บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

“มรดกโลก 2019”

ป่าแก่งกระจาน

 

ในทุกปีสถานที่สำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมในประเทศต่างๆทั่วโลก จะได้รับการคัดเลือกจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Educational , Scientific and Cultural Organization) หรือเรียกสั้นๆว่า“ยูเนสโก”(UNESCO) ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น“แหล่งมรดกโลก”(World Heritage Sites)ที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลต่อมวลมนุษยชาติ

สำหรับแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการยอมรับในครั้งนี้มีทั้งหมด 29 แห่ง แบ่งออกเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 24 แห่ง , แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 4 แห่ง และแหล่งมรดกโลกแบบผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ 1 แห่ง


แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 


ได้รับการประกาศในปี 2019 เป็นจำนวน 24 แห่ง ได้แก่

  1. แหล่งผลิตเหล็กในประเทศบูร์กินาฟาโซ(Ancient ferrous metallurgy sites of Burkina Faso) เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณในการผลิตเหล็ก ซึ่งกระจายตัวอยู่ในหลายๆจังหวัดของประเทศบูร์กินาฟาโซ ซึ่งหลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งบอกว่ามีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 ก่อนสามัญศักราช แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการผลิตเหล็กในประเทศบูร์กินาฟาโซ โดยปัจจุบันยังคงเหลือให้เห็นเตาเผาเหล็กธรรมชาติ

  1. เมืองโบราณเหลียงจู่(Archaeological Ruins of Liangzhu City) ตั้งอยู่ริมคุ้งแม่น้ำแยงซีเกียง ในเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เป็นเมืองโบราณที่เพิ่งถูกค้นพบ และจากหลักฐานต่างๆที่ทิ้งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุ แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมากในอดีตกาลมากว่า 5,000 ปี เลยทีเดียว คืออยู่ในช่วง 3,300-2,300 ปีก่อนสามัญศักราช ปัจจุบันประเทศจีนมีแหล่งมรดกโลกรวมกันถึง 55 แห่ง ซึ่งมากที่สุดในโลกเท่ากับประเทศอิตาลี

  1. นครบาบิโลน(Babylon) ประเทศอิรัก เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ในยุคเมโสโปเตเมีย(Mesopotamia) มีอายุกว่า 4,000 ปี ซึ่งอยู่ระหว่าง 626-539 ปีก่อนสามัญศักราช ในอดีตเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมโบราณโลก คำว่า“เมโสโปเตเมีย”เป็นคำที่มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คำ คือคำว่า meso แปลว่า กลาง และคำว่า potamia แปลว่า แม่น้ำ ความหมายก็คือ“ดินแดนระหว่างแม่น้ำ” โดยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรทีสตอนล่าง ด้วยภูมิประเทศเช่นนี้จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ผู้คนจากหลากหลายอาณาจักรล้วนเดินทางมายังดินแดนบริเวณนี้เพื่อทำมาหากิน และสร้างอารยธรรมของตัวเอง

ปัจจุบันตั้งอยู่ห่างจากเมืองแบกแดดไปทางตอนใต้ราวๆ 85 กิโลเมตร นครแห่งนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองของอิรักที่ยืดเยื้อมานาน และเพิ่งจะได้รับการบูรณะไปเมื่อเร็วๆนี้ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมือง ประตูเมืองอิชตาร์(Ishtar Gate) พระราชวัง และสถานที่สำคัญทางศาสนา

  1. เมืองพุกาม(Bagan) ประเทศเมียนมาร์ เป็นเมืองโบราณและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเมียนมาร์ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงราวๆคริสต์ศตวรรษที่ 11-13 ได้สมญานามว่า“เมืองแห่งทะเลเจดีย์”หรือ“ดินแดนแห่งเจดีย์ 4,000 องค์” ด้วยมีเจดีย์และวัดวาอารามต่างๆตั้งอยู่รายรอบหลายพันองค์ กลายเป็นทะเลเจดีย์ที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและน่าศรัทธา

  1. แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ Budj Bim (Budj Bim Cultural Landscape) รัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชาว Gunditjmara ชาวพื้นเมืองหนึ่งในกลุ่มของชนเผ่าอะบอริจิน ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวก็มีทั้งภูเขาไฟ ทะเลสาบ และยังมีภูมิปัญญาที่น่ายกย่องอย่างเรื่องของการจัดการน้ำ และการสร้างที่ดักปลาไหล มีมามากกว่า 6,000 ปีแล้ว

  1. กลุ่มคริสตสถานโบราณ เมืองปัสคอฟ(Churches of the Pskov School of Architecture) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศรัสเซีย เป็นกลุ่มคริสตสถานโบราณ อันประกอบด้วยโบสถ์ มหาวิหาร อาราม ป้อมปราการ และอาคาร ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของสถาปัตยกรรม สร้างในช่วงศตวรรษที่ 12 โดยได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมของจักรวรรดิไบแซนไทน์และนอฟโกรอด

  1. เนินฝังศพของชาวดิลมัน(Dilmun Burial Mounds) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศบาห์เรน สร้างขึ้นในช่วง 2,050-1,750 ปีก่อนสามัญศักราช หรือเมื่อ 4,000 ปีก่อน เป็นสุสานโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ตั้งอยู่บนเนินดินเกือบ 12,000 เนิน และมีหลุมฝังศพกระจายตัวอยู่ทั่วไปรวมแล้วมากกว่า 11,774 หลุม

  1. เขตเหมืองเก่าแอร์ซเกเบียร์(Erzgebirge/Krusnohori Mining Region) ครอบคุลมพื้นที่บริเวณชายแดนทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเยอรมนีกับทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเช็ก เป็นเหมืองแร่เงินที่มีการสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12-20 มีความรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงปี 1460-1560 จนกระทั่งในศตวรรษที่ 19 ที่นี่ได้กลายเป็นแหล่งผลิตยูเรเนียมรายใหญ่ของโลก

  1. เมืองเชคีย์และพระราชวังข่านเชคีย์(Historic Centre of Sheki with the Khan’s Palace) ประเทศอาเซอร์ไบจาน เป็นพระราชวังเก่าแก่และพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชคีย์ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเทือกเขาคอเคซัส โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงาม สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18 ประกอบไปด้วยพระราชวังข่านเชคีย์ สุเหร่า โบสถ์ โรงแรม และหมู่บ้านโบราณ

  1. เมืองชัยปุระหรือเมืองจัยเปอร์(Jaipur) รัฐราชสถาน ประเทศอินเดีย เป็นเมืองเก่าแก่และมีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรม สร้างขึ้นในปี 1727 โดยมหาราชาสวาอี ชัยสิงห์ที่ 2(Sawai Jai Singh II. Unlike) สถานที่สำคัญต่างๆนั้นจะมีสถาปัตยกรรมแบบ Vedic ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ป้อมปราการ ประตูเมือง และอาคารบ้านเรือนต่างๆ อีกทั้งยังมีการทาสีทั่วทั้งเมืองให้เป็นสีชมพู เพื่อต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งเวลส์ที่เสด็จมาเยือนในปี ค.ศ.1876 จนได้รับสมญานามว่า“นครสีชมพู”

  1. หอดูดาว Jodrell Bank (Jodrell Bank Observatory) ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมือง Macclesfield ประเทศอังกฤษ เป็นหอดูดาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอันดับต้นๆของโลก สร้างขึ้นในปี 1945 โดย Bernard Lovell เริ่มแรกนั้นใช้ในการทำวิจัยเกี่ยวกับการตรวจจับรังสีคอสมิกด้วยเสียงสะท้อนจากเรดาร์ แม้ว่าจะสร้างมายาวนานแล้ว แต่ก็ยังคงใช้งานอยู่ รวมไปถึงกล้องโทรทรรศน์และอาคารต่างๆก็ยังเปิดใช้งานได้ ซึ่งปัจจุบันก็มีส่วนในการศึกษาเกี่ยวกับดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆด้วย

  1. เหมืองหินเหล็กไฟ(Krzemionki Prehistoric Striped Flint Mining Region) ประเทศโปแลนด์ ตั้งอยู่บนภูเขาในจังหวัด Swietokrzyskie โดยมีลักษณะเป็นเหมืองแร่โบราณในยุค Krzemionki หรือราวๆช่วงยุคหินใหม่ถึงยุคสัมฤทธิ์(คือ ช่วง 3900-1600 ปีก่อนสามัญศักราช) ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำลายหินเหล็กไฟ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการทำขวาน นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุอีกกว่า 4,000 ชิ้น ที่พบในบริเวณเดียวกันด้วย

  1. ศูนย์เพาะพันธุ์และฝึกม้าหลวงสำหรับพระราชพิธีของราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค(Landscape for Breeding and Training of Ceremonial Carriage Horses at Kladruby nad Labem) ตั้งอยู่ในชุมชน Kladruby nad Labem ในเขต Pardubice ทางตะวันออกของกรุงปราก ประเทศเช็ก ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1579 เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกม้าและผสมม้าพันธุ์ Kladruber ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่และหายากมากที่สุดในโลก และโรงม้าแห่งนี้ก็ผสมพันธุ์ม้านี้มายาวนานมากกว่า 400 ปี โดยม้าพันธุ์ดังกล่าวจะถูกใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญต่างๆมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮาพส์บวร์ค(Habsburg Imperial)

  1. พื้นที่ไร่องุ่น และบ่มไวน์โพรเซ็กโก้(Le Colline del Prosecco di Conegliano e Valdobbiadene) ตั้งอยู่ทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี เป็นพื้นที่ผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ประกอบไปด้วยไร่องุ่นแบบนาขั้นบันไดที่เรียกว่า Ciglioni โรงบ่มไวน์ เนินเขา Hogback หมู่บ้านเล็กๆ ฟาร์ม และวิวทิวทัศน์ที่งดงาม

  1. ทุ่งไหหินในที่ราบสูงเชียงขวาง(Megalithic Jar Sites in Xiengkhuang) ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว เป็นแหล่งโบราณคดีซึ่งเป็นที่ตั้งของหินใหญ่(Megalith)ที่กระจัดกระจายไปทั่วที่ราบสูงเชียงขวาง ประกอบด้วยหินใหญ่รูปทรงคล้ายไหราวๆ 2,100 ไห นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าไหหินมีอายุเก่าแก่ย้อนกลับไปในยุคเหล็ก(Iron Age) โดยเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ใช้ในพิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ราวๆ 3,000 ปี มาแล้ว เพราะมีการค้นพบวัตถุเกี่ยวกับงานศพและเครื่องเคลือบรอบๆไหหิน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการศึกษายุคก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  1. สุสานโบราณโมซุ-ฟูรูอิจิ(Mozu-Furuichi Kofun Group: Mounded Tombs of Ancient Japan) ตั้งอยู่ในเมืองซาไก จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เป็นสุสานหินขนาดใหญ่ สร้างมาในช่วงระหว่างศตวรรษที่ 3-6 หรือราวๆยุคโคฟุง โดยมีรูปลักษณ์ที่สวยงามแปลกตา มีลักษณะเป็นเนินดินปกคลุมหลุมศพ 49 แห่ง เนินดินที่ว่านี้มีรูปทรงและขนาดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ“สุสานรูปรูกุญแจ” ที่ตั้งชื่อตามจักรพรรดินินโทกุ ต้องมองจากมุมสูงก็จะเห็นเป็นรูปทรงรูกุญแจตามชื่อ นับเป็นหลุมศพขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเชื่อกันว่ามีสุสาน 29 แห่ง เป็นที่บรรจุพระศพของอดีตพระจักรพรรดิ พระจักรพรรดินี และสมาชิกพระราชวงศ์ญี่ปุ่น นอกจากนี้ก็ยังพบโบราณวัตถุอื่นๆอยู่ด้วย

  1. เหมืองถ่านหินซาวาห์ลุนโต(Ombilin Coal Mining Heritage of Sawahlunto) ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในเมืองซาวาห์ลุนโต จังหวัดสุมาตราตะวันตก บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นเหมืองถ่านหินแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โอบล้อมด้วยเทือกเขาอันเขียวขจี มีความร่มรื่น และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์สมัยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศเนเธอร์แลนด์ มีอายุกว่า 100 ปี สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นเหมืองแร่ที่มีกระบวนการทำเหมืองแร่ถ่านหินที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในสมัยนั้น แรงงานก็จะเป็นผู้คนในท้องถิ่นและนักโทษชาวดัตช์

  1. แหล่งโบราณคดี Risco Caido (Risco Caido and the Sacred Mountains of Gran Canaria Cultural Landscape) ตั้งอยู่บนเกาะ Gran Canaria และ Risco Caido ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ นอกชายฝั่งทวีปแอฟริกา ใกล้กับซาฮาราตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความปกครองของประเทศสเปน ที่นี่โดดเด่นด้วยภูมิประเทศของภูเขาที่สวยงามแปลกตา มีลักษณะหุบเหว อันเกิดจากการก่อตัวของภูเขาไฟในอดีตที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และยังปรากฏหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่อาศัยของคนยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นวิหารและที่อยู่อาศัยในถ้ำ

  1. พระราชวังเมืองมาฟรา(Royal Building of Mafra-Palace, Basilica, Convent, Cerco Garden and Hunting Park) ประเทศโปรตุเกส ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลิสบอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราวๆ 30 กิโลเมตร สร้างโดย John V of Portugal ในปี ค.ศ.1711 สมัยพระเจ้าจอห์นที่5 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามในสไตล์โรมันผสมผสานอิตาเลียนบารอค ประกอบไปด้วยอาคารพระราชวัง โบสถ์หลวง อาราม ห้องสมุด สวน และสวนล่าสัตว์

  1. วิหารพระเยซู(Sanctuary of Bom Jesus do Monte in Braga) ตั้งอยู่บนภูเขา Mount Espinho ที่เมืองบรากา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสเตียนเยรูซาเลม สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่15 หรือกว่า 600 ปีมาแล้ว มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแปลกตาในสไตล์บารอค โดดเด่นด้วยบันไดรูปทรงซิกแซกไปมาที่ดูเป็นระเบียบงามตา เมื่อขึ้นมาเที่ยวชมด้านบนจะสามารถชมวิวเมืองบรากามุมสูงได้อย่างสวยงาม

  1. สถาบันโทซัน โซลวอน(Seowon, Korean Neo-Confucian Academies) ตั้งอยู่ในจังหวัดคยองซังเหนือในประเทศเกาหลีใต้ เป็นสถาบันการศึกษาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยราชวงศ์โชซอน(ประมาณศตวรรษที่ 15-19) มีอายุกว่า 400 ปี ประกอบด้วยอาคารเก่าแก่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีลักษณะเป็นโรงเรียนส่วนตัวที่เน้นการเรียนการสอนเกี่ยวกับวิชาการตามแบบฉบับขงจื้อสมัยใหม่ที่มีผลต่อวัฒนธรรมชาวเกาหลี โดยมีทั้งหมด 9 แห่งด้วยกัน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ได้แก่ Sosu-seowon (เมือง Yeongju จังหวัดคย็องซังเหนือ) , Byeongsan-seowon (เมืองอันดง จังหวัดคย็องซังเหนือ) , Dosan-seowon (เมืองอันดง จังหวัดคย็องซังเหนือ) , Oksan-seowon (เมืองคย็องจู จังหวัดคย็องซังเหนือ) , Dodong-seowon (เขต Dalseong จังหวัดแทกู) , Piram-seowon (เขต Jangseong จังหวัดช็อลลาใต้) , Namgye-sewon (เขต Hamyang จังหวัดคย็องซังใต้) , Museong-seowon (เมืองจุงอัพ จังหวัดชุงช็องเหนือ) และDonam-seowon (เมืองนอนซาน จังหวัดชุงช็องใต้)

  1. อาคาร 8 แห่งในสหรัฐอเมริกา(The 20th-Century Architecture of Frank Lloyd Wright) เป็นอาคารและตึกต่างๆที่ถูกออกแบบโดย“แฟรงก์ ลอยด์ ไรต์”(Frank Lloyd Wright) สถาปนิกชื่อก้องโลกในสมัยศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีแนวทางการออกแบบที่โดดเด่น เน้นให้สิ่งปลูกสร้างต่างๆเข้ากับบริบทของสิ่งแวดล้อมโดยรอบ อาคารที่อยู่ในรายชื่อมรดกโลกมีทั้งหมด 8 แห่ง ได้แก่ Fallingwater รัฐเพนซิลเวเนีย , Solomon R. Guggenheim Museum รัฐนิวยอร์ก , Taliesin West รัฐแอริโซนา , Unity Temple รัฐอิลลินอยส์ , Frederick C. Robie House รัฐอิลลินอยส์ , Taliesin รัฐวิสคอนซิน , Hollyhock House รัฐแคลิฟอร์เนีย และ Herbert and Katherine Jacobs House รัฐวิสคอนซิน

  1. ระบบบริหารจัดการน้ำของเมืองเอาก์สบูร์ก(Water Management System of Augsburg) ประเทศเยอรมนี มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 หรือ 700 ปีมาแล้ว ประกอบไปด้วยคลองต่างๆ หอเครื่องจักรสูบน้ำ ระบบน้ำพุ สถานีไฟฟ้าพลังน้ำ และนวัตกรรมต่างๆอันเกิดจากระบบการจัดการน้ำ เป็นการนำพลังงานน้ำมาใช้ในทางวิศวกรรม

  1. ภาพเขียนสีและภาพสลักหินยุคโบราณ(Writing-on-Stone / Aisinai pi) ตั้งอยู่ในเมืองเอเดน รัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา ใกล้กับชายแดนรัฐมอนแทนา ประเทศสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นหุบเขาหินทรายใกล้กับแม่น้ำ Milk ซึ่งมีรูปร่างสวยงามแปลกตาที่เรียกว่าhoodoo” โดยมีสิ่งที่สำคัญอยู่ก็คือ ภาพเขียนโบราณของชาวแบล็กฟุต(Blackfoot) ที่มีมาตั้งแต่ 1,800 ปีก่อนสามัญศักราช หรือมีอายุกว่า 3,000 ปี

แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ


ได้รับการประกาศในปี 2019 เป็นจำนวน 4 แห่ง ได้แก่

  1. French Austral Lands and Seas เป็นหมู่เกาะและท้องทะเลทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของประเทศฝรั่งเศส ประกอบไปด้วยหมู่เกาะโครเซตต์ หมู่เกาะแกร์เกแลน เกาะเซนต์พอล เกาะอัมสเตอร์ดัม และเกาะเล็กเกาะน้อยอีกกว่า 60 เกาะทางฝั่งแอนตาร์กติก ครอบคลุมพื้นที่ราวๆ 67 ล้านเฮกเตอร์ ไม่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างถาวร โดยเป็นแหล่งที่หลบพักอาศัยที่สำคัญของนกทะเลที่หนาแน่นที่สุดในโลกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในบริเวณท้องทะเลแถบนี้ โดยเฉพาะเพนกวินราชา(King penguin) เป็นนกเพนกวินขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากเพนกวินจักรพรรดิ และนกอัลบาทรอสจมูกเหลือง และด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากดินแดนแผ่นดินใหญ่ ทำให้พื้นที่เหล่านี้ควรได้รับการอนุรักษ์เพื่อการศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางชีวภาพและภูมิประเทศ

  1. ป่าฮีร์คาเนียน(Hyrcanian Forests) ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทางใต้ของทะเลแคสเปียนของประเทศอิหร่าน ทอดยาวไปตลอดชายฝั่งทะเลมากกว่า 850 กิโลเมตร โดยผืนป่าบริเวณนี้มีอายุมากถึง 25-50 ล้านปี มีความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณนานาชนิด นกในเขตป่าอบอุ่น สัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมนานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์ป่าหายากอย่างเสือดาวเปอร์เซีย และยังมีทัศนียภาพที่สวยงาม

  1. เขตรักษาพันธุ์นกอพยพในอ่าวปั๋วไห่(Migratory Bird Sanctuaries along the Coast of Yellow Sea-Bohai Gulf) ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเหลืองในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่ของ Jiangsu Dafeng National Nature Reserve , โซน Dongsha Experimental และบริเวณตอนกลางของ Jiangsu Yancheng National Nature Reserve เป็นระบบนิเวศน์แบบหาดเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีทั้งหนองน้ำและสันดอน จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอนุบาลของปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็งหลากหลายชนิด อันนำพาให้มีนกหายากและนกสายพันธุ์ต่างๆที่อพยพไป-มาในพื้นที่ทางเอเชียตะวันออกและออสเตรเลียเข้ามาพักอาศัย กลายเป็นสถานที่ชุมนุมของนกขนาดใหญ่

  1. อุทยานแห่งชาติ Vatnajökull (Vatnajökull National Park) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ มีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขาไฟ ครอบคลุมพื้นที่ราวๆ 1,400,000 เฮกตาร์ หรือราวๆ 14% ของประเทศ มีภูเขาไฟอยู่ 10 ลูก ซึ่ง 8 ใน 10 ลูกนี้เป็นภูเขาไฟกึ่งธารน้ำแข็ง ทำให้ที่นี่กลายเป็นพื้นที่ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังมีภูมิทัศน์ที่สวยงามน่าเที่ยวชม เช่น ทุ่งลาวา และแหล่งซากดึกดำบรรพ์ เป็นต้น

แหล่งมรดกโลกแบบผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติ


ได้รับการประกาศในปี 2019 เพียงแห่งเดียว ได้แก่ Paraty and Ilha Grande-Culture and Biodiversity ประเทศบราซิล โดย Paraty เป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่บริเวณริมชายฝั่งทะเลแอตแลนติกใต้ทางตะวันตกของเมืองริโอ เดอ จาเนโร เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน อาคารบ้านเรือนสวยงามน่าเที่ยวพักผ่อน ส่วน Ilha Grande เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่อยู่นอกชายฝั่งใกล้กับเมืองริโอ เดอ จาเนโร เป็นเกาะที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ มีสัตว์ป่าหายากที่กำลังถูกคุกคาม เช่น เสือจากัวร์ แพกการีปากขาว และลิงขนแมงมุม เป็นต้น


ความในใจของผู้เขียน


แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายที่“กลุ่มป่าแก่งกระจาน”(ประกอบไปด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,938,909.84 ไร่) ซึ่งไทยผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 3 มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นครั้งที่ 2 หลังจากปี พ.ศ.2560 มีปัญหาเรื่องการปักปันเขตแดนไทย-เมียนมาร์ จนต้องเลื่อนพิจารณามาแล้วรอบหนึ่ง สำหรับเหตุผลที่ประชุมฯครั้งนี้มีมติไม่รับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และให้เวลา 3 ปี เสนอเอกสารเพิ่มเติม เพื่อชี้แจงในข้อกังวล 3 เรื่องใหม่ คือ เรื่องขอบเขตพื้นที่ไทย-เมียนมาร์ , จัดทำพื้นที่เปรียบเทียบให้ชัดในการลดขนาดพื้นที่ และให้ดำเนินการข้อกังวลของชุมชนในพื้นที่ และหารือกับชุมชน

ป่าแก่งกระจานเป็นแหล่งดูนกที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย

                              อย่าเพิ่งเสียใจไปครับ ยังมีโอกาส ดีเสียอีกที่เราจะได้แก้ไขทั้ง3เรื่องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง : ข้อมูลและรูปภาพจาก https://whc.unesco.org/

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….