www.E-Travelmart.com
    บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด

หน้าหลัก
เกี่ยวกับบริษัทฯ
สินค้าและผลิตภัณฑ์
โปรโมชั่น
วิธีการรับสินค้า/การชำระเงิน
สโมสร TRAVEL MART
การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ
การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ
สิทธิประโยชน์สมาชิกฯ ปี 54
Let's enjoy nature
เทคนิคแค้มป์
คลีนิคแค้มป์
ลองภูมิชาวแค้มป์
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
ถอดรหัสธรรมชาติ
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
สัตว์ป่าและไม้ป่าน่ารู้
บริการรับจัดกรุ๊ป
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
ถาม-ตอบ
บริการอื่นๆ
ข่าวประชาสัมพันธ์/Charity
ลิงค์เพื่อนบ้าน
แผนผังเว็บไซต์

 

“บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ”
โดย..คนกางเต็นท์..

“มหันตภัยธรรมชาติ”

 

        1-2 ปี ที่ผ่านมา แทบทุกประเทศทั่วโลกต้องพบกับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างร้ายแรง เนื่องจากดินฟ้าอากาศได้วิปริตแปรปรวนไปจากที่เคย ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล บางพื้นที่มีนํ้าท่วมซํ้าแล้วซํ้าเล่า ลมพายุ เช่น เฮอริเคนก็รุนแรงกว่าเดิม เป็นต้น แผ่นดินไหวถี่ขึ้น และแม้แต่เมืองไทยของเราเองก็เจอทั้งคลื่นยักษ์สึนามิ ภัยพิบัติน้ำท่วมหลายแห่งในบางส่วนของพื้นที่ จ.นครราชสีมา จ.สุราษฎร์ฯ และ จ.นครศรีฯ

        ภัยธรรมชาติเหล่านี้ นับวันจะยิ่งรุนแรงขึ้นในอนาคต เราจึงควรมาทำความรู้จักไว้ก่อน เพื่อหาทางป้องกันในอนาคต

        เรื่องแรกก็คือ"โลกร้อนขึ้น" ก๊าซต่างๆที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ทั้งในอุตสาหกรรม ยานพาหนะ หรือจากการเผาป่า ได้ห่อหุ้มโลกไว้ ปล่อยให้แสงแดดส่องทะลุลงมา แต่ความร้อนจากพื้นโลก ไม่อาจลอยผ่านขึ้นไปได้ ดุจดังเรือนกระจกที่ใช้เพาะพันธุ์พืช ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่เพิ่มแม้เพียง 3 องศาฯ ในอีก 100 ปีข้างหน้า ก็มีผลทำให้น้ำแข็งขั้วโลกที่มีปริมาณมหาศาลละลาย คราวนี้เมืองต่างๆในยุโรปที่เคยมีอากาศเย็นฉํ่าก็จะกลับกลายเป็นเมืองอบอุ่น เมืองที่เคยมีแดดสดใส เช่น สเปน และอิตาลี เป็นต้น ก็จะกลายเป็นดินแดนทะเลทรายแห้งแล้ง แต่บริเวณรอบๆพีระมิดอันเวิ้งว้างของอียิปต์จะกลับเป็นทุ่งหญ้าอันเขียวขจี!

        อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นนี้ยังส่งผลให้มีลมมรสุมและฝนตกหนักจนนํ้าท่วม ดังที่ไทยเราเผชิญกันเมื่อไม่นานมานี้ หรือเฮอริเคนที่ถล่มทางใต้ของอเมริกาจนทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำ

        ภัยอีกประการหนึ่งของโลกร้อนขึ้น ซึ่งเราอาจคิดไม่ถึงก็คือ เมื่อดินแดนซีกเหนือของโลกมีอากาศร้อนขึ้น พันธุ์ไม้และสัตว์บางชนิดอาจย้ายเข้าไปเจริญงอกงามเติบโตที่นั่น รวมทั้งแมลง อันเป็นพาหะของโรค ยุโรปและอเมริกาจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของยุงก้นปล่อง และต้องเผชิญกับไข้มาลาเรียที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน เรียกว่า“ภาวะเรือนกระจก”(Green House Effect) ทำให้ทั้งโลกเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไป

        นักวิทยาศาสตร์ทำนายไว้ว่าหากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้นเช่นนี้ ในปี ค.ศ.2100(หรือ พ.ศ.2643) ระดับนํ้าทะเลจะสูงขึ้นกว่าเดิม 3 เมตร เมืองสำคัญที่อยู่ใกล้ฝั่งมหาสมุทร เช่น เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก , นิวออร์ลีนส์ , และกรุงเทพฯ จะถูกนํ้าท่วมอย่างหนัก บางพื้นที่ เช่น รัฐฟลอริดา(ในสหรัฐฯ) , เนเธอร์แลนด์ และครึ่งหนึ่งของประเทศบังคลาเทศ เป็นต้น จะสูญหายไปอยู่ใต้นํ้าหมด อีกทั้งพื้นที่เกษตรกว่า 1 ใน 3 ของโลก จะใช้ปลูกอะไรไม่ได้ ถึงตอนนั้นก็คงอดอยากถึงขั้นแย่งอาหารกันเลยละ


"แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น"

        หวังว่าการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์จะผิดพลาด

        เรื่องที่สอง คือ "เชื้อโรค" แม้ว่าเทคโนโลยีในการรักษาพยาบาลจะก้าวหน้าอย่างมากมายเพียงใด แต่ก็ยังไม่อาจต่อสู้กับโรคร้ายที่ผุดขึ้นมาใหม่ๆได้ โดยเฉพาะจากเชื้อโรคไวรัสตัวจิ๋วที่เราไม่ค่อยรู้รายละเอียดของมันเท่าใดนัก เช่น เอดส์ หวัดนก อีโบลา เป็นต้น จึงตั้งหน้าตั้งตาผลาญประชากรโลกไปเรื่อยๆ อีกทั้งโรคระบาดดั้งเดิมที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์ไปนับล้าน อย่างเช่น คอหอยตีบ วัณโรค เป็นต้น ก็ยังหวนกลับคืนมา แถมยังสร้างภูมิพัฒนาต้านทานต่อยาปฏิชีวนะอีกด้วย


"น้ำท่วมในไทย"

สภาพัฒน์ตื่นมหันตภัยธรรมชาติคุกคามโลก จี้รัฐสังคายนาระบบจัดการฟื้นฟูด่วน

        จากข่าวในสื่อสิ่งพิมพ์รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)หรือที่เรียกกันย่อๆว่า"สภาพัฒน์" ได้เสนอรายงานการจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูบูรณะหลังการเกิดภัย กรณีศึกษาประเทศไทยและต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบกรณีศึกษาเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆในหลายประเทศ ได้แก่ การเกิดสึนามิในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2547 , พายุเฮอริเคนแคทรินาที่สหรัฐฯเมื่อปี 2548 , พายุไซโคลนนาร์กิสที่พม่าเมื่อปี 2551 , กรณีแผ่นดินไหวและสึนามิของญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคม 2554 รวมทั้งเหตุการณ์อุทกภัยในไทยเมื่อช่วงปี 2553 และ 2554 เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาของประเทศ รวมทั้งการเตรียมการป้องกันและบรรเทาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในอนาคต เนื่องจากปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความรุนแรง และอาจก่อให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้น ภัยพิบัติขนาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และส่งผลให้ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจประเทศลดลง เนื่องจากการสูญเสียทรัพยากร การลงทุนในโนโครงการต่างๆหยุดชะงัก งบประมาณและเงินทุนถูกนำไปใช้เพื่อการช่วยเหลือฟื้นฟู ทำให้ประเทศมีรายจ่ายสูงขึ้น ในขณะที่รายได้และผลผลิตลดลง

        ดังนั้นภัยพิบัติจึงถือเป็นภัยคุกคามใหม่ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ แม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีรองรับและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับได้ โดยธนาคารโลกประเมินว่าภัยภิบัติส่งผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติของประเทศต่างๆประมาณร้อยละ1 ถึงร้อยละ15 ทั้งนี้ สศช. ได้เสนอแนะให้พัฒนากลไกการบริหารจัดการภัยพิบัติโดยเพิ่มบทบาทของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ให้เป็นกลไกระดับชาติ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการและสั่งการ โดยนายกฯจะสามารถเข้าบัญชาการและสั่งการได้อย่างทันที และกำหนดให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลภัยพิบัติที่เชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ส่วนราชการและภาคเอกชนจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อรองรับ พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเร่งรัดการช่วยเหลือ ส่งเสริมระบบงานอาสาสมัครของประเทศอย่างจริงจัง รัฐบาลควรระบบเพื่อพัฒนางานอาสาสมัครให้มีศักยภาพเต็มที่และมีมาตรฐานสากล จัดระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่น ผนึกกำลังของภาคส่วนต่างๆ ผนวกมาตรการด้านการจัดการสาธารณภัยไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา

ภัยพิบัติธรรมชาติ ในรอบปี 2553

        ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นปีที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นครบทุกรูปแบบ และมีอากาศแปรปรวนรุนแรงกว่า 100 ปี ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว คลื่นความร้อน น้ำท่วม ภูเขาไฟปะทุ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น สึนามิ พายุหิมะ ดินถล่ม และภัยแล้ง ที่คร่าชีวิตมนุษย์รวมกันอย่างน้อย 2.5 แสนคน หรือสูงกว่ายอดผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมูลค่าอีกมหาศาล

        ความเข้มข้นของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้คำว่า"ที่สุดในรอบ 100 ปี" แทบจะหมดความหมาย เพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ไม่ธรรมดา

        และแม้ว่าหายนะจากธรรมชาติบางส่วนเกิดขึ้นตามวัฏจักรปกติ แต่ต้องยอมรับว่า"น้ำมือมนุษย์"ทำให้ภัยธรรมชาติเหล่านี้รุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัว และทำให้ปี 2553 กลายเป็นปีที่เกิดภัยธรรมชาติแบบสุดขั้วหลายต่อหลายครั้ง

        เมื่อผนวกกับการก่อสร้างและการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ ทำให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายครั้งคร่าชีวิตมนุษย์มากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะปัจจุบันมีคนยากจนจำนวนมากขึ้นอาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่ไม่แข็งแรงพอที่จะต้านภัยธรรมชาติอันหนักหน่วง ดังนั้นจึงหมายความว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือพายุไซโคลน ก็จะทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้นด้วย


"พายุทอร์นาโดในสหรัฐฯ"

        เริ่มต้นศักราชในวันที่ 2 เดือนมกราคม พ.ศ.2553 ด้วย"แผ่นดินไหวในเฮติ" ขนาด 7.0 ริกเตอร์ มีการประมาณว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งนี้มากกว่า 3 ล้านคน โดยรัฐบาลเฮติรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนคน ผู้บาดเจ็บอีกกว่า 3 แสนคน และอีกกว่า 1 ล้านคน ไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนเสียชีวิตจำนวนมากขนาดนี้คือ คนส่วนใหญ่ยากจนและอยู่อาศัยในบ้านที่สร้างอย่างไร้มาตรฐาน ทั้งนี้"ริชาร์ด ออลสัน" ผู้อำนวยการฝ่ายลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติแห่งฟลอริดา อินเตอร์เนชั่นแนล ยูนิเวอร์ซิตี้ มองว่าหากเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาดเดียวกันในปี 2528 น่าจะมีผู้เสียชีวิตเพียง 80,000 คนเท่านั้น

        วันที่ 27 เดือนกุมภาพันธ์ เกิด"แผ่นดินไหวในชิลี" ขนาด 8.8 ริกเตอร์ ซึ่งแม้ว่าจะมีความรุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในเฮติ แต่เนื่องจากเกิดในบริเวณที่มีประชากรอยู่อาศัยน้อย และอาคารก่อสร้างดีกว่า ทำให้มีคนเสียชีวิตเพียง 1,000 คน แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้แกนโลกเอียงไปจากตำแหน่งเดิม 3 นิ้ว ส่งผลให้ระยะเวลาสั้นลงไป 1.26 ไมโครวินาที(อนึ่ง 1 ไมโครวินาที เท่ากับ 1 ในล้านวินาที)


"ภูเขาไฟระเบิดในไอซ์แลนด์"

        วันที่ 8 มีนาคม เกิด"พายุทำให้เกิดฝนตกหนักในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย" วัดระดับน้ำฝนได้ 26 มิลลิเมตร พื้นที่อื่นวัดระดับน้ำฝนได้สูงถึง 70 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังมีลูกเห็บยักษ์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 4 นิ้ว หรือเท่ากับลูกเทนนิส มีประชาชนแจ้งขอรับความช่วยเหลือมากกว่า 4,000 คน

        วันที่ 20 มีนาคม เกิด"การปะทุของภูเขาไฟชื่อดังในไอซ์แลนด์" อันที่จริงแผ่นดินไหวได้เริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่ปลายปี 2552 ซึ่งมีการจัดดัชนีการระเบิดของภูเขาไฟอยู่ที่ระดับ1 การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในวันที่ 14 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา และได้รบกวนการจราจรทางอากาศในทวีปยุโรปมหาศาล ส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารนับล้านๆคน

        ใวันที่ 31 มีนาคม เกิด"แผ่นดินไหวรุนแรงในอ่าวเบงกอล" วัดขนาดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.8 ริกเตอร์ ที่หมู่เกาะอันดามัน แอนด์ นิโคบาร์ ในอ่าวเบงกอล

        ทวันที่ 7 เมษายน เกิด“แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย” มีความรุนแรง 7.8 ริกเตอร์ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นเกิดคลื่นสึนามิใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว แต่เป็นคลื่นขนาดเล็ก จึงไม่มีอันตราย

        อีก1สัปดาห์ต่อมา เกิด"ภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งตอนใต้ของเกาะไอซ์แลนด์ระเบิดปะทุ" ขึ้นฟ้าสูงถึง 8 กม. ฝุ่นขี้เถ้าลอยสูงกว่า 6 พันเมตร และฟุ้งกระจายไปทั่วประเทศ และหลายประเทศในยุโรป กลุ่มควันและเถ้าละอองปลิวฟุ้งขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อให้เกิดอันตรายกับเครื่องยนต์ไอพ่นของเครื่องบินโดยสาร เที่ยวบินในภูมิภาคยุโรปต้องยกเลิกเที่ยวบิน สร้างความโกลาหนอย่างมากมาย

        ในวันเดียวกัน เกิด"แผ่นดินไหวในจีน" มีความรุนแรง 6.9 - 7.1 ริกเตอร์ บริเวณเขตปกครองตนเองยูซู มณฑลชิงไห่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ 2,220 ราย สูญหาย 70 ราย และบาดเจ็บ 12,135 ราย ซึ่งในที่นี้บาดเจ็บสาหัสเกือบ 2,000 ราย

        วันที่ 15 พฤษภาคม เกิดเหตุการณ์โลกพิโรธจาก"พายุทอร์นาโด และพายุลูกเห็บ"ที่เมืองซุ่ยหัว ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองฮาร์บินประมาณ 120 กม. ในมณฑลเฮยหลงเจียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บมากมาย

        วันที่ 1 มิถุนายน เกิด"แผ่นดินไหวที่นอกหมู่เกาะอันดามันของอินเดีย" ขนาด 6.4 ริกเตอร์ ในระดับความลึก 127 กม.

        วันที่ 5 มิถุนายน เกิด"พายุทอร์นาโดในสหรัฐฯ" พัดถล่มทางภาคตะวันตกด้านกลาง

        วันที่ 7 มิถุนายน เกิด"ภูเขาไฟระเบิดในรัสเซีย" และมีรายงานข่าวภูเขาไฟระเบิดอย่างต่อเนื่องมากถึง 3 ครั้ง/ชั่วโมง ที่ประเทศเอกวาดอร์


"สึนามิในญี่ปุ่น"

        วันที่ 9 มิถุนายน เกิด"แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์" ขนาดเกือบ 6 ริกเตอร์ นอกจากนั้นยังเกิด"แผ่นดินไหวที่เกาะวาเนาตู" (Vanautu) ขนาด 6.0 ริกเตอร์ อีกด้วย

        วันที่ 10 มิถุนายน เกิด"น้ำท่วมขนาดใหญ่ที่รัฐเท็กซัส"ในสหรัฐฯ

        วันที่ 12 มิถุนายน เกิด"แผ่นดินไหวนอกชายฝั่งของอินเดีย" ขนาด 7.5 ริกเตอร์

        วันที่ 13 มิถุนายน เกิดเหตุภัยพิบัติ"พายุฝน และดินถล่มทางตอนใต้ของจีน" ซึ่งได้คร่าชีวิตชาวจีนไปจำนวนหนึ่ง สำหรับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นเงินประมาณ 43,000 ล้านหยวน และมีผู้อพยพกว่าเกือบ 3 ล้านคน

        วันที่ 16 มิถุนายน เกิดเหตุ"แผ่นดินไหวบริเวณเกาะไบแอ็ก"(Biak) อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะปาปัว วัดความสั่นสะเทือนได้ 6.2 ริกเตอร์


"ไฟป่าในรัสเซีย"

        วันที่ 18 มิถุนายน เกิด"น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มฉับพลันในจีน" ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ 74 เมือง ของ 6 มณฑล ประมาณการณ์ว่าประชาชนกว่า 2.56 ล้านคน ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

        วันที่ 14 กรกฎาคม เกิดเหตุ"น้ำท่วมและดินถล่มจากฝนตกหนักทางภาคใต้ของจีน" ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 400 คน และวันเดียวกันเกิดเหตุการณ์"แผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย" ขนาด 5.6 ริกเตอร์

        วันที่ 16 กรกฎาคม เกิดพายุโซนร้อน"โกนเซิน"(Conson) ณ บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 600 กม. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม

        ปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงราวต้นเดือนกันยายน เกิด"ไฟป่าในรัสเซีย" นับหลาย 100 แห่ง เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมาในประวัติศาสตร์รัสเซีย และความแห้งแล้งในภูมิภาค มีการประมาณผู้เสียจริงอาจสูงถึง 8,000 คน

        วันที่ 1 สิงหาคม เกิด"อุทกภัยรุนแรงในปากีสถาน" บริเวณทางตะวันตกเฉียงเหนือ อันเกิดจากผลพวงของพายุฤดูร้อน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย

        วันที่ 8 สิงหาคม เกิด"อุทกภัย และแผ่นดินถล่มที่จีน" เนื่องมาจากฝนตกหนักที่เมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อย 127 คน สูญหายอีก กว่า 1,300 คน

        วันที่ 15 สิงหาคม เกิดเหตุ"ไฟป่าในโบลิเวีย" เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เนื่องจากพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นมากกว่า 25,000 จุดทั่วประเทศ ไฟป่าได้ผลาญทำลายบ้านเรือนไปเกือบ 60 หลังคาเรือน

        วันที่ 6 กันยายน เกิด"โคลนถล่มในกัวเตมาลา" พบผู้เสียชีวิตและสูญหายพุ่งเกินกว่า 100 ราย

        วันที่ 10-30 ตุลาคม มาถึงคิวประเทศไทย เป็นเหตุการณ์การเกิด"น้ำท่วมหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี" ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งชีวิตและทรัพย์สินในหลายพื้นที่ แบบที่หลายคนยังประเมินความเสียหายไม่ได้

        วันที่ 25 ตุลาคม เกิด"แผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย" ขนาดความรุนแรง 7.7 ริกเตอร์

        วันที่ 26 ตุลาคม "ภูเขาไฟเมราปี(Merapi)ระเบิดซ้ำที่อินโดนีเซีย" โดยมีรัศมีการกระจายของขี้เถ้าขยายเป็นวงกว้างประมาณ 2-4 กม.

        วันที่ 27 ตุลาคม เกิด"สึนามิถล่มซ้ำที่หมู่เกาะ เมนตาไว" ประเทศอินโดนีเซีย ความรุนแรงถึง 7.2 ริกเตอร์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 108 คน และสูญหายราว 500 คน

        วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ความเสียหายของประเทศไทย กับการเดินทางผ่านของ"พายุดีเปรสชั่นถล่มภาคใต้"


"แผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย"

        ทั้งนี้บรรดานักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชี้ว่าภูมิอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากผลของโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ทำให้เกิดภาวะอากาศรุนแรงแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน เรื่อยไปถึงน้ำท่วม

        อย่างเช่นที่เกิดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม 2553 เพราะขณะที่รัสเซียประสบภัยจากคลื่นความร้อนอันหนักหน่วง แต่กลับเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปากีสถาน จมพื้นที่ราว 62,000 ตารางไมล์ หรือขนาดเท่ากับรัฐวิสคอนซินของประเทศสหรัฐฯ สภาพอากาศที่มีทั้งร้อนและพายุในคราวเดียวกัน คร่าชีวิตมนุษย์เกือบ 17,000 คน หรือมากกว่ายอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา เสียอีก

        คราวนี้ลองมาดูสถิติต่างๆของภัยธรรมชาติในรอบปีที่ผ่านมาในหลากแง่มุมกันบ้าง

        1. ภัยพิบัติธรรมชาติคร่าชีวิตมนุษย์มากแค่ไหน?

        เฉพาะการเกิดแผ่นดินไหวในเฮติ คลื่นความร้อนในรัสเซีย และน้ำท่วมใหญ่ในปากีสถาน คือภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุด ปี 2553 ยังถือเป็นปีที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นถี่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ๆในชิลี ตุรกี จีน อินโดนีเซีย และหากนับจนถึงกลางเดือนธันวาคม พบว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาดตั้งแต่ 7.0 ริกเตอร์ ขึ้นไป ถึง 20 ครั้ง เทียบกับในอดีตที่เคยเกิดเพียง 16 ครั้ง/ปี เท่านั้น

        ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าหากนับถึงเดือนกันยายน ภัยน้ำท่วมคร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 6,300 ชีวิต ใน 59 ประเทศ มีหลายประเทศที่ประสบภัยน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นจีน อิตาลี อินเดีย โคลัมเบีย ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย รวมถึงไทยที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในแถบภาคอีสาน ภาคกลางบางส่วน และภาคใต้บางส่วน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน สร้างความเสียหายต่อเรือกสวนไร่นา และย่านธุรกิจสำคัญมหาศาล

        หากรวมผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติทุกประเภท พบว่านับถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกเกือบ 260,000 คน หรือมากขึ้นถึง 1,733 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2552 ที่มียอดผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติเพียง 15,000 คน

        2. ภัยพิบัติธรรมชาติรุนแรงเพียงใด?

        หลังจากพายุหิมะพัดถล่มสหรัฐฯ รวมถึงเหตุการณ์หิมะตกหนักในรัสเซียและจีนเมื่อช่วงต้นปี 2553 อุณหภูมิในโลกก็แปรปรวนกลายเป็นร้อนจัดในหลายพื้นที่ โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกระบุว่า ปี 2553 อาจเป็นปีที่ทำสถิติร้อนที่สุดสำหรับประเทศต่างๆทั่วโลก หรืออย่างน้อยติดอันดับ 1 ใน 3 ของปีที่ร้อนที่สุด ขณะที่ศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปีเดียวกัน นับถึงสิ้นเดือนตุลาคม อยู่ที่ 58.53 องศาฟาห์เรนไฮต์ และมีหลายพื้นที่ทำสถิติร้อนที่สุด เช่น ลอสแองเจลิส ที่สร้างสถิติร้อนที่สุดถึง 113 องศาฟาห์เรนไฮต์ เมื่อวันที่ 27 กันยายน และก่อนหน้านั้นปากีสถานก็เผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดที่ระดับ 129 องศาฟาห์เรนไฮต์ เช่นกัน

        ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เริ่มต้นปีด้วยอากาศหนาวเย็นในฟลอริดา ก่อนที่ต่อมาจะกลายเป็นฤดูร้อนที่สุดของพื้นที่ดังกล่าว

        และมาส่งท้ายในช่วงคริสต์มาสที่ควรเป็นเวลาของการฉลองอย่างมีความสุขกับครอบครัว แต่คนจำนวนมากกลับต้องนั่งแกร่วอยู่ตามสนามบินในหลายประเทศของยุโรป เพราะหิมะตกหนัก ทำให้จราจรทางอากาศและการคมนาคมทางบกระหว่างเมืองในยุโรปเป็นอัมพาตไปหลายวัน เช่นเดียวกับเหตุการณ์พายุหิมะที่พัดถล่มฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯหลังวันคริสต์มาส ที่ส่งผลให้การคมนาคมทางบกและทางอากาศหยุดชะงักไปเช่นกัน และมีการยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 6,000 เที่ยว


"น้ำท่วมในไทย"

        ด้านภาคเหนือของออสเตรเลียพบกับฝนตกหนักที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม - ตุลาคม แต่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้กลับพบภัยแล้งอย่างหนัก เช่นเดียวกับลุ่มน้ำอะเมซอนที่พบกับปัญหาภัยแล้งด้วยระดับน้ำต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

        3. ความเสียหายมหาศาลจากภัยพิบัติธรรมชาติ

        ได้มีการประเมินว่าภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในปี 2553 สูงถึง 2.22 แสนล้านดอลลาร์ แต่แม้ว่าจะเป็นสถิติสูงกว่าปกติ แต่ก็ไม่ใช่สถิติสูงสุด เพราะภัยธรรมชาติในรอบปีดังกล่าวมักเกิดในพื้นที่ยากจนที่ไม่มีการประกันภัย เช่น เฮติ เป็นต้น

        4. ภัยพิบัติธรรมชาติประหลาดอย่างไร?

        เหตุการณ์ภูเขาไฟปะทุในไอซ์แลนด์ ส่งผลให้จราจรทางอากาศในน่านฟ้ายุโรปเป็นอัมพาตต่อเนื่องหลายวัน ทำให้คนกว่า 2 ล้านคน จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแผนเดินทางเนื่องจากภัยธรรมชาติที่เหนือการคาดคิดนี้ นอกจากนี้ยังมีการปะทุของภูเขาไฟในอีกหลายพื้นที่ เช่น คองโก กัวเตมาลา เอกวาดอร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้คนต้องหนีหลบภัย ขณะที่นิวยอร์กซิตี้ต้องเผชิญกับพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นน้อยมากในแถบนั้น และฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯถูกถล่มด้วยพายุหิมะอย่างหนักหน่วง

        ส่วนประเทศในเอเชีย อย่างอินโดนีเซียพบกับภัยธรรมชาติหนักๆถึง 3 ระลอก ในรอบ 24 ชั่วโมง เริ่มจากเดือนตุลาคม..เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริกเตอร์ ส่งผลให้เกิดสึนามิตามมาคร่าชีวิตคนไปกว่า 500 ชีวิต ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยภูเขาไฟปะทุที่ทำให้คนกว่า 390,000 คน ต้องหนีภัยชั่วคราว ภัยพิบัติระลอกดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่แดนอิเหนาต้องรับมือกับอุทกภัย แผ่นดินถล่ม และแผ่นดินไหวหลายครั้ง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนไปแล้วในช่วงต้นปี

        หากมองในแง่ความประหลาดสุดขั้ว ปี 2553 ถือเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นปีด้วยปรากฏการณ์"เอลนิโญ" ที่ส่งผลให้เกิดภาวะภูมิอากาศแบบสุดขีดไปทั่วโลก ก่อนที่จะเกิดภาวะ"ลานินญา" ที่เป็นสาเหตุของอากาศสุดขั้วในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่ง"การเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญและลานินญาแบบเข้มข้นในรอบปีเดียวกัน ถือเป็นเรื่องไม่ปกติ"เลย

คาดการณ์ภัยธรรมชาติรุนแรงในปี 2554

        เป็นความคิดเห็นของหน่วยงานรัฐและเอกชนหลายแห่ง ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าจะเป็นจริงหรือไม่ จึงควรใช้สติในการรับฟังรับรู้

        ความคิดเห็นที่1

        นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคาดการณ์ว่า"ปี 2554 ไทยยากพ้นภัยพิบัติจากธรรมชาติ เหตุกระทบจากปรากฏการณ์ลานินญา ส่งให้เจอหนักจากภัยน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ..เสี่ยงจมใต้บาดาล ขณะเดียวกันก็ไม่ควรประมาทภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ ที่มีแนวโน้มเกิดได้อีก โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามัน จี้รัฐบาลเร่งหาทางรับมือแต่เนิ่นๆ ทั้งให้ความรู้ประชาชนและซักซ้อมหนีภัย ไม่ใช่ห่วงแต่การท่องเที่ยวจนละเลยความปลอดภัย"

        ความคิดเห็นที่2

        เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผอ.บริหารองค์กรเตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย กล่าวถึงภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2554 ว่า ขณะนี้ไทยกำลังได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานินญาที่เริ่มจากปี 2552 ไปจนถึงต้นปี 2554 ส่งผลให้ปีใหม่นี้ปริมาณน้ำจะไม่น้อยไปกว่ารอบครึ่งปีแรกของปี 2553 ฉะนั้นการเก็บน้ำในเขื่อนต้องเตรียมการให้ดี มิฉะนั้นจะเกิดภัย เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนกลางปีอาจจะเกิดน้ำท่วมเสียหายใน 51 จังหวัด 546 อำเภอเช่นเดียวกับปี 2553 ส่วนกรุงเทพฯต้องเตรียมรับมือน้ำขนาดปริมาณ 4,000-4,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จากภาคเหนือที่จะโถมเข้าสู่กรุงเทพฯเหมือนปี 2553 ซึ่งปกติกรุงเทพฯจะรับน้ำได้เพียง 3,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และจะทำอย่างไรไม่ให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้รับความเดือดร้อนน้อยลงกว่าปีที่แล้ว

        ภัยจากดินถล่มนั้น ช่วง20ปีที่ผ่านมามีจำนวนพื้นที่เสี่ยงมากถึง 2,700 แห่ง ในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ลาดเชิงเขามีโอกาสเสี่ยงมาก ฉะนั้นต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เพื่อเตรียมรับมืออย่างจริงจัง

        ภัยจากแผ่นดินไหวนั้น เมืองไทยอยู่รายล้อมด้วยเพื่อนบ้านที่มีรอยเลื่อนของเปลือกโลกทั้งสิ้น โดยเฉพาะพม่าและอินโดนีเซียมีการเคลื่อนของรอยเลื่อนรุนแรงกว่า 10 ครั้ง ในรอบ 5-6 ปี และส่งผลถึงบ้านเรา จะต้องจับตารอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ที่ห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 300 กม. เพราะหากเกิดแรงสั่นสะเทือนจะส่งผลถึงกรุงเทพฯได้ และต้องเฝ้าระวังเขื่อนในจังหวัดกาญจนบุรี ที่อาจจะได้รับความเสียหายและเกิดน้ำทะลักไหลเข้าท่วมกาญจนบุรี นครปฐม นนทบุรี และกรุงเทพฯ

        ส่วนภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิในบ้านเรานั้น ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ต้องอาศัยประวัติความถี่ของการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณหมู่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย และระบบเตือนภัยหลังแผ่นดินไหวในห้วงเวลาที่คลื่นยักษ์เดินทางเท่านั้น ส่วนฝั่งแปซิฟิกนั้น แม้ฟิลิปปินส์ที่มีการเคลื่อนตัวของชั้นดินบ่อยครั้งและมีภูเขาไฟอาจจะส่งผลคลื่นยักษ์เข้าสู่อ่าวไทยได้เช่นกัน แต่เนื่องจากความตื้นของน้ำละแวกนี้จะทำให้อานุภาพของคลื่นยักษ์น้อยกว่าเมื่อเทียบกับคลื่นยักษ์ฝั่งอันดามัน สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยจากสึนามิยังคงเป็นชายฝั่งอันดามัน ตั้งแต่ระนอง กระบี่ พังงา ภูเก็ต ตรัง และสตูล การให้ความรู้และซักซ้อมการหนีภัย จึงต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับภัยจากพายุที่นับวันจะมีความถี่ความรุนแรงมากขึ้น และอาจมีปัญหาเรื่องทิศทางที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นเดือนสิงหาคม - พฤศจิกายน ปี 2554 เป็นช่วงที่ต้องจับตาดูพายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยอย่างใกล้ชิด


"เขื่อนในจีนต้องเร่งระบายน้ำ เพื่อป้องกันเขื่อนแตก"

        ผอ.บริหารองค์กรเตรียมความพร้อมภัยพิบัติแห่งเอเชีย ยังได้กล่าวว่า"โดยสรุปในปี 2554 เหตุการณ์ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ขอกำหนดค่าความเสี่ยงโดยสูงสุดมีตัวเลข 10 จะขอคาดการณ์ว่า..น้ำจะท่วมมีอัตราความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 8 , ความแห้งแล้งมีความเสี่ยงระดับ 5 , ดินถล่มมีอัตราความเสี่ยงสูงระดับ 5 , แผ่นดินไหวคลื่นยักษ์ระดับ 6 เช่นเดียวกับความรุนแรงของพายุความเสี่ยงระดับ 6 ขอสนับสนุนให้เตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ"

        ความคิดเห็นที่3

        "รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผจก.ใหญ่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร กล่าวว่า"ต้นปี 2553 ที่ผ่านมา เป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนิโญอย่างรุนแรง ทำให้อากาศร้อน แต่ปลายปีกลับเป็นลานินญา ผลที่เกิดทำให้ฝนตกมากและมีน้ำในเขื่อนต่างๆมีมาก ทำให้ปี 2554 จะไม่มีความแห้งแล้งเกิดขึ้น เพราะมีน้ำในเขื่อนพอเพียง..หากประหยัด ประกอบกับปีหน้าทั้งปีคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ลานินญ่ายังคงอยู่ แต่เป็นระดับปานกลาง ทำให้มีความชื้น อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงมากทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก(คือประเทศไทย) ทำให้ภาคใต้จะไม่ขาดแคลนน้ำฝนและฝนไม่ตกหนัก ส่วนภาคเหนือและอีสานฝนก็จะตกตามปกติ สรุปปี 2554 สถานการณ์ภูมิอากาศเรื่องฝนแล้งจะเป็นปกติ ส่วนแผ่นดินไหวและสึนามินั้นไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ สิ่งที่ทำได้ถ้าเกิดเหตุขึ้นเราสามารถประเมินความรุนแรงได้ เพราะเรามีฐานข้อมูลอยู่แล้ว เช่น หากเกิดสึนามิในแปซิฟิก คลื่นจะมาถึงอ่าวไทยที่ จ.ปัตตานี ประมาณ 4 ชั่วโมง เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าคลื่นจะสูง 2 เมตร สิ่งปลูกสร้างต่างๆหรือคนที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 3 เมตร จะมีอันตราย คือหากอยู่สูงกว่า 3 เมตร จะปลอดภัย เป็นต้น ส่วนฝั่งอันดามันคลื่นจะสูงมาก ฉะนั้นต้องเฝ้าระวัง เพราะเวลาที่คลื่นเดินทางมาเพียง 1 ชั่วโมง เท่านั้น ฉะนั้นต้องให้ความรู้แก่ประชาชน อย่าคิดว่าเป็นการทำลายการท่องเที่ยว รัฐมีหน้าที่ต้องให้ข้อเท็จจริงแก่ประชาชน

        ความคิดเห็นที่4

        "นายต่อศักดิ์ วานิชขจร" อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้กล่าวถึงสภาพอากาศของประเทศในช่วงปี 2554 ว่า "ภาคเหนือและอีสานจะเริ่มอุ่นขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคมจะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน เดือนเมษายน - เดือนพฤษภาคม จะเริ่มมีฝนเข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก กลางเดือนพฤษภาคมจะเข้าสู่ฤดูฝน จากนั้นฝนจะทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม ถึงช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน จะเริ่มมีพายุดีเปรสชันเข้ามาทางภาคเหนือ และภาคอีสาน หลังจากนั้นร่องมรสุมจะเคลื่อนกลับลงมาทางใต้ ช่วงนี้จะมีฝนฟ้าคะนองจนกระทั่งปลายเดือนกันยายน - เดือนตุลาคม พายุโซนร้อนต่างๆจะเริ่มเข้าสู่ประเทศไทย ส่วนร่องมรสุมจะเคลื่อนตัวลงใต้ทางด้านอ่าวไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายน อาจจะเกิดพายุหมุนได้ มีโอกาสจะเกิดพายุดีเปรสชันและโซนร้อนเข้ามาในอ่าวไทย จากนั้นภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง จะหมดฤดูฝน ส่วนภาคใต้ฝั่งตะวันออกหรืออ่าวไทยจะมีฝนมากขึ้นจนถึงสิ้นปี ส่วนปริมาณน้ำนั้นทางภาคเหนือและภาคอีสานที่อยู่นอกเขตชลประทาน ต้องระวังเรื่องน้ำขาดแคลนในการเพาะปลูก"

ภัยธรรมชาติ ปี 2554

        และแล้วหลังจากการคาดการณ์ภัยธรรมชาติในปีนี้ ผ่านมาได้ไม่กี่เดือน ก็เกิดภัยธรรมชาติขึ้นมาหลายแห่งในโลกใบนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นเพียงแค่เริ่มต้น หรือมีอีกเพียงประปราย หรือสิ้นสุดแล้วสำหรับปีนี้

        "อุทกภัยและโคลนถล่มในรัฐรีโอเดจาเนโร" ประเทศบราซิล ในเดือนมกราคม โดยเกิดขึ้นในหลายเมืองในพื้นที่ภูเขาในรัฐฯดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 845 คน และสร้างความเสียหายกว่า 2 พันล้านเรียลบราซิล

        "แผ่นดินไหวในปากีสถาน" เมื่อวันที่ 19 มกราคม เวลา 01.23 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ขนาด 7.2 โมเมนต์แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองดัลบันดินในแคว้นบาลูจิสถานไปทางทิศตะวันตก 45 กม. โดยมีจุดเกิดแผ่นดินไหวลึกลงไปใต้ดิน 84 กม. แรงสั่นสะเทือนสามารถรู้สึกได้ในหลายประเทศ บ้านดินราว 200 หลังคาเรือน รวมไปถึงสำนักงานราชการบางแห่ง ได้รับความเสียหาย

        สภาพธรณีแปรสัณฐานในภูมิภาคนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวของแผ่นอาหรับ แผ่นอินเดีย และแผ่นยูเรเซีย แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเป็นผลมาจากการเลื่อนปกติภายในธรณีภาคของแผ่นอาหรับที่มุดตัวลง


"น้ำท่วมในปากีสถาน"

        "แผ่นดินไหวที่ไครสต์เชิร์ช" ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เวลา 12.51 น.(หรือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เวลา 23.51 น. ของเมืองไทย) ขนาด 6.3 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางห่างออกไปทางตะวันตกจากลิตเทลตัน 2 กม. และห่างจากไครสต์เชิร์ชไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 10 กม. ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ2ของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างและมีผู้เสียชีวิตหลายคน

        วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลนิวซีแลนด์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ เหตุแผ่นดินไหวครั้งดังกล่าวนับเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่แผ่นดินไหวที่ฮอกส์เบย์เมื่อปี 2474

        อนึ่ง เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 5 เดือน หลังจากเหตุแผ่นดินไหวในเขตแคนเทอเบอรีเมื่อปี 2553 ซึ่งวัดความรุนแรงได้ 7.1 ริกเตอร์ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่พื้นที่ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

        "แผ่นดินไหวในมณฑลยูนนาน" ประเทศจีน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม เวลา 12.58 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ขนาด 5.4 โมเมนต์แมกนิจูด มีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในอำเภออิ๋งเจียง มณฑลยูนนาน ใกล้กับพรมแดนพม่า มีบ้านเรือนและอพาร์ตเมนต์อย่างน้อย 1,200 หลัง ถูกทำลาย และอีกราว 17,500 หลัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 25 คน และอีก 250 คน ได้รับบาดเจ็บ และยังได้รับรายงานว่ามีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นถึง 7 ครั้ง โดยมีความรุนแรงสูงสุด 4.7 แมกนิจูด ทำให้ประชาชนกว่า 127,000 คน ถูกอพยพไปยังศูนย์อพยพใกล้เคียง

        "อุทกภัยและดินถล่มในพื้นที่บางแห่งของภาคใต้" ประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยากล่าวถึงสาเหตุครั้งนี้ว่า"เป็นผลมาจากอิทธิพลของความกดอากาศต่ำจากประเทศจีน" ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ประกอบกับความกดอากาศต่ำในอ่าวไทย การรวมตัวกันของความกดอากาศทั้งสองนี้เคลื่อนเข้าพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เกิดพายุคล้ายพายุดีเปรสชัน ทำให้เกิดฝนตกหนักตั้งแต่ จ.สุราษฎร์ฯ จนถึง จ.พัทลุง มากกว่า 200 มม.

        จ.พัทลุง ได้เกิดฝนตกหนักมาตั้งแต่วันที่ 21-25 มีนาคม ทำให้น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดไหลเข้าท่วมพื้นที่ 8 อำเภอ 211 หมู่บ้าน ซึ่งประกอบด้วย อ.เมือง อ.ควนขนุน อ.ศรีบรรพต อ.ศรีนครินทร์ อ.ป่าพะยอม อ.กงหรา อ.เขาชัยสน และ อ.บางแก้ว โดย อ.เมือง ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

        ต่อมาน้ำท่วมได้ขยายวงกว้างเพิ่มเป็น 10 อำเภอ คือ อ.ตะโหมด และ อ.ป่าบอน ระดับน้ำเฉลี่ยสูงกว่า 1.20 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนกว่า 18,000 ครัวเรือน นอกจากนี้ได้เกิดโคลนถล่มริมป่าเทือกเขาบรรทัด

        จ.นครศรีฯ ตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ 26 มีนาคม ฝนที่ตกลงมาตลอดหลายวันทำให้น้ำจากเทือกเขาไหลเข้าท่วมหลายอำเภอ ถนนบางเส้นทางถูกตัดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนเลียบตลิ่งไม่สามารถสัญจรได้ ระดับน้ำในเขตเทศบาลสูงประมาณ 30-50 กม. ทำให้การจราจรเป็นอัมพาตเกือบทั้งเมือง นอกจากนี้ได้มีการอพยพชาวบ้านใน อ.หัวไทร อ.สิชล อ.ท่าศาลา และ อ.พระพรหม

        การคมนาคมจากนครศรีธรรมราชไปยังกรุงเทพฯ ทั้งสายการบินและรถไฟไม่สามารถให้บริการได้ มีบริการเฉพาะรถปรับอากาศเท่านั้น

        จ.ตรัง น้ำท่วม 4 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.นาโยง อ.ห้วยยอด และ อ.วังวิเศษ รวม 10 ตำบล 300 หมู่บ้าน ที่ตำบลนาโยงเหนือ น้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรมากกว่า 500 ไร่ โดยเฉพาะหมู่1 ถึงหมู่8 ในตำบลนาโยงใต้ มีระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร ถนนเข้าหมู่บ้านรถเล็กไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ส่วนตำบลห้วยยอดและวังวิเศษมีระดับน้ำสูงประมาณ 20-50 ซม.

        วันที่ 27 มีนาคม ในหลายตำบลของอำเภอเมืองตรัง ระดับน้ำสูงประมาณ 50-70 ซม. ด้านถนนสายควนขัน-บางรัก มีระดับน้ำสูงประมาณ 30 ซม. รถเล็กสัญจรไปมาอย่างยากลำบาก โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาสิ่งขวางกั้นทางน้ำ ทำให้การระบายน้ำไหลสู่ที่ต่ำเป็นไปอย่างล่าช้า

        จ.ระนอง เวลา 03.30 น. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ได้เกิดน้ำป่าทะลักบริเวณ อ.กะเปอร์ ส่งผลให้สะพานทางเบี่ยงใน ถ.เพชรเกษม(ระนอง-ภูเก็ต) ถูกน้ำเซาะขาด ทำให้การจราจรไม่สามารถผ่านไปมาได้ ทางชาวบ้านและหน่วยงานในพื้นที่ได้เร่งซ่อมแซม

        จ.ชุมพร เวลา 05.00 น. ของวันที่ 27 มีนาคม ได้เกิดน้ำป่าไหลหลากบริเวณ อ.พะโต๊ะ ส่งผลให้สะพานเส้นทางระนอง-หลังสวน ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ แขวงการทางพะโต๊ะได้ขอสนับสนุนมายังจังหวัดเพื่อให้ช่วยส่งเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

        ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 มีนาคม จังหวัดชุมพรได้รับรายงานว่ามีพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยรวม 7 อำเภอ 38 ตำบล 334 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อนร่วม 37,000 คน ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 30 ล้านบาท โดยอำเภอที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ อำเภอหลังสวน

        "แผ่นดินไหวในพม่า" เมื่อวันที่ 24 มีนาคม เวลา 20.55 น. ขนาด 6.7 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ทางตะวันออกของรัฐฉาน ใกล้กับชายแดนไทยและลาว โดยมีจุดเกิดแผ่นดินไหวลึกลงไปใต้ดิน 10 กม. และเกิดขึ้นตามมาอีก2ครั้ง ซึ่งเป็นเขตมุดตัวของเปลือกโลก ระหว่างแผ่นดินโด-ออสเตรเลียน และแผ่นดินยูเรเซียน โดยมีสาเหตุมาจากรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกตั้งแต่ที่ราบสูงยูนนาน-กุ้ยโจว ลงมาถึงทางภาคเหนือของประเทศไทย

        โดยแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายเมืองของพม่า ตั้งแต่ตองยี พะโค ชเวยิน ตองอู มัณฑะเลย์ และเนย์ปิดอว์..เมืองหลวงของพม่า โดยเฉพาะที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก สามารถรับรู้ได้มากที่สุด และแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายประเทศ เช่น ทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย เวียงจันทร์ของประเทศลาว ฮานอยของประเทศเวียดนาม และแคว้นสิบสองปันนาของประเทศจีน

        สำหรับประเทศไทยในวันเวลาเดียวกัน ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นทั่วทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย โดยภายในตัวเมืองรู้สึกถึงการสั่นสะเทือนได้ครั้งแรกในเวลา 20.55 น. และครั้งที่ 2 ในเวลา 21.30 น. โดยแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นครั้งละประมาณ 5 วินาที ในครั้งแรกที่ประชาชนเริ่มรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ได้เริ่มหนีออกมาอยู่นอกตัวอาคารบ้านเรือนกันจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ภายในตึกสูง เช่น อพาร์ทเม้นท์ และหอพัก ผลของการเกิดแผ่นดินไหวส่งผลให้ไฟฟ้าในหลายจุดดับลง และเป็นปกติได้ในเวลาไม่นานนัก

        ในขณะเดียวกัน แรงสั่นสะเทือนได้ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนหลายจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ น่าน ลำปาง พิษณุโลก ลำพูน แพร่ พะเยา และในภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ โดยพื้นที่ในกรุงเทพฯรับรู้แรงสั่นสะเทือนในอาคารสูงบริเวณอโศก พระรามเก้า สีลม บางรัก รัชดา ประตูน้ำ และอีกหลายจุด ส่งผลให้พนักงานที่ยังทำงานอยู่วิ่งหนีออกมานอกอาคาร เช่น ผู้ที่ทำงานในตึกจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่เพลส (ตึกแกรมมี่) ชั้น37 พบเห็นโคมไฟโยก มู่ลี่โยก เมื่อยืนขึ้นก็เกิดอาการมึนๆ ผู้ที่อยู่ชั้น10..บนตึกมาลีนนท์(ที่ทำการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3) ไฟห้อยบนตึกโยกอย่างแรง เห็นได้ชัดถึงการสั่นไหว และรู้สึกปวดหัวมาก ขณะที่อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ชั้น13 ที่เป็นสำนักงานชั่วคราวของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย พบโคมไฟโยกอย่างเห็นได้ชัด ที่จังหวัดนนทบุรี ผู้ที่อยู่ที่ตึกของโรงพยาบาลนนทเวช ชั้น16 รับรู้ถึงแรงสั่น เช่นเดียวกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชั้น11 และผู้ที่อยู่คอนโดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องอพยพลงมาชั้นล่างเพื่อความปลอดภัย

        จากเหตุการณ์นี้ได้เกิดผลกระทบในประเทศไทยหลายแห่ง เช่น


"ภัยแล้งในอีสานบ้านเรา"

        "โบราณสถานเชียงแสน" จ.เชียงราย เป็นจุดที่พบความเสียหายมากที่สุด คือ "พระธาตุเจดีย์หลวง" ที่ยอดพระธาตุตั้งแต่ระฆังคว่ำด้านบนสุดความยาวประมาณ 3 เมตร หักโค่นลงมากระทบกับเจดีย์เล็ก ที่ตั้งอยู่ใกล้ฐานของพระธาตุเจดีย์หลวง จนทำให้แตกหักทั้งยอดเจดีย์และพระธาตุองค์เล็ก และพบรอยแตกร้าวที่องค์พระธาตุ นอกจากนี้ยังมีการพังทลายของอิฐและคอนกรีตฉาบด้านนอกเป็นโพลงขนาดใหญ่ และที่"พระธาตุจอมกิตติ" ยอดฉัตรของพระธาตุหักเอียงลงมา มีรอยร้าวรอบองค์พระธาตุ และแผ่นทองหุ้มพระธาตุบิดตัวและร่วงหล่น รวมถึงกระเบื้องหลังคาวัดและยอดกาแลที่ตกลงมาแตกเสียหาย

        "พระพุทธนวล้านตื้อ" หรือพระเชียงแสนสี่แผ่นดิน เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ริมแม่น้ำโขง บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ พบองค์พระมีรอยร้าวบริเวณพระเศียรด้านหลัง เส้นพระศก(เส้นพระเกศารูปก้นหอย)ร่วงหายไป 1 เส้น

        "วัดพระธาตุดอยเวา" อ.แม่สาย จ.เชียงราย ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร ห่างจากชายแดนพม่า 500 เมตร หอระฆัง8เหลี่ยม 6ชั้น ที่แสดงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เกิดการสั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าว และรอยแตกของผิวซีเมนต์กะเทาะเป็นชั้นๆ

        "วัดภูมินทร์" จังหวัดน่าน จิตรกรรมฝาผนังรูปภาพยักษ์มาทำร้ายแม่ของคันธนกุมาร บริเวณประตูขึ้นทางทิศเหนือของวิหารของวัด ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว ผนังตัวพระวิหารโดยรอบมีรอยแตกร้าวหลายจุด ทั้งภายนอกและภายในตัวพระวิหารพบเศษกระจกที่ใช้ประดับเชิงชายหลุดร่วง มีรอยผงปูนที่ฉาบตัวอาคารด้านนอกร่วงหล่น

        นอกจากนี้ยังทำให้เกิดรอยแผ่นดินแยกบริเวณถนนเลียบชายแดนไทย-พม่า ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยพบเป็นรอยร้าวกว้างประมาณ 50 ซม. ลึกเกือบ 1 เมตร เป็นระยะทางยาวกว่า 10 กม. บางจุดถนนทรุดตัวต่ำกว่าผิวถนนเดิมประมาณ 20 ซม.

        "แผ่นดินไหวในจังหวัดฟุกุชิมะ" ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 เมษายน เวลา 17.16 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) เป็นแผ่นดินไหวภายในแผ่นเปลือกโลก ความรุนแรง 6.6 โมเมนต์แมกนิจูด จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในแผ่นดิน ห่างจากเมืองอิวะกิไปทางตะวันตก 36 กม. และอยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 กม. ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่สร้างความเสียหายปานกลางเป็นวงกว้าง แผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวจำนวนมากที่เกิดขึ้นหลังแผ่นดินไหวในโทโฮะกุเมื่อวันที่ 11 มีนาคม และเป็นครั้งรุนแรงที่สุดที่มีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในแผ่นดิน

        แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นผลมาจากการเลื่อนปกติไปทางตะวันตกของอิวะกิ และทำให้เกิดดินถล่มในเขตภูเขาที่อยู่ติดกัน มีรายงานการเกิดอัคคีภัยบางแห่ง และบ้านเรือนราว 220,000 ครัวเรือน ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ถึงแม้ว่าจะมีประกาศเตือนภัยสึนามิในท้องถิ่น แต่ก็ไม่มีรายงานคลื่นขนาดใหญ่ผิดปกติ

        "แผ่นดินไหวในลอร์กา" ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 18.47 น.(ตามเวลาท้องถิ่น) ขนาด 5.1 โมเมนต์แมกนิจูด โดยมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวลึกลงไปเพียง 1 กม. ใกล้กับเมืองลอร์กา ทำให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ชาวเมืองและทำให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก และสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่อาคารเก่าแก่ของเมือง เช่น หอคอยเอสโปลองแห่งปราสาทลอร์กา เป็นต้น มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และกว่า 100 คน ได้รับบาดเจ็บ นับได้ว่าเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในสเปนนับตั้งแต่ปี 2499

ดิน น้ำ ลม ไฟ มหันตภัยทางธรรมชาติ และภัยพิบัติของของมนุษย์

        นอกเหนือไปจากภัยธรรมชาติที่ได้คร่าชีวิตมนุษย์ไปเป็นจำนวนมากตามที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่เราต้องล้มหายตายจากไปปีละไม่น้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ว่าภัยที่เกิดขึ้นไม่ว่ากับคนหรือโลกเรา ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากดิน น้ำ ลม และไฟ เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น พูดง่ายๆว่าโลกป่วยหรือคนป่วยก็เป็นผลมาจาก"ดิน น้ำ ลม และไฟ"นี่แหละ

        เหตุที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะว่าในร่างกายคนเรานั้นประกอบด้วยธาตุ 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งธาตุแต่ละตัวจะต้องมีความสมดุลซึ่งกันและกัน สุขภาพจึงจะแข็งแรง หากมีธาตุใดธาตุหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป หรือเกิดธาตุแปรปรวนที่เรียกกันว่า"ธาตุพิการ" ก็จะก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ตั้งแต่ระดับธรรมดาไปจนถึงขั้นล้มหมอนนอนฟูก และท้ายสุดก็นอนในโลง ส่วนโลกของเราก็มีดิน น้ำ ลม และไฟ เป็นส่วนประกอบในธรรมชาติ ซึ่งก็ต้องมีความสมดุลเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นแล้วก็จะก่อให้เกิดภัยพิบัติต่างๆอย่างที่เห็นๆกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแค่ฝนตกฟ้าร้องธรรมดาๆไปจนถึงแผ่นดินไหวในนิวซีแลนด์ หรือคลื่นยักษ์สึนามึที่ถล่มประเทศญี่ปุ่น

        สำหรับธาตุต่างๆในร่างกายคนเรา ทางการแพทย์แผนไทยได้จำแนกไว้ว่า"ธาตุดิน"หรือที่เรียกว่า"ปถวีธาตุ" หมายถึง อวัยวะส่วนที่เป็นโครงสร้างและมีคุณสมบัติไปในทางแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน เนื้อ หนัง กระดูก รวมถึงส่วนที่เป็นหัวใจและตับไตไส้พุง ส่วน"ธาตุน้ำ"หรือ"อาโปธาตุ" ได้แก่ ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น น้ำดี เสลด เหงื่อ น้ำตา และน้ำลาย เป็นต้น ด้าน"ธาตุลม"หรือ"วาโยธาตุ" ก็คือพลังขับดันภายในที่มีการเคลื่อนไหวหมุนเวียนในร่างกาย เช่น ลมที่พัดอยู่ในลำไส้ กระเพาะ และลมหายใจเข้าออก เป็นต้น และ"ธาตุไฟ"หรือ"เตโชธาตุ" ก็คือพลังงานที่ทำให้เกิดความอบอุ่น และการเผาไหม้ในร่างกาย เช่น ไฟสำหรับย่อยอาหาร เป็นต้น

        ดังนั้นหากธาตุในร่างกายผิดปกติขึ้นเมื่อใด คนเราก็จะเกิดอาการต่างๆปรากฏให้เห็น เช่น ถ้าธาตุไฟมากไป ก็อาจก่อให้เกิดอาการหงุดหงิด โมโหง่าย หรือเป็นไข้ตัวร้อน ถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับธาตุลมก็อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืด อยากจะเป็นลม หรือเกิดอาการปวดศีรษะ หรือถ้าเป็นโรคที่เกี่ยวกับธาตุน้ำไม่ปกติ ก็จะมีอาการอย่างเช่น เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล คอแห้ง ยิ่งถ้าส่วนที่เป็นธาตุดินเกิดปัญหา อาการก็จะค่อนข้างหนักหรือสาหัสสักหน่อย เช่น เป็นโรคกระดูกผุ กระดูกพรุน หรือโรคหัวใจ เป็นต้น ผลก็คืออาจจะทำให้พิการหรือตายได้ง่ายๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าธาตุทั้ง4 อันเป็นส่วนประกอบของคนเรา ล้วนเป็นบ่อเกิดแห่งภัยของตัวเราทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงสอนมนุษย์ให้รู้จักปลงอนิจจังว่าสังขารทั้งหลายล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน

        หันมาดูด้านธรรมชาติที่เป็นส่วนประกอบของโลกบ้าง เราจะเห็นว่าแม้โลกจะมีส่วนประกอบกลับกันกับร่างกายของคนเรา คือ มีส่วนที่เป็นของเหลว ได้แก่ น้ำ มากกว่าส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น ดิน หรือหิน อย่างที่เราเคยเรียนภูมิศาสตร์มาแล้วว่าโลกมีน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน แต่หากส่วนหนึ่งส่วนใดของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเสียสมดุลเมื่อไร ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองหรือเกิดจากน้ำมือมนุษย์ ภัยธรรมชาติอันหลากหลายรูปแบบก็จะบังเกิดขึ้น และก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งถ้ามีผลรุนแรงมาก เราก็มักจะเรียกมันว่า"มหันตภัย" สำหรับภัยธรรมชาติที่เกิดจากดิน น้ำ ลม และไฟบนโลกของเราใบนี้ มีอยู่มากมาย อาทิเช่น

        ภัยที่เกิดจากดิน ได้แก่ “โคลนถล่ม”(Landslide) ถือเป็นภัยธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นตามเชิงเขาหลังฝนตกหนัก ทำให้น้ำซึมลงใต้ดินอย่างรวดเร็ว และเมื่อต้องอุ้มน้ำจนอิ่มตัว ก็มีผลให้แรงเกาะยึดระหว่างมวลดินน้อยลง จนที่สุดก็เกิดการไหลเลื่อนของดินมาตามไหล่เขากลายเป็นดินถล่ม นอกจากนี้แล้วอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโคลมถล่มได้ก็คือ การตัดไม้ทำลายป่า จนทำให้ไม่มีรากไม้ไปยึดดิน เมื่อเกิดการเขยื้อนเคลื่อนไหวดินบริเวณนั้น มันเลยถล่มลงมา ข้อสังเกตหรือสิ่งบอกเหตุว่าอาจจะเกิดโคลนถล่มลงมาก็คือ หากที่ใดมีฝนตกหนักมาก แล้วน้ำในลำห้วยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือน้ำมีการเปลี่ยนเป็นสีของดินภูเขา หรือมีเสียงอื้ออึงผิดปกติมาจากภูเขาหรือลำห้วย ควรจะหนีออกจากพื้นที่นั้นทันที ซึ่งในบ้านเราก็มีเหตุการณ์โคลนถล่มมาแล้ว เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2549 เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมเฉียบพลัน ทำให้ดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 100 ราย และเมื่อปี พ.ศ.2544 ก็เกิดน้ำป่าโคลนถล่มที่อำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 500 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน

        นอกจากโคลนถล่มแล้ว ยังมีกรณีภูเขาไฟระเบิดและหิมะถล่ม ซึ่งบ้านเราไม่มี แต่ที่เรารู้จักกันดี น่าจะเป็นแผ่นดินไหว(Earthquake)ที่เรียกกันว่า“ธรณีพิบัติภัย” หรือจะบอกว่าธรณีพิโรธก็ว่าได้ ซึ่งการเกิดแผ่นดินไหวนี้ เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน ตามตำราเขาบอกว่าเกิดจากการปลดปล่อยพลังงาน เพื่อระบายความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลัน เพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ โดยปกติจะเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อนภายในชั้นของเปลือกโลกที่อยู่ด้านนอกสุดของโครงสร้าง ซึ่งตามธรรมดาก็จะมีการเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆอยู่แล้ว แต่เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเกินไปก็จะเกิดแผ่นดินไหว หรือจะพูดง่ายๆว่า“แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก”นั่นเอง มีเพียงส่วนน้อยที่แผ่นดินไหวเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ จีน หรืออินเดีย


"น้ำท่วมในออสเตรเลีย"

        การวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหว จะมี 2 มาตรา คือ “มาตราริกเตอร์”ที่ได้ยินบ่อยๆ อันเป็นการวัดขนาดและความสัมพันธ์ของขนาดโดยประมาณกับความสั่นสะเทือนใกล้กับศูนย์กลาง เช่น ถ้ามีขนาด 1-2.9 เล็กน้อย คนจะรู้สึกถึงการมาของคลื่น มีอาการวิงเวียนบ้างในบางคน แต่ถ้าเป็นขนาด 6-6.9 จะรุนแรงมาก อาคารเสียหายหรือพังทลายลงมาได้ ส่วน“มาตราเมอร์แคลลี่”จะเป็นการวัดโดยจัดอันดับและลักษณะความรุนแรงโดยการเปรียบเทียบ เช่น อันดับ1..ถือว่าอ่อนมาก คนจะไม่รู้สึก ต้องวัดโดยเครื่องมือเฉพาะเท่านั้น ถ้าอันดับ5..คนส่วนใหญ่จะรู้สึก ของเบาๆในบ้านจะเริ่มแกว่งไกว ถ้าอันดับ10..อาคารจะพัง และรางรถไฟถึงหักงอเสียหายได้ เป็นต้น

        วิธีปฏิบัติเวลาเกิดแผ่นดินไหว ข้อแรก..ต้องตั้งสติให้มั่น พยายามหลบในที่แข็งแรงปลอดภัย เช่น ใต้โต๊ะ/เตียง เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งปรักหักพังร่วงลงมา แต่ควรดูด้วยว่าโต๊ะ/เตียงนั้นแข็งแรงพอที่จะไม่หักมาทับเราอีกที นอกจากนี้อย่าอยู่ใต้คานหรือที่ที่มีน้ำหนักมาก อย่าทำสิ่งใดให้เกิดประกายไฟ หากอยู่ในรถ..ให้รีบหยุดรถ แล้วรอจนกว่าแผ่นดินจะหยุดไหว ไม่ควรใช้ลิฟต์ เพราะอาจติดอยู่ภายใน ทางที่ดีควรรีบออกจากอาคาร โดยเฉพาะอาคารที่ชำรุด และควรสวมรองเท้าเพื่อป้องกันเศษแก้ว เศษกระเบื้อง หรือของมีคม และถ้าเป็นไปได้ให้เปิดวิทยุรับฟังข่าวสารและคำแนะนำจากทางการว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป ซึ่งแม้บ้านเราจะยังไม่เจอธรณีพิบัติภัยร้ายแรงอย่างที่อื่น แต่ก็ควรรู้แนวทางปฏิบัติไว้บ้าง ซึ่งประเทศญี่ปุ่นน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในขณะนี้

        สำหรับภัยอันมีสาเหตุจากน้ำหรือที่เราเรียกว่า“อุทกภัย”(Flood)นั้น ก็มีหลายอย่าง ได้แก่ น้ำท่วม น้ำป่า และคลื่นสึนามิ เป็นต้น ซึ่งการเกิดน้ำท่วมโดยทั่วไปก็มักจะเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน แล้วบางทีก็มีน้ำทะเลหนุน ทำให้น้ำไม่มีทางไป จึงล้นท่วมบ้านเรือนเสียหาย ส่วนน้ำป่าก็เกิดจากฝนตกหนักเช่นเดียวกัน แต่มักเกิดบนภูเขา หรือต้นน้ำลำธารในป่า แล้วไหลบ่าลงที่ราบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีต้นไม้ช่วยดูดซับ หรือชะลอกระแสน้ำ ส่วนคลื่นสึนามิ..เมืองไทยเพิ่งจะรู้จักและเจอของจริงเมื่อปี พ.ศ.2547 นี้เอง

        คำว่า"สึนามิ"(Tzunami) เป็นภาษาญี่ปุ่น มีความหมายว่า"คลื่นที่ท่าเรือ หรือคลื่นชายฝั่ง" เป็นคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในญี่ปุ่น โดยมีจุดกำเนิดอยู่ในเขตทะเลลึก ซึ่งมักปรากฏหลังแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ หรือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล หรือภูเขาไฟระเบิด แต่มีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า"บางครั้งอาจเกิดจากก้อนอุกกาบาตตกลงในมหาสมุทรก็ได้" โดยคลื่นสึนามินี้จะสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกล และเข้าทำลายชายฝั่งที่ห่างออกไปจากจุดกำเนิดได้นับพันกิโลเมตร ดังล่าสุดที่เราได้เห็นจากประเทศญี่ปุ่น

        ส่วนภัยที่เกิดจากลม หรือที่เรียกกันว่า“วาตภัย”(Storms) ก็มีหลายระดับ โดยระดับธรรมดาที่ไม่ค่อยก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก ก็มีพายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน ที่ทำให้ฝนตกโดยทั่วไป แต่ถ้าเป็นพายุไต้ฝุ่น ที่มีความเร็วของลมตั้งแต่ 65 น็อต หรือ 118 กม./ชม. ก็เริ่มจะมีพิษสงเพิ่มขึ้น ชนิดถอนรากถอนโคนต้นไม้ได้ และหากเป็นทอร์นาโด(Tornado)อันเป็นพายุที่เกิดจากการหมุนของอากาศ ก็จะมีพลังทำลายที่สูงมาก เพราะมีความเร็วได้ถึง 500 กม./ชม. ซึ่งพายุทอร์นาโดนี้เกิดจากลมร้อนและลมเย็นมาเจอกัน จนก่อให้เกิดลมหมุน และเมื่อหมุนในระดับที่ไม่คงที่ ทำให้ปลายข้างหนึ่งลงมาสัมผัสพื้น ก็เลยเกิดเป็นทอร์นาโดขึ้น ซึ่งเราคงเคยเห็นในภาพยนตร์กันมาบ้างแล้ว มีลักษณะเป็นลมหมุนรูปกรวย พายุนี้มักจะเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะสภาพภูมิประเทศของเขาเอื้อให้เกิดลมร้อนและลมเย็นมาปะทะกันในที่ราบ

        นอกจากนี้คลื่นพายุซัดฝั่ง(Storm Surges)ก็เป็นภัยที่เกิดจากลม คือ เกิดจากความแรงของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง โดยมีความรุนแรงในรัศมีประมาณ 100 กม./ชม. เช่นปี 2505 เกิดที่ชายฝั่งแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช , ปี 2548 พายุแคทรีนาซัดกระหน่ำฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯเป็นวงกว้าง 230,000 ตร.กม. หรือเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศไทย

        สำหรับพายุฝนฟ้าคะนอง(Thunder Storm)ในไทย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ มักเกิดเป็นพายุลมหมุนหรือพายุงวงช้าง ซึ่งมีลมรุนแรงมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ

        และภัยแล้งหรือ"ทุพภิกขภัย"(Droght) เป็นภัยที่เกิดจากลมเช่นกัน คือ เป็นสภาพที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล สำหรับประเทศไทยนั้น..ภัยแล้งส่วนใหญ่เกิดจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านน้อยเกินไป หรือลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังอ่อน ทำให้สภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ปัจจุบันอาจเกิดสภาพที่เรียกว่าปรากฏการณ์"เอลนิโญ่"(El Nino) หรือปรากฏการณ์ที่ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้อ่อนกำลังลง ไม่สามารถพัดพาความชุ่มชื้นจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่หมู่เกาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

        และภัยสุดท้ายอันเกิดจากไฟ ว่ากันว่าเป็นภยันตรายที่เกิดได้ 2 ลักษณะใหญ่ คือ ธรรมชาติ และฝีมือของมนุษย์

        ไฟป่า(Forest Fire)ที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น เกิดจากฟ้าผ่า หรือการเสียดสีกันของต้นไม้แห้ง เป็นต้น ส่วนไฟป่าจากฝีมือมนุษย์..เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า เผากำจัดวัชพืช เผาไร่ ฯลฯ โดยข้อมูลการดับไฟป่าตั้งแต่ปี 2528-2545 มีไฟป่าเกิดขึ้นในประเทศไทยมากถึง 105,169 ครั้ง

        ส่วนไฟที่เกิดจากมนุษย์ หรือเรียกว่า"อัคคีภัย"นั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ เกิดจากความตั้งใจ และเกิดจากความประมาทเลินเล่อหรือขาดความระมัดระวัง

        สาเหตุที่เกิดจากความตั้งใจ ได้แก่ การลอบวางเพลิง หรือการก่อวินาศกรรม อันมีเหตุจูงใจต่างๆนานา เช่น หวังเงินประกัน มีความโกรธแค้นกับเจ้าของบ้าน หรือเป็นโรคจิต เป็นต้น

        ส่วนสาเหตุที่เกิดจากความประมาท เช่น จุดบุหรี่สูบในที่ไวไฟ หรือทำสะเก็ดไฟจากการเชื่อมโลหะไปตกในกองไม้หรือผ้าที่เป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้อัคคีภัยยังอาจเกิดจากปฏิกิริยาของสารเคมีบางชนิด อย่างโซเดียม โปแตสเซียม หรือฟอสฟอรัสที่สัมผัสกับน้ำ หรือวัสดุอื่นๆที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ หรืออาจเกิดจากการลุกไหม้ด้วยตัวเองของสารบางชนิด เช่น ถ่านหิน ขยะ หรือหญ้าแห้ง เป็นต้น

        ภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยมีหลายรูปแบบ แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่า และโคลนถล่ม นอกจากนี้ยังมีภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้าหามนุษยชาติ นั่นคือ"ภัยโลกร้อน"

        ศูนย์วิจัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า"ภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำถือเป็นฆาตกรหมายเลข1ของโลก และของประเทศไทย" ตัวเลขความสูญเสียจากภัยธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับน้ำในปี 2533 ประมาณ 6 พันล้านบาท เวลาผ่านไป 10 ปี ในปี 2543 ความเสียหายเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า หรือเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านบาท

        ภัยธรรมชาติที่กำลังรุนแรงมากขึ้นนั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2553 แต่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็มีการประเมินอย่างชัดเจนว่าภัยธรรมชาติจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง เช่น ตลอดครึ่งปีหลังของปี 2546 เกิดอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง น้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางที่สุดถึง 44 จังหวัด ต่อมาปี 2547 ก็เกิดเหตุน้ำท่วมและดินถล่มในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่สถานการณ์ด้านภัยแล้งส่อเค้ารุนแรงตั้งแต่ต้นปี 2547 โดยพบว่าน้ำในเขื่อน 20 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณลดต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี

        โดยเขื่อนแต่ละแห่งมีน้ำเฉลี่ยเพียงร้อยละ 50-60 กระทั่งปี 2548 ปรากฏว่าภัยแล้งส่อเค้ารุนแรงและยาวนานขึ้น โดยเฉพาะใน จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง ได้เผชิญวิกฤติขาดแคลนน้ำอย่างหนัก เพราะเป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงงานต้องการใช้น้ำในปริมาณมหาศาล ขณะที่ชาวบ้านก็ต้องการน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งทำการเกษตร

        สำหรับไฟป่าเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเกือบทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เนื่องจากฝีมือมนุษย์ที่เผาวัชพืชหรือเผาไร่จนไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากไฟไหม้บริเวณชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แล้วลุกลามมายังป่าเมืองไทย เมื่อต้นปี 2550 เกิดไฟไหม้ป่ามากถึง 17 จังหวัด และเกิดปรากฏการณ์หมอกควันพิษปกคลุมอย่างรุนแรงถึง 5 จังหวัด

        ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 - 5 มีนาคม 2550 เกิดไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือมากที่สุดถึง 2,10 ครั้ง ทำให้พื้นที่ป่าเสียหาย 20,579 ไร่ นอกจากนี้สำนักงานวิจัยสภาพอากาศระหว่างประเทศ(IRI)ยังรายงานว่าสภาวะเอลนิโญ่ทำให้อากาศแห้งแล้งในไทย เป็นปัจจัยหนุนโอกาสในการเกิดไฟป่า โดยเฉพาะในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติและบนยอดดอยสูง เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นก็มีความยากลำบากมากในการเข้าดับ

        สำหรับมหันตภัยดินถล่มนั้น มีรายงานน่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยมีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มมากถึง 51 จังหวัด ในจำนวนนี้เป็นภาคเหนือถึง 15 จังหวัด , ภาคใต้ 14 จังหวัด(หรือทุกจังหวัดนั่นเอง) และที่เหลืออีก 22 จังหวัด กระจายอยู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

        ซึ่งชาวบ้านจำเป็นต้องมีความเข้าใจเรื่องดินถล่มให้มากขึ้น เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติด้วยตนเอง และควรสร้างเครือข่ายป้องกันในแต่ละพื้นที่ อนึ่งการจะดูว่าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม ให้นับจากความสูงของภูเขาหรือที่ลาดชันขึ้นไปอีก 10 เท่า เช่น เขาสูง 1 กม. พื้นที่เสี่ยงต่อดินถล่มก็จะนับห่างออกไปในระยะ 10 กม. เป็นต้น

        เมื่อเกิดธรณีพิบัติภัย อุทกภัย วาตภัย และอัคคีภัย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มักจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งสิ้น และแม้ภัยบางอย่างจะเป็นภัยจากธรรมชาติ แต่สาเหตุที่แท้จริงบางครั้งก็มีมนุษย์เราเป็นต้นเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่สำคัญเมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรงขึ้นเมื่อไร หรือที่ไหน สิ่งที่คนต้องเผชิญและเป็นผลกระทบต่อมาก็คือ“ทุพภิกขภัย” คือ ภัยที่เกิดจากข้าวยากหมากแพง ซึ่งขณะนี้ก็กำลังเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว วิธีแก้และป้องกันภัยทั้งหลายคงไม่มีอะไรดีไปกว่ายาตำราของในหลวง คือ ต้องรู้จักพอเพียง และเพียงพอในทุกเรื่อง เพราะเป็นความสมดุลที่จะช่วยแก้ได้ทั้งภัยภายในร่างกายที่เกิดจากการกินและใช้เกินพอดี และช่วยป้องกันภัยจากธรรมชาติ เนื่องจากเมื่อมนุษย์กินและใช้อย่างพอเหมาะพอควรเมื่อไร ก็จะไม่เบียดเบียนธรรมชาติจนเสียดุลยภาพ และเมื่อนั้นความสงบสุขของโลกและคนก็จะกลับคืนมา

        หมายเหตุ : ความคิดของผู้เขียนเป็นมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่คนอื่นๆอาจจะมองแตกต่างกันไปและมีเหตุผลที่ดีกว่า ดังนั้นบทความนี้จึงอาจไม่ใช่บทความที่ถูกต้องเสมอไป

        ส่วนกรณีที่นักวิชาการและนักโหราศาสตร์พยากรณ์ว่าจะเกิดเหตุสึนามินั้น ผู้เขียนอยากจะตะโกนป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่า"ในโลกนี้ไม่มีใครจะพยากรณ์ได้ และเท่าที่รู้มาหากเกิดสึนามิขึ้นมา กรมอุตุฯมีเครื่องมือที่สามารถตรวจจับได้ภายใน 5 นาที เพื่อที่จะเตือนภัยให้ประชาชนอพยพได้ แต่ข้อเสียก็คือ ทางการฯไม่เคยเตรียมพร้อมหรือซ้อมการอพยพให้แก่ประชาชนเลย รวมทั้งประชาชนทั่วไปก็นิ่งดูดาย ไม่ช่วยกันเรียกร้องให้ทางการฯจัดซ้อมอพยพ"

        และเหล่านักโหรพยากรณ์ชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าทั้งหลาย ที่ทำนายว่าจะเกิดสึนามินั้น ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า"สมัยโบราณนั้นจะใช้ไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจประชาชนและทหารที่จะไปออกรบ แต่เหตุใดขณะนี้กลับใช้สิ่งเหล่านี้มาทำลายขวัญกำลังใจประชาชน ถูกต้องแล้วหรือไม่? หรือว่าพวกเขาขาดแล้วซึ่งคุณธรรมและจริยธรรม"



 

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด (Travel Mart Co., Ltd.)
เลขที่ 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทรศัพท์.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1  โทรสาร.0-2640-0020
e-mail : info@e-travelmart.com
Website :  www.e-travelmart.com
(C) 2008 Travel Mart Co.,Ltd.