// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
ไม้ป่าน่ารู้
"ไม้เด่นเดือนธันวาคม" โดย...หนอนหนังสือ...
 

                ที่ผ่านมามีสมาชิกฯ ทั้ง Tel. & Mail มาสอบถามมากมายว่าแต่ละเดือนอยากไปชมพรรณไม้ที่ขึ้นเป็นทุ่งหรือเป็นดงแน่นขนัด ควรไปที่ไหนดี ก็ขอบพระคุณครับที่มาใช้บริการของเรา ซึ่งเรายินดีให้บริการแก่ทุกท่านด้วยความเต็มใจ แต่บางสถานที่ก็ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ไม่ชอบบุกป่าฝ่าดง ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับเดือนนี้มีพรรณไม้เด่นไม่น้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา แต่ขอคัดสรรเฉพาะที่แตกต่างจากปีก่อน ๆ นะครับ

                กล้วยไม้เด่นในเดือนนี้ ขอแนะนำ 4 ชนิด คือ สิงโตก้านหลอด เอื้องขยุกขยุย สิงโตสยาม และเอื้องสีเที่ยง ทั้ง 4 ชนิดนี้อยู่ในวงศ์ย่อย EPIDENDROIDEAE

                สิงโตก้านหลอด ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum capillipes C.S.P. Parish & Rchb. f." อิงอาศัยตามก้อนหินที่มีไลเคนส์และมอสส์ปกคลุม หรือตามต้นไม้ในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700-1,500 เมตร ทั่วทุกภาค ออกดอกเดี่ยวจากโคนต้น ขนาดดอก 1-1.3 ซม. ดอกสีเหลืองอมเขียว สีเหลืองอมน้ำตาลแดง หรือสีเหลืองแกมสีแดงระเรื่อ และออกดอกในราวเดือนมีเส้นสีน้ำตาลแดงหรือสีม่วงแดง 3-5 เส้น พาดตามความยาวของกลีบ ผิวกลีบด้านนอกมีประสีม่วงเข้ม กลีบเลี้ยงตอนบนรูปรี หรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายกลีบแหลม กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปสามเหลี่ยม ปลายกลีบแหลม ฐานกลีบกว้าง โคนกลีบเบี้ยว กลีบดอกรูปไข่กลับหรือรูปรี ปลายกลีบมน ปากดอกรูปสามเหลี่ยมมีสีน้ำตาลจนถึงสีแดงเข้ม กลางปากดอกมีแฉกข้างตั้งขึ้น โคนปากดอกสีม่วง ก้านดอกยาว 5-7 ซม. พ.ย. - พ.ค.


"สิงโตก้านหลอด"



"เอื้องขยุกขยุย"

                 เอื้องขยุกขยุย หรือ "สิงโตขยุกขยุย" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum dayanum Rchb. f." อิงอาศัยตามต้นไม้หรือลานหินในป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,100-1,400 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ออกดอกเป็นช่อกระจะสั้น ๆ เพียงช่อเดียว ช่อละ 2-5 ดอก ขนาดดอก 1.2-2 ซม. กลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายซากสัตว์ ดอกสีม่วงแดง ขอบกลีบมีขนยาวเป็นครุย ๆ จำนวนมาก กลีบเลี้ยงรูปรีแกมรูปไข่ ปลายกลีบเรียวแหลม สีเขียวอ่อน และมีแต้มสีม่วงแดงจนถึงสีแดง กลีบดอกรูปขอบขนาน ปากดอกรูปรีแกมรูปไข่ มีตุ่มยาวสีแดงประปรายกระจายอยู่ทั่ว โคนปากดอกมีรยางค์คล้ายเขี้ยวขนาดใหญ่โค้งขึ้น เส้าเกสรขนาดสั้น ออกดอกในราวเดือน พ.ย. - ม.ค.

                สิงโตสยาม หรือ "ลิ้นฟ้า" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum siamense Rchb. f." อิงอาศัยตามก้อนหินหรือต้นไม้ในป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500-2,100 เมตร พบเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลาง ออกดอกเดี่ยวจากโคนต้น ขนาดดอก 3-6 ซม. ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองครีม และมีขีดสีแดงเข้มหรือสีม่วงอมแดงหลายเส้นพาดตามความยาวของกลีบดอก กลีบเลี้ยงตอนบนรูปสามเหลี่ยมจนถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ยาวกว่า 3 ซม. กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปเคียวหรือโค้งเป็นรูปตัวเอส (S) กลีบดอกเบี้ยวหรือเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ กลีบทั้ง 5 กลีบมีปลายกลีบแหลม ปากดอกรูปสามเหลี่ยม หรือรูปรีแกมรูปไข่ สีเหลือง และมีประสีม่วงอมแดง ปลายปากดอกโค้งลง กลางปากดอกมีเนื้อเยื่อนูนสีเหลืองเข้มเป็นรูปกลมและมันวาว เส้าเกสรมีขนาดสั้น แต่แผ่กว้าง ก้านดอกยาว 4-7 ซม. ออกดอกในราวเดือน ต.ค. - มี.ค.


"สิงโตสยาม"


"สิงโตสยาม (ดอกตูม)"


                เอื้องสีเที่ยง หรือ "สิงโตศรีเที่ยง" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum suavissimum Rolfe" เป็นกล้วยไม้ที่หาพบยาก พบอิงอาศัยตามต้นไม้ในป่าสนเขา และป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000-1,400 เมตร ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก ออกดอกเป็นช่อกระจะจากโคนต้น ยาวได้ถึง 20 ซม. ช่อละ 25-35 ดอก ขนาดดอก 0.3-0.6 ซม. ดอกสีครีม สีเหลือง หรือสีขาวแกมเหลือง กลีบเลี้ยงตอนบนรูปรี กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กลีบดอกรูปขอบขนาน กลีบทั้ง 5 กลีบมีปลายกลีบมน ปากดอกรูปขอบขนาน อวบหนา ปลายปากดอกมนและโค้งลง โคนปากดอกเชื่อมกับฐานของเส้าเกสร เส้าเกสรขนาดเล็กและสั้น ปลายเส้าเกสรมีรยางค์คล้ายเขี้ยวตั้งขึ้น ใบประดับขนาดเล็ก ติดคงทน ไม่หลุดร่วง ออกดอกในราวเดือน พ.ย. - ม.ค.


"เอื้องสีเที่ยง"

                กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาทั้ง 4 ชนิดนี้ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางไปพบเห็นด้วยตาตนเองได้ในสถานที่เดียวกันเลย คือ เขตรักษาพันธุ์ฯ ภูหลวง จ.เลย ด้านโคกนกกระบา แต่ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนนะครับ มิฉะนั้นไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้

                ไม้ยืนต้นเด่นในเดือนนี้ ขอแนะนำ 2 ชนิด คือ นางพญาเสือโคร่ง และสารภีป่า

                นางพญาเสือโคร่ง มีชื่อตามท้องถิ่นทางภาคเหนือว่า "ฉวีวรรณ" ชาวกะเหรี่ยงในเชียงใหม่เรียกว่า "เส่คาแว่ , เส่แผ่ หรือเส่สาแหล่" แต่คนทั่วไปมักเรียกว่า "ซากุระดอย หรือซากุระเมืองไทย" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Prunus cerasoides D.Don" อยู่ในวงศ์ ROSACEAE เป็นพันธุ์ไม้ที่หาพบยากชนิดหนึ่งของเมืองไทย พบขึ้นตามภูเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็นและมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000-2,000 เมตร ทางภาคเหนือ ออกดอกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก ขนาดดอก 1-2.5 ซม. ดอกสีชมพู หรือสีแดง ส่วนสีขาวหายากมาก กลีบดอก 5 กลีบ บอบบาง และหลุดร่วงง่าย กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นหลอดรูปกรวยสีชมพู ขอบใบประดับหยักไม่เป็นระเบียบ ก้านดอกยาว 0.7-2 ซม. ออกดอกในราวเดือน ธ.ค. - ก.พ.


"นางพญาเสือโคร่ง"


"นางพญาเสือโคร่ง"

                สถานที่ที่พบอยู่เป็นดงสวยงาม มีอยู่ด้วยกันหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นผาตั้งและภูชี้ฟ้า จ.เชียงราย ขุนแม่ยะและดอยสามหมื่น จ.เชียงใหม่

                สารภีป่า มีชื่อตามท้องถิ่นมากมาย คนเชียงใหม่เรียกว่า "ปันม้า , ส้านแดง , ส้านใหญ่ , สารภี , สารภีควาย , สารภีดอย , สารภีหมู , สุน หรือฮัก" คนสุโขทัยเรียกว่า "ประดงข้อ" นทางภาคอีสานเรียกว่า "คำโซ่ , ตองหนัง , ตีนจำ , ทำซุง , บานมา , พระราม หรือโมงนั่ง" และคนชุมพรเรียกว่า "แก้มอ้น" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Anneslea fragans Wall." อยู่ในวงศ์ THEACEAE พืชสกุลนี้พบในเมืองไทยเพียงชนิดเดียว โดยพบตามป่าระดับสูงหรือบริเวณสันเขาในป่าสนเขาที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 850-1,700 เมตร แต่บางครั้งพบในป่าชื้น ทั่วทุกภาค ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ช่อละ 3-8 ดอก ขนาดดอก 1.5-4 ซม. กลิ่นหอม ดอกสีขาว สีขาวครีม หรือสีขาวแกมชมพู กลีบดอกรวมกันเป็นก้อนกลมลักษณะกระพุ่ม ปลายแหลม ส่วนบนมีช่องเปิด 5 ช่อง เกสรตัวผู้สีส้มอ่อน 30-40 อัน ปลายก้านเกสรตัวเมียแยกเป็น3แฉก กลีบรองกลีบดอกสีขาว สีขาวออกชมพู หรือสีเหลืองแกมชมพู โคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ หนา และมีขนปกคลุมตามขอบกลีบ ก้านดอกยาว 3-5 ซม. ออกดอกในราวเดือน พ.ย. - ก.พ.


"สารภีป่า"


"สารภีป่า (ดอกตูม)"

                ไม้พุ่มเด่นในเดือนนี้ ขอแนะนำราชาวดีหลวง ชื่อวิทยาศาสตร์ "Buddleja macrostachya Wall. ex Benth." อยู่ในวงศ์ BUDDLEJACEAE เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ โดยพบขึ้นบนภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,800 เมตร ขึ้นไป ออกดอกเป็นช่อตั้งงอนขึ้นดูคล้ายงาช้างตามยอด ดอกย่อยมีจำนวนมาก รูปหลอด ปลายแยกเป็น 4 กลีบ สีขาวแกมชมพู จนถึงสีชมพู ออกดอกในราวเดือน พ.ย. - ธ.ค.


"ราชาวดีหลวง"


"ราชาวดีหลวง"

 
หน้าที่ >> 1  ( 2 )
 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com