บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

“พืชและสัตว์ป่าชนิดใหม่ของไทย ปี 2019”


เส้นทางเดินสู่สันหนอกวัว อุทยานฯเขาแหลม

“ธรรมชาติ” เป็นระบบที่มีพลวัตร มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีรูปแบบที่สม่ำเสมอ ตัวอย่างเช่น ทะเลมีระดับน้ำขึ้นน้ำลงในแต่ละวัน ชายฝั่งทะเลมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากพลังงานของคลื่นลมและกระแสน้ำ ป่าไม้มีการรุกคืบของพืชบางชนิด และการถอยร่นของพืชอีกบางชนิด ภูเขามีการกัดกร่อนและถูกลมพัดพาให้เปลี่ยนรูปทรง ในบางกรณีการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น คลื่นสึนามิ(tsunami) เป็นพายุรุนแรงทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ มีอำนาจในการทำลายชายฝั่งอย่างมาก พายุก่อให้เกิดฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางไหลของแม่น้ำลำธาร พายุฝนตกหนักอาจก่อให้เกิดแผ่นดินถล่ม อาจเกิดไฟป่าทำให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของป่าอย่างเฉียบพลัน เป็นต้น

นอกจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติดังกล่าว กิจกรรมของมนุษย์ก็เป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมด้วยเช่นกัน มนุษย์เปลี่ยนแปลงสภาพป่าหรือท้องทุ่งให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เป็นเมือง เป็นถนนหนทาง มนุษย์สร้างเขื่อนสร้างฝาย เปลี่ยนที่ลุ่มเป็นทะเลสาบ เปลี่ยนเส้นทางไหลของน้ำ

มนุษย์นำพลังงานของโลกมาใช้ทั้งในรูปของพลังงานชีวภาพด้วยกระบวนการเกษตรกรรม ในรูปพลังงานเชื้อเพลิงด้วยกระบวนการอุตสาหกรรม การเปลี่ยนสมดุลพลังงานที่มนุษย์ก่อขึ้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสมดุลของสภาวะแวดล้อม กลายเป็นมลภาวะที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาวะแวดล้อม ทำลายธรรมชาติ และย้อนกลับมาทำลายสุขอนามัยของมนุษย์ในที่สุด

ในทุกปีมีการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณไม้และสัตว์ป่าอยู่เสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานรัฐ และสถาบันการศึกษา โดยมีงบประมาณจากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย

ไล่เรียงลำดับการประกาศการค้นพบพืชและสัตว์ป่าชนิดใหม่ของไทย ดังนี้


“สระบุรีรำลึก” พืชวงศ์ขิงชนิดใหม่ของโลก 


สระบุรีรำลึก

                              มีชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma saraburiensis Boonma & Saensouk วงศ์ขิงข่า(ZINGIBERACEAE) ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเกิดจากกาบใบซ้อนทับกันขึ้นมา เป็นพืชถิ่นเดียวของไทยและเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก พบตามป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับทะเลฯตั้งแต่ 50-300 เมตร ปัจจุบันมีรายงานการพบใน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ค้นพบโดยธวัชพงศ์ บุญมา และ รศ.ดร.สุรพล แสนสุข

เครดิตข้อมูลและภาพ http://novataxa.blogspot.com/2019/06/curcuma-saraburiensis.html


ม.เชียงใหม่ ค้นพบ“พรหมจุฬาภรณ์” พืชชนิดใหม่ของโลก


ในงานสัปดาห์แห่งชาติส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2562 คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ได้แถลงข่าวถึงการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลมหาพรหม และด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ศจ. ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งทรงสนพระทัยการศึกษาวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์เคมี วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหสาขาวิทยาศาสตร์ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ โดยทรงริเริ่มการก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ในสาขาดังกล่าว อันมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ กอปรกับเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้กราบทูลขอพระราชทานนามไทย“พรหมจุฬาภรณ์” สำหรับพืชชนิดใหม่ของโลกชนิดนี้ และกราบทูลขอพระราชทานนามระบุชนิด“chulabhorniana” เพื่อเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitrephora chulabhorniana Damth., Aongyong & Chaowasku ซึ่งได้รับพระราชทานนามทั้งสองอันเป็นเกียรติแก่คณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

พรหมจุฬาภรณ์

                              พรหมจุฬาภรณ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร มีดอกขนาดเล็กที่สุดในสกุล Mitrephora โดยมีขนาดดอกไม่เกิน 1 ซม. กลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกโมก ดอกสีขาว ก่อนเปลี่ยนเป็นสีครีม กลีบดอกชั้นในประกบกันเป็นรูปโดม โคนกลีบคอด เผยให้เห็นช่องว่างระหว่างกลีบ ผลสุกมีสีแดงอมส้ม พบในป่าดิบแล้งบนเขาหินปูน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย ซึ่งคณะนักวิจัยที่ค้นพบ นำโดย ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ร่วมด้วย น.ส.อานิสรา ดำทองดี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และนายกิติศักดิ์ อ๋องย่อง นักวิจัยอิสระ ได้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง“อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงา(ANNONACEAE) และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Brittonia เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2562

ทั้งนี้หลายชนิดในพืชสกุลนี้มีสารเคมีทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าพืชชนิดนี้จะมีสารดังกล่าวหรือไม่ หากมีก็อาจจะพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งได้ในอนาคต

เครดิตข้อมูลและภาพ http://chm.forest.go.th/th/?p=5481


ม.มหิดล ค้นพบ“เทียนทยา” พืชชนิดใหม่ของโลก


เทียนทยา

                        ดร.สาโรจน์ รุจอสรรค์สกุล ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ร่วมกับ ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน นักพฤกษศาสตร์แห่งสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จ.เชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์เทียน(BALSAMINACEAE)  ได้สำรวจพบ“เทียนทยา”(Impatiens jenjittikuliae Ruchis. & Suksathan) เป็นไม้ล้มลุกที่สูงราว 30 ซม. ทั้งต้น ใบ และดอกมีขน ดอกสีม่วงอมชมพู บริเวณเขาหินปูนใกล้น้ำตกในป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 540 เมตร อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นพืชถิ่นเดียวของไทย และได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Phytokeys ฉบับที่124 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2562 สำหรับชื่อไทยว่า“เทียนทยา” ตั้งขึ้นเพื่อเกียรติแก่ ผศ.ดร.ทยา เจนจิตติกุล นักพฤกษศาสตร์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ผู้จุดประกายให้ ดร.สาโรจน์ สนใจที่จะศึกษาพืชวงศ์นี้

เทียนทยา

                              ดร.สาโรจน์ กล่าวว่างานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจพรรณไม้ เพื่อจัดทำคู่มือ“พรรณพฤกษชาติของไทย”(Flora of Thailand) เป็นคู่มือพรรณไม้ที่มีท่อลำเลียงทุกชนิดที่พบในประเทศไทย ซึ่งงานวิจัยนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2506 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2567  เพื่อช่วยให้ผู้คนหันมาสนใจธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกันมากขึ้น เพื่อก่อให้เกิดการอนุรักษ์และรู้จักการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

เครดิตข้อมูลและภาพ http://chm.forest.go.th/th/?p=5485


ค้นพบ“มดอาจารย์รวิน” มดชนิดใหม่ของโลก” 


มดอาจารย์รวิน

                              พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) ร่วมกับคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ได้สำรวจค้นพบมดชนิดใหม่ของโลก ซึ่งบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมของประเทศ นั่นคือ“มดอาจารย์รวิน” ชื่อวิทยาศาสตร์  Myrmecina raviwongsei Jaitrong, Samung, Waengsothorn et Okido, 2019 วงศ์ย่อย MYRMICINAE วงศ์ FORMICIDAE ค้นพบโดย ดร.วียะวัฒน์ ใจตรง นักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งชื่อชนิด raviwongsei ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นเกียรติแก่ ผศ. ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งท่านเป็นผู้บริหารของ อพวช. ที่ให้การสนับสนุนและผลักดันการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ให้แก่นักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยาของ อพวช. อย่างจริงจังมาโดยตลอด

มดอาจารย์รวิน

                              มดชนิดนี้มีลักษณะเด่นแตกต่างจากมดชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน คือ บริเวณส่วนหัว อก และเอวมีลักษณะเป็นร่องลึกขนานไปกับความยาวลำตัว ท้องปล้องที่1มีผิวหนังขรุขระ ไม่มันเงาเหมือนมดชนิดอื่นๆ ขอบด้านหน้าของท้องปล้องที่1จะเว้าลึกเห็นได้ชัดเจน พบอาศัยอยู่ในกองใบไม้ที่ทับถมกันบนพื้นป่าหรือตามกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นป่าดิบแล้งธรรมชาติที่สมบูรณ์ในป่าสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จ.นครราชสีมา ดังนั้นมดชนิดนี้จึงสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสมบูรณ์ของป่าได้ทางหนึ่ง และจากบทบาทของมดที่กินสัตว์ขนาดเล็กชนิดอื่นเป็นอาหาร พวกมันจึงมีส่วนช่วยควบคุมกลไกแห่งสายใยอาหารในระบบนิเวศให้อยู่ในสภาวะสมดุล

มดชนิดนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นมดชนิดใหม่ของโลกในวารสาร Far Eastern Entomologist ฉบับที่ 383 เดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวารสารระดับนานาชาติของประเทศรัสเซีย

มดอาจารย์รวิน

                              ในระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา อพวช.ได้ดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเหล่านักธรรมชาติวิทยาของ อพวช. ที่ดำเนินการศึกษาค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกแล้วกว่า 68 ชนิด คิดเฉลี่ยแล้วได้ค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกปีละ 6-7 ชนิด นำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ผลงานหรืองานวิจัยเหล่านี้ได้ถูกนำไปตีพิมพ์ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการระดับนานาชาติ

มดอาจารย์รวิน

                              ทั้งนี้ อพวช.จะสนับสนุนและผลักดันความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์แก่คนไทยและประเทศไทยต่อไป ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความสำคัญให้กับการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคม และหวังว่าความรู้เหล่านี้จะได้ถ่ายทอดไปสู่เยาวชนและประชาชนให้หันมาสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมกันมากยิ่งขึ้น

เครดิตข้อมูลและภาพ http://chm.forest.go.th/th/?p=5499


มหาวิทยาลัยขอนแก่นพบพืชชนิดใหม่ของโลก2ชนิด


นักวิจัยจากศูนย์วิจัยอนุกรมวิธานประยุกต์ สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิมพ์วดี พรพงศ์รุ่งเรือง และศาสตราจารย์ประนอม จันทรโณทัย ร่วมกับนักวิจัยจาก Department of Botany, School of Natural Sciences, Trinity College Dublin สาธารณรัฐไอร์แลนด์ Prof. John A.N. Parnell และ Prof. Trevor R. Hodkinson ได้ค้นพบและตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด ในสกุลมะขามป้อม(Phyllanthus) หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า”สกุลลูกใต้ใบ” วงศ์ PHYLLANTHACEAE โดยพืชทั้งสองชนิดได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Phytokeys ฉบับที่ 136 เดือนธันวาคม 2562 ได้แก่ มะยมน้อย (Phyllanthus chantaranothaii Pornp., J.Parn. & Hodk.) และมะขามป้อมดินหัวหมด (Phyllanthus huamotensis Pornp., Chantar. & J.Parn.) ทั้ง2ชนิดนี้พบในพื้นที่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก

มะยมน้อย

                              – “มะยมน้อย” ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus chantaranothaii Pornp., J.Parn. & Hodk. มีลักษณะคล้ายว่านธรณีสารแต่ต่างกันที่มีขนที่ผิวใบด้านบน และดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงสีแดง รูปใบหอกแคบ ขอบกลีบเป็นชายครุยยาวสีขาว และมีขนที่ผิวด้านนอก พบบริเวณป่าผสมผลัดใบ ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ประนอม จันทรโณทัย ซึ่งเป็นนักอนุกรมวิธานที่ทุ่มเทให้กับการศึกษาทบทวนพรรณไม้วงศ์ต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสกุลมะขามป้อม
พบตามป่าเบญจพรรณที่มีความสูงจากระดับทะเลฯ 500 เมตร

มะขามป้อมดินหัวหมด

                              – “มะขามป้อมดินหัวหมด” ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus huamotensis Pornp., Chantar. & J.Parn. เป็นพืชที่มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากพืชชนิดอื่น ๆ ในสกุลเดียวกัน คือ กิ่งและเส้นใบมักมีสีแดง ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยงสีแดงที่มีขอบเป็นชายครุยยาว และผลสีแดง ผิวมีขน พบขึ้นอยู่บริเวณเขาหินปูน ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชชนิดนี้ตั้งตามแหล่งที่พบคือ ดอยหัวหมด อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
พบบนเขาหินปูนที่สูงจากระดับทะเลฯ 880-937 เมตร

เครดิตข้อมูลและภาพ https://m.facebook.com/173153522752360/photos/pb.173153522752360.-2207520000../2813680605366292/?type=3&theater


นักพฤกษศาสตร์ไทยพบพืชพันธุ์ใหม่ของโลก 8 ชนิดในไทย


วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2562 ดร.สมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่านักพฤกษศาสตร์หอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้ฯ ได้ร่วมวิจัยค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก 8 ชนิด

เห็มรัตน์ภูลังกา

                              โดย 5 ชนิดเป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลหางเสือ(Platostoma) วงศ์กะเพรา(LAMIACEAE) ซึ่ง ดร.สมราน เริ่มทำการศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จนถึงปัจจุบัน รวมเวลา 23 ปี พืชชนิดใหม่จำนวน 5 ชนิดนี้ 3 ชนิด พบที่ป่าภูวัว-ป่าภูลังกา จ.บึงกาฬ , 1 ชนิด พบที่อุทยานแห่งชาติภูแลนคาจ.ชัยภูมิ และอีก 1 ชนิด พบที่ทางเข้าวนอุทยานภูล้อม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ทั้ง 5 ชนิดนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) ฉบับที่ 47(2) หน้า 226–240 ปี 2562

อีก 2 ชนิด เป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลสาธรหรือขะเจ๊าะ(Millettia) ในวงศ์ถั่ว(FABACEAE) รับผิดชอบทำการศึกษาโดย ดร.สไว มัฐผา นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ถั่ว จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้ร่วมวิจัยกับนักพฤกษศาสตร์จากหอพรรณไม้ โดยชนิดที่พบนี้เป็นไม้เถา ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่าหางไหล ในจำนวนนี้ 1 ชนิด พบที่พบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อ.อุ้มผาง จ.ตาก อีก1 ชนิด พบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ โดยทั้ง 2 ชนิด ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) ฉบับที่47 (2) หน้า 171-183 ปี 2562

ส่วนพืชชนิดใหม่อีก 1 ชนิด อยู่ในสกุลเอื้องกลีบม้วน(Liparis) ในวงศ์กล้วยไม้ (Orchidaceae) รับผิดชอบทำการศึกษาโดย น.ส.นัยนา เทศนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กล้วยไม้ชนิดใหม่ของโลกชนิดนี้ ถูกค้นพบโดยนายวินศ์ พุทธวงค์ บริเวณเขาหินปูนแถบอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นกล้วยไม้ชนิดใหม่ จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกล้วยไม้จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ดร.สันติ วัฒฐานะ และผู้รับผิดชอบหลักการศึกษาพืชวงศ์กล้วยไม้ของไทยจากประเทศเดนมาร์ก Dr Henrik Pedersen ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Phytotaxaฉบับที่ 421(1) หน้า001–065 ปี 2562

สำหรับรายละเอียดพืชชนิดใหม่ทั้ง 8 ชนิด มีดังนี้

“กะเพราถ้ำพระ” ชื่อวิทยาศาสตร์ Platostoma albiflorum Suddee, A. J. Paton & J. Parn. วงศ์ LAMIACEAE ไม้ล้มลุก พบบริเวณใกล้น้ำตกถ้ำพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ ได้ร่วมกับ Dr. Alan Paton นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากสวนพฤกษศาสตร์คิว กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และProf. John Parnell นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากทรินีตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงดับลิน ตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ตัวอย่างต้นแบบ Suddee, Hemrat & Kiewbang 5326 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้

กะเพราถ้ำพระ

                              ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ใบเรียงตรงข้าม ช่อดอกออกออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นช่อกลมแน่นเรียงห่าง ๆ กัน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกบน 3 แฉก แต่ละแฉกปลายแหลม แฉกล่าง 1 แฉก ปลายมนกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีขาว ผิวมีขน

“ม่วงบุศบรรณ” ชื่อวิทยาศาสตร์ Platostoma busbanianum Suddee, A. J. Paton & J. Parn. วงศ์ LAMIACEAE พบบริเวณทางเข้าน้ำตกถ้ำพระ ทางเข้าวัดถ้ำโขง และบริเวณก้อนน้ำอ้อย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ ได้ร่วมกับ Dr Alan Paton นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากสวนพฤกษศาสตร์คิว กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และ Prof. John Parnell นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากทรินีตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงดับลิน ตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ตัวอย่างต้นแบบ Suddee, Hemrat & Kiewbang 5325 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ คำระบุชนิด busbanianum ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ รศ.บุศบรรณ ณ สงขลา อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตข้าราชการหอพรรณไม้ ผู้สร้างลูกศิษย์เพื่อปฏิบัติงานทางด้านอนุกรมวิธานพืชในประเทศไทยมากมาย

ม่วงบุศบรรณ

                              ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ใบเรียงตรงข้าม ช่อดอกออกออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นช่อหลวม ๆ เรียงห่าง ๆ กัน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกบน 1 แฉก ปลายแหลม แฉกล่าง 1 แฉก ปลายมนกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีม่วง ขอบกลีบปากมีขนยาวสีม่วง

“เห็มรัตน์ภูลังกา” ชื่อวิทยาศาสตร์ Platostoma hemratianum Suddee, Puudjaa & Kiewbang วงศ์ LAMIACEAE พบบริเวณอุทยานแห่งชาติภูลังกา ในเขต อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ได้ร่วมกับนายพาโชค พูดจา และนายวิทวัส เขียวบาง เจ้าหน้าที่หอพรรณไม้ ตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ตัวอย่างต้นแบบ Suddee, Puudjaa, Hemrat & Kiewbang 5387 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ คำระบุชนิด hemratianum ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นายจันดี เห็มรัตน์ เจ้าหน้าที่หอพรรณไม้ที่ร่วมสำรวจพรรณพืชและเป็นผู้จัดการตัวอย่างตามโครงการพรรณพฤกษชาติประเทศไทยมาอย่างมุ่งมั่นและยาวนาน

เห็มรัตน์ภูลังกา

                              ลักษณะเป็นไม้ล้มลุกใบเรียงตรงข้าม ช่อดอกออกตามซอกใบเรียงชิดติดกันที่ปลายลำต้น ลักษณะเป็นช่อคล้ายทรงกระบอก กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกบน 3 แฉก แต่ละแฉกปลายแหลมถึงมนกลม แฉกล่าง 1 แฉก ปลายมนกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีขาว ผิวมีขน

“ข้าวตอกภูแลนคา” ชื่อวิทยาศาสตร์ Platostoma ovatum Suddee, A. J. Paton & J. Parn. วงศ์ LAMIACEAE พบบริเวณริมหน้าผา อุทยานแห่งชาติภูแลนคา จ.ชัยภูมิ ได้ร่วมกับ Dr Alan Paton นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ จากสวนพฤกษศาสตร์คิว กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และ Prof. John Parnell นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากทรินีตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงดับลิน ตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ตัวอย่างต้นแบบ Suddee, Hemrat & Kiewbang 5230 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้

ข้าวตอกภูแลนคา

                              ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ใบเรียงตรงข้าม ช่อดอกออกออกตามซอกใบ เรียงห่าง ๆ กัน ดอกในช่อจำนวนน้อย กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดกว้าง ปลายแยกเป็นแฉกบน 3 แฉก แฉกกลางขนาดใหญ่สุด บิดโค้งขึ้น ปลายแหลมถึงมนกลม แฉกข้าง 2 แฉกมีขนาดเล็ก ปลายแหลม แฉกล่าง 1 แฉก ปลายมนกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาวอมม่วง โคนหลอดด้านบนมีติ่ง ผิวหลอดมีขน

“ม่วงศรีโพธิ์ไทร” ชื่อวิทยาศาสตร์ Platostoma parnellianum Suddee, A. J. Paton & Kiewbang วงศ์ LAMIACEAE พบบริเวณริมทางเข้าวนอุทยานภูล้อม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ได้ร่วมกับ Dr Alan Paton นักพฤกษศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญจากสวนพฤกษศาสตร์คิว กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และนายวิทวัส เขียวบาง เจ้าหน้าที่หอพรรณไม้ ตั้งชื่อเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก ตัวอย่างต้นแบบ Suddee, Mattapha, Hemrat & Kiewbang 4993 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ คำระบุชนิด parnellianum ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์จอห์น พาร์แนล แห่งทรินิตี้ คอลเลจ มหาวิทยาลัยแห่งกรุงดับลิน หนึ่งในคณะบรรณาธิการโครงการพรรณพฤกษชาติประเทศไทย ผู้ให้ความช่วยเหลือโครงการพรรณพฤกษชาติประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

ม่วงศรีโพธิ์ไทร

                              ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก ใบเรียงตรงข้าม ช่อดอกออกออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นช่อหลวม ๆ เรียงชิดกันแต่มีช่องว่าง กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกบน 3 แฉก เมื่อเป็นผลเห็นเป็นแฉกเดียว ปลายมนกลม โดยแฉกข้างลดรูปลงไปมาก แฉกล่าง 1 แฉก ปลายมนกลม กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดสีม่วง เกสรเพศผู้ชี้ตรงเห็นเด่นชัด

“พรรณรายภูวัว” หรือ“หางไหลภูวัว” ชื่อวิทยาศาสตร์ Millettia phuwuaensis Mattapha & Suddee วงศ์ FABACEAE พบบริเวณใกล้น้ำตกถ้ำพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

พรรณรายภูวัว

                              ลักษณะเป็นไม้เถา ใบประกอบแบบขนนก เรียงเวียน มีใบย่อย 5-7 ใบ ช่อดอกออกตามซอกใบหรือตามกิ่งแก่ ดอกสีชมพูอมม่วงแดง กลีบดอกบนด้านหลังมีแถบตามยาวสีแดงอมน้ำตาล ผลเป็นฝักแบน เมล็ดค่อนข้างกลม

“หางไหลทุ่งใหญ่” หรือ“พิไลสมราน” ชื่อวิทยาศาสตร์ Millettia suddeei Mattapha & Tetsana วงศ์ FABACEAE พบบริเวณลำธารหินปูน หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

หางไหลทุ่งใหญ่

                              ลักษณะเป็นไม้เถา ใบประกอบแบบขนนก เรียงเวียน มีใบย่อย 5-9 ใบ ผิวใบด้านบนเป็นร่องตามเส้นแขนงใบชัดเจน ช่อดอกออกตามซอกใบ ดอกสีชมพูอมม่วง

“เอื้องมรกตพุทธวงค์” ชื่อวิทยาศาสตร์ Liparis buddhawongii ขึ้นบนเขาหินปูน ใบ 2 ใบ แผ่ติดดิน ขนาดไม่เท่ากัน ดอกออกเป็นช่อตั้งขึ้น ดอก 5-15 ดอก ดอกสีเขียวมรกต กลีบปากขนาดใหญ่ มีสันตรงกลางตามยาว คำระบุชนิด buddhawongii ตั้งให้เป็นเกียรติแก่นายวินศ์ พุทธวงค์ ผู้ค้นพบ ตัวอย่างต้นแบบ Buddhawong 021 เก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้

เอื้องมรกตพุทธวงค์

                              เครดิตข้อมูลและภาพ https://www.facebook.com/ForestHerbarium/


ความในใจของผู้เขียน (ทำเป็นกรอบ)


ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพรรณไม้และสัตว์ป่าในเมืองไทยมีมากมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับการค้นคว้าศึกษา อย่างตัวผู้เขียนก็พบชนิดใหม่ของโลกมาไม่น้อยกว่า 10 ชนิด แต่เราไม่ได้มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำการพิสูจน์ได้ว่าเป็นชนิดใหม่ของไทยและหรือชนิดใหม่ของโลก ได้แต่แจ้งพิกัดที่พบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นชนิดใหม่ของไทยและหรือชนิดใหม่ของโลกก็อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปี หรือมากกว่านั้น

ภูกระดึง จ.เลย

ปัจจุบันการท่องเที่ยวเพื่อหาความสนุกสนานเพลิดเพลินจากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอเสียแล้ว เพราะความจริง“ธรรมชาติ”สามารถให้เราได้มากกว่านั้น นั่นคือ“ความรู้”ที่จะได้รับควบคู่ไปกับความสนุกสนาน

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….