บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

“ขยะ..ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม

 

บนหาดทรายขาวละเอียดอ่อนนุ่มของเกาะกลางท้องทะเลอันดามันที่ไกลจากแผ่นดินใหญ่ ภายใต้ค่ำคืนเดือนเสี้ยวของวันข้างแรม ท้องฟ้ายามนี้ดารดาษไปด้วยดวงดาวประกายพรึกที่ส่องแสงแพรวพราวระยิบระยับดุจดั่งอัญมณีอยู่เต็มผืนฟ้า โดยมีทางช้างเผือกสีขาวโพลนพาดผ่านอยู่ตอนกลางราวกับแบ่งท้องฟ้าออกเป็นสองซีก เสียงน้ำทะเลที่ม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นสีขาวกระแทกเข้าสู่ชายหาดเป็นระลอกๆ ผสมผสานกับสายลมพัดพาเอาอากาศเย็นบริสุทธิ์มาปะทะกาย ทำให้ผู้เขียนเพลิดเพลินกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักท่องเที่ยวชายวัยกลางคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เฉกเช่นเดียวกับผืนน้ำทะเลที่ดูเหมือนจะไม่มีขอบเขตขวางกั้น

สิ่งที่เราพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน คือ “ขยะในทะเล” โดยเฉพาะตามชายหาดของแผ่นดินใหญ่ มันมาจากไหน ใครทิ้ง ไม่รู้หรือว่าจะเกิดมลภาวะเป็นพิษต่อชายหาดและยังเป็นการทำร้ายสัตว์ทะเลจนเสียชีวิต เนื่องจากกินเข้าไป เห็นด้วยไหม?ที่น้ำท่วมในเมืองนั้นมีสาเหตุมาจากขยะ เมืองใหญ่ๆในประเทศไทยคงติดอันดับต้นๆของโลกที่มีพนักงานกวาดทำความสะอาดเป็นจำนวนมาก กวาดทำความสะอาดไปตอนหัวรุ่งจนสะอาดเอี่ยมอ่อง แต่ไม่ทันข้ามวันก็กลับมาสกปรกเหมือนเดิม เป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีจิตสำนึกใช่หรือไม่? เมืองไทยจะมีวิธีจัดการอย่างไรกับขยะ โดยเฉพาะถุงพลาสติก

 

ปัญหาเรื่อง“ขยะ”เป็นปัญหาที่มีมานาน โดยเฉพาะถุงพลาสติก ซึ่งในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีหน่วยงานรัฐและเอกชนบางแห่งเริ่มรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกกันอีกครั้ง ที่กล่าวว่าอีกครั้ง เพราะที่จริงแล้วในเมืองไทยมีการตื่นตัวเรื่องลดการใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ด้วยการลด-แลก-แจก-แถม หรือแม้กระทั่งขายถุงผ้าหลากหลายรูปแบบและสีสัน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยหันมาพกถุงผ้าไปช้อปปิ้ง ลดการรับถุงพลาสติกจากร้านค้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความตื่นตัวก็เริ่มลดลงเรื่อยๆจนไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ยังเห็นใครต่อใครถือถุงพลาสติกกันอย่างเต็มไม้เต็มมือเหมือนเดิม

ในปี พ.ศ.2555 ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.plasticbageconomics.com ระบุว่าในแต่ละปี ทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกกันประมาณ 500,000 ล้าน – 1 ล้านล้านใบ ซึ่งแม้ถุงพลาสติกจะมีประโยชน์หลากหลาย แต่ถุงพลาสติกเหล่านี้ก็สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากมหาศาล จึงทำให้หลายๆประเทศต้องพยายามแก้ปัญหานี้

อย่างในบ้านเรานั้น กรมควบคุมมลพิษ เผยว่าในปี พ.ศ.2560 ขยะทั่วประเทศมีจำนวน 27.40 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ.2559 ที่มีขยะ 27.06 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.26 โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆจะมีขยะมากเป็นพิเศษ เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในเมืองไทย โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ย่อมต้องคุ้นชินหรือเคยพบเห็นกันมาบ้างกับปัญหาดังกล่าว ในวันนี้เราจึงจะพาทุกคนมาตามรอยขยะ เพื่อให้เห็นภาพปัญหา เข้าใจกระบวนการ และเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาไปพร้อมๆกัน


 ขยะ..ภัยร้ายที่ย้อนกลับสู่มนุษย์


ปัญหาขยะที่ค่อยๆพอกพูนขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิตทั้งหมด เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรให้ความสนใจ สร้างความเข้าใจต่อขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของเราทุกคน ดังเช่นที่ปรากฏปัญหาการสะสมของขยะพลาสติกในท้องทะเล สิ่งนี้เปรียบเสมือนการนับถอยหลังระเบิดเวลาที่ผลกระทบต่างๆจะย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด

องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล(Ocean Conservancy) ได้จัดอันดับชนิดของขยะที่พบปริมาณมากที่สุดในรอบ 25 ปี และตีพิมพ์ในรายงาน Talking Trash: 25 years of actions for ocean ซึ่งทั้ง 10 อันดับแรกนี้มีขยะจำนวนทั้งสิ้น 132,077,087 ชิ้น (หรือคิดเป็นร้อยละ 80 จากขยะทั่วโลกที่มีจำนวน 166,144,420 ชิ้น) ได้แก่ 1. ก้นบุหรี่ 52.90 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 32) 2. ห่อ/ซอง พลาสติก 14.76 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 9) 3. ฝาขวดพลาสติก 13.58 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 8) 4. ภาชนะบรรจุอาหาร 10.11 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6) 5. ขวดพลาสติก 9.54 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6) 6. ถุงพลาสติก 7.82 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 5) 7. ขวดแก้ว 7.06 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4) 8. กระป๋องเครื่องดื่ม 6.75 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4) 9. หลอดจากเครื่องดื่ม 6.26 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4) และ 10. เชือก 3.25 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 2)

มีการประมาณการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2568 มหาสมุทรจะมีปริมาณขยะพลาสติก 1 ตัน/ปริมาณปลาทะเล 3 ตัน ซึ่งพลาสติกที่ปรากฏอยู่ในมหาสมุทรนั้น มีตั้งแต่พลาสติกขนาดจิ๋วและขยะทั่วไปดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยขยะเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ ตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งมหาสมุทรทั่วโลกอย่างมหาศาล


ไทยติดอันดับ 5 ของโลก จากการทิ้งขยะลงทะเล


เดือนมีนาคม พ.ศ.2560 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเลและสิ่งแวดล้อม รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา“วิกฤตขยะบก สู่แพขยะในทะเล : จะแก้อย่างไร? จัดโดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มาทวนความจำสมัยเด็กๆกันก่อนว่าประเทศไทยเรามีพื้นที่ทางทะเล 323,488 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด มีจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลรวม 23 จังหวัด เกาะต่างๆอีก 900 เกาะใน 19 จังหวัด ทำให้ในปี พ.ศ.2559 มีปริมาณขยะเกือบ 3 ล้านตัน และเป็นขยะพลาสติกประมาณ 340,000 ตัน แม้จะมีระบบจัดเก็บและทำลายที่ดีพอสมควร แต่ขยะจากจังหวัดและเกาะดังกล่าวนี้ ก็ยังหลุดรอดลงไปในทะเลมากถึง 10-15% หรือประมาณ 30,000-50,000 ตัน/ปี

จะเห็นได้ว่าทะเลไทยกำลังประสบภาวะวิกฤตมลพิษทางทะเลจากขยะ ไม่ใช่แค่เพียงแต่บดบังทัศนียภาพบริเวณชายหาดเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลอีกด้วย เพราะขยะทะเลส่วนมากไม่สามารถย่อยสลายได้ในลักษณะเดียวกันกับขยะบก อีกทั้งยังสามารถลอยน้ำไปได้ไกลถึงทะเลของประเทศอื่นๆ รวมทั้งยังฆ่าชีวิตของสัตว์ทะเลที่หายาก โดยเฉพาะลูกโลมา เต่า ทะเล วาฬ และพะยูน ที่เสียชีวิตจากการกินขยะและพลาสติกไปถึงปีละประมาณ 300 ตัว นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลัก

จากการผ่าพิสูจน์ของทีมสัตวแพทย์พบว่าสัตว์ทะเลที่ตายนั้น ร้อยละ 2-3 เกิดจากสาเหตุขยะอุดตันในทางเดินอาหาร และการพันรัดของขยะทะเลภายนอก เช่น เศษอวน ทำให้อัตราการตายของสัตว์ทะเลสูงถึงร้อยละ 20 – 40 เนื่องจากสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้หายใจด้วยปอด การถูกรัดจากขยะทะเลทำให้สัตว์จมน้ำได้ และที่สำคัญกระทบต่อสายใยอาหาร(food web) ผลกระทบจากสารพิษพลาสติกที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลงได้โดยแสงแดด การถูกย่อยจนมีขนาดเล็กจนแทบมองไม่เห็นนั้น เรียกว่า“ไมโครพลาสติก” ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารอย่างแน่นอน

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยทั่วโลกเริ่มพบไมโครพลาสติกเข้าไปอยู่ในแพลงตอนได้ ก็ย่อมสามารถเข้าไปอยู่ในปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆได้ และเมื่อเราได้รับประทานปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ ไมโครพลาสติกก็สามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายเราได้เช่นกัน ล่าสุดนักวิจัยจากมหาลัยวอริคของอังกฤษได้พัฒนาวิธีที่จะช่วยตรวจจับไมโครพลาสติกเหล่านี้ที่ปะปนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานกัน นั่นอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ร่างกายมนุษย์อ่อนแอลง

โดยที่มาของ“ขยะทะเล” พบว่าร้อยละ 80 เกิดจากกิจกรรมบนบก และอีกร้อยละ 20 เป็นกิจกรรมทางทะเล รวมไปถึงการทิ้งขยะตามบ้านเรือน ชุมชน จากนักท่องเที่ยว และการประกอบอาชีพทางทะเล ซึ่งขยะเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็น“ขยะพลาสติก”

ขยะบริเวณชายหาดไม่ได้เกิดจากบริเวณชายฝั่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นขยะที่ลอยมาจากแม่น้ำลำคลองหลายสายมารวมกัน แล้วไหลลงสู่ทะเล พัดลอยเข้าไปชนฝั่ง เพราะฉะนั้นเรื่องขยะทะเลต้องเป็นความรับผิดชอบของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่คนในเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ส่วนสภาพแวดล้อมทางทะเลในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ามีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นก็มีมาก ซึ่งปัญหาขยะทะเลส่วนใหญ่ที่พบเป็นขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก

ขยะทะเลจะคล้ายกับขยะในแม่น้ำลำคลอง อย่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางประกง แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง เป็น4แม่น้ำสายหลักที่ไหลมาบรรจบกัน เมื่อขยะต่างๆถูกกระแสน้ำพัดมารวมกันก็จะกลายเป็นแพขยะ ก่อนที่จะถูกกระแสลมพัดไปติดตามชายฝั่ง เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าขยะที่กองเต็มริมชายหาดจะมาจากแค่คนที่อยู่บริเวณชายหาดเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งก็มาจากแม่น้ำลำคลอง เมื่อโดนกระแสลมพัดเข้ามาสู่ชายฝั่งจึงกลายเป็นขยะบริเวณชายหาด

การรณรงค์ให้ประเทศไทยลดการใช้ถุงพลาสติกให้ได้ร้อยละ 30 เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก จากปัจจุบันยังลดการใช้ได้ไม่ถึงร้อยละ 10 หากประชาชนทุกคนไม่ช่วยกัน ที่สำคัญไทยได้ขยับอันดับปัญหาขยะทะเลจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 5 ของโลกที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด แซงประเทศศรีลังกาแล้ว จากผลการสำรวจปริมาณขยะทะเลทั่วโลกของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย โดยประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลอันดับ 1 คือ จีน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และ ศรีลังกา ตามลำดับ ขยะเหล่านี้เป็นขยะตกค้าง ไม่ได้รับการจัดเก็บอย่างถูกต้องบริเวณพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเล ทำให้มีปริมาณขยะในทะเลเป็นจำนวนมาก โดยขยะแต่ละชนิดอาจใช้ระยะเวลาย่อยสลายเป็นเวลาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี

ปัจจุบันปริมาณขยะโดยเฉลี่ยที่คนไทยผลิตขึ้นต่อคนต่อวัน เท่ากับ 1.14 กิโลกรัม คิดรวมทั้งประเทศเท่ากับ 7.4 หมื่นตัน/วัน หรือ 27 ล้านตัน/ปี แต่ความสามารถในการจัดเก็บขยะกลับมีไม่ถึง 70 % ขยะที่กำจัดถูกต้องมีเพียง 36% มีขยะที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อ 21% ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง 43% และขยะตกค้างอีก 10 ล้านตัน/ปี สังคมเมืองที่ขยายตัวขึ้น ขยะก็ขยายตัวขึ้นเช่นกัน ยิ่งคนเพิ่ม ขยะยิ่งเพิ่ม สวนทางกับความสามารถในการจัดการขยะที่ยิ่งไล่ตามไม่ทัน

ต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นต่อคนต่อวันน้อยกว่าเรามาก ประมาณ 0.6-0.7 กิโลกรัม โดยขยะที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่มีสัดส่วนสูง อย่างในยุโรปมีเป้าหมายในการนำกลับมาใช้ใหม่ให้ถึง 50% แต่ประเทศเรานำกลับไปใช้ใหม่ไม่ถึง 10% ซึ่งในความเป็นจริงขยะมูลฝอยประมาณ 85% สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่

นับเป็นสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก เป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะไทยมีประชากรน้อยกว่าหลายประเทศทั่วโลก แต่กลับมีปริมาณขยะในทะเลมากกว่า 1 ล้านตัน ทำให้เสี่ยงต่อการถูกกลุ่มประเทศยุโรป(EU)กดดันไทยในลักษณะเช่นเดียวกับ IUU คือ การทำประมงผิดกฎหมาย จึงอยากให้คนไทยร่วมมือกันทั้งลดการใช้ถุงพลาสติก และลดขยะตั้งแต่ครัวเรือน เนื่องจากขยะทะเลไม่สามารถย่อยสลายในลักษณะเดียวกับขยะบก เพราะขยะทะเลลอยน้ำไปได้ไกลถึงทะเลประเทศอื่นๆ แต่ขยะทะเลต้องจัดการลักษณะเดียวกับก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ในเว็บไซต์ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(www.dmcr.go.th) ได้เผยแพร่รายงานว่า“ขยะ 5 หมื่นตัน/ปี วิกฤตพอหรือยัง” โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี (หรือคิดเป็นปริมาณขยะ จำนวน 1.13 กิโลกรัม/คน/วัน) โดยในจำนวนนี้มีปริมาณขยะที่ตกค้าง เพราะไม่สามารถกำจัดอย่างถูกวิธี ประมาณ 23% หรือประมาณ 6.22 ล้านตัน/ปี โดยสำหรับจังหวัดชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด มีปริมาณขยะประมาณ 10 ล้านตัน/ปี ในจำนวนนี้มีประมาณ 5 ล้านตัน ที่ได้รับการจัดการไม่ถูกวิธี ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจประเมิน พบว่าประมาณร้อยละ10 ของขยะที่ตกค้าง เนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธี จะไหลลงสู่ทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตัน/ปี ประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติกในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น

กรมควบคุมมลพิษได้ให้ข้อมูลแบ่งประเภทขยะภายในประเทศไทย ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. ขยะภายในประเทศไทยได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ คิดเป็นร้อยละ 16
  2. ขยะที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 26
  3. ขยะสะสมขาดการจัดเก็บ คิดเป็นร้อยละ 27
  4. ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 31

ซึ่งในส่วนของขยะข้อ 3 และ 4 นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของขยะที่ถูกพัดหรือชะลงแหล่งน้ำและทะเล

การตอบสนองต่อการจัดการปัญหาขยะในทะเลของหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบัน ได้บูรณาการและร่วมมือดำเนินการจัดการรับมือกับปัญหาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กล่าวคือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(GISDA) ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมประกอบกับแบบจำลอง Real-Time Ocean Forecast System (RTOFS) เพื่อพยากรณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของแพขยะในทะเลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดชุมพร โดยประสานงานให้กองทัพเรือภาคที่ 1 กองบิน5 ขึ้นบินสำรวจหาบริเวณแพขยะลอยกระจาย ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้เตรียมความพร้อมและประสานงานกับชุมชนชายฝั่ง และสมาคมประมงในท้องที่ เพื่อเข้าทำการตรวจสอบและเก็บกู้ขยะทะเลขึ้นฝั่ง

แม้ว่าจะได้เร่งเข้าร่วมดำเนินการกันอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยข้อจำกัดและอุปสรรคจากคลื่นลมและกระแสน้ำ พบว่าแพขยะที่พบลอยกระจายวงกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะทะลุ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นแนวประมาณ 20 กม. ห่างจากชายฝั่งประมาณ 7 กิโลเมตรนั้น ได้กระจัดกระจายไม่เป็นกลุ่มแพ ทำให้การเก็บกู้ขยะซึ่งได้ระดมเรือของกรมทรัพยฯจำนวน 4 ลำ เจ้าหน้าที่จำนวน 40 นาย และเรือนำเที่ยวของเอกชน จำนวน 2 ลำ เรือประมง จำนวน 10 ลำ โดยสามารถกู้ขยะขึ้นจากทะเลได้ประมาณ 5,500 กิโลกรัม และจากการประเมินคัดแยกขยะ พบว่าส่วนใหญ่เป็นขยะจากครัวเรือน เป็นถุงพลาสติก 30% ขวดพลาสติก 30% กล่องโฟม 20% และอีก 20% เป็นขยะอื่นๆ ซึ่งต่อมาได้ส่งต่อไปที่เทศบาลบางสะพานเพื่อจัดการกำจัดอย่างถูกวิธี

จากข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เปิดเผยว่าหากแยกขยะเป็นรายประเภท พบว่าอันดับ1 คือ ถุงพลาสติก อันดับ2 คือ หลอดจากเครื่องดื่ม อันดับ3 คือ ฝาจุก อันดับ4 คือ ภาชนะบรรจุอาหาร อันดับ5 คือ เชือก อันดับ6 คือ บุหรี่/ก้นกรองบุหรี่ อันดับ7 คือ กระป๋อง อันดับ8 คือ กระดาษ อันดับ9 คือ โฟม และอันดับ10 คือ ขวดแก้ว

นอกจากมาตรการเฉพาะหน้าเร่งด่วน เช่น กรณีจัดการปัญหาแพขยะที่พบในท้องทะเล จ.ชุมพร และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้ว กรมทรัพยฯได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักวิชาการและกลุ่มนักอนุรักษ์ ในการกำหนดมาตรการจัดการขยะทะเล ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) การสำรวจ ศึกษา จัดทำฐานข้อมูลชนิด ปริมาณ แหล่งที่มาของขยะทะเล (2) การลดปริมาณขยะทะเลจากแหล่งต่างๆ เช่น ชุมชนชายฝั่ง การประมง การท่องเที่ยว และกลุ่มวิสาหกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น (3) การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศ ต่อการท่องเที่ยว ต่อสุขอนามัย (4) การส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (5) การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ปัญหาขยะทะเลได้รับความสนใจในระดับนโยบาย โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและบรรจุแผนงาน/โครงการจัดการขยะทะเลไว้ใน“แผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ปี พ.ศ.2560 – พ.ศ.2564” รวมทั้งภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 ซึ่งมีคณะกรรมการนโยบายและแผนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และคณะอนุกรรมการฯดังกล่าวได้แต่งตั้งคณะทำงาน 7 คณะ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคณะทำงานด้านสัตว์ทะเลมีพิษและมลพิษทางทะเล อันจะเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงจากนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีกลไกด้านวิชาการรองรับสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมและมีมาตรฐานทางวิชาการที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากมองจากขนาดของปัญหาขยะทะเล 50,000 ตัน/ปี หรือ ปริมาณขยะพลาสติกประมาณ 750 ล้านชิ้น/ปี การจะทิ้งภาระการจัดการขยะทะเลให้หน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบเพียงลำพัง ไม่น่าจะเกิดความสำเร็จหรือไปสู่เป้าหมายการไม่ติดอันดับโลกเรื่องปริมาณขยะพลาสติกในทะเลได้ในเร็ววัน หากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนไทยทุกคนไม่ร่วมรับผิดชอบลดปริมาณขยะ โดยเฉพาะการใช้ถุงพลาสติก(ซึ่งการสำรวจพบว่าคนไทยใช้ถุงพลาสติกประมาณ 15 ใบ/คน/วัน) ขณะนี้จึงมีกระแสเรียกร้องจากกลุ่มนักวิชาการและนักอนุรักษ์ กระตุ้นให้ภาครัฐพิจารณาว่านอกจากการรณรงค์ให้เกิดจิตสำนึก สมัครใจลดขยะพลาสติกแล้ว ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะมีมาตรการด้านกฎหมายเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกเฉกเช่นตัวอย่างของหลายๆประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียใช้เป็นมาตรการที่ได้ผลให้เห็นแล้ว


รู้จักไมโครพลาสติก


ภัยร้ายจากขยะในทะเลที่คืบคลานมาอย่างเงียบเชียบ แต่สร้างผลกระทบและไปสะสมในระบบนิเวศทางทะเล นั่นคือพลาสติกขนาดจิ๋ว เป็นพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตรถึง 5 มิลลิเมตร(ขนาดไม่เกินเมล็ดข้าว) เกิดจากขยะพลาสติกในแหล่งน้ำสลายตัวจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์กลายเป็นเศษพลาสติก กระทั่งลดขนาดลงเรื่อยๆเป็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันตามศัพท์ทางวิชาการว่าไมโครพลาสติก

ในที่นี้รวมไปถึงไมโครบีดส์” ซึ่งถือเป็นไมโครพลาสติกแบบหนึ่ง เป็นเม็ดพลาสติกโพลีเอทีลีนขนาดเล็กที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ดูแลร่างกาย เครื่องสำอาง และใยสังเคราะห์ ตัวอย่างเช่น ยาสีฟัน โฟมหรือครีมล้างหน้า โลชั่นกันแดด ครีมอาบน้ำ เป็นต้น ในสหรัฐฯยุคประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ประเทศสหรัฐฯได้ลงนามห้ามใช้ไมโครบีดส์ เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มความปลอดภัยของแหล่งน้ำ

เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของไมโครพลาสติกก่อนว่า เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ มันมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษสารเคมีต่างๆ เช่น ดีดีที(Dichlorodiphenyl trichloroethane) และพีซีบี(Polychlorinated biphenyls) อันเป็นสารจำพวกยาฆ่าแมลง กาว สี สารกันรั่วซึม และน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง รวมไปถึงการรบกวนระบบฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงยีน และเป็นสารก่อมะเร็ง

เจ้าไมโครพลาสติกตัวนี้สามารถเล็ดลอดผ่านตัวกรองในกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และสามารถแพร่กระจายไปในท้องทะเลได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันนั้นการกำจัดหรือทำความสะอาดทำได้ยาก

เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ จะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เพราะมีความหนาแน่นต่ำ ทำให้ปะปนไปกับแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ ทำให้สามารถพบไมโครพลาสติกในกระเพาะของสัตว์น้ำหลายชนิดได้ อาทิ ปลา หอย เต่า แมวน้ำ เม่นทะเล ไส้เดือนทะเล เป็นต้น เรียกได้ว่าปรากฏในห่วงโซ่อาหาร พบได้ตั้งแต่แพลงก์ตอนไปจนถึงวาฬเลยทีเดียว

                        ผลกระทบต่อสัตว์ที่ได้รับไมโครพลาสติกที่ดูดซับสารพิษเข้าไปในร่างกาย พบหลักฐานมากมายทั้งในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ เช่น การทำลายเนื้อเยื่อหลอดเลือด ผลกระทบต่อระบบหัวใจ ความเป็นพิษต่อตับ รวมไปถึงสารพิษที่ทำให้ต่อมไร้ท่อเปลี่ยนระดับฮอร์โมน เพิ่มอัตราการเกิดโรคบางอย่างและก่อให้เกิดปัญหาการสืบพันธุ์และการเสียชีวิต

ในความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่กินต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ไมโครพลาสติกระจายตามลำดับการกินตามห่วงโซ่อาหาร โดยมีมนุษย์อยู่ปลายทางการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้รับการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเหล่านี้อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบการศึกษาวิจัยออกมายืนยันชัดเจนถึงผลกระทบการบริโภคอาหารที่มีปนเปื้อนไมโครพลาสติกต่อมนุษย์ แต่กระบวนการย่อยสลายก็ไม่อาจทำได้ รวมถึงการสะสมสารพิษในร่างกายย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหล่านักวิจัยกำลังให้ความสำคัญ ความสนใจ และพยายามศึกษาในประเด็นผลกระทบต่อไป

ไทยร่วมมือกับ 3 ชาติเอเชีย ลดขยะพลาสติกในมหาสมุทร (ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)

ในเวทีการประชุมนานาชาติว่าด้วยมหาสมุทร(The Ocean Conference) ของสหประชาชาติ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน พ.ศ.2560

ทางสหประชาชาติประเมินว่าแต่ละปีมีพลาสติกประมาณ 5-13 ล้านตัน ถูกพัดออกสู่มหาสมุทร และมีเศษพลาสติกจำนวนมากที่ปะปนเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของนกและสัตว์น้ำ รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ท้องทะเล

ผลสำรวจชี้ว่าพลาสติกที่อยู่ในมหาสมุทรส่วนมากมีที่มาห่างไกลทะเล โดยเฉพาะจากประเทศที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาไปรวดเร็วกว่าความสามารถด้านการบริหารจัดการขยะ สอดคล้องกับงานวิจัยของศูนย์วิจัยเฮล์มโฮลท์ ในเมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี คาดการณ์ว่าประมาณร้อยละ 75 ของมลพิษในมหาสมุทรมีต้นกำเนิดมาจากบนบก โดยมีที่มาจากแม่น้ำเพียง 10 สาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย และการลดพลาสติกจากแม่น้ำเหล่านี้ลงร้อยละ 50 จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่ไหลลงสู่มหาสมุทรได้ถึงร้อยละ 37

นายทอม ดิลลอน จากพิว แชริแทเบิล ทรัสต์ส ซึ่งรณรงค์เรื่องมหาสมุทร ได้ชี้แจงว่ากำลังพยายามผลักดันจีนให้ลงมือแก้ปัญหาเร็วขึ้น เนื่องจากนับเวลาเป็นพันปีมาแล้วที่เส้นทางสายไหมทางทะเล เป็นทางผ่านของการส่งออกวัฒนธรรมและอิทธิพลของจีน แต่ต่อไปนี้ต้องถามว่าอยากให้มหาสมุทรเป็นเส้นทางการส่งออกมลภาวะจากจีน หรือวัฒนธรรมการอนุรักษ์และความยั่งยืนหรือไม่

นายเอริค โซลไฮม์ ผู้อำนวยการด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ กล่าวกับสำนักข่าว BBC. ว่า นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในระดับสากล เพื่อแก้ปัญหามลพิษในมหาสมุทร ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ายินดีที่หลายประเทศหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรอย่างจริงจัง แน่นอนว่าหนทางยังอีกยาวไกล เพราะนี่เป็นปัญหาใหญ่มาก

ด้านตัวแทนของรัฐบาลไทยที่นำเสนอต่อที่ประชุมฯ ระบุว่าขยะพลาสติกที่พบในทะเล ส่วนมากมีที่มาจากบนบก โดยเกิดจากการบริหารจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการกำจัดขยะพลาสติกยังทำได้ไม่ดีพอ นอกจากนี้ตัวเลขคาดการณ์เมื่อปี พ.ศ.2559 ระบุว่าประเทศไทยปล่อยขยะถึง 2.83 ล้านตันลงสู่ทะเล ในจำนวนนี้ร้อยละ 12 เป็นพลาสติก

ตัวแทนของไทยยังได้แจ้งเพิ่มเติมต่อที่ประชุมว่า ทางรัฐบาลได้ริเริ่มแผน 20 ปี เพื่อจัดการกับปัญหาขยะแล้ว รวมถึงการสร้างแรงจูงใจทางการเงิน เพื่อลดจำนวนพลาสติกในทะเล รวมถึงส่งเสริมบรรจุภัณฑ์ และการใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทนพลาสติก

ในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยก่อนหน้านี้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ชี้แจงว่า ตามแผนแม่บทการบริหารขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ.2559-2564 กรมทรัพยฯได้จัดทำมาตรการเพื่อจัดการขยะทะเล 5 ด้าน ได้แก่ 1. การศึกษาชนิด ปริมาณ แหล่งที่มาและจัดทำฐานข้อมูล 2. การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศที่สำคัญ 3.การลดปริมาณขยะทะเลตามหลักวิชาการ 4. การส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 5. การสร้างจิตสำนึกในการลดขยะทะเล ด้วยการเริ่มลดปริมาณขยะทะเลโดยเฉพาะขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล นับว่าเป็นครั้งแรก ที่ปัญหาขยะทะเลได้รับความสนใจในระดับนโยบาย โดยรัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสำคัญและบรรจุแผนงาน/โครงการจัดการขยะทะเลไว้ในแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ปี พ.ศ.2560 – 2564 รวมทั้งภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558

การลดปริมาณขยะทะเลตามหลักวิชาการ คือ ส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกในการลดขยะทะเล ด้วยการเริ่มลดปริมาณขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก ที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น การขายถุงพลาสติกในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งและเกาะ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำพื้นที่ต้นแบบในการห้ามใช้ขยะพลาสติก โดยให้ใช้วัสดุอื่นทดแทน ซึ่งมีเป้าหมายระยะยาวลดขยะพลาสติกในทะเลให้ได้ 0.06-0.16 ล้านตัน/ปี หรือคิดเป็น 1.5 ชิ้น/คน/วัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากอันดับที่ 5 ของโลก จากการจัดอันดับประเทศที่มีการทิ้งขยะลงน้ำมากที่สุด

ทั้งนี้ในการประชุมฯ กลุ่มประเทศที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรจำนวนมากที่สุดในโลก 5 อันดับแรก คือ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย คงมีเฉพาะตัวแทนจากประเทศจีน ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ให้สัญญาในที่ประชุมฯว่าจะร่วมมือกันแก้ไขพฤติกรรมการทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

อย่างไรก็ตาม คำสัญญาฯยังไม่ได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ ทำให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมวิจารณ์ว่ามาตรการที่เสนอนั้น ไม่มีกรอบเวลาการปฏิบัติที่เร่งด่วนพอที่จะให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว

แต่ในประเทศไทย สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2560 ในวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อผลักดันการแก้ไข้ปัญหาขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย และสารอันตรายของประเทศไทย ซึ่งได้มุ่งเน้นการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันแก้ปัญหาอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายและมูลฝอยติดเชื้อ

ในขณะเดียวกัน ทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยอยากให้เพิ่มเติมมาตรการการควบคุมขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เช่น การจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตพลาสติก หรือการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภท รวมไปถึงการควบคุมไมโครพลาสติก


ขยะล้นกรุงเทพฯ 3.8 ล้านตัน


เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2561 เป็นวันครบรอบ 236 ปี ของกรุงเทพฯ ต้องยอมรับว่าท่ามกลางความเจริญของเมือง ย่อมมาพร้อมกับสารพัดปัญหาเสมอ หนึ่งในนั้นคือปัญหาขยะมูลฝอยที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของกรุงเทพฯ ด้วยปริมาณล้นทะลักทุกปี

                   มีข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อมของ กทม. ระบุว่าช่วงวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2560 – 31 มีนาคม พ.ศ.2561 กรุงเทพฯมีปริมาณขยะมูลฝอยทั้งสิ้น 1,920,294.96 ตัน หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 10,551.07 ตัน/วัน โดย“กลุ่มเขตกรุงเทพฯใต้” มีปริมาณขยะมากที่สุด รวม 385,686.71 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 2,119.16 ตัน

ถัดมาเป็น“กลุ่มกรุงเทพฯตะวันออก” มีปริมาณขยะรวม 343,424.73 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 1,886.95 ตัน , “กลุ่มกรุงเทพฯเหนือ” รวม 313,137.13 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 1,720.53 ตัน , “กลุ่มกรุงเทพฯกลาง” รวม 298,294.05 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 1,638.98 ตัน , “กลุ่มกรุงธนฯใต้” รวม 262,110.57 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 1,440.17 ตัน และ“กลุ่มกรุงธนฯเหนือ” รวม 210,044.20 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 1,154.09 ตัน

เมื่อเจาะรายเขตทั้ง 50 เขต พบว่า เขตจตุจักรมีปริมาณขยะมากที่สุด 76,881.90 ตัน/ปี ตามมาด้วยเขตบางกะปิ 60,942.61 ตัน/ปี และเขตบางขุนเทียน 60,570.05 ตัน/ปี

ปริมาณขยะทั้งปี พ.ศ.2561 กรุงเทพฯคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยที่จัดเก็บได้อยู่ที่ 3,832,500 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 10,500 ตัน ลดลง 9,826.77 ตัน จากปี พ.ศ.2560 ที่เก็บได้ 3,842,326.77 ตัน แต่ค่าเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 589.01 ตัน โดยเป็นการปรับตามนโยบายของกรุงเทพฯที่จะต้องลดปริมาณขยะให้ได้ปีละ 7%

ส่วนการที่กรุงเทพฯจะสร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าอีก 2 แห่ง ที่หนองแขม และอ่อนนุช ไม่มีผลกับการปรับคาดการณ์แต่อย่างใด เพราะเป็นปลายทางของการบริหารจัดการปริมาณขยะมูลฝอยเท่านั้น แต่ต้องไปดูที่ต้นทาง เช่น การคัดแยกขยะของแต่ละครัวเรือน การบริโภคของประชาชน ความรู้พื้นฐานในการจัดการขยะของแต่ละครัวเรือนด้วย

ต้องยอมรับว่าการจะทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยลดลงตามเป้าที่ตั้งไว้นั้นเป็นไปได้ยาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือ แม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แล้วก็ตาม อีกทั้งกรุงเทพฯมีจำนวนประชากรแฝงเป็นจำนวนมาก แถมอัตราการเกิดของประชากรก็มีแนวโน้มสูง

นอกจากนี้นโยบายของภาครัฐก็ส่งผลกระทบกับปัญหานี้ด้วย เช่น การประกาศให้กรุงเทพฯเป็นเมืองท่องเที่ยวโลก , นโยบายส่งเสริมร้านอาหารริมทาง(street food) เป็นต้น ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาใช้สอยทรัพยากรและเพิ่มปริมาณขยะอีกเป็นจำนวนมาก


มาตรการจัดการถุงพลาสติกของประเทศต่างๆ


มีหลายประเทศทั่วโลกที่พยายามกำจัดหรือรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกเป็นส่วนประกอบหลักของขยะพลาสติกในทะเล โดยแต่ละแห่งก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ถุงผ้าเหมือนเมืองไทย(แต่เราก็ยังทำได้ไม่ประสบผลสำเร็จ) รณรงค์ให้ใช้ถุงแบบใช้ซ้ำได้ การเก็บภาษีสำหรับการผลิตและการนำเข้าถุงพลาสติก การเก็บภาษีถุงพลาสติกจากลูกค้าที่ต้องการใช้ และการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด

เรามาลองดูกันว่าประเทศอื่นๆทั่วโลกมีมาตรการจัดการกับถุงพลาสติกกันอย่างไรบ้าง

บางประเทศเลือกแก้ปัญหาแบบ market based solution ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่สุดโต่งเกินไปนัก เพราะเข้าใจดีว่าบางครั้งถุงพลาสติกก็มีความจำเป็น ไม่สามารถห้ามใช้ได้หมดทุกกรณี ดังนั้น“ประเทศไอร์แลนด์”จึงตัดสินใจใช้มาตรการ“เก็บภาษีถุงพลาสติก”

ในอดีตประเทศไอร์แลนด์มียอดใช้ถุงพลาสติกประมาณ 1,280 ล้านใบ/ปี หรือโดยเฉลี่ยชาวไอริชใช้ถุงพลาสติกกันคนละ 325 ใบ/ปี ซึ่งร้านค้าปลีกต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เพื่อแก้ปัญหาการใช้ถุงพลาสติกมากเกินไป ประเทศไอร์แลนด์จึงเริ่มบังคับใช้ข้อบังคับการจัดการขยะเมื่อปี พ.ศ.2544 โดยเก็บภาษีถุงพลาสติก 15 ยูโรเซนต์/ใบ ซึ่งเป็นอัตราที่สูง และช่วยส่งสัญญาณที่ชัดเจนให้ชาวไอริชรู้ว่าถึงเวลาต้องเลือกใช้ถุงแบบใช้ซ้ำแล้ว การเก็บภาษีนี้ครอบคลุมการใช้ถุงพลาสติกทุกใบ ยกเว้นกรณีถุงพลาสติกที่ใช้ใส่เนื้อสดหรืออาหารสด

ในปีแรกที่เริ่มเก็บภาษี พบว่าประเทศไอร์แลนด์สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ประมาณ 90% จาก 1,200 ล้านใบ เหลือเพียง 235 ล้านใบ นอกจากนี้ยังนำเงินภาษีส่วนนี้ ประมาณ 10 ล้านยูโร ไปใช้กับโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วย ขณะที่ยอดขายถุงแบบใช้ซ้ำก็พุ่งพรวด และสามารถลดขยะทั่วประเทศลงได้อย่างมาก

 

ต่อมาในปี พ.ศ.2550 ประเทศไอร์แลนด์ขึ้นภาษีถุงพลาสติกเป็น 22 ยูโรเซนต์/ใบ หลังจากมียอดใช้ถุงพลาสติกในช่วงปี พ.ศ.2547-2549 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

อีกหนึ่งประเทศในทวีปยุโรปที่เลือกมาตรการเก็บภาษีเหมือนกัน ก็คือ“ประเทศเดนมาร์ก” แต่เป็นเก็บภาษีในรูปแบบที่ต่างกัน โดยเมื่อปี พ.ศ.2537 เดนมาร์กเริ่มเก็บภาษีถุงพลาสติกในอัตรา 22 เดนิชโครน หรือประมาณ 125 บาท/ถุงพลาสติก 1 กิโลกรัม โดยภาษีนี้จะเก็บจากผู้ค้าปลีก และช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณ 66% แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้มากเหมือนกับการเก็บภาษีของไอร์แลนด์

ขณะที่ไอร์แลนด์และเดนมาร์กเลือกใช้มาตรการแบบ market based solutions แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่เลือกมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด หรือเรียกได้ว่าเป็นทางออกแบบ non-market based solution ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศที่เลือกแนวทางนี้ จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีโครงสร้างในการเก็บภาษีที่ดีพอ

หลายประเทศในเอเชียเลือกใช้แนวทางนี้ เช่น “ประเทศบังกลาเทศ”ที่เป็นประเทศแรกของโลกที่ตัดสินใจสั่งแบนถุงพลาสติก”อย่างเด็ดขาด เพราะเคยประสบปัญหาขยะถุงพลาสติกจำนวนมหาศาลที่เข้าไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2531 และ พ.ศ.2541 เพราะน้ำระบายไม่ทัน

ปัญหาของบังกลาเทศเกิดจากการขาดระบบกำจัดถุงพลาสติกที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ บังกลาเทศเคยมียอดใช้ถุงพลาสติกประมาณ 9 ล้านใบ/วัน และประมาณ 85% ถูกทิ้งเป็นขยะเรี่ยราดตามท้องถนน และตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 บังกลาเทศประกาศห้ามผลิตและใช้ถุงพลาสติกโดยเด็ดขาด ซึ่งผู้ฝ่าฝืนจะถูกปรับสูงถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมาตรการนี้ทำให้ชาวบังกลาเทศเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด

ส่วนใน“ประเทศอินเดีย”ก็มีปัญหาคล้ายคลึงกับในบังกลาเทศ คือ ถุงพลาสติกเข้าไปกีดขวางการระบายน้ำของท่อระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมหนักเพราะระบายน้ำไม่ทัน ดังนั้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2546 รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐหิมาจัลประเทศ เป็นรัฐแรกในอินเดียที่ประกาศห้ามผลิต สะสมสต็อก จำหน่าย แจกจ่าย หรือใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด

และในเวลาต่อมาก็มีเทศบาลและรัฐบาลท้องถิ่นของอีกหลายรัฐในประเทศอินเดียตัดสินใจแบนถุงพลาสติก หรือบางแห่งก็ออกกฎหมายกำหนด“ความหนา”ของถุงพลาสติก เช่น ปี พ.ศ.2551 เมืองจันดิกาฮ์ได้ออกกฎแบนถุงพลาสติก , ปี พ.ศ.2552 ในกรุงเดลีได้ประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกในร้านขายของชำ ร้านอาหาร โรงแรมระดับ5ดาว และโรงพยาบาลขนาด 100 เตียงขึ้นไป , ปี พ.ศ.2553 เมืองมุมไบประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติก อันเป็นผลจากปัญหาด้านสุขภาพ เนื่องจากน้ำท่วมหนักช่วงฤดูมรสม เพราะถุงพลาสติกเข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำ และการทิ้งถุงพลาสติกในพื้นที่เกษตรกรรมก็ทำให้มีสารปนเปื้อนในผักผลไม้และธัญพืช ซึ่งสุดท้ายก็ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ทั้งนี้หลังการบังคับใช้กฎนี้ เทศบาลมุมไบก็เก็บถุงพลาสติกได้น้อยลงประมาณ 2,000 กิโลกรัม/ปี

“ประเทศไต้หวัน”ก็ตัดสินใจห้ามใช้ถุงพลาสติกเหมือนกัน โดยก่อนหน้าออกกฎห้ามใช้ในปี พ.ศ.2544 ไต้หวันมียอดใช้ถุงพลาสติกช้อปปิ้ง 16 ล้านใบ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายก็มีหลายระยะ โดยระยะแรก ห้ามใช้ถุงพลาสติกในโรงเรียน กองทัพ และหน่วยงานราชการอื่นๆ ต่อมาในระยะที่2 ห้ามซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และฟาสต์ฟู้ดใช้ถุงพลาสติก ส่วนระยะที่3 ที่เป็นระยะสุดท้าย ห้ามหาบเร่แผงลอยใช้ถุงพลาสติก และหากใครฝ่าฝืนก็จะเจอโทษปรับ 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน มาตรการห้ามของไต้หวันได้ผลชะงัด เพราะประชาชนเลิกใช้ถุงพลาสติกอย่างเด็ดขาด แต่ยอดการใช้ถุงกระดาษกลับเพิ่มขึ้นแทน

“ประเทศภูฏาน”เริ่มแบนถุงพลาสติกตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 แต่ไม่ได้ผลนัก เพราะมีปัญหาด้านการบังคับใช้กฎ และยังไม่มีทางเลือกอื่นมาทดแทนถุงพลาสติก จนต่อมารัฐบาลต้องออกแถลงการณ์ย้ำการบังคับใช้กฎนี้อีกครั้งในปี พ.ศ.2548 และปี พ.ศ.2552

 

ส่วนมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่าง“ประเทศจีน” รัฐบาลเริ่มห้ามผลิต แจกจ่าย และใช้ถุงพลาสติกชนิด HDPE และอนุญาตให้ผู้ค้าปลีกเก็บค่าถุงพลาสติกชนิด LDPE จากลูกค้าได้ หากถุงมีความหนามากกว่า 0.025 ไมโครเมตร ทำให้การใช้ถุงพลาสติกของซูเปอร์มาร์เก็ตลดลงประมาณ 2 ใน 3 โดยก่อนหน้าการออกกฎดังกล่าว จีนมียอดการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 3,000 ล้านใบ/วัน หรือเท่ากับการทิ้งถุงพลาสติกน้ำหนักประมาณ 3 ล้านตัน/ปี

นอกจากการห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบเด็ดขาดข้างต้นแล้ว จีนก็มีการใช้มาตรการแบบสมัครใจเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยจัดโครงการ“วันปลอดถุงพลาสติก”แบบสมัครใจ เมื่อปี พ.ศ.2549 ทำให้ยอดการใช้ถุงพลาสติกลดลงประมาณ 40%

ประเทศไต้หวันกำลังได้รับการกล่าวขานว่าเป็นต้นแบบของโลกในการจัดการขยะ ผ่านความร่วมมือจากภาครัฐส่วนกลางและประชาชน ผ่านการอำนวยความสะดวกในการแยกขยะควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยประชาชาจะต้องซื้อถุงขยะจากเทศบาล เพื่อเป็นการเก็บเงินค่าจัดการขยะ และเปลี่ยนการเก็บขยะจากการนำขยะไปทิ้งที่ถัง เป็นการนำขยะมาทิ้งที่รถขนขยะแต่ละสีตามประเภทของขยะด้วยตัวเองในเวลาที่กำหนด โดยไม่สามารถทิ้งปะปนได้เลย

ปัจจุบันรัฐบาลไต้หวันประกาศห้ามร้านค้าทั่วประเทศให้ถุงพลาสติกและหลอดพลาสติกแก่ลูกค้า เพื่อเป็นการลดการสร้างขยะแต่ต้นทาง และสามารถนำขยะกว่าร้อยละ 55 จากเดิมร้อยละ 5.9 มาใช้ใหม่ได้ ลดปริมาณขยะต่อคนได้เกือบ3เท่า จาก 1.14 กิโลกรัม/คน/วัน ในปี พ.ศ.2541 ลงเหลือ 0.38 กิโลกรัมในปี พ.ศ.2558

ส่วนประเทศเพื่อนบ้านของไทย อย่าง“ประเทศมาเลเซีย” ก็พยายามรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2552 โดยซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าในรัฐปีนังออกแคมเปญไม่ใช้ถุงพลาสติกในวันจันทร์แรกของเดือน ส่วนห้างคาร์ฟูร์ให้สิทธิ์ลูกค้าที่พกถุงแบบใช้ซ้ำได้มาเอง สามารถชำระเงินค่าสินค้าได้ก่อนลูกค้าที่ไม่พกถุง

ด้าน“ประเทศเมียนมาร์” ก็ออกมาตรการแบนถุงพลาสติกในหลายเมือง เช่น มัณฑะเลย์ บากัน และ เนปิดอว์ และทางการเมียนมาร์ได้ประกาศให้พื้นที่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนืออย่างเมืองมี๊ตจินา และ เมืองสะกาย เป็นพื้นที่ปลอดถุงพลาสติก


เหตุผลที่เมืองไทยจัดการขยะได้ไม่ดีพอ และผลกระทบ 


สาเหตุที่เมืองไทยจัดการขยะได้ไม่ดีพอนั้น มีด้วยกันหลายประการ อาทิเช่น

– ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมการทิ้งขยะของคนไทย อาจสืบเนื่องปัญหามาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยใช้วัสดุธรรมชาติสามารถย่อยสลายได้ แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้วัสดุพลาสติกที่สะดวกสบายแทน ภัยใกล้ตัวจากพลาสติกจึงตามมา เนื่องจากพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ

– คนส่วนใหญ่ไม่เห็นประโยชน์ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ไม่ได้เห็นผลอย่างชัดเจนว่าการแยกขยะและทำความสะอาดก่อนทิ้งนั้นสำคัญอย่างไร จากผลสำรวจของชีวจิตโพลโครงการ 6 ระบุว่าจำนวนคนไทยสูงถึง 92.3% รู้ว่าขยะที่ทิ้งก่อให้เกิดโรค แต่ไม่ทราบว่าขยะนั้นส่งผลต่อร่างกายและทำให้เกิดโรคภัย

– การแยกขยะยังจำกัดอยู่ในวงแคบ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการทิ้งอย่างถูกต้องก็หายาก เช่น ไม่มีถังแยกขยะตามประเภท ระบบแยกขยะมีหลายระบบ ป้ายแยกขยะไม่ชัดเจน เป็นต้น

– สถานที่กำจัดขยะขององค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ 7,777 แห่ง(ในปี พ.ศ.2558) พบว่ามีเพียง 328 แห่ง หรือไม่ถึง 5% ของสถานที่กำจัดทั้งหมดเท่านั้นที่สามารถนำขยะไปใช้ประโยชน์และกำจัดได้อย่างถูกต้อง  ปริมาณขยะที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้องคิดเป็นร้อยละ 26.34 ของปริมาณขยะเกิดใหม่รวมกับขยะตกค้างทั้งหมด และขยะที่เหลือกว่า 73.26% นั้นถูกกำจัดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง

อุปสรรค์ของการกำจัดขยะให้ถูกวิธี เช่น งบประมาณในการทำสถานที่กำจัดขยะแบบถูกต้องมีค่าใช้จ่ายสูง มีขั้นตอนและเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย ทั้งในแง่ของการมาตรฐานการกำจัด และการขออนุญาตให้ถูกต้อง การหาพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมพื้นที่ การดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากขยะและคนในชุมชนใกล้เคียง จุดคุ้มทุนของการลงทุนฯมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้สถานที่กำจัดขยะบางแห่งเปิดไปได้สักพักต้องปิด เพราะไม่มีจำนวนขยะ“ดี”เพียงพอที่จะเอามาเปลี่ยนเป็นพลังงานหรือไฟฟ้า

– ​ในยุคอุตสาหกรรม มีการวางแผนการตลาดที่กระตุ้นให้คนบริโภคในปริมาณมากและถี่ ด้วยสินค้าใหม่ โปรโมชั่นต่างๆ ราคาที่ถูก(แต่อายุการใช้งานน้อย) มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมที่แพงกว่าซื้อใหม่ ทำให้พฤติกรรมและแนวคิดการใช้ของของคนในปัจจุบันเปลี่ยนไป ตั้งแต่อาหาร(1ใน 3 ของอาหารที่ผลิตทั่วโลกกลายเป็นขยะ) เสื้อผ้า(จากที่ต้องรอคอลเลคชั่นใหม่ปีละ 2 ครั้งตามฤดูกาล ปัจจุบันห้างร้านเสื้อผ้าชั้นนำส่งคอลเลคชั่นใหม่ๆ เข้าร้าน 2 ครั้ง/สัปดาห์) หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำให้หลายคนเลือกที่ทิ้งแล้วซื้อของใหม่มากกว่าซ่อม

– ในกรุงเทพฯ ไม่มีปัญหาขยะตกค้าง เพราะมีข้อบังคับในสัมปทานว่าห้ามมีขยะตกค้างในพื้นที่ เพราะฉะนั้นบริษัทที่รับสัมปทานจึงไม่มีเวลาคัดแยก ต้องรีบนำไปฝังกลบทันที การคัดแยกขยะจากต้นทางจึงมีส่วนช่วยลดปริมาณขยะที่จะถูกนำไปฝังกลบได้ ในขณะเดียวกันจังหวัดเล็กๆส่วนมากจะพบปัญหาขยะที่ไม่ถูกจัดการอย่างถูกต้อง

ส่วนผลกระทบจากขยะ นอกเหนือจากก่อให้เกิดน้ำท่วม และขยะไหลลงสู่ทะเลจนมีผลเสียต่อระบบนิเวศแล้ว การกำจัดขยะที่ไม่ถูกวิธี เผาโดยไม่มีการควบคุม ก่อให้เกิดสารไดออกซิน สร้างมลพิษในดินและอากาศ ทั้งในรูปแบบฝุ่นละออง ก๊าซพิษ(คือ ก๊าซมีเทน ซัลเฟอร์ และคาร์บอนไดออกไซต์) และกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้คนทั่วไปที่สูดดมหรือสัมผัส ข้อมูลจากสำนักอนามัยของกรุงเทพฯระบุว่าพนักงานเก็บขยะที่ต้องอยู่กับแหล่งสะสมเชื้อโรคเป็นเวลานานกว่า 8 ชั่วโมง/วัน ป่วยบ่อยกว่าคนทั่วไป 10-15% โดยต้องเสี่ยงต่ออันตรายหลายรูปแบบ ทั้งถูกของมีคมบาดจนอาจเกิดแผลติดเชื้อและบาดทะยัก อันตรายจากเชื้อโรคในกระดาษชำระ ถุงยางอนามัย ผ้าอนามัย เศษอาหารเน่าบูด และซากสัตว์ โดยโรคภัยจากขยะที่เกิดบ่อย ได้แก่ โรคระบบทางเดินอาหาร ท้องร่วง โรคจากการติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ คลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

นอกจากนี้ไมโครพลาสติกหรือพลาสติกขนาดเล็กมากๆ ที่แตกจากการย่อยสลายไม่สมบูรณ์ และสารเคมีอันตรายอย่างสารตะกั่วและโลหะหนักในขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ซึมลงดินและย้อนกลับมาหาคนและสัตว์ในผัก อาหารทะเล เนื้อสัตว์ รวมถึงน้ำ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ทะเล 5-10% พิการ จากการกินพลาสติกเข้าไป และเสียชีวิตในที่สุดตามที่เป็นข่าวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ในด้านการสูญเสียทางเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลไทยใช้งบประมาณในการจัดการขยะมากถึง 13,000 ล้านบาท/ปี โดยในจำนวนนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการรักษาเมื่อเกิดโรค รวมทั้งการจัดการดินเสียและน้ำท่วมจากการอุดตันของขยะ แต่รัฐบาลสามารถจัดเก็บค่าจัดการขยะได้เพียง 2,300 ล้านบาท เท่านั้น


3R – 7แนวคิดการจำกัดขยะที่ทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น


ปัจจุบันแนวคิดในการจัดการขยะมีหลากหลายแบบ ตั้งแต่ 3R ไปจนถึง 7R ตามความเหมาะสมของพื้นที่แต่ละประเทศ

3R คือส่วนหนึ่งของ 7R ได้แก่ Reduce Reuse และ Recycle  โดยเมื่อปี พ.ศ. 2559 รัฐบาลไทยได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559-2564 เพื่อเป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะ โดยวางโครงสร้างให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันจัดการปัญหา แบ่งเป็น 4 มาตรการ คือ

  1. แก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยเก่าตกค้างสะสม
    2. สร้างรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยใหม่
    3. วางระเบียบและมาตรการการบริหารจัดการขยะมูลฝอย และ
    4. การสร้างวินัยคนในชาติ

4R ก็เป็นส่วนหนึ่งของ 7R เป็นแนวคิดการจัดการขยะที่สากลนิยมใช้ โดยเรียงลำดับตามความสำคัญเริ่มจาก

1) Reduce การลดปริมาณขยะจากต้นทาง

2) Reuse การใช้ซ้ำ

3) Recycle การนํากลับมาใช้ใหม่ และ

4) Recovery คือการแปรรูปเป็นพลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า

และจบกระบวนการที่ Landfill ซึ่งเป็นการจัดการปลายทางด้วยการฝังดินอย่างถูกต้อง

สำหรับ 7R เป็นแนวคิดที่ว่าการจะกำจัดขยะ ควรเริ่มจากก่อนที่เราจะทิ้งขยะแต่ละครั้ง ว่าขยะเหล่านั้นสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า ได้แก่

1) REFUSE : ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงสิ่งของที่จะสร้างมลพิษ เช่น โฟม และถุงพลาสติก เป็นต้น จากรายงานขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(อบก.) ระบุว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะประเภทพลาสติกและโฟมมากถึง 2.7 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 7,000 ตัน/วัน ในจำนวนนี้ไม่สามารถกำจัดด้วยวิธีฟังกลบได้ทั้งหมด เพราะพลาสติกจะใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี แต่ขณะเดียวกันขยะประเภทนี้ก็ไม่สามารถนำไปเผาทำลายได้ เพราะถุงพลาสติกมีส่วนประกอบของเม็ดปิโตรเลียม ซึ่งเมื่อระเหยไปในบรรยากาศจะสร้างสารปนเปื้อนในดินและน้ำ ฉะนั้นแล้วทางที่ดี คือ เลือกปฏิเสธ แล้วหันมาใช้ถุงผ้า กล่องข้าวที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ไปจนถึงภาชนะใช้ซ้ำต่างๆอย่างหลอด ขวดน้ำ ช้อนส้อม ตะเกียบ นอกจากลดขยะ ลดพลาสติก ไปจนถึงโฟมได้แล้ว เรายังช่วยลดมลพิษทางอากาศได้อีกด้วย

2) RECYCLE : แยกขยะให้เป็นนิสัย โดยแยกขยะที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ให้ง่ายต่อการจัดเก็บและส่งแปรรูป ทุกคนคงเคยเห็นถังขยะหลากหลายสี แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากการแยกขยะให้เป็นนิสัยจะช่วยให้กำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในกระบวนการกำจัดขยะอีกด้วย เพราะแต่ละวันเจ้าหน้าที่ต้องเก็บขยะวันละมากกว่า 9,000 ตัน ใช้งบประมาณมากกว่า 2,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งการแยกขยะและทิ้งขยะลงถังตามสี4สี ได้แก่ (1)ถังขยะสีเขียว รองรับขยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว เพื่อนำกลับมาทำปุ๋ยหมักได้ เช่น เศษอาหาร ผัก ผลไม้ และใบไม้ (2)ถังขยะสีเหลือง รองรับขยะที่สามารถนำมารีไซเคิลหรือขายได้ เช่น แก้ว อลูมิเนียม พลาสติก กระดาษ และโลหะ (3)ถังขยะสีน้ำเงิน รองรับขยะทั่วไปที่ไม่มีสารปนเปื้อน และไม่สามารถนำกลับมาใช่ใหม่ได้ แต่สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิง ตลอดจนใช้เป็นสิ่งประดิษฐ์ เช่น กล่องนม เศษผ้า ยาง ไม้ เป็นต้น ในถังสีน้ำเงิน เพียงเท่านี้ทุกคนก็สามารถช่วยโลกได้ และยังเป็นการช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศอีกทางหนึ่งด้วย และ (4)ถังขยะสีแดง รองรับขยะที่มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ ขวดยา ถ่านไฟฉาย และภาชนะบรรจุสารอันตรายต่างๆ

3) REUSE : ใช้แล้ว ใช้ซ้ำ ให้คุ้มค่า โดยนำกลับมาใช้ใหม่จนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน เป็นวิธีที่ช่วยลดขยะอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด พยายามใช้สิ่งต่างๆรอบตัวอย่างคุ้มค่า อาจจะเริ่มจากการใช้ปากกาจนหมดด้าม เขียนดินสอจนหมดแท่ง หรือเริ่มจากการใช้กระดาษให้เต็มทั้งสองหน้าจนเป็นนิสัย แต่หากเท่านั้นยังไม่พอ และอยากก้าวล้ำไปอีกขั้น อยากชวนให้ทุกคนลองเอาของที่ไม่ใช้แล้ว มาทำเป็นของใช้ หรือดัดแปลงเป็นของ D.I.Y กันดู อาจเริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น การทำกระถางต้นไม้จากขวดน้ำพลาสติก หรือการนำเสื้อยืดที่ไม่ได้ใส่แล้วมาตัดเป็นถุงผ้าช้อปปิ้ง นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะได้แล้ว ยังเป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

4) REPAIR : ใช้อย่างทะนุถนอม ซ่อมแซมเท่าที่ทำได้ ลองสังเกตสิ่งของรอบตัวกันดูว่ามีอะไรที่เราใช้มันผิดวิธี หรือกำลังทำให้มันพังก่อนถึงเวลาหมดอายุขัยหรือเปล่า โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น การเปิดแอร์ร้อนกว่าอุณหภูมิห้อง หรือการใช้ไมโครเวฟกำลังแรงอุ่นอาหารเป็นเวลานานๆ หรือใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าวันละ 8 ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้นอกจากจะทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟมากขึ้นแล้ว ยังทำให้อุปกรณ์ต่างๆพังเร็วขึ้นด้วย แต่หากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ลองฝึกซ่อมอุปกรณ์ด้วยตัวเองดูบ้าง อย่างการเปลี่ยนอะไหล่ หรือต่อ เติม ปะสิ่งต่างๆ แทนการซื้อใหม่ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดปริมาณขยะได้เยอะแล้ว

5) REFILL : ใช้สินค้าแบบเติมได้ เพื่อลดขยะจากบรรจุภัณฑ์ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของอุปโภคต่างๆ เช่น น้ำยาซักผ้า ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ฯลฯ มาเป็นแบบ Refill หรือลดการซื้อของในบรรจุภัณฑ์ใหม่ ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายในบ้านลงได้มากกว่า 30% ทีเดียว อีกทั้งยังช่วยลดมลภาวะที่เกิดจากกระบวนการผลิต Packaging ในโรงงานได้ด้วย เรียกว่าทำแค่อย่างเดียว แต่ช่วยโลกได้ถึง2ต่อ

6) RETURN : หมุนเวียนมาใช้ใหม่ หลายคนอาจไม่รู้ว่า การคืนขวดน้ำอัดลม หรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ กลับไปสู่ผู้ผลิตนั้น นอกจากจะผ่านการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่แล้ว กระบวนการดังกล่าวยังมีส่วนช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางทะเลด้วย เนื่องจากขวดแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆที่เป็นแก้ว ต้องใช้ทรายแก้วเป็นวัตถุดิบหลัก โดยทั้งหมดจะถูกขุดขึ้นมาจากบริเวณรอบๆชายฝั่งทะเล การใช้ทรายแก้วจำนวนมาก ทำให้แนวดินดอนชายฝั่งทะเลถูกทำลาย และสูญเสียรูปทรงดั้งเดิม อีกทั้งถูกกัดเซาะสูงขึ้นจนเกิดเป็นปัญหาภูมิทัศน์ทางทะเลตามมา เราจึงควรแยกขวดแก้วออกจากขยะอื่นๆ และส่งคืน เพื่อกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ และรักษาชายหาดที่สวยงามไปพร้อมกัน

7) REDUCE : ลดการกินทิ้งกินขว้าง ใช้ของสิ้นเปลือง ข้อนี้ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว เพราะการบริโภคหรือใช้สิ่งต่างๆเท่าที่จำเป็น ไม่เพียงช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับปริมาณขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดหรือวิถีการใช้ชีวิตที่นำไปสู่ความสมดุลอีกด้วย ลองเลือกซื้อผลิตภัณฑ์หรือสินค้าขนาดใหญ่ ใช้ได้นาน แทนการซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็ก หรือมีปริมาณน้อยหลายๆชิ้น ส่วนถ้าอะไรที่มีอยู่แล้ว ก็ลองห้ามใจตัวเอง ไม่ซื้อของประเภทเดียวกันหรือแบบเดียวกันไว้ที่มาไว้ที่บ้าน นอกจากจะลดปริมาณขยะได้มากแล้ว ยังเป็นวิธีตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นที่ดีอีกด้วย

อาจจะไม่ต้องทำตามให้ครบทุกวิธีก็ได้ แต่แค่ได้เลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง แล้วนำมาปรับใช้อย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญ ที่ช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นอีกเป็นกอง


การแยกขยะในญี่ปุ่น 


เราต้องยอมรับว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นเมืองที่มีการพัฒนาที่สูง มีระบบอุตสาหกรรมกระจายตัวอยู่เกือบทั่ว โดยเฉพะอย่างยิ่งเขตเมืองหลวงอย่าง“โตเกียว” ซึ่งย่อมก่อให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล แต่บ้านเมืองเขากลับสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย แสดงให้เห็นถึงการกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเป็นเพราะ“ชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังความเป็นระเบียบกันมาตั้งแต่เล็ก การแยกขยะก่อนทิ้งลงถังก็เป็นสิ่งที่แต่ละบ้านเรียนรู้และทำกันจนเป็นนิสัย” ผ่านกฎหมายด้านการจัดการขยะที่รัฐบาลกำหนดขึ้น ซึ่งทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและสนับสนุนสังคมให้ก้าวสู่“สังคมรีไซเคิล” เพื่อลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาข้อกฎหมายด้านการรักษาความสะอาดและการจัดการขยะ เพื่อให้มีการจัดการขยะที่เหมาะสม และออกกฎหมายด้านการส่งเสริมการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ผ่านหลัก 3R คือ Reduce Reuse และ Recycle ที่ใส่ใจถึงขนาดออกกฎหมายเฉพาะตามลักษณะของผลิตภัณฑ์

ตัวอย่างการจัดการขยะที่เทียบกับกรุงเทพฯได้ ก็ต้องเป็นมหานครอย่างโตเกียว โดยเขตเมืองของโตเกียว 23 เขต ไม่นับรวมปริมณฑล มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน โดยหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละเมืองจะทำหน้าที่รวบรวม ขนส่งขยะ และบำบัดขยะ นอกจากนี้ชาวโตเกียวมีการคัดแยกขยะก่อนนำมาทิ้ง ณ จุดรวบรวมขยะ โดยแยกเป็นขยะ 4 ประเภท คือ

  1. ขยะเผาไหม้ได้(Combustible Waste) เช่น เศษอาหาร กระดาษ พลาสติก เป็นต้น
    2. มูลฝอยเผาไหม้ไม่ได้(Non-Combustible Waste) เช่น โลหะ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า แก้วเซรามิก เป็นต้น
  2. ขยะขนาดใหญ่(Bulky Waste) เช่น เฟอร์นิเจอร์ ตู้ เตียง โต๊ะ เป็นต้น และ
  3. ขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้(Resources) เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว เป็นต้น

แผนการดำเนินงานของประเทศญี่ปุ่นในแต่ละปี จะขึ้นอยู่กับฤดูกาลและแนวโน้มปริมาณขยะในท้องถิ่น โดยไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการจัดการขยะสำหรับขยะจากบ้านพักอาศัย ยกเว้นกรณีที่มีการทิ้งขยะปริมาณมาก ซึ่งมีการคิดค่าธรรมเนียมจากขยะเฉพาะขยะที่มีขนาดใหญ่และขยะจากภาคธุรกิจ ซึ่งมีการกำหนดความถี่ในการเก็บแยกตามประเภทของขยะ คือ ขยะที่เผาไหม้ได้เก็บสัปดาห์ละ 2 ครั้ง , ขยะที่เผาไหม้ไม่ได้เก็บสัปดาห์ละครั้ง , ขยะที่มีขนาดใหญ่จะทำการเก็บรวบรวมโดยขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชนในการร้องขอให้นำไปกำจัด และขยะรีไซเคิลเก็บสัปดาห์ละครั้ง


ความในใจของผู้เขียน


เมืองไทยของเรามีการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 อย่างที่กล่าวไปในเบื้องต้น แต่เป็นมาตรการแบบรณรงค์ขอความร่วมมือกันมากกว่า จึงไม่ประสบความสำเร็จ

แม้การปลูกจิตสำนักให้แก่ประชาชนในการลด ละ เลิก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็นจะเป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางเท่านั้น ซึ่งได้ผลไม่เกินร้อยละ 10  และทิศทางการรณรงค์จากหลายพื้นที่หรือบริษัทที่ทำการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดการตระหนัก เช่น บริษัท Decathlon ที่มีนโยบายคิดเงินค่าถุงจากลูกค้า แต่การดำเนินการเพียงบางพื้นที่หรือบางบริษัทยังเป็นเพียงการรณรงค์ที่ไม่แพร่หลายไปทั่วประเทศ

ส่วนการออกกฎหมาย เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติกจากบริษัทผู้ผลิต หรือการมีนโยบายให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าถุงพลาสติก จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เกิดเป็นมาตรฐานการจัดการดูแล ควบคุม และแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้จริง ดั่งที่หลายประเทศกระทำอยู่

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนอยากให้เป็นข้อคิด คือ ระบบการจัดการขยะของประเทศญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้เกิดได้จากการวางแผน หรือการออกกฎหมายเพื่อการจัดการจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว แม้เราจะนำแผนงานของญี่ปุ่นมาก็ไม่สามารถการันตีผลลัพธ์ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญจริงๆคือฝ่ายของประชาชนทุกคนทุกบ้านเอง ที่เป็นผู้สร้างขยะเหล่านั้น จำเป็นต้องมีวินัยและให้ความร่วมมือในการจัดการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ปลายทางสามารถทำงานได้อย่างดีมากขึ้น

คงไม่ผิด หากจะกล่าวว่าปัญหาขยะล้นเมืองที่รบกวนชาวเมืองทุกคนอยู่นั้น แท้จริงแล้วแก้ได้ง่ายๆด้วยตัวชาวเมืองทุกคนเองที่สร้างขยะเหล่านั้นขึ้นมา เป็นหน้าที่ของทุกคนแล้วล่ะครับ ที่ต้องสร้างวินัยและปลูกฝังค่านิยมดีๆขึ้นมาให้ได้

จำไว้ว่าแค่ทิ้งขยะคนละชิ้น มหาสมุทรก็สิ้นแล้ว” 

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….