บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

“สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง

เหมืองแร่สังกะสีที่กำลังจะกลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง

 

วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น“วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” (International Day for Biological Diversity หรือ IBD) ตามที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2543 เพื่อรำลึกถึงวันที่“อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” (Convention on Biological Diversity หรือ CDB) เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2535 โดยมีวัตถุประสงค์หลักของอนุสัญญา เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ใช้ประโยชน์องค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

สำหรับปีนี้องค์การสหประชาชาติได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพกับอาหารและสุขภาพของมนุษย์ ภายใต้หัวข้อ“ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างอาหาร เสริมสุขภาพ”(Our Biodiversity, Our Food, Our Health) เพื่อยกระดับความรู้ และความตระหนักในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและโภชนาการที่หลากหลาย

ในเมืองไทยก็มีการจัดงานเกี่ยวกับวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2019(International Conference on Biodiversity 2019 : IBD2019) จัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(หรือ สวทช.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(หรือ สพภ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(หรือ อว.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมมือผนึกกำลังพันธมิตรด้านความหลากหลายทางชีวภาพทั่วประเทศ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ จัดงาน IBD 2019 ในช่วงวันที่ 22-24 พฤษภาคม ณ ชั้น 22-23 เซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 

เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ ด้านอนุกรมวิธาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และฟื้นฟูถิ่นอาศัยทั้งในและนอกถิ่นกำเนิด เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเผยแพร่ผลงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนาทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ภายในงานฯมีกิจกรรมหลัก ประกอบด้วยการสัมมนาวิชาการ ซึ่งเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา โดยวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 116 คน ในหัวข้อหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่ สายพันธุ์ในระบบนิเวศ(Species in Natural Ecosystem) การใช้ประโยชน์(Utilization) ผลกระทบและภัยคุกคาม(Impact and Threat) และการจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ(Biodiversity Management) นอกจากนี้ได้เชิญนักพฤกษศาสตร์ 16 ท่าน จากสวนพฤกษศาสตร์ชั้นนำของโลก มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชและการรวบรวมพืชในสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะเป็นแหล่งรวมความรู้และรักษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ

พร้อมกับจัดนิทรรศการ“ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย จากภูผาสู่มหานที”[Discovers the Treasures and Unique Biodiversity in Thailand (From the Mountain to the Sea)]” ประกอบด้วยนิทรรศการ 9 ส่วน อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการวิทยาศาสตร์และลานเรียนรู้สำหรับเยาวชน นิทรรศการด้านการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนท้องถิ่น นิทรรศการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการเก็บรักษาในระยะยาว นิทรรศการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและอนุรักษ์ เป็นต้น และกิจกรรมสาธิตเพื่อส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชนท้องถิ่น 25 ชุมชน เพื่อแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความอุดมสมบรูณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาใช้สร้างประโยชน์ พัฒนาประเทศ และสร้างเสริมความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการดูแลรักษาและการคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นๆด้วย

เหมืองแร่ผาแดงในหน้าแล้ง

                              สิ่งที่น่าสนใจภายในงานฯมีหลากหลายมากมาย แต่ที่ผู้เขียนชื่นชอบก็คือ

Smart Patrol เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สัตว์ป่าและพืชมีค่าใกล้สูญพันธุ์รอดพ้นจากการคุกคาม

การขยายพันธุ์ปะการังอ่อนจากฟาร์มต้นแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเชิงนิเวศ

การฟื้นฟูป่าชายเลนโดยใช้นวัตกรรมไม้โกงกางเทียม ด้วยนวัตกรรม“ซีออส”(C-Aoss ย่อมาจาก CapsultArtoOcean Sediment System) เป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ในการช่วยเร่งการตกตะกอนของหาดเลน ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออกแบบให้มีรากคล้ายโกงกาง ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งง่าย และชุมชนสามารถดำเนินการเองได้

การอนุรักษ์เต่ามะเฟือง เป็นเต่าทะเลที่พบได้ในประเทศไทย และเป็นเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และไม่พบการขึ้นมาวางไข่บนชายหาดของไทยนานถึง 5 ปี จนล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2561 ได้พบไข่ของแม่เต่ามะเฟืองที่หาดคึกคัก และหาดท่าไทร จังหวัดพังงา ทำให้มีลูกเต่ามะเฟืองที่สามารถคลานลงสู่ทะเลได้ทั้งสิ้น 127 ตัว อันส่งผลความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการอนุรักษ์ฟื้นฟูเต่าทะเลที่เป็นสัตว์ทะเลหายาก

การนำเสนอเห็ดเศรษฐกิจของประเทศไทย เป็นชนิดของเห็ดที่เพาะเลี้ยงง่าย สร้างรายได้ในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์จากเห็ด เช่น น้ำเห็ด เยลลี่เห็ด เฉาก๊วยเห็ด เป็นต้น


จากเหมืองแร่ในอดีตสู่สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง


ในงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2019 สิ่งที่ผู้เขียนสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ“สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง จ.ตาก” ที่จริงข่าวนี้เริ่มมีการเผยแพร่มาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2559 แล้ว แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ในงานฯนี้จึงได้รับรู้ความคืบหน้าของการสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงมากขึ้น

เหมืองผาแดง ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก มีความสูงจากระดับทะเลฯประมาณ 300-375 เมตร เคยเป็นแหล่งถลุงแร่โลหะสังกะสีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเนื้อที่รวม 2,077 ไร่ ซึ่งบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) ได้รับสัมปทานขุดหาแร่มายาวนานกว่า 32 ปี ก่อนจะยุติการผลิตแร่ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 เนื่องจากปริมาณแร่สำรองหมดแล้ว

เหมืองแร่ผาแดงในหน้าหนาว

                              หลังการปิดเหมือง ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เหลือทิ้งไว้ คือ สภาพความเสื่อมโทรมของพื้นที่ระบบนิเวศที่ย่ำแย่ เพราะดินขาดธาตุอาหาร อีกทั้งยังมีปัญหาชะล้างพังทลายของหน้าดินสูง ทั้งหมดเป็นภารกิจที่นักธุรกิจเอกชนต้องรับผิดชอบและต้องฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่เหมืองให้กลายเป็นพื้นที่ป่าอีกครั้ง เพื่อส่งมอบให้กรมป่าไม้ต่อไป เนื่องจากพื้นที่นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สอด

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 นายเทียนชัย สิงหการ ผู้อำนวยการเหมืองฯ ได้นำสื่อมวลชนชมหน้าเหมือง ดูความคืบหน้าโครงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาสู่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยนายเทียนชัยกล่าวว่า“ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่เหลือเพียงเล็กน้อย โดยพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟูสภาพมีทั้งสิ้น 1,642 ไร่ เกือบร้อยละ 90 ดำเนินการฟื้นฟูเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้ดำเนินการมาเป็นลำดับตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ทั้งนี้บริษัทฯวางแผนจะส่งมอบพื้นที่คืนกรมป่าไม้ในปี พ.ศ.2560 เพื่อพัฒนาเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯต่อไป

นายเทียนชัยยังกล่าวต่อว่า“บริษัทฯได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อปี พ.ศ.2546 ที่ให้นายอาสา สารสิน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งราชเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการบริษัทผาแดงฯ โดยให้พิจารณาดำเนินการฟื้นฟูเหมืองผาแดงกลับสู่สภาพป่าตามธรรมชาติ ทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาธรรมชาติ บริษัทฯจึงได้เริ่มนำหญ้าแฝกมาใช้ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ที่เสร็จจากการทำเหมืองแล้ว ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี รวมระยะเวลา 14 ปี เหมืองผาแดงปลูกหญ้าแฝกแล้วทั้งสิ้น 24 ล้านต้น ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ท้องถิ่น 140,000 ต้น และจะปลูกเพิ่มในปี พ.ศ.2560 อีก 40,000 ต้น โดยใช้งบฟื้นฟูเหมืองทั้งสิ้น 114 ล้านบาท ก่อนที่จะส่งมอบให้กับกรมป่าไม้ต่อไป

การเตรียมสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง เป็น“โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ตาก” เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 โปรดเกล้าฯรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2558 โดยกรมป่าไม้และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายสุดท้าทาย

ดร.ราเชล วามิงตัน เครดิตรูปภาพจาก https://www.thaipost.net/main/detail/36702

                              ภายในงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 2019 ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กราบบังคมทูลเบิกวิทยากร ได้แก่ ดร.ราเชล วามิงตัน ผู้จัดการทีมวิทยาศาสตร์ โครงการ Eden Project ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจจับและควบคุมโรคพืช โดยทำงานเกี่ยวกับเชื้อโรคที่มีผลกระทบต่อพืชมากกว่า 400 สายพันธุ์ ที่มาบรรยายเรื่อง“สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง : ต้นแบบของสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนที่เกิดจากการฟื้นฟู” และนายอาลี โยฮันน์ ไฮเออร์ บริษัท อาร์ดับเบิ้ลยูอี เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในการทำเหมืองแร่แบบเหมืองหาบ บรรยายเรื่อง“มุมมองทางวิชาการของการฟื้นฟูเหมืองแร่ในแอ่งลิกไนต์จากแม่น้ำไรน์ และวิธีการที่เป็นไปได้ของความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน

(ทั้งนี้ในช่วงวันที่ 31 มกราคม – วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ดร.ราเชล วามิงตัน ผู้จัดการทีมวิทยาศาสตร์ โครงการ Eden Project ประเทศสหราชอาณาจักร และทีมงานผู้บริหารสวนพฤกษศาสตร์อีเด็น ได้เดินทางมาเยี่ยมชมเหมืองผาแดง และจัดทำข้อเสนอแนะการสร้างสวนพฤกษศาสตร์ ซึ่งคณะอนุกรรมการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ฯได้นำขึ้นทูลเกล้าถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงโปรดมีพระราชวินิจฉัยต่อไป)

ดร.ราเชล วามิงตัน ได้เล่าแนวทางฟื้นฟูพื้นเหมืองอีเด็นในอดีตว่า“หลังทำเหมือง สภาพพื้นที่กลายเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ในเมืองคอร์นวอลล์ เมื่อฝนตกกลายสภาพเป็นบ่อน้ำขัง การพัฒนาพื้นที่ต้องสร้างระบบระบายน้ำและการดึงน้ำออกจากพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และหาดินมาลง โครงการฯได้รับคำแนะนำจากมหาวิทยาลัยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ว่าไม่ควรนำดินชั้นบนจากแหล่งอื่นมาใช้ เพราะจะนำสิ่งมีชีวิตและเชื้อโรคมาสู่พื้นที่ โครงการก็ศึกษาหาแนวทางและเลือกใช้กากของเสียจากเปลือกกุ้งปูหอย เศษกรวดหินขนาดเล็ก และเศษไม้ตามธรรมชาติ มาถมพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ โดยพักดินไว้ระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงดิน ก่อนจะปลูกพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ไม้ใกล้สูญพันธุ์ และพันธุ์ไม้จากต่างประเทศ ซึ่งมีการเพาะพันธุ์ในประเทศ รวมถึงใช้เครือข่ายด้านพฤกษศาสตร์ที่มี ช่วยส่งพรรณไม้นานาชนิดให้กับโครงการอีเด็น ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดมาจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งโครงการ บวกกับการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์จำนวนมาก ระหว่างทางแม้มีอุปสรรคก็ช่วยกันแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์อีเด็นนั้นภายในมีเรือนเพาะพันธุ์ไม้ในระบบนิเวศป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งยังเป็นแหล่งพันธุ์ไม้หายากจากทั่วโลก และโซนจัดแสดงนิทรรศการหอพรรณไม้ รวมถึงเป็นหอแสดงนิทรรศการศิลปะไปในตัว ทุกปีมีจัดเทศกาลดนตรีและศิลปะกิจกรรมเหมาะกับครอบครัว โดยดำเนินโครงการฯมาแล้ว 18 ปี มีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 400 คน มีผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน/ปี สร้างรายได้ 27 ล้านปอนด์/ปี และสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นรวม 2,000 ล้านปอนด์ เกิดผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์อย่างน่าพอใจ”

เหมืองผาแดงที่เริ่มมีการปลูกป่าฟื้นฟู เครดิตรูปภาพจาก https://www.thaipost.net/main/detail/36702

                              ดร.ราเชล ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า“เป้าหมายสูงสุดของอีเด็นโปรเจ็ค คือ การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่เสื่อมสภาพจากกิจกรรมเหมือง และสามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น ความท้าทายของการสร้างสวนพฤกษศาสตร์อีเด็นเริ่มตั้งแต่ศูนย์ จนถึงทุกวันนี้ยังต้องเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งมีชีวิตที่หายากและอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงดูแลรักษาพรรณไม้ในพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ทั้งนี้สิ่งที่โครงการอีเด็นพิสูจน์ชัดเจนว่ากิจกรรมมนุษย์ทำลายพื้นที่ แต่มนุษย์ก็สามารถฟื้นฟูให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว และแสดงให้เห็นว่าพรรณไม้สำคัญต่อโลกใบนี้ สำหรับการสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง จ.ตาก มีความคล้ายคลึงกับสวนพฤกษศาสตร์อีเด็น สภาพพื้นที่สูงชันได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปรับพื้นที่ เพื่อให้สามารถปลูกพืชพรรณต่างๆได้ตามแผนของโครงการฯ อย่างไรก็ตามทีมไทยจะต้องสำรวจพื้นที่ให้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์คุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่แต่ละส่วนในเหมืองมีความซับซ้อนต่างกัน เพื่อวางแนวทางพัฒนาอย่างถูกต้อง ตนประทับใจในพระอัจฉริยะภาพของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสนพระทัยการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร เชื่อว่าโครงการสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงจะประสบผลสำเร็จ ช่วยอนุรักษ์ป่าตะวันตก ก่อให้เกิดความเชื่อมโยงในการดูแลรักษาร่วมมือกับผืนป่าที่อยู่โดยรอบ สามารถระบุสิ่งมีชีวิตที่เป็นสปีชีส์สำคัญเพื่อตั้งเป้าหมายด้านการอนุรักษ์ที่เหมาะสม สร้างการมีส่วนร่วมและสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบ และเป็นศูนย์กลางการวิจัยและอนุรักษ์พรรณไม้และป่าขนาดใหญ่ในพื้นที่ป่าตะวันตกของไทย”


ความก้าวหน้าของสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง


ดร.วีระชัย ณ นคร กรรมการมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง กล่าวถึงที่มาสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงว่า เมื่อบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด(มหาชน) ยุติการทำเหมือง ต้องคืนพื้นที่ตามกฎหมายและพัฒนาให้พื้นที่กลับอยู่ในสภาพเดิมหรือใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งเหมืองผาแดงผ่านการปลูกป่าและซ่อมแซมสิ่งแวดล้อมมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ในพื้นที่เดิมมีโครงสร้างพื้นฐานก่อสร้างขึ้นสมบูรณ์แบบทั้งอาคาร หอประชุม บ้านพัก ถนน ฯลฯ การกลับคืนสู่ป่าแบบเดิมอาจทำไม่ได้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงงานผืนป่าตะวันตกของไทยทุกปี มีพระตำหนักที่ดอยผาแดง เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเมื่อเสด็จจังหวัดตาก พระราชกรณียกิจมีทั้งเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โครงการปลูกป่าภาคตะวันตก เหตุนี้กรมป่าไม้และบริษัทผาแดงฯได้ขอทรงมีพระราชวินิจฉัยการพัฒนาพื้นที่เหมืองแร่เดิม ซึ่งทรงมีพระราชดำริเห็นชอบในเบื้องต้น และวินิจฉัยให้ฟื้นฟูสภาพเป็นศูนย์การพัฒนาและเรียนรู้ทางธรรมชาติ ส่วนที่เป็นป่าต้องฟื้นฟูให้ดำเนินการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นแนวทางใหม่

ดร.วีระชัย ณ นคร เครดิตรูปภาพจาก https://www.thaipost.net/main/detail/36702

                              (ช่วงวันที่ 18-22 ธันวาคม พ.ศ.2561 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระธาตุเหมืองผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และทรงติดตามความก้าวหน้าของโครงการฯดังกล่าว ซึ่งนางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมาป่าไม้ รายงานว่าขณะนี้กรมป่าไม้กำลังทำ“การปลูกป่าเชิงระบบนิเวศ”หรือ“การปลูกป่าแบบมิยาวากิ” อันเป็นแนวทางใหม่ในการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้กลับมามีสภาพทางนิเวศของสังคมป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์โดยเร็ว

“การปลูกป่าเชิงระบบนิเวศ”หรือ“การปลูกป่าแบบมิยาวากิ” เกิดจากชาวญี่ปุ่นชื่อ“ศ.ดร.อาคิระ มิยาวากิ” ได้คิดค้นการปลูป่านิเวศ และเข้ามาปลูกป่าในไทยครั้งแรกที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และพบว่าต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี จากนั้นจึงขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ โดยมีหลักการที่สำคัญ 4 ประการ คือ ประการแรก..พันธุ์ไม้ที่ปลูกต้องเป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นตามธรรมชาติ ประการที่สอง..ปลูกไม่ต้องเป็นแถวเป็นแนว โดยกำหนดให้พื้นที่ตารางเมตรละ 3-4 ต้น เพื่อให้ต้นไม้แข่งกันโต และเกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ประการที่สาม..ใช้ฟางข้าวคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นให้ต้นไม้ และประการที่สี่..ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นปุ๋ยธรรมชาติรองก้นหลุม เพื่อช่วยในการเติบโตของต้นไม้

นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ รายงานว่าได้ปลูกป่าแบบมิยาวากิบนพื้นที่จำนวน 10 ไร่ ใช้ต้นไม้ 4,000-6,000 ต้น/ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่ปลูกเป็นไม้พื้นถิ่นตามธรรมชาติ ไม้ที่มีเรือนยอดเด่นได้แก่ ยางนา สัก แดง ประดู่ และพะยูง ส่วนไม้เรือนยอดรองได้แก่ คูน พฤกษ์ อินทนิล หว้า มะขามป้อม ปีป สำโรง เพกา และเสลา ในระยะเวลา 1 ปี ไม้โตเร็วมีขนาด 2-3 เมตร ส่วนไม้โตช้ามีขนาด 1-2.5 เมตร ทำให้จะช่วยในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับคืนเป็นป่าอุดมสมบูรณ์และสร้างระบบนิเวศให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง)

สภาพพื้นที่หลังทำเหมือง มีแต่ดินปนก้อนกรวด มีแอ่งน้ำกระจัดกระจาย การฟื้นฟูสุขภาพดินให้คุณภาพดีขึ้นกำลังจะเกิดขึ้น ดร.วีระชัย กล่าวว่า“โครงการฯจะน้อมนำแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่9 มาใช้ มีการปลูกหญ้าแฝกลดปัญหาหน้าดินพังทลาย และช่วยเก็บกักตะกอนในพื้นที่ลาดชัน จากนั้นจะปลูกไม้ท้องถิ่นและเริ่มใช้ปุ๋ยหมักปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ขณะที่กรมทรัพยากรธรณีและกรมควบคุมมลพิษจะช่วยตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในพื้นที่ กรมชลประทานจะทำงานเรื่องระบบน้ำแต่ละโซนระบบนิเวศเชื่อมต่อกัน นับว่าเป็นความท้าทาย เพราะขุมเหมืองสภาพแย่ ทำอย่างไรจะได้เห็นพื้นที่เขียวชอุ่มกลับมา ตนร่วมจัดทำสวนพฤกษศาสตร์มาหลายแห่งทั่วประเทศไทย แต่การสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงยากที่สุด”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมพื้นที่ผาแดงเหมือนสวนพฤกษศาสตร์อีเด็น เนื้อที่ 2,000 กว่าไร่ สภาพดินพังจะต่างที่สวนพฤกษศาสตร์อีเด็นของอังกฤษที่เป็นเหมืองทองแดง พระองค์เสด็จทอดพระเนตรสวนพฤกศาสตร์อีเด็นมาแล้ว ทรงเห็นว่ามีการฟื้นฟูเป็นรูปธรรมมาก จึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้กรมป่าไม้ไปศึกษานำแบบอย่างมาปรับใช้กับพื้นที่เหมืองผาแดง นำมาสู่การประสานงาน ให้คำแนะนำและร่วมออกแบบผังการจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงเพื่อเป็นสถานที่อนุรักษ์พรรณไม้และรักษาป่าขนาดใหญ่ในผืนป่าตะวันตก ซึ่งมีพรรณไม้มากถึง 4,000 ชนิด พบสัตว์ป่าชุกชุมในพื้นที่ต่างๆ ทั้งป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ป่าห้วยขาแข้ง ป่าแก่งกระจาน และป่ากุยบุรี ถือว่าใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ภาพตัวอย่างเรือนกระจก เครดิตภาพจาก.. https://www.thaipost.net/main/detail/36702

                              ดร.วีระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า 970 ไร่ ของสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง ออกแบบผัง โดยแบ่งพื้นที่ต่างๆจำนวน 5 โซน ประกอบด้วยโซนA เป็นพื้นที่ก่อสร้างสระมรกตและป่าดึกดำบรรพ์ เนื้อที่ 200 ไร่ , โซนB เป็นพื้นที่ก่อสร้างน้ำตกความสูง 40 เมตร เนื้อที่  100 ไร่ , โซนC เป็นพื้นที่ก่อสร้างกลุ่มอาคารเรือนกระจก เนื้อที่ 200 ไร่ , โซนD เป็นพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูป่า เนื้อที่ 300 ไร่ และโซนE เป็นพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำผาแดง เนื้อที่ 170 ไร่ นอกจากนี้ในพื้นที่จะมีศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ด้วย

สวนพฤกษศาสตร์ผาแดงจะแตกต่างจากสวนพฤกษศาสตร์อื่นๆ ตรงที่ใช้พรรณไม้สีม่วงมาฟื้นฟูป่า ขณะนี้กรมป่าไม้เตรียมพันธุ์ไม้ยืนต้นที่ออกดอกสีม่วงกว่า 20 ชนิด ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ของกรมสมเด็จพระเทพฯ สำหรับปลูกในพื้นที่ อาทิ อินทนิล ตะแบก เสลา อินทรชิต เป็นต้น รวมถึงพันธุ์ไม้ท้องถิ่นสีเขียวของผืนป่าตะวันตก ทั้งไม้เต็ง รัง สัก ตะแบกขาว เส้าดำ เป็นต้น อีกทั้งจะปลูกพันธุ์ไม้หายากของผืนป่าตะวันตก รวมทั้งพันธุ์ไม้ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เคยรับสั่งด้วยพระองค์ว่า พระองค์ได้รับการถวายพันธุ์ไม้แปลกๆและไม้หายากเป็นจำนวนมาก นำมาปลูกอยู่ที่โรงเรียนนายร้อย จปร. และที่วังสระปทุม อยากให้เพาะขยายพันธุ์ไม้เหล่านี้ให้เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ป่าธรรมชาติ ก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป ซึ่งกรมป่าไม้จะทำเรื่องขอพระราชทานพันธุ์ไม้เหล่านั้นมาเก็บรักษาและขยายพันธุ์ไว้ที่สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง เพื่อสืบสานพระราชปณิธานต่อไป รวมพรรณไม้แล้วมากกว่า 15,000 ชนิด ถือว่าเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีจำนวนชนิดของพรรณไม้มากที่สุดในโลก มีเรือนเพาะพันธุ์ไม้ในระบบนิเวศป่าฝนใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งพันธุ์ไม้หายาก อาจกล่าวได้ว่าหากผู้ใดอยากรู้จักพรรณไม้ป่าภาคตะวันตกก็สามารถมาเยี่ยมชมที่สวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ได้ ทั้งนี้โครงการฯจะเสริมความแข็งแกร่งด้านพืชพรรณ และมีกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางการวิจัยและอนุรักษ์พรรณไม้ของไทยที่มีความเป็นเลิศ และเกิดสถานีวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มจำนวนนักพฤกษศาสตร์ให้กับประเทศ

การสร้างป่าดึกดำบรรพ์ ดร.วีระชัย ให้ข้อมูลว่าเป็นแนวทางสร้างป่าขึ้นใหม่ พันธุ์ไม้ที่ปลูกอาทิ ไม้ตระกูลปรงที่หายาก เป็นต้น รวมทั้งสร้างสระมรกตเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของผืนดิน ใครมาเที่ยวชมสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงจะมีพันธุ์ไม้ดึกดำบรรพ์ให้ชมด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานฯ ทำให้ได้รับความร่วมมือด้านพันธุกรรมพืช และทรงพระราชทานแนวพระราชดำริปกป้องผืนป่าใหญ่ภาคตะวันตกเป็นผ้าห่มผืนเดียวที่เหลืออยู่ของบ้านเรา

ผังสวนพฤกษศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น 5 โซน

                              คาดว่าแบบก่อสร้างสวนพฤกษศาสตร์ผาแดงจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2562 ใช้งบประมาณจัดสร้างไม่ต่ำกว่า 700 ล้านบาท ตั้งเป้าอีก5ปีข้างหน้าจะสามารถเปิดให้เยี่ยมชมได้ โดยมีกรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการหลัก และมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(หรือ สำนักงาน กปร.) เป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์ต่อไป


ข่าวความหลากหลายทางชีวภาพ


จากวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามสืบเสาะค้นหาข่าวเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ จึงพบว่ามีข่าวที่น่าสนใจไม่น้อย อาทิเช่น

  1. สัตว์และพืช 1 ล้านสายพันธุ์ในโลก(ทั้งบนพื้นดิน ในน้ำ และในอากาศ)กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ เพราะมนุษย์ องค์การสหประชาชาติเผยว่าจากปัจจัยหลักที่มนุษย์ต้องการอาหารและพลังงานเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น2เท่า เศรษฐกิจโลกขยายตัวถึง4เท่า และการค้าระหว่างนานาชาติเพิ่มขึ้นถึง10เท่า ทำให้ในช่วงเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา มนุษย์กำลังสร้างผลกระทบต่อบ้านหลังเดียว(คือโลก)ของเราเป็นอย่างมาก มีการถางป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าเขตร้อน เพื่อผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และพลังงานสำหรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงปี ค.ศ.1998-2000 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าเขตร้อนถึง 100 ล้านเฮกตาร์ ส่วนใหญ่เป็นการทำไร่ปศุสัตว์ในอเมริกาใต้ และการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แย่กว่านั้นคือพื้นที่ชุ่มน้ำ ในปี ค.ศ.2000 ยังมีพื้นที่ชุ่มน้ำเหลือจากที่เคยมีในปี ค.ศ.1700 เพียงแค่ 13 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยพื้นที่เขตเมืองเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่านับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992

พฤติกรรมมนุษย์กำลังทำลายสายพันธุ์พืชและสัตว์เป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายงานประเมินนี้ระบุว่าโดยเฉลี่ยแล้วมีสายพันธุ์พืชและสัตว์ 25 เปอร์เซ็นต์ที่กำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ แม้จะยังไม่ทราบแนวโน้มความเสี่ยงสูญพันธุ์สัตว์ประเภทแมลงในระดับโลก แต่ก็มีการบันทึกการเสื่อมถอยของสายพันธุ์ในบางพื้นที่ไว้อย่างดี

ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณชี้ว่า ราว 1 ล้านสายพันธุ์เสี่ยงสูญพันธ์ภายในระยะเวลาหลายทศวรรษที่จะมาถึง อัตราการทำลายล้างสูงกว่าอัตราเฉลี่ยในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมา เป็นหลายสิบถึงหลายร้อยเท่า

เครดิตภาพจาก.. https://www.bbc.com/thai/international-48178882

                              การประเมินในครั้งนี้ยังพบว่าสภาพดินถูกทำให้เสื่อมโทรมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้ผืนดิน 23 เปอร์เซ็นต์ของโลก สูญเสียความอุดมสมบูรณ์

ความหิวกระหายของมนุษย์สร้างให้เกิดของเสียจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา อีกทั้งยังมีพลาสติกของเสียเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า โดยทุกปีมนุษย์ทิ้งเหล็ก ตัวทำละลาย กากตะกอนของเสีย และของเสียอื่นๆ รวม 300-400 ล้านตัน ลงในแหล่งน้ำ

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่านับตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 0.7 องศาเซลเซียส นี่ทำให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อสายพันธุ์บางสายพันธุ์ ทั้งลดความหลากหลาย และทำให้มีแนมโน้มสูญพันธุ์สูงขึ้น

ปัจจัยหลักของปัญหาเหล่านี้ คือ ความต้องการอาหารสำหรับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อสัตว์และปลา

ส่วนปัจจัยอื่นๆที่สร้างผลกระทบ ได้แก่ การล่าสัตว์ และการใช้กระโยชน์จากสัตว์โดยตรงด้วยวิธีอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และสัตว์ประเภทที่รุกรานสายพันธุ์สัตว์อื่นๆ

รายงานนี้ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลประเทศต่างๆต้องทำอย่างไร แต่ก็บอกใบ้ถึงวิธีการอยู่พอสมควร โดยอยากให้เปลี่ยนจากการใช้“ผลิตภัณฑ์มวลรวม”ที่ใช้เป็นมาตรวัดความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ หันไปมองภาพรวมแทน คือ มองที่“คุณภาพชีวิตที่ดี และผลที่จะตามมาในระยะยาว” ซึ่งมนุษย์ต้องลดการลงทุนที่จะทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ และต้องเพิ่มสัดส่วนผืนดินและพื้นที่ทางทะเลที่อยู่ภายใต้การอนุรักษ์คุ้มครอง

นอกจากนี้บ่อยครั้งที่อาหารการกินของคนในสมัยนี้ไม่ดีต่อสุขภาพและต่อโลก มนุษย์สามารถเป็นคนที่มีสุขภาพดีขึ้นได้ด้วยการทานอาหารหลากหลายมากขึ้น ทานผักมากขึ้น และรักษาโลกด้วยการผลิตอาหารด้วยกระบวนการที่ยั่งยืนกว่าเดิม

  1. สัตว์ 5 ชนิด ที่เสี่ยงสูญพันธุ์เร็วที่สุดในโลก ปัจจุบันสัตว์ป่าในโลกลดจำนวนลงแล้วกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึง 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีสัตว์ 5 ชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เร็วที่สุดในโลก ได้แก่ เสือดาวอามูร์ แรดดำ อุรังอุตังบอร์เนียว กอริลลาครอสริเวอร์ และช้างสุมาตรา

(1) เสือดาวอามูร์(Panthera pardus orientalis Schelgel) เป็นสัตว์ที่หายากที่สุดในตระกูลเสือขนาดใหญ่ พวกมันอาศัยอยู่ในป่าทางตะวันออกของรัสเซีย ตอนนี้อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง คาดว่าเหลืออยู่เพียง 84 ตัว จากการถูกล่า เพราะมนุษย์ต้องการขนลายจุดของมัน

(2) แรดดำ(Diceros bicornis Linne) ปัจจุบันมีแรดดำโบราณเหลืออยู่เพียงราว 5,000 ตัว การล่าและการค้านอแรดดำในตลาดมืด ทำให้พวกมันถูกคุกคาม

แรดดำ เครดิตภาพจาก.. https://www.britannica.com/animal/black-rhinoceros

                              (3) อุรังอุตังบอร์เนียว(Pongo pygmaeus Linnaeus) อาศัยอยู่ในป่าของเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ปัจจุบันมีเหลืออยู่เพียง1,500 ตัว เท่านั้น เพราะที่อยู่อาศัยถูกทำลาย และจากการล่า

(4) กอริลลาครอสริเวอร์(Gorilla gorilla diehli) อาศัยอยู่ในแคเมอรูนและไนจีเรีย ปัจจุบันเหลืออยู่ตามธรรมชาติราว 200-300 ตัว เกิดจากมนุษย์รุกล้ำอาณาเขตของพวกมัน และยังคงมีการล่าอยู่ แม้ว่าการล่ากอริลลาเป็นการทำผิดกฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายหละหลวม

(5) ช้างสุมาตรา(Elephas maximus sumatrensis) มีช้างหลายสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่ช้างสุมาตรามีสถานะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยกว่า 3,000 ตัว บนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา เพราะป่าไม้ถูกทำลาย

  1. มีเพียง 5 ประเทศ ที่ครอบครองพื้นที่ธรรมชาติ 70% ที่เหลืออยู่ทั่วโลก ผืนป่า ทุ่งหญ้า และท้องทะเลที่มนุษย์ยังไม่เคยเข้าไปเหยียบย่ำทำลายนั้น ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยเต็มทีและกำลังหดหายไปทุกขณะ โดยงานวิจัยล่าสุดพบว่า 70% ของพื้นที่ทางธรรมชาติดังกล่าวที่ยังหลงเหลืออยู่ทั่วโลก ตกอยู่ในเขตแดนภายใต้การดูแลของประเทศต่างๆเพียง 5 ประเทศ ได้แก่รัสเซีย แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และบราซิล

ทีมนักวิจัยทางนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลีย และสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(WCS) ตีพิมพ์รายงานการสำรวจพื้นที่ทางธรรมชาติของโลกที่ยังไม่ถูกรุกรานลงในวารสาร Nature โดยได้จัดทำแผนที่โลกแสดงอาณาบริเวณดังกล่าวทั้งบนบกและในมหาสมุทร ผลการสำรวจพบว่าอาณาบริเวณกว่า 77% ของผืนแผ่นดิน และอีก 87% ของมหาสมุทร ถูกกิจกรรมต่างๆของมนุษย์เข้าไป ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว นั่นหมายความว่าโลกมีพื้นที่ทางธรรมชาติบนบกที่ยังมนุษย์ยังไม่ได้แตะต้องเหลืออยู่เพียง 23% เท่านั้น

นอกจากนี้พื้นที่ทางธรรมชาติที่ยังไม่ถูกการขยายตัวของชุมชนและอุตสาหกรรมรุกเข้าเบียดเบียน 94% ตกอยู่ในเขตแดนของประเทศต่างๆเพียง 20 ประเทศ

ส่วนพื้นที่ทางธรรมชาติขนาดใหญ่และสำคัญที่สุด 5 แห่ง ซึ่งคิดเป็นพื้นที่กว่า 70% ของที่หลงเหลืออยู่ทั่วโลกนั้น ได้แก่ เขตภูมิอากาศแบบอาร์กติกทุนดรา(Arctic Tundra)ในอะแลสกาและไซบีเรีย , ป่าบอเรียล(Boreal forest)หรือป่าในเขตเหนือสุดของแคนาดา , ป่าฝนในลุ่มแม่น้ำแอมะซอนของบราซิล , สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโอคาวันโก(Okavango Delta)ในบอตสวานา และพื้นที่ทะเลทรายของออสเตรเลีย

5 ประเทศ ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ทางธรรมชาติส่วนใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของโลก ด้วยการปกป้องสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ในอาณาบริเวณดังกล่าวให้ดำรงคงอยู่ต่อไป โดยต้องจำกัดการพัฒนาขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการทำป่าไม้ การทำเกษตร การทำเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมประมงในพื้นที่ดังกล่าวลงอย่างเด็ดขาด

พื้นที่ทางธรรมชาติเหล่านี้ นอกจากจะสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ยังเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่ช่วยชะลอภาวะโลกร้อนอีกด้วย พื้นที่ทางธรรมชาติจึงควรได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ หากมีการตัดต้นไม้ต้นแรกเกิดขึ้นแล้ว เราจะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกเลย

  1. โลกจะเผชิญอุณหภูมิร้อนสุดขั้วตลอด 4 ปีข้างหน้า สภาพภูมิอากาศโลกมีแนวโน้มจะร้อนแรงขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติเข้าสู่ระยะที่ร้อนที่สุดช่วงหนึ่งในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เสริมให้ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

การทำนายสภาพอากาศโลกดังกล่าว มาจากผลการศึกษาทางสถิติที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ซึ่งระบุว่านับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไปจนถึงปี ค.ศ.2022 เป็นอย่างน้อย

 

เครดิตภาพจาก.. https://www.bbc.com/thai/features-46389037

                              ดร.ฟลอเรียน ซีวีลเลก จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่าในช่วง10กว่าปีแรกของต้นศตวรรษที่ 21 คือระหว่างปี ค.ศ.1998-2010 ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของมนุษย์นั้นไม่ได้บรรเทาเบาบางลง แต่เราไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่รุนแรงมากนัก เพราะได้รับความเย็นชดเชยจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ยังคงเป็นปรากฏการณ์ลานีญา(La Niña) อยู่ อย่างไรก็ตามโลกได้เข้าสู่วงจรสภาพอากาศช่วงใหม่ที่มีความร้อนระอุมากขึ้นในปี ค.ศ.2018 ทำให้มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาวะโลกร้อนในระยะยาวถึง 2 เท่า และจะพุ่งขึ้นอีกเป็น 3 เท่าในปีนี้

ภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าอากาศบนภาคพื้นทวีปต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดพายุไต้ฝุ่นและไซโคลนที่รุนแรง รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนการเกิดคลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยแล้ง เช่นที่เกิดขึ้นกับซีกโลกเหนือในปี ค.ศ.2018 นั้น เป็นไปได้ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นในส่วนใดของโลก


ความในใจของผู้เขียน


หากเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายมากขึ้นทุกๆปีนั้น สิ่งเดียวที่จะช่วยได้ก็คือความร่วมมือร่วมใจของคนทั้งโลกใบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่งนัก นอกจากจะต้องออกกฎหมายคอยควบคุมและป้องกันแล้ว ยังต้องปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่าโลกเรากำลังในอยู่ในอาคารโคม่า

ภาพตัวอย่างในโครงการสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง เครดิตภาพจาก.. https://www.thaipost.net/main/detail/36702

                              ส่วนเรื่องสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง รอคอยอีกเพียง 5 ปีข้างหน้า การเนรมิตขุมเหมืองให้เป็นศูนย์การพัฒนาและแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ประกอบด้วยศูนย์อบรมสัมมนาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่สังกะสีดอยผาแดง ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้ป่าและพืชท้องถิ่น ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศแลนด์มาร์คแห่งใหม่ จ.ตาก ก็จะเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปซึมซับเรียนรู้ธรรมชาติอย่างสุขใจ ปกติเห็นแต่ผืนป่าสีเขียว แต่นี่จะมีป่าที่ออกดอกสีม่วงพร่างพราว จะอลังการแค่ไหน แค่จินตนาการก็อยากให้ถึงวันนั้นโดยเร็ว

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….