ซึ่งผุกร่อนง่าย ต้องดูว่าจะสามารถยึดโครงสร้างของกระเช้าฯไว้ได้หรือไม่
เพราะเป็นเรื่องเสี่ยง หากเกิดการพังทลายของชั้นหินและดิน
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิควิศวกรรมในการก่อสร้างด้วย
วันที่
2 มกราคม ที่ผ่านมา ข่าวฯได้ระบุว่า
นายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ
ได้กล่าวถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง
โดยพิจารณาแล้วว่าการสร้างกระเช้าจากหมู่บ้านศรีฐาน-หลังแป
เป็นเส้นทางที่กระทบสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
|
สนับสนุน
หรือค้านการสร้างกระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง
|
|
กระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง
ถกเถียงกันมายาวนาน ฝ่ายหนุนให้สร้างก็ว่าดี
เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ขึ้นไปสัมผัสความงาม
เนื่องจากการเดินเท้าขึ้นไปนั้น เหมาะเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรง
ฝ่ายคัดค้านก็ว่าการท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติก็ต้องสัมผัสธรรมชาติตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไป
หากมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นเมื่อไร
จะกลายเป็นการทำลาย อีกอย่างยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเท่าใด
คนก็จะแห่ขึ้นไปจนเกินความพอดีที่ธรรมชาติอันบอบบางจะรับได้ไหว
เหตุผลเหล่านี้เถียงกันมานาน แต่ก็ยังไม่ยุติ
ผู้เขียนไม่เชิงเห็นด้วย
หรือต่อต้านในการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
แต่ต้องการให้ทุกท่านรับฟังเหตุผลทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้าน
แล้วนำมาคิดไตร่ตรองและชั่งน้ำหนักถึงข้อดีข้อเสียของการสร้างกระเช้าฯ
ก่อนตัดสินใจ
เหตุผลของฝ่ายสนับสนุนการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
ก่อนจะรับรู้เหตุผลของฝ่ายนี้
ควรรับรู้ก่อนว่าเหตุผลของการปัดฝุ่นโครงการสร้างกระเช้าฯขึ้นมาใหม่นั้น
จากข่าวฯระบุว่านายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้พยายามผลักดันโครงการฯนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีฯเมื่อเดือนสิงหาคม
ปีที่ผ่านมา โดยให้สัมภาษณ์ว่าคนในจังหวัดเลยมีความต้องการกระเช้าขึ้นภูกระดึง
แต่มีคนคัดค้านเช่นกัน จึงต้องทำประชาพิจารณ์หาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง
โดยยืนยันว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าจะพยายามให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ต่อมาตามข่าวฯระบุว่านายดำรงค์
พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แสดงความเห็นสนับสนุนว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
เพราะทุกวันนี้ปัญหาคนเจ็บป่วยบนภูกระดึงจากสัตว์ป่า
โดยเฉพาะกรณีช้างกระทืบทำร้าย อาจจะเสียชีวิตได้
หากไม่รีบนำตัวลงมารักษา , การเดินขึ้นของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้
ส่งเสียงดังเอะอะเฮฮารบกวนสัตว์ป่ามากกว่าเสียอีก
, มีกระเช้าฯขึ้นลงภูฯ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น
ไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่มีคนค้างแรมมาก
ทำให้ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวได้ รวมไปถึงปัญหาการจัดการขยะ
ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เราสามารถลำเลียงขยะลงมาด้านล่างได้รวดเร็วขึ้น
ไม่เกิดปัญหาหมักหมม
|
ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการขึ้นกระเช้าฯก็ยังใช้วิธีเดินขึ้นเหมือนเดิมได้
และยังสามารถใช้บริการลูกหาบได้
แต่เราต้องคำถึงผู้สูงอายุ แต่ก่อนในวัยนักศึกษา
เขาเคยเดินขึ้นไปได้ แต่ถึงวันนี้
เขาอยากนึกทบทวนความหลัง แต่หัวเข่าและข้อกระดูกที่เสื่อมตามวัย
จึงควรให้เขามีโอกาสบ้าง รวมถึงเด็ก
และคนพิการ จะได้สัมผัสธรรมชาติ
ช่วยลดปัญหาขยะตามทางเดิน อีกทั้งปัจจุบันอาชีพลูกหาบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ยึดอาชีพนี้
เพราะเมื่อแก่ตัวไปเป็นโรคกระดูกพรุนทั้งหมู่บ้าน
ทำให้บั้นปลายชีวิตก็ต้องหาเงินมารักษาตัวเอง
จากการรับจ้างแบกหามสัมภาระขึ้นลงภูกระดึง
|
"บรรยากาศเงียบสงบในเดือนพฤษภาคมก่อนปิดภูฯ"
|
การสร้างกระเช้าฯขึ้นภูกระดึง
จึงสามารถทำการเป็นตัวช่วยในการขนส่งนักท่องเที่ยว
และเป็นการเพิ่มเม็ดเงินให้กับอุทยานฯ
และเป็นประโยชน์สำหรับการท่องเที่ยวของจังหวัด
เพราะในอนาคตจะมีเส้นทางระหว่าง จ.เลย
ไปถึงหลวงพระบาง ประเทศลาว ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น
ผู้ที่สนับสนุนโครงการสร้างกระเช้าฯ
นอกเหนือจากรัฐมนตรีกระทรวงฯ และอธิบดีกรมอุทยานฯแล้ว
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยก็เห็นดีด้วย
นายธนาวุฒิ
ทิมสุวรรณ นายก อบจ.เลย แสดงความคิดเห็นว่าโครงการนี้หากเป็นไปได้ก็จะเป็นทางเลือกที่ว่าด้วยความเสมอภาคของคนทุกกลุ่ม
ทุกเพศ และทุกวัย ทราบดีว่าหากนักท่องเที่ยวขึ้นไปบนภูฯเป็นจำนวนมาก
ที่พักรับไม่ไหวแน่ มีปัญหากับธรรมชาติ
ปัญหารบกวนสัตว์ป่า แต่หากมีกระเช้าขึ้น-ลง
จะสะดวกรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ที่สำคัญจะเกิดการลงทุน ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นทั้งจังหวัดเลยและจังหวัดใกล้เคียง
เรื่องนี้รัฐบาลจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาอนุมัติ
ทว่าเมื่ออนุมัติก็ให้กรมอุทยานฯ หรือมอบหมายให้องค์กรเอกชนดำเนินการก่อสร้าง
หรือหากให้ อบจ.เลย มีโอกาส ก็จะตั้งเป็นหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการ
นายก
อบจ.เลย ยังยืนยันว่าอบจ.สามารถทำได้
และทำได้ดีที่สุดด้วย โดยจะเปิดให้มีการซื้อหุ้นถือหุ้นอย่างกว้างขวางแก่พี่น้องชาวเลย
โดยย้ำว่าชาวเลยต้องร่วมกันสนับสนุน
หากต้องการพัฒนาจังหวัด พัฒนาการค้า
การลงทุน และเศรษฐกิจ ให้ร่วมกันขายความดั้งเดิมของประเพณีวัฒนธรรม
ความสวยงามธรรมชาติ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าเมืองนับล้านๆคนต่อปี
อันหมายถึงเม็ดเงินสู่จังหวัดเลยนับพันล้านบาท
เหตุผลของฝ่ายคัดค้านการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
มีสนับสนุน
ก็ต้องมีค้าน เป็นเรื่องปกติของคนในสังคมประชาธิปไตย
เพียงแต่เมื่อทำประชาพิจารณ์แล้วก็ต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่
เพราะคนในสังคมนั้นแตกความคิดได้
แต่อย่าแตกแยก

"ภาพเส้นทางเดินขึ้นยอดภูกระดึง"
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมฯ
ได้กล่าวว่าโครงการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากภูกระดึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว
และกำลังประสบปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
กรมอุทยานฯควรจะเดินหน้าจัดการการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ
และการตัดสินใจดำเนินการตามโครงการนี้ขัดแย้งกับแนวคิดในการอนุรักษ์
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของกรมอุทยานฯ ทั้งนี้หากมีการดำเนินการต่อไป
สมาคมฯจะเดินหน้าคัดค้านเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่
และจะหาช่องทางฟ้องศาลปกครองเพื่อให้ยุติโครงการดังกล่าวแน่นอน
เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศที่สำคัญของประเทศ
ด้านมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
นายศศิน เฉลิมลาภ เลขานุการมูลนิธิฯ
ได้กล่าวว่าเป้าหมายของการสร้างกระเช้าลอยฟ้า
เราจะต้องชัดเจนว่าสามารถตอบโจทย์การลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปค้างคืนได้หรือไม่
หากสามารถดำเนินการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวได้จริง
ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำข้อมูลมาพูดคุยกัน
และนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. แต่นี้ถ้าดำเนินการเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวและให้ค้างคืนได้เช่นเดิม
ก็ไม่เห็นความจำเป็นในการดำเนินโครงการดังกล่าว
ทั้งนี้ประเด็นนี้ต้องมีการนำรายละเอียดทั้งหมดมาพิจารณาก่อน
และต้องมีการถกเถียงกันในวงกว้างต่อไป
เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ
นอกจากนี้นายศศิน
ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่าภูกระดึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กึ่งผจญภัยที่มีความสวยงามที่สุด
การเดินขึ้นภูกระดึงด้วยความยากลำบาก
ทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาทำลายระบบนิเวศน์ไม่มากนัก
แต่ถ้ามีการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง
ส่วนหนึ่งจะทำให้สูญเสียเอกลักษณ์อันนี้ไป
นอกจากนี้ยังทำให้นักท่องเที่ยวแห่ขึ้นมาเที่ยวบนภูกระดึงมากขึ้น
จึงเป็นโจทก์ที่กรมอุทยานฯจะต้องพิจารณาให้ได้ว่าจะจำกัดนักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาบนภูกระดึงได้อย่างไร
ก็จะไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามการที่
อบจ.เลย พยายามจะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง
มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว
ดังนั้นจึงน่าที่จะมีหน่วยงานอื่น อาทิเช่น
จังหวัด เพื่อเข้ามาร่วมกับกรมอุทยานฯ
บริหารสถานที่ท่องเที่ยว และสร้างกระเช้าเพื่อการอนุรักษ์ไว้ซึ่งระบบนิเวศน์
นายนพรัตน์
นาคสถิต กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าโดยสภาพการท่องเที่ยวบนภูกระดึงเป็นการท่องเที่ยวแบบผจญภัย
ไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบสะดวกสบาย การใช้เวลาในการเดินทางเป็นวันนั้น
คนที่เดินทางไปได้คือคนที่มีสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมสำหรับการเรียนรู้ธรรมชาติบนยอดภู
ทั้งนี้ในวัตถุประสงค์ของกรมอุทยานฯ
คือการทำให้คนเข้าใจในธรรมชาติมากขึ้น
อุทยานฯแต่ละแห่งจึงมีการสื่อความหมายในเรื่องต่างๆ
แต่พอใส่กระเช้าไฟฟ้าเข้าไปก็จะกลายเป็นการท่องเที่ยวแบบฟาสต์ฟูด
นอกจากนั้นประเด็นสำคัญคืออุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น
ซึ่งในต่างประเทศเกิดขึ้นทุกปี ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก
ตัวอย่างที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์
นักท่องเที่ยวเสียชีวิตจากอุบัติเหตุกระเช้าขาด
10 ศพ แล้ว ดังนั้นกระเช้าลอยฟ้าจึงมีความตายแถมมาให้ด้วย
กองคุ้มครองพันธุ์พืช
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ โดยนางจารุวรรณ
จาติเสถียร ผอ.กองคุ้มครองพันธุ์พืช
กล่าวว่าแม้ว่าบนภูกระดึงจะมีความหลากหลายทางพืชพันธุ์ไม่สูงมากนัก
แต่การสร้างกระเช้าไฟฟ้าอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์บนภูกระดึงตามมา
หากมีการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมากขึ้น
อาทิ การสร้างรีสอร์ต หรือการสร้างถนน
ซึ่งจะทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนภูกระดึงมากขึ้น
ขณะที่นักอนุรักษ์หลายท่านต่างติงว่าการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง
ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย
และอาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ หากไม่สามารถควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวได้
ส่วนทางด้านชมรมลูกหาบบ้านทานตะวัน
อ.ภูกระดึง จ.เลย นายไพศาล นากดี
ประธานชมรมฯ ได้กล่าวว่าถ้ามีกระเช้าขึ้นภูกระดึงจะทำให้อาชีพลูกหาบหมดไปจากภูกระดึงอย่างแน่นอน
เพราะนักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเดินทางแค่
5 นาที ก็ถึงบนภูฯแล้ว แต่ถ้ายังเดินขึ้นเช่นเดิม
และใช้บริการลูกหาบแบกสัมภาระ ต้องใช้เวลา
3-4 ชั่วโมง โดยเสียค่าแบกสัมภาระกิโลฯละ
15 บาท เท่านั้น ซึ่งลูกหาบจะมีรายได้เฉลี่ย
500-1,000 บาท/วัน ทำให้ชาวลูกหาบกว่า
300 คน ไม่มั่นใจว่ากรมอุทยานฯจะแก้ปัญหากับลูกหาบอย่างไร
เพราะถ้าจะให้ไปทำอาชีพมัคคุเทศก์ก็คงไม่ได้
เราไม่มีความรู้ และนักท่องเที่ยวสมัยนี้มีแค่แผนที่อย่างเดียวก็ไปได้ทุกจุดแล้ว
ไม่ต้องอาศัยลูกหาบ จึงอยากเสนอค่าชดเชยรายได้จากการหมดอาชีพลูกหาบ
โดยให้จ่ายเงินรายได้ให้กับพวกเรา คาดว่าเฉลี่ยรายละ
100,000 บาท เพื่อให้เป็นเงินทุนสำหรับไปทำอาชีพอย่างอื่น
ถ้าไม่สามารถเป็นลูกหาบต่อไปได้
|
ชะลอการสร้างกระเช้าลอยฟ้า..ภูกระดึง
|
|
วันที่
6 มกราคม ที่ผ่านมา ณ กรมอุทยานแห่งชาติฯ
ได้มีการจัดประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการก่อสร้างกระเช้าภูกระดึง
จ.เลย โดยมีนายเริงชัย ประยูรเวช
รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากร้านค้า
ลูกหาบ นักวิชาการ และนักอนุรักษ์ เข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า
30 คน ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรกหลังจากนายปรีชา
เร่งสมบูรณ์สุข รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางสร้างกระเช้าภูกระดึงเมื่อวันที่
28-29 ธันวาคม พ.ศ.2554
หลังการประชุมฯ
นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการส่วนศึกษาวิจัยอุทยานแห่งชาติ
กรมอุทยานฯ ยอมรับว่าข้อมูลที่เคยศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างกระเช้าภูกระดึงในช่วงกว่า
10 ปี ที่ผ่านมา ต้องมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด
ทั้งเรื่องผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม
สัตว์ป่า การท่องเที่ยว รวมทั้งเรื่องเทคนิคในการก่อสร้าง
เพื่อลดผลกระทบ ความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์
รวมทั้งการจัดการท่องเที่ยวบนภูกระดึงเมื่อมีกระเช้าขึ้นไปถึง
เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวคงไม่ได้แค่ขึ้นกระเช้าแล้วกลับลงมา
แต่คงต้องเดินไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ
ที่ยอมรับว่าเรายังไม่ได้เตรียมการศึกษาขีดความสามารถในการรองรับไว้แต่ละจุด
รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ต้องเพิ่มเติม
เช่น ถนน ที่พัก เป็นต้น โดยเรื่องดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องระบุให้ชัดเจนในการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA)
ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ครบทุกฤดูกาล
"ผาเหยียบเมฆ"
|
ผลดีของการมีกระเช้าฯ
จะช่วยให้คนแก่ เด็ก และคนพิการ
มีโอกาสได้ขึ้นไปบนภูกระดึง แต่ถ้าไม่มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
ก็เป็นผลเสียให้ระบบนิเวศน์ของยอดภูเปลี่ยนไปจนถึงขั้นสูญเสียได้เช่นกัน
จากการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับกับการขึ้นไปบนภูฯทุกฤดูกาล
จากเดิมที่จะเปิดให้ขึ้นไปเพียง
8 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม
เดือนพฤษภาคม ดังนั้นต้องศึกษาผลกระทบนิเวศน์บนยอดภูฯ
ทั้งปริมาณการท่องเที่ยวในทุกฤดูกาล
รวมทั้งศึกษาวิธีการที่จะนำนักท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเดินเท้าไปยังแต่ละจุดที่กระเช้าฯลงจอดได้
ที่สำคัญการสร้างกระเช้าฯต้องกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
|
นับเป็นข่าวดียกแรกสำหรับฝ่ายคัดค้าน
ก่อนที่จะดีใจกันมากขึ้นในวันที่ 23
กุมภาพันธ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีฯได้กล่าวในที่ประชุม
ครม.สัญจร จ.อุดรธานี เกี่ยวกับโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
จ.เลย ว่ายังไม่ผ่านความเห็นชอบให้มีการก่อสร้าง
แต่คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณกว่า
20 ล้านบาท ให้ จ.เลย ศึกษาผลกระทบรอบด้าน
และไม่ให้เกิดการต่อต้านจากคนในพื้นที่หากมีการอนุมัติให้ก่อสร้างในอนาคต
นายสมพงษ์
อรุณโรจน์ปัญญา ผู้ว่าราชการ จ.เลย
กล่าวว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง
ดำเนินการมาแล้ว 7 ฉบับ แต่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ
และการจัดทำผลการศึกษาครั้งนี้มีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำร่างทีโออาร์
โดยจะนำผลการศึกษาที่ผ่านมาเป็นต้นแบบ
คาดว่าเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมีนาคมนี้
จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสร้าง
หรือไม่สร้าง?
ทำนองเดียวกับนักวิชาการ
และนักการเมือง คือ มีทั้งเห็นด้วย
และไม่เห็นด้วย ความคิดเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นในสภาข้าวเหนียว
ส้มตำ ไก่ย่าง ที่ผู้เขียนและผองเพื่อนน้องพี่ที่ชื่นชอบรักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ
ต่างนัดกันมาสังสรรค์กันปีละครั้ง
หลายคนที่สนิทสนมกับผู้เขียน
และรู้ว่าชื่นชอบหลงใหลกับการเดินป่ามากที่สุด
คงคิดว่าพวกเราคงคัดค้านหัวชนฝา(กำแพง)
อย่าเพิ่งด่วนสรุป กลุ่มของเราก็เหมือนกับกลุ่มเพื่อนทั่วๆไปที่ต่างมีมุมมองเป็นของตนเอง
แต่อาจต่างกว่าตรงที่ทุกคนรู้จักยอมรับเหตุผลของอีกฝ่าย
โดยพิจารณาอย่างมีสติว่าเหตุผลของใครมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมากกว่ากัน
|
ที่เห็นด้วยมองว่าใครใคร่เดินก็เดินไป
ส่วนใครที่มีสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยก็ต้องพึ่งกระเช้าลอยฟ้า
เพราะยังมีหลายคนที่อยากสัมผัสอากาศหนาว
ความสวยงามยามพระอาทิตย์ขึ้น-ตกบนยอดภูฯ
แต่สุขภาพร่างกายนั้นยากลำบากในการเดินเท้าขึ้นไป
ส่วนสัมภาระนั้นไม่ให้นำขึ้นทางกระเช้าฯ
ควรใช้บริการพี่ๆลูกหาบเหมือนเดิม
และพิเศษสำหรับผู้เดินขึ้น ควรได้รับใบประกาศนียบัตรที่ควรออกแบบจัดทำอย่างสวยงามแล้ว
รวมทั้งต้องทำแผนการจัดการ และศึกษาผลกระทบในท้องถิ่นกันอย่างรอบคอบ
ทั้งเส้นทางในการสร้างกระเช้า
การวางเสา การตัดต้นไม้ ที่จะทำอย่างไรที่จะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
|
"ป้าย"ครั้งหนึ่งในชีวิต
เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" เป็นความภูมิใจที่มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างมากมาย"
|
ส่วนที่คัดค้านก็เห็นว่าภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
มีความหลากหลายในระบบนิเวศน์ ขนาดไม่สร้างกระเช้าฯขึ้นภูฯยังมีนักท่องเที่ยวเกือบ
70,000 คน/ปี แล้วหากสร้างกระเช้าฯขึ้นมา
จำนวนนักท่องเที่ยวก็ต้องมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ย่อมหลีกหนีไม่พ้นต่อการทำลายระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ
โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวๆ
เมื่อสร้างกระเช้าฯก็ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างรถนำเที่ยวพาไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่แต่ละแห่งก็อยู่ห่างไกลกัน
มนต์เสน่ห์ของธรรมชาติที่เคยพบเห็นก็คงจางหายไป
ร้านค้าร้านอาหารก็คงผุดราวกับดอกเห็ดเพื่อรองรับ
เหล่านี้คือสรุปใจความสำคัญที่ผองเพื่อนได้หล่นวาทะกันไว้
ภูกระดึงอาจจะเป็นชื่อเชยๆของนักเดินทางที่เคยขึ้นไปเหยียบย่ำกันมาแล้ว
แม้แต่ตัวผู้เขียนที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นเบิกบานใจว่าชอบภูกระดึงมากๆ
ตนเองขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติบนภูฯทุกฤดูกาล
ทั้งหน้าหนาว หน้าร้อน และหน้าฝน เพราะแต่ละช่วงของฤดูกาลก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป
ราวกับว่ามีมนต์ขลังที่เชื้อเชิญให้ต้องขึ้นไปชมความงามของธรรมชาติบนภูฯอยู่ทุกฤดูกาลอย่างไม่มีวันเบื่อหน่าย
สำหรับความคิดเห็นของผู้เขียนที่มีต่อการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง
ขอบอกว่าเทคโนโลยีมีขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบาย
ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะใช้อย่างไรให้เป็นประโยชน์และเกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด
กระเช้าขึ้นภูกระดึงจะสร้างปัญหาให้กับธรรมชาติหรือไม่
อย่างไร ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่จะมีจิตสำนึกในการหวงแหนธรรมชาติ
ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ยากที่สุด
ป้ายครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตภูกระดึงจะยังคงมีความหมายสำหรับผู้ที่เดินขึ้นภูฯ
หรือไร้ความหมาย วันนี้คงให้คำตอบไม่ได้
ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสร้าง หรือไม่สร้าง?
|
|
|
|