บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

อุทยานธรณีสตูล..อุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทย

                        จากการประชุมสำนักเลขาธิการยูเนสโก ครั้งที่ 204 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีมติรับรองอุทยานธรณีสตูล(Satun Unesco Global Geopark) เป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของยูเนสโกแห่งแรกในประเทศไทย โดยประกาศอย่างเป็นทางการผ่านหน้าเว็บไซต์ www.unesco.org ในวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เสนอขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ.2559 และทางยูเนสโกได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่มาทำการประเมินในปี พ.ศ.2560

ปัจจุบันมีอุทยานธรณีโลก ทั้งสิ้น 140 แหล่ง ใน 38 ประเทศ หากนับเฉพาะในอาเซียน อุทยานธรณีสตูลนับเป็นแหล่งที่ 5 โดยอีก 4 แห่ง ได้แก่ มาเลเซีย 1 แห่ง , อินโดนีเซีย 2 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง

แผนที่เส้นทางท่องเที่ยวในอุทยานธรณีสตูล

                        อุทยานธรณีโลกมีความสำคัญเทียบได้กับแหล่งมรดกโลกทั่วไป และเมื่อได้รับการประกาศแล้ว ย่อมส่งผลให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านคุณค่าของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวนำรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศ ประชากรในพื้นที่มีงานทำ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประชากรในพื้นที่เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์และหวงแหน ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างยั่งยืน เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษา วิจัย ของนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

แต่ใช่ว่าเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานธรณีโลกแล้ว จะเป็นตลอดไป เพราะทางยูเนสโกจะทำการตรวจประเมินทุกๆ 4 ปี และจะมีความเข้มข้นขึ้นในการตรวจประเมินสูงขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ โดยจะแสดงผลการตรวจประเมินเป็นระดับสี ได้แก่ สีเขียว หมายถึง ผ่าน , สีเหลือง หมายถึง ปรับปรุง และสีแดง หมายถึง ถูกถอดออกจากทะเบียนของยูเนสโก ดังนั้นหากอุทยานธรณีโลกแห่งใดมีการบริหารจัดการที่บกพร่องก็สามารถที่จะสามารถถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกได้ และจักถูกเว้นระยะเวลาอีก 2 ปี จึงจะสามารถสมัครใหม่ได้ ซึ่งเคยมีอุทยานธรณีบางประเทศเคยถูกถอนออกจากสมาชิกไปแล้ว


ความหมายของอุทยานธรณีโลก


องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือที่เรียกสั้นๆว่า“ยูเนสโก”(UNESCO) ได้ให้ความหมายของ“อุทยานธรณี”(Geopark) คือ พื้นที่ที่ประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอย่างโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยา(geology) รวมถึงคุณค่าทางด้านโบราณคดี(archaeology) นิเวศวิทยา(ecology) และวัฒนธรรม(culture)ที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ อุทยานธรณีระดับท้องถิ่น อุทยานธรณีระดับจังหวัด อุทยานธรณีระดับประเทศ และอุทยานธรณีระดับโลก ซึ่งแต่ละระดับก็มีคุณสมบัติกำหนดไว้อย่างชัดเจน

ฟอสซิลฟันกรามของช้างสเตโกดอน

                        สำหรับพื้นที่ใดจะได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีโลกนั้น นอกจากจะต้องเป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยแหล่งที่มีคุณค่าด้านธรณีวิทยา โบราณคดี นิเวศวิทยา และวัฒนธรรมแล้ว ยังต้องมีการบริหารจัดการแบบองค์รวม ทั้งการอนุรักษ์ การให้ความรู้ การศึกษาวิจัย การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ เชื่อมโยงความสำคัญของมรดกทางธรณีวิทยา ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา


เส้นทางสู่อุทยานธรณีโลก 


ขั้นตอนการสมัครเป็นอุทยานโลก มีทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่

  1. อุทยานธรณีของพื้นที่นั้นๆยื่นหนังสือแสดงความจำนงเพื่อให้ยูเนสโกรับทราบก่อน
  2. ยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารการสมัคร ผ่านคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(NATCAM)
  3. สำนักเลขาธิการยูเนสโกดำเนินการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอกสารประกอบการสมัคร แล้วส่งเอกสารให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณค่าระดับสากล
  4. ผู้ประเมินจำนวนไม่เกิน 2 ท่าน ลงพื้นที่ประเมิน และจัดทำรายงานการประเมิน
  5. สภาอุทยานธรณีโลกดำเนินการพิจารณาใบสมัคร โดยพิจารณาจากการประเมินแหล่งมรดกทางธรณีวิทยา และรายงานผลจากพื้นที่จริง
  6. ได้รับการยอมรับการสมัคร และยูเนสโกพิจารณาเห็นชอบให้เป็น“อุทยานธรณีโลก”(UNESCO Global Geopark)

การก่อกำเนิดอุทยานธรณีสตูล


มีจุดเริ่มต้นมาจากในช่วงเดือนเมษายน พ.ศ.2551 ชาวบ้าน 5 คน นำโดย“นายยุทธนันท์ แก้วพิทักษ์” จาก อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้เข้าไปดำน้ำหากุ้งก้ามกรามใน“ถ้ำวังกล้วย” ที่ตั้งอยู่ในเขตบ้านคีรีวง ต.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล แล้วพวกเขาบังเอิญได้ไปพบกับซากดึกดำบรรพ์(หรือฟอสซิล)ชิ้นหนึ่ง มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลไหม้ น้ำหนักประมาณ 5.3 กก. ยาวประมาณ 44 ซม. สูงประมาณ 16 ซม. ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือฟอสซิลอะไร? และมีความสำคัญอย่างไร?

กระทั่งเมื่อนำฟอสซิลดังกล่าวมาผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อนนำให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ จึงพบว่าฟอสซิลชิ้นนี้เป็นกระดูกฟันกรามของ“ช้างสเตโกดอน” ที่มีชีวิตอยู่ในยุคไมโอซีนตอนปลายถึงต้นยุคไพลสโตซีน มีอายุประมาณ 1.8 ล้านปีมาแล้ว เป็นช้างรุ่นที่ 6 ในวิวัฒนาการของสัตว์ตระกูลช้าง ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า“ช้างแมมมอธ”ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีเสียอีก โดยช้างแมมมอธเป็นช้างรุ่นที่ 8 มีอายุราว 20,000 ปีก่อน

ฟอสซิลนอติลอยด์

                        จากนั้น“นายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของฟอสซิลดังกล่าว ได้นำทีมชาวบ้านพัฒนาถ้ำวังกล้วยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมกับเรียกขานถ้ำแห่งนี้เสียใหม่ว่า“ถ้ำเลสเตโกดอน” ตามลักษณะของถ้ำที่มีธารน้ำไหลผ่าน ผนวกกับชื่อของซากฟอสซิลกรามช้างสเตโกดอนที่ประสบพบเจอในถ้ำแห่งนี้

ปัจจุบันถ้ำเลสเตโกดอนถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดสตูล การเข้าไปเที่ยวในถ้ำเลสเตโกดอน นักท่องเที่ยวจำต้องนั่งเรือคายักเข้าไปเท่านั้น ภายในถ้ำยังงดงามไปด้วยหินงอกหินย้อยที่สวยงามหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหินงอกหินย้อยตามเพดานและผนังถ้ำ หินประกายเพชร หินที่มีสายน้ำไหลผ่านดูคล้ายม่านน้ำตกเล็กๆภายในถ้ำ เสาหิน หินรูปหลอด ทำนบหิน เป็นต้น

สำหรับอีกหนึ่งการค้นพบสำคัญที่ทำให้อุทยานธรณีสตูลก้าวขึ้นสู่อุทยานธรณีโลกก็คือ การค้นพบฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตต่างๆใน“มหายุคพาลีโอโซอิก”(Paleozoic) มีอายุประมาณ 542-251 ล้านปี(ก่อนยุคไดโนเสาร์-มหายุคมีโซโซอิก-251-65 ล้านปี) เป็นยุคแห่งสัตว์ทะเล สิ่งมีชีวิตพวกสาหร่ายดึกดำบรรพ์ และภูเขาสาหร่าย ก่อนที่จะมีสัตว์มีครีบเกิดขึ้นบนโลกใบนี้

มหายุคพาลีโอโซอิก แบ่งออกเป็น 6 ยุค ได้แก่ ยุคแคมเบรียน ยุคออร์โดวิเชียน ยุคไซรูเลียน ยุคดีโวเนียน ยุคคาร์บอนิเฟอรัส และยุคเพอร์เมียน (หลังยุคเพอร์เมียนก็เข้าสู่มหายุคมีโซโซอิก ซึ่งถือเป็นยุคทองของไดโนเสาร์)

สำหรับการค้นพบที่เด่นๆในมหายุคพาลีโอโซอิกในพื้นที่ จ.สตูล นั้น อย่างเช่น การพบซากฟอสซิลจำนวนมากในบริเวณ“เขาน้อย” ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งเสม็ด ต.กำแพง อ.ละงู มีลักษณะเป็นเนินเขาเตี้ยๆที่มีซากฟอสซิลหลากหลายอยู่ในเนื้อหินแทบทุกตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นพลับพลึงทะเล แบรคิโอพอด(หรือหอยกาบคู่) ไทรโลไบต์(เป็นสัตว์ที่มีรยางค์เป็นข้อปล้อง อันเป็นต้นตระกูลแมงดาทะเลโบราณ) และแกรปโตไลต์(เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กมีลักษณะเป็นเส้น เมื่อส่องดูด้วยแว่นขยายจะเห็นเป็นยักคล้ายฟันเลื่อยอาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม) ซึ่งฟอสซิลแกรปโตไลต์จะดูคล้ายรอยขีดเขียนบนก้อนหิน

การค้นพบซากฟอสซิลบริเวณ“ศาลทวดโต๊ะสามยอด” ต.ป่าแก่บ่อหิน อ.ทุ่งหว้า มีการค้นพบซากหอยกาบคู่ และซากหอย“นอติลอยต์”(เป็นสัตว์จำพวกหอย ในชั้นเดียวกับหมึก หมึกยักษ์ และนอติลุส) มีขนาดใหญ่และชัดเจนมาก ลำตัวภายในเปลือกของนอติลอยต์จะมีช่องว่างที่มีผนังปิด แบ่งเป็นห้องๆ มีท่อกลางลำตัวทะลุเชื่อมห้องว่างทุกห้องในเปลือก ลักษณะเปลือกมีทั้งแบบแท่งตรงคล้ายกรวย และแบบม้วนขดเกลียวเป็นวง มีอายุประมาณ 470 ล้านปีก่อน

การค้นพบหินสาหร่ายที่“ศาลทวดบุญส่ง” ตั้งอยู่ที่บ้านทุ่งเสม็ด ต.กำแพง อ.ละงู มีลักษณะเป็นหินโผล่ขึ้นมาดูคล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ ชั้นหินบางและวางเรียงซ้อนกันดูสวยงามแปลกตา ซึ่งหินสาหร่ายเกิดจากการก่อตัวของ“สาหร่ายสโตมาโตไลต์” ที่มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นตัวสร้างออกซิเจนให้กับสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกในยุคแคมเบรียน(ประมาณ 500 ล้านปีมาแล้ว) จนกระทั่งเริ่มมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆตามมา

ถ้ำเลสเตโกดอน

                        ทั้งนี้การค้นพบฟอสซิลในมหายุคพาลีโอโซอิกในสตูลนั้น นอกจากจะเป็นหลักฐานสำคัญในการแสดงถึงความเป็นแหล่งฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว ที่สตูลยังมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ครบทั้ง 6 ยุค เพียงหนึ่งเดียวในเมืองไทย ซึ่งนักวิชาการด้านธรณีวิทยาในพื้นที่จังหวัดสตูลที่ได้ทำการสำรวจเกี่ยวกับฟอสซิลในจังหวัดสตูล ได้ให้ข้อมูลว่าจังหวัดสตูลเป็นเพียงไม่กี่แห่งในโลก หรืออาจเป็นเพียงแห่งเดียวในโลก ที่มีการค้นพบฟอสซิลในมหายุคพาลีโอโซอิกครบทั้ง 6 ยุคเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งไม่น้อยเลย

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบฟอสซิลอื่นๆอีกมากมายใน จ.สตูล จนได้รับฉายาว่า“ฟอสซิลแลนด์ แดนสตูล

อีกทั้งยังมีการสร้าง“ศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราช พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า”ขึ้น ณ ที่ว่าการอำเภอทุ่งหว้า เพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษาฟอสซิลที่พบในท้องที่ อ.ทุ่งหว้า และในพื้นที่อื่นๆของ จ.สตูล พร้อมทั้งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ให้ผู้สนใจได้เข้าไปเที่ยวชม ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจัดแสดงสิ่งน่าสนใจต่างๆ อาทิเช่น นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ในหลวง รัชกาลที่ 9 , ประวัติความเป็นมาของอำเภอทุ่งหว้า , ซากขวานหินของมนุษย์โบราณ พร้อมทั้งมีการจัดแสดงฟอสซิลต่างๆที่ค้นพบในจังหวัดสตูล ให้ชมกัน นำโดยไฮไลท์คือ “ฟอสซิสกรามช้างสเตโกดอน” และ“ฟอสซิลกระดูกฟันของแรดโบราณ”

                        ทั้งการค้นพบฟอสซิสกรามช้างสเตโกดอน ฟอสซิลกระดูกฟันของแรดโบราณ ซากดึกดำบรรพ์แห่งมหายุคพาลีโอโซอิกครบทั้ง 6 ยุค และการค้นพบฟอสซิลจำนวนมากในจังหวัดสตูล ทำให้ทางชุมชนท้องถิ่นของสตูลภายใต้การนำของ“นายณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ” นายก อบต.ทุ่งหว้า และพี่เลี้ยงคือ“กรมทรัพยากรธรณี” ภายใต้การนำของ“ดร.ทศพร นุชอนงค์” อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ที่เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ และได้ร่วมกันเดินหน้าผลักดันอุทยานธรณีสตูลให้กลายเป็นอุทยานธรณีโลกจนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา
แนวทางในการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีโลก (ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยม)

จังหวัดสตูลได้ดำเนินการตามแนวทางของกรมทรัพยากรธรณีในการจัดตั้งอุทยานธรณีสตูล ตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เป็นต้นมา โดยกำหนดพื้นที่อุทยานธรณี ตั้งหน่วยงานบริหารจัดการ จัดทำแผนบริหารจัดการ และดำเนินการตามแผนฯ โดยได้ประกาศจัดตั้งอุทยานธรณีสตูล(Satun Geopark) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2557

ใส่คำบรรยายใต้ภาพว่า..ถ้ำเจ็ดคต

                        ต่อมาเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเสนอให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีระดับประเทศและเป็นสมาชิกอุทยานธรณีโลกของยูเนสโก(UNESCO Globat Geoparks) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอมา เนื่องจากเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาระดับสากล และได้รับการบริหารจัดการ โดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ธรณีวิทยา การให้ความรู้ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน อุทยานธรณีสตูลอาศัยมรดกทางธรณีเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงมรดกทางธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่

ก่อนจะได้รับการประกาศเป็นอุทยานธรณีโลกแห่งใหม่เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ดังที่กล่าวไปเบื้องต้น

อาจกล่าวได้ว่า“อุทยานธรณีสตูล”เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาอุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูลไว้ให้อยู่คู่โลกตลอดไป


กำเนิดแผ่นดินอุทยานธรณีสตูล


ยุค 541 – 485 ล้านปีก่อน

แผ่นดินอุทยานธรณีสตูลเริ่มต้นจากพื้นทะเลยุคแคมเบรียน อายุเก่าแก่กว่า 500 ล้านปี ยุคนี้อุดมไปด้วยสัตว์ทะเลรูปร่างแปลกๆหลายชนิดที่ดำรงชิวิตอยู่บนพื้นทรายใต้ท้องทะเล บางชนิดรูปร่างคล้ายแมงดาทะเลปัจจุบันที่เรียกว่า“ไทรโลไบท์” โดยพบหลักฐานเป็นซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเลอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยในหินทรายสีแดงบนเกาะตะรุเตา

ภาพจำลองทะเลยุคแคมเบรียน

ยุค 485 – 444 ล้านปีก่อน

เป็น“ยุคออร์โดวิเชียน แผ่นดินแห่งนี้กลายเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกยุคโบราณ โดยกลุ่มสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในทะเลตื้นที่เรียกว่าสโตรมาโตไลต์ ซึ่งเกิดจากการก่อตัวของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า“ไซยาโนแบคทีเรีย” พิสูจน์จากร่องรอยรูปร่างคล้ายตาข่ายในหินปูนบริเวณเขาน้อย อำเภอละงู นอกจากนั้นยังพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆอีกจำนวนมาก เช่น นอติลอยด์หรือปลาหมึกโบราณ บ่งบอกความอุดมสมบูรณ์สิ่งแวดล้อมในทะเลในยุคนั้น

ภาพจำลองทะเลยุคออร์โดวิเชียน

ภาพจำลองทะเลยุคออร์โดวิเชียน

ยุค 444 – 247 ล้านปีก่อน

เป็นยุคไซลูเรียน-ไทรแอสสิกตอนต้น แผ่นดินอุทยานธรณีสตูลยังจมอยู่ใต้ทะเล แต่เปลือกโลกเคลื่อนที่ตลอดเวลา ทำให้แผ่นดินอุทยานธรณีสตูลที่เคยอยู่ซีกโลกใต้ เคลื่อนที่ขึ้นมาซีกโลกเหนือและสูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนชนกันของเปลือกโลก 2 แผ่น ทำให้แผ่นดินอุทยานธรณีสตูลที่เดิมเป็นพื้นทะเล เกิดการยกอย่างต่อเนื่องตัวกลายเป็นเขาสูง และถูกกัดกร่อนโดยสายลมและสายฝนต่อเนื่องนับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ เช่น พื้นที่หินปูนในเขตอำเภอทุ่งหว้าและอำเภอมะนัง หินปูนถูกละลายโดยน้ำกลายภูมิประเทศพิเศษที่เรียกว่า“ภูมิประเทศหินปูนบนแผ่นดิน”(Terrestrial Karst) เกิดยอดเขาที่มีลักษณะยอดแหลมคล้ายใบมีด หลุมยุบ เครือข่ายทางน้ำใต้ดิน และถ้ำขนาดใหญ่ เช่น ถ้ำภูผาเพชร หรือถ้ำเลที่ยาวที่สุดในประเทศไทยอย่างถ้ำเลสเตโกดอน ซึ่งภายในถูกตกแต่งด้วยหินงอกหินย้อยที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีหาดทราย หาดหิน และซุ้มประตูหินธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของสตูล

ถ้ำภูผาเพชร

สู่ขุนคีรียิ่งใหญ่ ผูกพันวิถีชีวิต ผู้คน

ยุค 247 ล้านปี ปัจจุบัน

เป็นยุคไทรแอสสิกตอนกลาง-ปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เปลือกโลก 2 แผ่นชนกัน ทำให้พื้นที่อุทยานธรณีสตูลยกตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากพื้นทะเลสู่ภูเขาสูงชัน และถูกกัดกร่อนโดยสายลมและสายน้ำนับล้านปี จนเกิดลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายและสวยงามดังปัจจุบัน

การกัดกร่อนบนยอดภูเขาบริเวณถ้ำภูผาเพชร

ยุค 6,000-5,000 ปี

เป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมโยงระหว่างภูมิประเทศของหินและมนุษย์ เมื่อประมาณ 6,000-5,000 ปีก่อน น้ำทะเลมีระดับสูงกว่าปัจจุบัน ทำให้ชายฝั่งทะเลขยับเข้ามาในแผ่นดินมากกว่าปัจจุบัน มนุษย์ในสมัยนั้นอาศัยถ้ำแห่งนี้ในหินปูนเป็นที่พักอาศัย ที่กินอาหาร และหลบภัยจากสัตว์นักล่า โดยพบหลักฐานเปลือกหอย กระดูกสัตว์ รวมทั้งเครื่องมือที่ทำจากหินและกระดูกสัตว์ในโถงถ้ำชั้นบนสุดของถ้ำอุไรที่อยู่สูงจากพื้นดินกว่า 30 เมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 35 เมตร

ถ้ำอุไรทอง

ยุคปัจจุบัน

พื้นที่อุทยานธรณีสตูลยังคงเป็นพื้นที่ที่ผู้คนมีความผูกพันกับผืนแผ่นดินและสภาพภูมิประเทศ โดยสังเกตได้จากวิถีชีวิตประจำวัน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันหลากหลาย ทั้งยุโรป มุสลิม จีน และไทย โดยพบเห็นผ่านสถาปัตยกรรมและประเพณี เช่น ประเพณีไหว้ผีโบ๋ และอาคารทรงชิโน-โปรตุกิส เป็นต้น

มานิ หรือเงาะป่า


อุทยานธรณีสตูล


อุทยานธรณีสตูล(Satun Geopark) ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีเนื้อที่ครอบคลุมประมาณ 2,597.21 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 4 อำเภอของจังหวัดสตูล คือ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง อำเภอละงู และอำเภอเมือง ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาหินปูน มีเกาะน้อยใหญ่  และชายหาดที่สวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตผู้คนที่ผูกพันกับพื้นที่แห่งนี้

ผืนดินแห่งนี้เป็นบันทึกหลักฐานของโลกใต้ทะเลเมื่อ 500 ล้านปีก่อน ที่อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตยุคเก่า เกิดเป็นแหล่งสร้างออกซิเจนให้กับโลกในช่วงเวลานั้น ต่อมามีการยกตัวของเปลือกโลกก่อเกิดเป็นเทือกเขา และถ้ำ ซึ่งได้กลายเป็นบ้านหลังแรกของมนุษย์โบราณ ปัจจุบันผู้คนก็ยังดำรงชีวิตโดยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของแผ่นดินนี้อยู่ และก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่มีเอกลักษณ์

ด้วยความโดดเด่นทางธรณีวิทยา ภูมิประเทศ และธรรมชาติของอุทยานธรณีสตูล ก่อให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแนวผจญภัย เช่น ล่องแก่ง ดำน้ำ เที่ยวถ้ำ การท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่น้ำตก ชายหาด รวมถึงเลือกซื้อของฝากผลิตภัณฑ์ชุมชน และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่หลากหลาย

ฟอสซิลสโตรมาโตไลต์

                        ประกอบด้วยแหล่งที่มีคุณค่าทางธรณีวิทยามากกว่า 70 แห่ง ทั้งบนบกและในทะเล อาทิ ความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์สัตว์ทะเล ซึ่งพบอย่างต่อเนื่องและหลากหลายในชั้นหินทั้ง 6 ยุคของมหายุคพาลีโอโซอิก โดยเฉพาะไทรโลไบท์สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศไทยถึง 4 สายพันธุ์ และหินแบคทีเรียโบราณสโตรมาโตไลต์ ลําดับชั้นหินแบบฉบับของโลก , ถ้ำเลสเตโกดอน , ถ้ำภูผาเพชร , ถ้ำเจ็ดคต , น้ำตกธารปลิว , หินเขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย , เกาะไข่และหาดหินงามแห่งหมู่เกาะตะรุเตา ทะเลแหวกเกาะหว้าหินและเกาะลิดีเล็ก เป็นต้น นอกจากนี้อุทยานธรณีสตูลยังมีความผูกพันกับวิถีชุมชน อย่างเช่น โรงเรียนกำแพงวิทยา ต.กำแพง อ.ละงู มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาขึ้นภายในโรงเรียน เพื่อเป้นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ชาวชุมชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจ , วิสาหกิจชุมชนปันหยาบาติก ตั้งอยู่ที่บ้านปากบาง ต.ละงู อ.ละงู ได้นำลักษณะต่างๆของซากฟอสซิลที่ค้นพบมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะวาดลวดลายลงบนผ้าบาติกผืนงาม เป็นต้น


แหล่งท่องเที่ยวอุทยานธรณีสตูล


อุทยานธรณีสตูลมีแหล่งท่องเที่ยว 4 ประเภท ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต

ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯตะรุเตา อุทยานฯหมู่เกาะเภตรา และเขตรักษาพันธุ์ฯเขาบรรทัด

  1. แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลและหมู่เกาะ อาทิเช่น

“หมู่เกาะอาดัง” คำว่า“อาดัง”มาจากคำเดิมในภาษามลายูว่า“อุดัง” มีความหมายว่า“กุ้ง” เพราะบริเวณนี้เคยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกุ้งทะเล เกาะอาดังมีเนื้อที่เกาะประมาณ 30 ตร.กม. เป็นเกาะที่มีหาดทรายละเอียดสวยงาม ภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูง มีระบบนิเวศป่าที่สมบูรณ์ และมีฝูงลิงแสมอาศัยอยู่ หมู่เกาะอาดังประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่หลายเกาะ เช่น เกาะหลีเป๊ะ เกาะดง เกาะหินงาม และเกาะยาง เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้นและลึก

 

เกาะหินงาม

                        เกาะอาดังอยู่ในความดูแลของอุทยานฯตะรุเตา นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯเพื่อเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกและจุดชมวิวที่สวยงามบนเกาะได้

“เกาะราวี” อยู่ห่างจากเกาะอาดังเพียง 1 กม. มีพื้นที่ประมาณ 29 ตร.กม. มีหาดทรายที่ขาว สวย สะอาด น้ำทะเลใส และเงียบสงบ รวมทั้งเป็นจุดดำน้ำตื้นที่สวยงาม

“เกาะหินงาม” อยู่ในความดูแลของอุทยานฯตะรุเตา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอาดัง เป็นเกาะขนาดเล็ก มีชายหาดหินกรวดสีดำลวดลายสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับน้ำทะเลจะเป็นประกายสวยงาม

การเกิดหาดกรวดหินงามนั้น เกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา โดยมีแหล่งกำเนิดอยู่บริเวณด้านใต้ของเกาะ คือกระแสน้ำทำให้หินโผล่เหนือน้ำของหิน“ฮอร์นเฟลส์” มีแนวแตกหลายแนว และแตกออกเป็นเศษก้อนหินเหลี่ยม จากกระแสคลื่นได้เกิดกระแสน้ำเลียบชายฝั่งไหลอ้อมไปจนถึงบริเวณสันดอนกรวดมน ตลอดระยะทางของกระแสน้ำเลียบชายฝั่งทำให้ก้อนหินเกิดการขัดสีทำให้กร่อนมีขนาดเล็กลงตามระยะทาง และมีความกลมมนมากขึ้นจนไปสะสมตัวบริเวณสันดอนกรวด นอกจากนี้บริเวณท้ายเกาะหินงามยังมีจุดดำน้ำปะการังน้ำตื้นที่สวยงามอีกด้วย

เกาะหลีเป๊ะ

                        – “เกาะหลีเป๊ะ” คำว่า“หลีเป๊ะ”มาจากภาษาท้องถิ่นชาวเลของชนเผ่าอุรักลาโว้ยที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมหลายครัวเรือน ส่วนใหญ่พวกเขามีอาชีพทำการประมง บริเวณรอบเกาะหลีเป๊ะยังเต็มไปด้วยปะการังอันสมบูรณ์ มีเวิ้งอ่าวที่สวยงาม หาดทรายละเอียดนิ่มเนื่องจากเม็ดทรายของชายหาดนี้เกิดจากการทับถมของปะการัง จึงมีความละเอียดและสีขาวราวกับแป้งมัน เป็นศูนย์กลางของความสะดวกสบายมากมายทั้งที่พัก ที่กิน ที่เที่ยวยามค่ำคืนครบครัน กิจกรรมที่นิยมได้แก่ การดำนำตื้น นอกจากนี้ยังมีจุดชมพระอาทิตย์ตกทะเลสุดขอบทะเลไทยที่สวยงาม ณ หาดประมง และหาดซันไรซ์ ประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายในหมู่เกาะใกล้ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกอยากมาสัมผัส และได้รับสมญานามว่า“มัลดีฟส์แห่งเมืองไทย”

                        เกาะไข่” เป็นจุดกึ่งกลางในการแล่นเรือจากท่าเทียบเรือปากบาราสู่เกาะหลีเป๊ะ เกาะไข่มีขนาดตามความยาวประมาณ 300 เมตร กว้างประมาณ 100 เมตร เป็นเกาะหินขนาดเล็กสองเกาะ ห่างจากกันประมาณ 250 เมตร มีสันดอนทรายเชื่อมระหว่างสองเกาะ รายล้อมด้วยน้ำทะเลใสสีมรกต

หินส่วนใหญ่เป็นหินทราย มีโครงสร้างรอยแตกหลายทิศทาง โดยในช่องรอยแตกดังกล่าวมักมีสารเหล็กออกไซด์เข้าไปสะสมตัวอยู่และมีความแข็งแรงทนทานต่อการสึกกร่อนสูงกว่าเนื้อหินทราย บางบริเวณจึงพบโครงร่างตาข่ายสามมิติของเหล็กออกไซด์ โดยที่เนื้อหินได้สึกกร่อนหลุดออกไปหมดแล้ว

หัวแหลมมีลักษณะผาชัน เกาะด้านเหนือมีซุ้มหินชายฝั่ง เกิดจากคลื่นทะเลซัด มีลักษณะที่สวยงามแปลกตาและถือเป็นสัญญาลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล

ซุ้มประตูหิน เกาะไข่

                        – “ร่องน้ำจาบัง” ใต้ทะเลบริเวณนี้เป็นกองหินใต้น้ำ อันแหล่งปะการังอ่อนที่มีถึง7สี ดอกไม้ทะเล และฝูงปลาที่มีสีสันสวยงาม ระดับน้ำลึกราว 15 – 20 ฟุต เหมาะแก่การดำน้ำตื้น และสามารถดำน้ำลึกได้อีกด้วย

                        “หมู่เกาะดง” ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่มีสภาพภูมิประเทศอันงดงามแปลกตา ในยามที่คลื่นลมสงบน้ำทะเลจะเป็นสีเขียวอมฟ้าใสราวกับมรกต ซึ่งเป็นเกาะสุดท้ายของประเทศไทย มีจุดดำน้ำลึกและตื้นที่สวยงามอยู่หลายแห่ง ส่วนเกาะดงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“อ่าวลิง” เพราะมีลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

“เกาะหินซ้อน” เป็นเกาะสุดท้ายในเขตแดนประเทศไทย เลยไปก็เป็นเขตของประเทศมาเลเซีย เกาะแห่งนี้มีก้อนหินยักษ์รูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดใหญ่วางซ้อนกันอยู่อย่างสมดุล และด้วยทิวทัศน์อันแปลกตาทำให้เกาะหินซ้อนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของหมู่เกาะดง หินบางก้อนที่ซ้อนกันดูคล้ายหมาน้อย บ้างคล้ายเรือดำน้ำ รวมทั้งยังเป็นแหล่งดำน้ำตื้นและดำน้ำลึก มีทั้งปะการังอ่อน ปะการังแข็ง และดอกไม้ทะเลหลากสีสันสวยงาม แต่ต้องระมัดระวังเพราะกระแสน้ำค่อนข้างเชี่ยว เนื่องจากเป็นทะเลเปิด

เกาะหินซ้อน

                        “เขาโต๊ะหงาย” เป็นภูเขาลูกโดดๆ มีขนาดพื้นที่ประมาณ 600 X 300 ตร.เมตร ด้านเหนือจรดพื้นที่ราบ ส่วนด้านใต้เป็นลักษณะของหัวแหลมผาชันยื่นออกไปในทะเล ด้านตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอ่าวที่เป็นหาดทรายโค้งเว้าเข้าไปในแผ่นดินและเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานฯหมู่เกาะเภตรา บริเวณผาชันติดทะเลทางด้านตะวันตก ด้านใต้ และด้านตะวันออก จะมีสะพานเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานฯหมู่เกาะเภตราเลียบไปตามชายฝั่งผาชันด้านตะวันออก แล้วโค้งไปทางตะวันตก ผ่านเขตรอยต่อระหว่างหินปูนสีเทากับหินทรายสีแดง

แม้จะไม่มีหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ แต่จากการเปรียบเทียบลำดับชั้นหินนั้น กล่าวได้ว่าหินทรายสีแดงนั้นเป็น“หินทรายกลุ่มหินตะรุเตายุคแคมเบรียน” และมีหินปูนสีเทาที่เป็น“หินปูนกลุ่มหินทุ่งสงยุคออร์โดวิเชียน”วางตัวปิดทับอยู่ด้านบน ทำให้เห็นรอยสัมผัสแบบรอยเลื่อนปกติระหว่างกลุ่มหินทั้งสองที่มีอายุแตกต่างกัน ประกอบกับทัศนียภาพที่เป็นหน้าผาสูงชันและท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา โดยอุทยานฯหมู่เกาะเภตราได้สร้างสะพานเดินเท้ารอบภูเขาด้านติดทะเล ซึ่งจะเดินผ่านด้านหินปูนสีเทาข้ามระนาบรอยเลื่อนไปยังด้านหินทรายสีแดง ถือได้ว่ากำลังมีอายุมากขึ้นจากยุคออร์โดวิเชียนไปเป็นยุคแคมเบรียน โดยผ่านระนาบรอยเลื่อนที่ถือว่าเป็น“เขตข้ามกาลเวลาเขาโต๊ะหงาย” และเรียกสะพานแห่งนี้ว่า“สะพานข้ามกาลเวลา”

เขาโต๊ะหงาย

                        – “หาดสันหลังมังกร ตันหยงโป” จากตัวเมืองสตูลประมาณ 20 กม. ตามเส้นทางเมืองสตูล-ตันหยงโป โดยการสังเกตป้ายหาดสันหลังมังกรทะเลแหวก คือคำเรียกขานเกาะแห่งหนึ่งของชาวชุมชนตันหยงโป อ.เมืองสตูล ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์กลางทะเลอันดามันในยามน้ำทะเลลดลงเหมือนกระแสน้ำหลีกทางให้สันทรายโผล่ขึ้นมา เป็นสันทรายที่เต็มไปด้วยซากเปลือกหอยนับหลายล้านตัวทับถมกัน ทำให้เกิดเป็นเส้นทางคดเคี้ยวยาวกว่า 3 กม. สามารถเชื่อมไปยังอีกเกาะหนึ่งได้ หรือเปรียบเสมือนกับมังกรฟ้าถลาลงเล่นน้ำให้เราได้เดินบนสันหลังมังกรที่เคลื่อนไหวพลิ้วตัวอย่างสวยงาม จึงเป็นที่มาของชื่อหาดแห่งนี้ว่าหาดสันหลังมังกร

                        นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นเรือหางยาวนำเที่ยวได้ที่ท่าเรือบ้านบากันเคย ต.ตันหยงโป อ.เมืองสตูล ใช้เวลานั่งเรือเพียง 20 นาที นอกจากนี้สามารถนั่งเรือชมเกาะกวาง เป็นเกาะเล็กๆที่อยู่บริเวณเดียวกัน และแวะสัมผัสวิถีชีวิตชาวเลที่“ปุเลาอูบี”ได้อีกด้วย

หาดสันหลังมังกร ตันหยงโป

                        – “ปราสาทหินพันยอด” เป็นเกาะหินปูนกลางทะเลที่มีการพบฟอสซิลอายุมากกว่า 480 ล้านปี อยู่ในพื้นที่ของอุทยานฯหมู่เกาะเภตรา มีชายหาดและน้ำทะเลสีเขียวมรกตที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหินหน้าตาประหลาด มองดูคล้ายปราสาทที่มียอดแหลม นักท่องเที่ยวจะต้องพายเรือคายักลอดผ่านช่องแคบเข้าไป จึงจะพบกับความอลังการของหิน

ปราสาทหินพันยอดเกิดจาก (1) เมื่อหลายล้านปีก่อน น้ำใต้ดินได้กัดเซาะและละลายหินปูนที่อยู่ใต้ดิน จนเกิดเป็นรูโพรงมากมาย (2) ต่อมารูโพรงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนเชื่อมกันเป็นโพรงใหญ่ กาลเวลาผ่านมาจนหินปูนถูกยกตัวขึ้นกลายเป็นเทือกเขาหินปูนที่มีชื่อว่า“เกาะเขาใหญ่” และ (3) เพดานของโพรงเกาะเขาใหญ่ถูกน้ำฝนกัดเซาะจนบางลงเรื่อยๆ เมื่อรับน้ำหนักไม่ไหวจึงยุบตัวลงมา กลายเป็นหลุมยุบในภูเขา ซึ่งก็คือปราสาทหินพันยอดนั่นเอง

  1. แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัย อาทิเช่น

“ถ้ำเลสเตโกดอน” ตั้งอยู่ที่บ้านคีรีวง ตำบล ทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า เป็นถ้ำอยู่ในเทือกเขาหินปูนทอดยาว มีลักษณะคล้ายอุโมงค์ใต้ภูเขา ภายในถ้ำมีลักษณะคดเคี้ยว ระยะทางจากปากถ้ำจนถึงทางออกประมาณ 4 กิโลเมตร สิ่งที่โดดเด่นของถ้ำแห่งนี้คือการพบซากดึกดำบรรพ์ของช้างและแรดสมัยไพลสโตซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช้างสกุลสเตโกดอน ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกชื่อถ้ำแห่งนี้ว่า“ถ้ำเลสเตโกดอน” ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวเป็นซากกระดูกขากรรไกร พร้อมฟันกรามซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างขวา ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยสวยงาม โดยเฉพาะปากทางออกถ้ำที่เป็นโพรงรูปหัวใจ จนเป็นที่มาของคำพูดต่อๆกันมาว่าตามหาหัวใจที่ปลายอุโมงค์” พอออกจากถ้ำจะต้องนั่งเรือหางยาวต่อไปอีกราว 30 นาที นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับป่าชายเลน โดยไปขึ้นบกที่ท่าเรือบ้านท่าอ้อย

ถ้ำเลสเตโกดอน

                        ทั้งนี้น้ำในถ้ำจะได้รับอิทธิพลจากน้ำในลำธารและน้ำทะเลขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน การท่องเที่ยวภายในถ้ำจะต้องพายเรือลอดถ้ำ และต้องพิจารณาระดับน้ำในถ้ำแต่ละวันด้วย แต่สามารถเข้าถ้ำได้ตลอดทุกฤดูกาล การท่องเที่ยวจะต้องติดต่อที่ อบต.ทุ่งหว้า ล่วงหน้า เนื่องจากอุทยานธรณีสตูลจะเน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ นักท่องเที่ยวสามารถชมพิพิธภัณฑ์ทางธรณีก่อนเข้าถ้ำได้ ขณะเดียวกันจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดและจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

“เขาทะนาน” เป็นลักษณะของภูมิประเทศแบบคาสต์ พบถ้ำทะเล มีร่องรอยการกัดเซาะด้านข้างภูเขา โดยน้ำทะเลที่เคยขึ้นสูงและคงที่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางปัจจุบันประมาณ 3-4 เมตร เมื่อ 5,000 – 6,000 ปีก่อน

อาจกล่าวได้ว่าในอดีตเขาทะนานเคยเป็นเกาะขนาดเล็กใกล้ชายฝั่ง ซึ่งต่อมาน้ำทะเลได้ถอยร่นลงไปจนเกิดเป็นเขาทะนานดังปรากฏเห็นในปัจจุบัน หินปูนมีลักษณะเป็นชั้นหนามาก มีซากดึกดาบรรพ์หลากหลายประเภท เช่น หอยสองฝา แบรคิโอพอด ไบรโอซัว ปะการัง ฟองน้ำ หอยกาบเดี่ยว แกนกลางของไบรโอซัว และพลับพลึงทะเล เกิดการสะสมตัวในทะเลตื้นในลักษณะของพืดปะการังในเขต อาจมีอายุอยู่ในช่วงยุคเพอร์เมียน เขาทะนานเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในบางช่วงจะมีการปลูกดอกทานตะวันบานเต็มทุ่งบริเวณด้านหน้า

น้ำตกธารปลิว

                        – “น้ำตกธารปลิว” เป็นน้ำตกสูงประมาณ 5 เมตร มีน้ำไหลออกมาจากช่องโพรงหินปูนบริเวณตีนเขาหินปูนที่อยู่ด้านหลังบริเวณน้ำตกประมาณ 50 เมตร แหล่งต้นน้ำนี้เป็นโพรงถ้ำในเทือกเขาหินปูนที่ทอดยาว และเป็นหน้าผาสูงชัน น้ำที่ไหลออกมาจากถ้ำในภูเขาไหลลาดไปตามพื้นหินลาดเอียง แล้วไหลตกลงเป็นน้ำตกสูงประมาณ 5 เมตร พื้นหินที่น้ำไหลผ่านมีการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นปูนน้ำจืดเคลือบพื้นผิวโขดหินโค้งมน สามารถเดินผ่านไปโดยไม่ลื่น การเดินทางสะดวกสบาย มีถนนเข้าถึง บริเวณน้ำตกมีร้านค้าบริการนักท่องเที่ยว สามารถแวะมาท่องเที่ยวพักผ่อนได้ทุกวัน
“ถ้ำภูผาเพชร” เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ในอำเภอมะนัง อยู่ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์ฯเขาบรรทัด มีเนื้อที่ภายในถ้ำกว่า 50 ไร่ หินงอกหินย้อยที่พบภายในถ้ำมีความวิจิตรตระการตาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะห้องแสงมรกตที่มีแสงส่องลงมากระทบกับหินสีเขียวก้อนใหญ่ตรงกลางห้อง กลายเป็นแสงมรกตและแปลกตา บางบริเวณยังมีน้ำหยดซึ่งก่อให้เกิดหินงอกหินย้อยได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ผนังถ้ำบางบริเวณยังพบสโตรมาโตไลท์(เป็นซากดึกดำบรรพ์ของแบคทีเรีย) และนอติลอยด์(เป็นซากดึกดำบรรพ์ของหมึกทะเลโบราณ) นับเป็นตัวบ่งชี้ว่าหินปูนบริเวณถ้ำภูผาเพชรนี้มีอายุอยู่ในช่วงยุคออร์โดวิเชียน หรือเมื่อประมาณ 450 ล้านปีมาแล้ว และยังพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่บ่งบอกถึงการเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ถ้ำภูผาเพชร

                        – “น้ำตกวังสายทอง” เป็นน้ำตกหินปูนที่มีชั้นน้อยใหญ่มากมาย แต่ละชั้นไหลลดหลั่นผ่านชั้นหินปูนสีเหลืองอร่ามดั่งทองเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์ดูงดงามราวกับดอกบัว บริเวณน้ำตกมีต้นไม้สูงใหญ่ร่มรื่น แหล่งน้ำมาจากการอัดและทะลักของน้ำในถ้ำใต้ภูเขาทะลุออกมาตามช่องเขาลงสู่แอ่งต่างๆที่รองรับอยู่บริเวณรอบๆที่ถูกพอกด้วยหินปูนน้ำจืดเป็นทำนบเล็กๆ และเต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด แล้วไหลลงสู่คลองละงู มีการพอกพูนของสารแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดเป็นริ้วสายของปูนน้ำจืดตามการไหลของกระแสน้ำตก แต่ละชั้นเป็นขั้นบันไดเกยกันไปมา เกิดเป็นอ่างน้ำธรรมชาติเล็กใหญ่ภายใต้ร่มไม้ร่มรื่น สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างสนุกสนามชื่นใจ ตัวน้ำตกตั้งอยู่ใกล้บริเวณจุดจอดรถ ทำให้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำคลายร้อนเป็นอย่างมาก

ล่องแก่งวังสายทอง

                        – “ล่องแก่งวังสายทอง” มีระยะทางประมาณ 7 กม. เป็นพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำละงูที่คดโค้งไปมาอยู่ในหุบเขาแคบๆ ลำน้ำมีน้ำใสไหลไปตามพื้นท้องน้ำที่เป็นกรวด ทำให้ลำธารมีสีเหลืองสวยงามเมื่อกระทบกับแสงแดด บางช่วงเป็นแก่งเล็กๆเตี้ยๆภายใต้ร่มไม้น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธุ์ของป่าฝนเขตร้อน บางช่วงของชายฝั่งแม่น้ำมีลักษณะเป็นผาหินปูนสูงชัน สามารถล่องได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่จัดอบรมหรือสัมมนาต่างๆได้
“ถ้ำเจ็ดคต” เป็นพื้นที่ที่มีการล่องแก่งที่มีชื่อเสียงของอุทยานธรณีสตูล มีลักษณะเป็นถ้ำธารลอด มีปากถ้ำสองด้านทะลุเข้าหากันในลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีความยาวประมาณ 0.6 กิโลเมตร สายน้ำคลองมะนังจะคดเคี้ยวไปมาผ่านสัณฐานถ้ำที่โดดเด่น 7 ลักษณะ ทำให้เป็นที่มาของชื่อถ้ำเจ็ดคต อาทิ คตม่านเพชร..เป็นหินย้อยสีขาวและสีน้ำตาล ลักษณะเป็นกลีบซ้อนกันคล้ายผ้าม่านและมีการก่อตัวของผลึกแร่แคลไซต์ ทำให้เมื่อส่องแสงไฟไปกระทบ จะเกิดประกายระยิบระยับเหมือนม่านเพชร เป็นต้น

“ถ้ำอุไรทอง” เป็นเทือกเขาหินปูนลูกโดด ยอดเขาส่วนที่สูงที่สุดประมาณ 90 เมตร ด้านล่างมีอุโมงค์ถ้ำลอดยาวประมาณ 50 เมตร สามารถเดินทะลุได้ อยู่ห่างจากตัวอำเภอละงูประมาณ 6 กม. ด้านนอกมีทางขึ้นไปสู่ถ้ำด้านบน นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมภายในถ้ำได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อเข้าไปจะได้พบกับหินงอกหินย้อยที่สวยงาม รวมทั้งมีจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม

มีเรื่องเล่าตำนานว่าเมื่อก่อนนี้บริเวณนี้เป็นทะเล และมีเรือสำเภามาจอดหลบพายุ ต่อมากลายเป็นหินรูปเรือสำเภาอยู่ในถ้ำ เรือสำเภามีทรัพย์สินมีค่าและทองคำมากมาย ถูกนำมาเก็บไว้ในถ้ำอุไร ซึ่งคำว่า“อุไร”มีที่มาจากภาษามลายู แปลว่า“ทอง”

ภายในมีถ้ำที่สวยงามอยู่ 3 ถ้ำ คือ “ถ้ำอุไร”เป็นถ้ำใหญ่ที่สุด เป็นแหล่งที่พบกระดูกมนุษย์โบราณและกระดูกสัตว์ เช่น แรด ม้าลาย จุดที่พบอยู่ห่างถ้ำไปทางทิศเหนือ 25 เมตร มีอายุประมาณ 4-5 พันปี , “ถ้ำสำเภา” เป็นแหล่งที่พบหอยโบราณ และ“ถ้ำลูกสาว” เป็นแหล่งพบกระดูกสัตว์โบราณ เช่น ฟันกรามแรด กรามหมูป่า กีบควาย หอยน้ำเค็ม หอยโข่ง หอยขม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีเรื่องเล่าว่ารูตรงเสาหินของถ้ำลูกสาวนั้น

“น้ำตกธารสวรรค์” เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงาม และยังมีน้ำตกเล็กๆอีกประมาณ 4 แห่ง อยู่ระหว่างทางเดินไปน้ำตกธารสวรรค์ บริเวณรอบน้ำตกมีพันธุ์พืชหลากหลายชนิดทั้งไม้พุ่มเตี้ยจนถึงไม้สูงใหญ่หนาแน่น ทำให้ร่มรื่นเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อน

เกิดจากลำห้วยที่ไหลผ่านพื้นที่หินปูน แล้วนำพาสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนตและตะกอนแขวนลอยมาพอกตัวสะสมบริเวณน้ำตก จนเกิดลักษณะคล้ายทำนบไหลลดหลั่นกันลงมาอย่างสวยงาม พื้นที่น้ำตกเป็นหินปูนเนื้อละเอียด สีเทา หินปูนบริเวณนี้มีลักษณะเป็นชั้นชัดเจน น้ำตกธารสวรรค์ประกอบด้วยน้ำตก 2 ชั้น คือ น้ำตกชั้นบนเป็นน้ำตกขนาดเล็กมีความสูงประมาณ 3 เมตร ส่วนน้ำตกชั้นล่างเป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 10 เมตร

น้ำตกธารสวรรค์

                        น้ำตกอยู่ในทางน้ำสาขาที่เป็นต้นน้ำไหลไปลงคลองราวปลา อยู่ห่างจากบ้านราวปลาไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 กม. เป็นลำธารกว้างประมาณ 20 เมตร เข้าถึงได้ด้วยทางเท้าเท่านั้นโดยการเดินลัดเลาะไปตามริมฝั่งลำธาร และบ้างก็ลัดข้ามลำธารไปมาตามโขดหิน ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากตัวอำเภอทุ่งหว้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะทางประมาณ 16 กม.

“เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาบรรทัด” เป็นพื้นที่ภูเขาที่ปกคลุมด้วยผืนป่าฝนเขตร้อน เป็นพื้นที่ต้นน้ำที่ยังคงไว้ด้วยธรรมชาติดั้งเดิม นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ยังคงทิ้งร่องรอยของฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และปัจจุบันก็ยังคงพบร่องรอยของมนุษย์เผ่า“เซมัง” ซึ่งเป็นมนุษย์ที่ยังคงใช้วิถีชีวิตที่อิงแอบคู่กับธรรมชาติดั้งเดิมไว้ได้

ผืนป่าแห่งนี้พบต้นทองบึ้งที่ยังคงยืนต้นอยู่ โดยเปรียบเทียบกับต้น“ทองบึ้ง”ที่จังหวัดตากได้กลายสภาพเป็นหินไปแล้ว แสดงถึงความยาวนานของผืนป่าฝนเขตร้อนแห่งเขาบรรทัดแห่งนี้ที่ยังคงเป็นป่าแบบดั้งเดิม และมีสภาพที่สมบูรณ์มากอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

“น้ำตกวังใต้หนาน” เป็นน้ำตกที่มี 9 ชั้น อยู่ในเขตฯเทือกเขาบรรทัด ต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล การเดินทางไปเที่ยวชมน้ำตกจะต้องเดินเท้าด้วยระยะทางไป-กลับ ประมาณ 8 กม. ใช้เวลาในการเดินราว 2 ชม. ก็จะถึงตัวน้ำตก สามารถตั้งแค้มป์ได้ โดยแจ้งเจ้าหน้าที่เขตฯเขาบรรทัด หรือติดต่อได้ที่ อบต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล ล่วงหน้าอย่างน้อย  2 วันทำการ

  1. แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ อาทิเช่น

“พิพิธภัณฑ์อุทยานธรณีสตูล” เป็นศูนย์ข้อมูลแหล่งอนุรักษ์ทางธรณีวิทยา และยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสตูล

ไทรโลไบต์

                        – “ไทรโลไบต์หรือแมงดาทะเลโบราณ เกาะตะรุเตา” อยู่ทางด้านใต้ของอ่าวเมาะและบนเกาะตะรุเตา เป็นอ่าวที่กว้างประมาณ 800 เมตร เป็นหาดทรายโค้งเว้าเข้าหาแผ่นดินเล็กน้อย มีลักษณะเป็นโขดหินทรายครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50 X 300 ตร.เมตร เป็นพื้นที่แบบฉบับของกลุ่มหินตะรุเตา เป็นชายหาดหินทรายสีแดง พบซากดึกดำบรรพ์จำนวนมาก และพบโครงสร้างทางธรณีวิทยา ทั้งโครงสร้างปฐมภูมิและโครงสร้างทุติยภูมิที่มีคุณค่าทางวิชาการธรณีวิทยา ประกอบด้วยหินทรายสีน้ำตาล สีน้ำตาลเทา สลับด้วยหินทรายแป้งและหินดินดาน มีความหนาประมาณ 300 เมตรพบซากดึกดำบรรพ์ของไทรโลไบต์หลายชนิด ได้แก่ Lichengia tarutaoensis , Lophosaukia cf. jiangnanensis , Micragnostus sp. , Quadraticephalus planulatus , Leiostegiid, Shumardiid,  Szechuanella  cf. damujingensis , Thailandium solum และ Tsinania cf. nomas ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงยุคแคมเบรียนตอนปลาย

นอกจากนี้ทางด้านเหนือของหัวแหลมผาชันเป็นชั้นหินทรายสีน้ำตาล ชั้นหินมีความหนาไม่มากนัก ด้านล่างชั้นหินจะหนาประมาณ 1 เมตร ส่วนด้านบนแสดงชั้นหินบางสลับกับชั้นหินหนาระหว่าง 0.5-2.0 ซม. พบซากดึกดำบรรพ์เป็นชิ้นส่วนที่แตกหักของไทรโลไบต์ และยังพบแบรคิโอพอด อันเป็นแหล่งที่สำคัญของอุทยานธรณีสตูล

แม้ไทรโลไบต์จะสูญพันธุ์ไปแล้วในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังมีรายงานการพบฟอสซิลไทรโลไบต์มากกว่า 20,000 ชนิด ซากฟอสซิลไทรโลไบต์ร่วมกับผู้ล่าและเหยื่อของมันที่พบอยู่ในชั้นหิน บอกถึงสภาพทะเลที่หลากหลายในอดีต ตั้งแต่ยุคแคมเบรียน-ยุคเพอร์เมียน ไทรโลไบต์มีขนาดเล็ก ความยาวโดยเฉลี่ย 2-3 ซม. แต่ในด้านการเป็นฟอสซิลยอดนิยมของโลก ไทรโลไบต์ติดอันดับ 2 รองจากซากฟอสซิลไดโนเสาร์

ฟอสซิลไทรโลไบต์ที่พบนั้น ส่วนมากมีลักษณะคล้ายกัน คือ มีส่วนหัว ลำตัว และหาง ซึ่งชื่อไทรโลไบต์มาจากลักษณะ 3 ส่วน ตามแกนยาว ประกอบด้วยพูซ้าย พูกลาง(หรือแกนลำตัว) และพูขวา

ไทรโลไบต์อยู่ในโลกยาวนานถึง 270 ล้านปี ซากของมันแสดงถึงวิวัฒนาการที่หลากหลาย นอกจากนี้พวกที่มีอายุมากสุด มีอายุถึง 521 ล้านปีก่อน ยังแสดงอวัยวะที่ซับซ้อนและทันสมัยแล้ว บ่งบอกว่าก่อนหน้านี้น่าจะมีต้นตระกูลของมันเกิดอยู่ ขนาดใหญ่สุดของไทรโลไบต์ที่มีรายงานการพบ คือ “ไอโซทีลัส เร็กซ์”(Isotelus rex) มีขนาดยาว 72 ซม. ส่วนไทรดลไบต์ขนาดเล็กสุดที่พบนั้น ยาวน้อยกว่า 0.1 ซม. ส่วนขนาดทั่วไปที่พบ ยาวราว 2-3 ซม. ส่วนมากจะพบแต่ด้านหลังของไทรโลไบต์ที่ไม่ค่อยจะเต็มตัวเท่าไร ส่วนด้านท้อง หนวด ขา และโครงสร้างอ่อนอื่นๆ พบได้ยากมาก

 

ไทรโลไบต์เป็นสัตว์ที่มีรยางค์เป็นข้อปล้อง อันเป็นต้นตระกูลแมงดาทะเลโบราณ บริเวณหัวของมันมีลักษณะเป็นเกราะสำหรับป้องกันสมอง แก้มมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งติดกับหัวตลอด อีกส่วนจะสร้างขึ้นใหม่ในตอนลอกคราบ มีตารวม มองเห็นได้ 3 มิติ และสามารถปรับโฟกัสของวัตถุใกล้-ไกลได้ สำหรับไทรโลไบต์ที่ไม่มีตาเชื่อว่าดำรงชีวิตอยู่ในทะเลลึก

ไทรโลไบต์ลอกคราบเมื่อรู้สึกว่าเกราะที่หุ้มตัวอยู่คับไป ซึ่งช่วงลอกคราบเป็นช่วงที่มันอ่อนแอที่สุด แนวเส้นลอกคราบจะเป็นร่องลึกบริเวณหัว ทั้งนี้ไทรโลไบต์แต่ละอันดับมีแนวเส้นลอกคราบไม่เหมือนกัน หากนึกสภาพการลอกคราบของไทรโลไบต์ไม่ออก ก็ให้นึกถึงการลอกคราบของกุ้ง กิ้งกือ และตะขาบ ซึ่งเป็นลูกหลานของไทรโลไบต์ในยุคปัจจุบัน

กลาเบลลาหรือส่วนที่โหนกนูนกลางหัวนั้นเป็นที่ตั้งของกระเพาะอาหารและเป็นที่เก็บไข่ นักวิทยาศาสตร์ให้ข้อคิดว่าไทรโลไบต์ที่มีกลาเบลลาขนาดใหญ่เป็นไทรโลไบต์ที่ล่าเหยื่อ

ลำตัวของไทรโลไบต์ประกอบด้วยปล้องแยกที่ชิดกัน โดยมีจำนวน 2-61 ปล้อง ทำให้มันสามารถงอตัวขึ้นหรือลงได้ โดยทั่วไปรูปร่างของปล้องแต่ละปล้องจะเหมือนกัน แต่มีขนาดไม่เท่ากัน

ปล้องพูซ้ายและปล้องพูขวาทำหน้าที่ป้องกันขาและเหงือก แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ และมีขาส่วนหน้า 3-4 คู่ สำหรับหางของไทรโลไบต์ประกอบด้วยข้อปล้องที่รวมติดกัน

ไทรโลไบต์แต่ละอันดับมีขนาดของส่วนหัว ลำตัว และหาง ไม่เท่ากัน ไทรโลไบต์ส่วนมากจะคลานหากินอยู่กับพื้นทะเล กินซากพืชซากสัตว์เป็นอาหาร บางชนิดเป็นผู้ล่าโดยกินหนอนที่ขุดรูอยุ่ในพื้นทะเล ไทรโลไบต์ชนิดที่ว่ายน้ำและลอยน้ำจะกินแพลงก์ตอนจากการกรองน้ำทะเล แม้ว่าไทรโลไบต์จะมีวิวัฒนาการด้วยการสร้างเกราะป้องกันตัว การขดตัวกลม รวมถึงการมีตาที่มีประสิทธิภาพ และหนวดตรวจจับการเคลื่อนไหว แต่สัตว์ผู้ล่าอย่างนอติลอยด์ แอมโมนอยด์ และปลา ต่างมีความสุขในการจับไทรโลไบต์กินเป็นอาหาร ดังจะเห็นได้ว่าในยุคดีโวเนียน(หรือยุคปลา) ความหลากหลายของไทรโลไบต์ลดลงอย่างมาก

สำหรับไทรโลไบต์ที่พบในไทยนั้น มีรายงานการพบหลายที่ เช่น จ.เลย , จ.สระบุรี , จ.ชุมพร เป็นต้น แต่ที่ จ.สตูล พบไทรโลไบต์เป็นจำนวนมากและหลากหลายสายพันธุ์ที่สุด

“ฟอสซิลนอติลอยด์ เขาแดง” เขาแดงเป็นภูเขาทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ ราว 2.5 กม. จุดที่สูงที่สุดอยู่ค่อนไปทางด้านเหนือ คือ 236 เมตรจากระดับทะเล แล้วลาดต่ำลงไปทางใต้ พื้นที่แหล่งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านตะวันตกของเขาแดง มีลักษณะเป็นพื้นที่กองตะกอนเชิงเขาลาดเอียงไปทางทิศตะวันตก มีหินก้อนโตๆกองกระจายตัวเป็นพื้นที่กว้างไปตามแนวเชิงเขา ก้อนหินเหล่านี้เป็นหินปูนสีเทาและสีแดงส้ม มีลักษณะเป็นชั้นและมีโครงสร้างสโตรมาโตไลต์อย่างชัดเจน พบหอยกาบเดี่ยวและนอติลอยด์ในเนื้อหินได้ทั่วไป หินปูนพื้นที่นี้มีลักษณะคล้ายหินปูนหมวดหินป่า

เขาแดง

                        นอติลอยด์เป็นบรรพบุรุษของเซฟาโลพอด หมายถึงสัตว์ที่มีตีนติดกับหัว ตีนในที่นี่คือแขนหรือหนวด นอติลอยด์เป็นสัตว์จำพวกหอย ในชั้นเดียวกับหมึก หมึกยักษ์ และนอติลุส นอติลอยด์แรกเกิดมีความยาวเพียง 0.2-0.3 ซม. ในปลายยุคแคมเบรียน เป็นสัตว์มีเปลือก แบ่งเป็นห้อง และภายในห้องมีท่อกลางเชื่อมถึงกัน ในยุคออร์โดวิเชียนได้วิวัฒนาการเป็นผู้ล่าและเป็นเจ้าทะเล(เช่น คามีโรเซรัส ยาวราว 6 เมตร) จากนั้นนอติลอยด์เริ่มลดชนิดและความหลากหลาย เนื่องจากเกิดปลาขึ้นมา ซึ่งเป็นผู้ล่านอติลอยด์ แม้ว่ามันจะลดชนิดและปริมาณลง แต่ก็ปรับตัวจนเหลือเพียงนอติลุสที่ยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบันนี้

นอติลอยด์เป็นสัตว์ที่มีโครงสร้างอย่างง่าย เปลือกแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ เปลือกที่ภายในแบ่งเป็นห้อง มีกลไกสำหรับการลอยตัวและจมตัวในน้ำ และเปลือกที่ทำหน้าที่ป้องกันอวัยวะที่อ่อนนิ่ม

การศึกษานอติลอยด์ ใช้รูปร่างของเปลือกในการจำแนก โดยแบ่งออกได้อย่างกว้างๆ 3 ประเภท คือ ประเภทที่มีเปลือกเป็นกรวยตรงและโค้งงอเล็กน้อย , ประเภทที่มีเปลือกเป็นกรวยที่มีปลายขดเป็นเกลียว และประเภทเปลือกม้วนขดเป็นเกลียวคล้ายแอมโมนอยด์ นอกจากนี้ขนาดของมันก็มีความหลากหลาย ตั้งแต่ขนาดเล็กกว่า 1 ซม. จนถึงใหญ่กว่า 10 เมตร

 

พบได้ในสภาพทะเลที่หลากหลาย จากทะเลตื้น แนวปะการัง จนถึงทะเลลึก ล่าเหยื่อที่มีขนาดเล็กกว่า โดยเฉพาะไทรโลไบต์ โครงสร้างภายในของเปลือกแข็ง แบ่งเป็นห้อง และเชื่อมต่อกันด้วยท่อกลางตัวที่หนา ทำให้นอติลอยด์ลอยตัวหรือจมตัวได้อย่างอิสระ มันใช้พลังงานไม่มากนักในการว่ายน้ำ ส่วนการที่ต้องออกแรงต้านแรงดึงดูดของโลกและการเคลื่อนที่ในแนวราบ ทำได้ด้วยการพ่นน้ำความเร็วสูงผ่านท่อที่อยู่บริเวณส่วนล่างของหัว

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันเคลื่อนที่ไปด้านหน้าเพื่อหาอาหาร และเคลื่อนที่ได้ช้ากว่าการถอยหลังที่ใช้หนีศัตรู การมีเปลือกอยู่ด้านหลังทำให้มันว่ายน้ำได้ไม่คล่องตัว เลี้ยวและกลับตัวได้ยาก ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดการวิวัฒนาการของปลาที่เป็นผู้ล่าชนิดใหม่ ทำให้นอติลอยด์ลดชนิดและปริมาณลงอย่างมากนับตั้งแต่ยุคไซลูเรียนเป็นต้นไป

พื้นที่ในจังหวัดสตูลพบฟอสซิลนอติลอยด์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีหินปูนยุคออร์โดวิเชียนโผล่กระจายอยู่ทั่วไป นอกจากนี้ยังพบได้ใน จ.กาญจนบุรี เช่นกัน

“ลำดับชั้นหินเขาน้อย” เป็นเนินเขาเตี้ยๆแบบฉบับของหมวดหินป่าแก่ที่วางตัวอยู่ทางด้านล่างและหมวดหินวังตงที่วางตัวอยู่ทางด้านบน โดยหมวดหินป่าแก่มีความหนา 66 เมตร วางตัวเอียงเทไปทางทิศใต้ เป็นหินปูนสีแดงค่อนข้างเป็นชั้นบางจนถึงชั้นบางมากๆ มีชั้นเนื้อดินสีแดงเข้มแทรกสลับ พบเศษซากดึกดำบรรพ์ของพลับพลึงทะเลจำนวนมาก มีลักษณะของโครงสร้างสโตรมาโตไลต์ ด้านบนโดดเด่นด้วยชั้นหินปูนเนื้อเม็ดปูน พบซากดึกดำบรรพ์ของไทรโลไบต์ นอติลอยด์ พลับพลึงทะเล และแบรคิโอพอด(หรือหอยกาบคู่) อยู่ในยุคออร์โดวิเชียนตอนปลาย ส่วนหมวดหินวังตงวางตัวอยู่บนหมวดหินป่าแก่อย่างต่อเนื่อง เป็นชั้นหินดินดาน เชิร์ต และชั้นหินทราย พบซากดึกดำบรรพ์แกรปโตไลต์ในเนื้อหินดูคล้ายรอยขีดเขียนบนก้อนหิน เกิดในสภาพแวดล้อมแบบทะเลลึกในช่วงยุคออร์โดวิเชียนตอนปลาย-ยุคไซลูเรียนตอนต้น

ลำดับชั้นหินเขาน้อย

                        “ฟอสซิลสโตรมาโตไลต์เขาน้อย” อยู่เลยลำดับชั้นหินแบบฉบับเขาน้อยไปทางตะวันออกเป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร ลักษณะเป็นหินโผล่คล้ายจอมปลวกขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นชั้นหินบางเรียงซ้อนกันสวยงามดูแปลกตา ซึ่งเป็นหินปูนสีแดงเป็นชั้นบาง มีโครงสร้างคล้ายรอยระแหงโคลนทางด้านบนชั้นหินลักษณะเดียวกันกับหมวดหินป่าแก่ที่ของลำดับชั้นหินเขาน้อย

คำว่า“สโตรมาโตไลต์” เป็นภาษากรีก หมายถึง หินที่แสดงลักษณะเป็นชั้น” หมายถึงโครงสร้างที่เป็นชั้นซ้อนกัน เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กร่วมกับกระบวนการตกตะกอน ชาวสตูลเรียกลักษณะของหินดังกล่าวว่า“หินสาหร่าย” ซึ่งเป็นหินธรรมดา แต่มีการเกิดเฉพาะ พบไม่บ่อยบนโลก

สโตรมาโตไลต์เกิดจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในไฟลั่มไซยาโนแบคทีเรียร่วมกับการตกตะกอน มันเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อาศัยอยู่บริเวณพื้นน้ำ โดยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

ไซยาโนแบคทีเรียหรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกของโลก เกิดขึ้นเมื่อราว 3,500 ล้านปีก่อน มันขยายพันธุ์ด้วยการแบ่งตัว ส่วนมากใช้น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแสงดวงอาทิตย์ในการสร้างอาหาร ด้วยเหตุนี้มันจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่สำคัญในการสร้างก๊าซออกซิเจนให้กับโลกในช่วงแรก

ฟอสซิลสโตรมาโตไลต์ เขาน้อย

                        ปัจจัยในการเกิดสโตรมาโตไลต์มีด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่

(1) ความลึกของน้ำ ส่วนมากเกิดในน้ำตื้น พบมากในช่วงระดับน้ำทะเลลดลงต่ำสุด ซึ่งเชื่อมโยงกับแสงดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านลงไปในน้ำทะเล แหล่งที่พบสโตรมาโตไลต์ในปัจจุบัน ระดับความลึก 0-4 เมตร พบที่อ่าวชาร์ก ประเทศออสเตรเลีย ระดับความลึก 0-23 พบที่เกาะสตันดา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสโตรมาโตไลต์สามารถเกิดได้ในระดับความลึกที่ 1,000 เมตร เป้นบริเวณทะเลลึกที่แสงดวงอาทิตยืไม่สามารถส่องถึง แต่มันสามารถใช้กระบวนการทางชีวเคมีในการสร้างพลังงานได้

(2) ความเค็มของน้ำ สโตรมาโตไลต์เกิดได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม

(3) การเจริญเติบโต กลุ่มของสโตรมาโตไลต์ที่เติบโตบนชั้นตะกอนของคาร์บอเนต จะสร้างเมือกปกคลุมพื้นทะเล เมือกดังกล่าวจะดักตะกอนขนาดโคลนที่ถูกพามาโดยกระแสน้ำ และเชื่อมติดกันอย่างง่ายๆเกิดเป็นชั้น แล้วเกิดการตกตะกอนของแคลเซียมคาร์บอเนตปิดทับชั้นเมือกดังกล่าว ต่อมากลุ่มสโตรมาโตไลต์กลุ่มใหม่ก็จะเจริญเติบโตบนชั้นตะกอน และสร้างเมือกทับบนชั้นตะกอนต่อไป

ฟอสซิลสโตรมาโตไลต์ ท่าแร่

                        – “ฟอสซิลสโตรมาโตไลน์ท่าแร่” เป็นลำธารสายเล็กๆ กว้างประมาณ 6 เมตร ไหลจากเหนือลงใต้เป็นระยะทางประมาณ 50 เมตร เลียบขนานไปกับถนนคอนกรีตเสริมเหล็กด้านตะวันตกของบ้านป่าฝาง พื้นที่แหล่งมีหินโผล่ของหมวดหินป่าแก่ยุคออร์โดวิเชียนตอนปลายลักษณะเดียวกันกับที่พบในพื้นหินแบบฉบับหมวดหินป่าแก่ที่เขาน้อย บ้านทุ่งเสม็ด ชั้นหินหนาประมาณ 10-15 ซม. วางซ้อนเรียงกัน มีการวางตัวของชั้นหินเอียงเทไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมเอียงเท 25 องศา ชั้นหินแต่ละชั้นเมื่อสังเกตด้านหน้าชั้นหินจะเห็นโครงสร้างคล้ายรอยระแหงโคลนแบบลายตาข่ายร่างแห ขนาดช่องเปิดตาข่ายประมาณ 3-7 ซม. เนื้อหินในส่วนของพื้นที่ช่องตาข่ายมีลักษณะเป็นพื้นเรียบเว้าลึกลงไป และทำปฏิกิริยากับกรดเกลือเจือจาง ขณะที่ส่วนรอยต่อระหว่างพื้นที่ช่องตาข่ายมีลักษณะเป็นสันบางนูนขึ้นมา มีความหนาน้อยกว่า 1 ซม. มีสีน้ำตาลเข้ม ทั้งนี้ยังพบนอติลอยด์ขนาดใหญ่ด้วย

“ฟอสซิลเขาโต๊ะสามยอด” เป็นภูเขาหินปูนลูกโดดๆขนาดเล็ก ติดถนนสายบ้านสะพานวา-บ้านป่าแก่ หินปูนในแหล่งมีการสลับชั้นระหว่างชั้นที่เป็นหินปูนกับชั้นที่เป็นหินปูนเนื้อโคลน และมีลักษณะที่แสดงว่าถูกบีบอัดจนชั้นหินปูนขาดออกจากกันเป็นก้อนทรงมน ด้านตัดขวางกับชั้นหินสังเกตเห็นซากเปลือกหอยกาบคู่(bivalve) ที่ฝาหอยทั้งหมดคว่ำลง และพบนอติลอยด์ตัวใหญ่ในชั้นหินด้วย การคว่ำลงของเปลือกหอยกาบคู่ทำให้เข้าใจได้ว่าหินปูนนี้เกิดการสะสมตัวบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีอิทธิพลของคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ทำให้เปลือกหอยส่วนใหญ่พลิกคว่ำลงบนพื้น ลักษณะหินปูนดังกล่าวเป็นลักษณะของหินปูนในหมวดหินตะโล๊ะดังหรือหมวดหินแลตอง

ลานหินป่าพน

                        – “ลานหินป่าพน” เป็นพื้นที่สวนหย่อมในเขตโรงเรียนบ้านป่าพน มีลักษณะเป็นก้อนหินชั้นหินปูน แต่ละชั้นแสดงโครงสร้างของสโตรมาโตไลต์อย่างชัดเจน

“พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า” ตั้งอยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอทุ่งหว้า เป็นอาคารชั้นเดียว เปิดให้บริการตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์ ในเวลาราชการ เว้นวันหยุดราชการ โดยไม่เก็บค่าเข้าชม ภายในห้องนิทรรศการประกอบด้วยการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับช้างไทย ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในจังหวัดสตูล และซากดึกดำบรรพ์ช้างที่พบในถ้ำเลสเตโกดอนและซากดึกดำบรรพ์อื่นๆ

  1. แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต อาทิเช่น

“ชาวมานิ” เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มชาติพันธุ์ย่อยของเผ่านิกริโต(nigrito) อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยประมาณ 20-30 คน กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ป่าเขาในภาคใต้ของประเทศไทย แถบจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล และยะลา คนไทยเรียกว่า“เงาะป่า” นอกจากนั้นยังมีการเรียกชื่อชนกลุ่มนี้อีกหลายชื่อ แตกต่างกันไปตามกลุ่มย่อยหรือแต่ละท้องถิ่น เช่น ซาไก เซมัง คะนัง โอรังอัสลี ฯลฯ

มานิมีลักษณะทางมานุษยวิทยากายภาพ นิสัยใจคอ สติปัญญา และวิถีชีวิต คล้ายคลึงกับชนเผ่านีกรอยด์(negroid) ในแถบอัฟริกา คือมีผมหยิกติดหนังศีรษะ ผิวดำคล้ำ จมูกแบนกว้าง ริมฝีปากหนา ฟันซี่โต ใบหูเล็ก ตะโพกแฟบ นิ้วมือนิ้วเท้าใหญ่ รูปร่างสันทัด สูงประมาณ 140-150 ซม. ผู้หญิงมีขนาดร่างกายเล็กว่ากว่าผู้ชาย แต่แข็งแรง ส่ำสัน ชอบเปลือยอก ชาวมานิมีอุปนิสัยร่าเริง ชอบดนตรีและเสียงเพลง กลัวคนแปลกหน้า แต่เมื่อคุ้นเคยจะยิ้มง่ายและพูดคุยอย่างเปิดเผย มานิเกลียดการดูถูกเหยียบหยาม ชอบพูดและทำตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม

มานิ หรือเงาะป่า

                        มานิแต่ละกลุ่มย่อยมีการไปมาหาสู่เยี่ยมเยือนและมีการนับเครือญาติที่อยู่ตามถิ่นต่างๆด้วย ปัจจุบันยังมีชาวมานิหลายกลุ่มอยู่อาศัยในเขตป่าเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรีในภาคใต้ของประเทศไทย ในจังหวัดสตูลพบกลุ่มชนชาวมานิในเขตอำเภอทุ่งหว้า อำเภอละงู และอำเภอมะนัง

มานิมีภูมิปัญญาที่สั่งสมมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และภูมิปัญญาบางส่วนมีการผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมกับความรู้สมัยใหม่ และภูมิปัญญาที่ได้จากบทเรียนชีวิตจริงตามธรรมชาติมีองค์ความรู้ปรากฏอยู่ในเครื่องใช้ ยาสมุนไพร ความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ช่วยให้สังคมชาวมานิมีภูมิต้านทานอย่างเข้มแข็งและพัฒนามาอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแม้ว่าสังคมโลกสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วก็ตาม

การสร้างศูนย์การเรียนรู้ในลักษณะพิพิธภัณฑ์กลุ่มชาติพันธุ์เงาะป่ามานิเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าของมนุษย์ ควบคู่กับยอบรับในสิทธิการดำรงอยู่ตามแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม

“ประเพณีประเพณีลอยเรือ” เป็นประเพณีของชาวเลหรือชาวน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บริเวณหมู่เกาะอาดังและเกาะหลีเป๊ะ ชาวเลเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของมลายู อยู่อาศัยบริเวณหมู่เกาะแถบนี้เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว มีนิสัยชอบอยู่เป็นอิสระ ไม่ชอบคบค้าสมาคมกับชนกลุ่มอื่น ชอบรวมอยู่เป็นพวกเดียวกัน มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปหากินไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีแบบแผนประเพณีและภาษาของตนเอง เดิมเป็นชนที่ไม่มีศาสนา เชื่อในเรื่องผีสางวิญญาณ

ประเพณีลอยเรือของชาวเล

                        ประเพณีลอยเรือของชาวเลจัดขึ้นที่เกาะหลีเป๊ะมาช้านานแล้ว จุดมุ่งหมายก็เพื่อการลอยบาปและเป็นการเสี่ยงทายในการประกอบอาชีพ โดยจะทำปีละสองครั้ง ในวันข้างขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 และวันข้างขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 พวกเขาจะหยุดงานทุกชนิด เพื่อเตรียมขนมและข้าวตอกดอกไม้ไหว้ทวด และเตรียมปัดกวาดบริเวณหลาทวด เมื่อเสร็จประมาณบ่ายสามโมงชาวเลทั้งหมดจะไปพร้อมกัน ณ บริเวณพิธี โดยไปยืนล้อมรอบหลาทวด และมีพิธีกรประจำหมู่บ้านที่เรียกว่า“โต๊ะหมอ”เป็นผู้ประกอบพิธี

– “ประเพณีไหว้ผีโบ๋” นิยามศัพท์ภาษาถิ่นใต้ในคำว่า“โบ๋” แปลว่า “หมู่ หรือพวก” หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นประเพณีไหว้ผีหมู่หรือไหว้ผีทั้งหมดนั่นเอง เพื่อทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว ไม่มีญาติคอยทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นั้นเอง เป็นงานประเพณีที่มีความสำคัญ โดยได้สืบทอดกันมาคู่กับอำเภอทุ่งหว้าตั้งแต่อดีตในยุคแรกๆ

ประเพณีไหว้ผีโบ๋

                        การไหว้ ผีโบ๋ได้แยกกระทำเป็นตระกูลแต่ละตระกูลไป ต่อมาเมื่อแต่ละตระกูลมีลูกหลานมากขึ้น จึงได้มาทำพิธีไหว้ร่วมกันเป็นพิธีใหญ่เพียงครั้งเดียว ณ บริเวณตลาดหน้าโรงภาพยนตร์ทุ่งหว้าเก่า บ้างเรียกว่า“การไหว้ผีหัวหลาด หรือการไหว้ผีหัวตลาด”

“บ่อเจ็ดลูก” ภาษามาลายูเรียกว่า“ลากาตูโยะ” มีตำนานเล่าสืบเนื่องกันมาว่าบุคคลกลุ่มแรกที่เข้าไปอาศัยอยู่เป็นพวกชาวเลหรือชาวน้ำที่อพยพมาจากเกาะซึ่งอยู่ห่างไกลจากฝั่งออกไป ขณะที่อพยพมาอยู่นั้น พวกเขาได้ขุดบ่อน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ แต่ปรากฏว่าไม่มีน้ำออกมาเลย พวกเขาพยายามขุดบ่อแล้วบ่อเล่าก็ไม่มีน้ำใช้ จนกระทั่งถึงบ่อที่เจ็ดจึงมีน้ำออกมา ปัจจุบันบ่อทั้งเจ็ดลูกยังมีปรากฏให้เห็นจนทุกวันนี้ หมู่บ้านนี้จึงได้ชื่อว่า“บ้านบ่อเจ็ดลูก”

บ่อเจ็ดลูก

                        บ่อน้ำทั้งเจ็ดลูกถูกก่ออิฐประสานคอนกรีตบุผังบ่อไว้และมีลานซีเมนต์โดยรอบของบ่อ บ่อน้ำมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.53 – 1.52 เมตร มีความลึกจากขอบปากบ่อประมาณ 1.5 – 2.16 เมตร  มีน้ำแช่ขังตลอดปี น้ำในบ่อมีค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะระหว่าง 303 – 417 μs/cm ขณะที่น้ำบริเวณขอบป่าชายเลนที่อยู่ใกล้กับแหล่งมีค่าการนำไฟฟ้าจำเพาะ 3,880 μs/cm ซึ่งมีค่าความแตกต่างกันมาก ซึ่งค่ายิ่งสูง น้ำยิ่งเค็ม


การติดต่อ


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานธรณีสตูล 206 หมู่ 6 ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า สตูล 91120 โทร.06-3465-4924 e-mail : satungeopark@gmail.com website : www.satun-geopark.com

โลกใต้ทะเลที่เกาะยาง


ความในใจของผู้เขียน


หลายท่านคงสงสัยว่าอุทยานธรณีสตูลมีพื้นที่หลายแห่งอยู่ในพื้นที่ของเอกชน และหน่วยงานราชการ จะไม่เป็นการทับซ้อนในเรื่องการดูแลหรือ? ไม่ต้องกังวลครับ เพราะอุทยานธรณีสตูลไม่ได้เข้าไปยึดครองพื้นที่ ไม่มีคนไปเฝ้า แม้จะประกาศไปแล้วว่าพื้นที่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานธรณีสตูล แต่สถานที่นั้นก็ยังคงเป็นของเอกชนและหน่วยงานราชการดังเดิม แต่ทางอุทยานธรณีสตูลจะเน้นทางด้านการประชาสัมพันธ์และข้อมูลทางวิชาการสนับสนุน โดยมีชุมชนและหน่วยงานราชการเจ้าของพื้นที่เดิมทำหน้าที่บริหารจัดการเหมือนเดิม กลับจะยิ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและหน่วยงานนั้นๆมากยิ่งขึ้น