|
ที่ผ่านมามีสมาชิกฯ
ทั้ง Tel. & Mail มาสอบถามมากมายว่าแต่ละเดือนอยากไปชมพรรณไม้ที่ขึ้นเป็นทุ่งหรือเป็นดงแน่นขนัด
ควรไปที่ไหนดี ก็ขอบพระคุณครับที่มาใช้บริการของเรา
ซึ่งเรายินดีให้บริการแก่ทุกท่านด้วยความเต็มใจ
แต่บางสถานที่ก็ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ไม่ชอบบุกป่าฝ่าดง
ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับเดือนนี้มีพรรณไม้เด่นไม่น้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา
แต่ขอคัดสรรเฉพาะที่แตกต่างจากปีก่อน ๆ นะครับ
กล้วยไม้เด่นในเดือนนี้
ขอแนะนำ 4 ชนิด คือ สิงโตก้านหลอด เอื้องขยุกขยุย
สิงโตสยาม และเอื้องสีเที่ยง ทั้ง 4 ชนิดนี้อยู่ในวงศ์ย่อย
EPIDENDROIDEAE
|
สิงโตก้านหลอด
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum
capillipes
C.S.P. Parish & Rchb. f." อิงอาศัยตามก้อนหินที่มีไลเคนส์และมอสส์ปกคลุม
หรือตามต้นไม้ในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
700-1,500 เมตร ทั่วทุกภาค ออกดอกเดี่ยวจากโคนต้น
ขนาดดอก 1-1.3 ซม. ดอกสีเหลืองอมเขียว
สีเหลืองอมน้ำตาลแดง หรือสีเหลืองแกมสีแดงระเรื่อ
และออกดอกในราวเดือนมีเส้นสีน้ำตาลแดงหรือสีม่วงแดง
3-5 เส้น พาดตามความยาวของกลีบ ผิวกลีบด้านนอกมีประสีม่วงเข้ม
กลีบเลี้ยงตอนบนรูปรี หรือรูปไข่แกมรูปรี
ปลายกลีบแหลม กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปสามเหลี่ยม
ปลายกลีบแหลม ฐานกลีบกว้าง โคนกลีบเบี้ยว
กลีบดอกรูปไข่กลับหรือรูปรี ปลายกลีบมน
ปากดอกรูปสามเหลี่ยมมีสีน้ำตาลจนถึงสีแดงเข้ม
กลางปากดอกมีแฉกข้างตั้งขึ้น โคนปากดอกสีม่วง
ก้านดอกยาว 5-7 ซม. พ.ย. - พ.ค.
|

"สิงโตก้านหลอด"
|
|

"เอื้องขยุกขยุย"
|
เอื้องขยุกขยุย
หรือ "สิงโตขยุกขยุย" ชื่อวิทยาศาสตร์
"Bulbophyllum
dayanum
Rchb. f." อิงอาศัยตามต้นไม้หรือลานหินในป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
1,100-1,400 เมตร ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวันออก และภาคใต้ ออกดอกเป็นช่อกระจะสั้น
ๆ เพียงช่อเดียว ช่อละ 2-5 ดอก ขนาดดอก
1.2-2 ซม. กลิ่นเหม็นรุนแรงคล้ายซากสัตว์
ดอกสีม่วงแดง ขอบกลีบมีขนยาวเป็นครุย
ๆ จำนวนมาก กลีบเลี้ยงรูปรีแกมรูปไข่
ปลายกลีบเรียวแหลม สีเขียวอ่อน และมีแต้มสีม่วงแดงจนถึงสีแดง
กลีบดอกรูปขอบขนาน ปากดอกรูปรีแกมรูปไข่
มีตุ่มยาวสีแดงประปรายกระจายอยู่ทั่ว
โคนปากดอกมีรยางค์คล้ายเขี้ยวขนาดใหญ่โค้งขึ้น
เส้าเกสรขนาดสั้น ออกดอกในราวเดือน
พ.ย. - ม.ค.
|
สิงโตสยาม
หรือ "ลิ้นฟ้า" ชื่อวิทยาศาสตร์ "Bulbophyllum
siamense
Rchb. f." อิงอาศัยตามก้อนหินหรือต้นไม้ในป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
500-2,100 เมตร พบเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลาง
ออกดอกเดี่ยวจากโคนต้น ขนาดดอก 3-6 ซม. ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองครีม
และมีขีดสีแดงเข้มหรือสีม่วงอมแดงหลายเส้นพาดตามความยาวของกลีบดอก
กลีบเลี้ยงตอนบนรูปสามเหลี่ยมจนถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่
ยาวกว่า 3 ซม. กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปเคียวหรือโค้งเป็นรูปตัวเอส
(S)
กลีบดอกเบี้ยวหรือเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ กลีบทั้ง
5 กลีบมีปลายกลีบแหลม ปากดอกรูปสามเหลี่ยม
หรือรูปรีแกมรูปไข่ สีเหลือง และมีประสีม่วงอมแดง
ปลายปากดอกโค้งลง กลางปากดอกมีเนื้อเยื่อนูนสีเหลืองเข้มเป็นรูปกลมและมันวาว
เส้าเกสรมีขนาดสั้น แต่แผ่กว้าง ก้านดอกยาว
4-7 ซม. ออกดอกในราวเดือน ต.ค. - มี.ค.
|

"สิงโตสยาม"
|

"สิงโตสยาม
(ดอกตูม)"
|
|
เอื้องสีเที่ยง
หรือ "สิงโตศรีเที่ยง" ชื่อวิทยาศาสตร์
"Bulbophyllum
suavissimum
Rolfe" เป็นกล้วยไม้ที่หาพบยาก
พบอิงอาศัยตามต้นไม้ในป่าสนเขา และป่าดิบเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
1,000-1,400 เมตร ทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และภาคตะวันตก ออกดอกเป็นช่อกระจะจากโคนต้น
ยาวได้ถึง 20 ซม. ช่อละ 25-35 ดอก ขนาดดอก
0.3-0.6 ซม. ดอกสีครีม สีเหลือง หรือสีขาวแกมเหลือง
กลีบเลี้ยงตอนบนรูปรี กลีบเลี้ยงคู่ด้านข้างรูปขอบขนานแกมรูปไข่
กลีบดอกรูปขอบขนาน กลีบทั้ง 5 กลีบมีปลายกลีบมน
ปากดอกรูปขอบขนาน อวบหนา ปลายปากดอกมนและโค้งลง
โคนปากดอกเชื่อมกับฐานของเส้าเกสร เส้าเกสรขนาดเล็กและสั้น
ปลายเส้าเกสรมีรยางค์คล้ายเขี้ยวตั้งขึ้น
ใบประดับขนาดเล็ก ติดคงทน ไม่หลุดร่วง
ออกดอกในราวเดือน พ.ย. - ม.ค.
|

"เอื้องสีเที่ยง"
|
กล้วยไม้สกุลสิงโตกลอกตาทั้ง
4 ชนิดนี้ เพื่อน ๆ สามารถเดินทางไปพบเห็นด้วยตาตนเองได้ในสถานที่เดียวกันเลย
คือ เขตรักษาพันธุ์ฯ ภูหลวง จ.เลย ด้านโคกนกกระบา
แต่ต้องทำเรื่องขออนุญาตก่อนนะครับ มิฉะนั้นไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้
ไม้ยืนต้นเด่นในเดือนนี้
ขอแนะนำ 2 ชนิด คือ นางพญาเสือโคร่ง และสารภีป่า
นางพญาเสือโคร่ง
มีชื่อตามท้องถิ่นทางภาคเหนือว่า "ฉวีวรรณ"
ชาวกะเหรี่ยงในเชียงใหม่เรียกว่า "เส่คาแว่
, เส่แผ่ หรือเส่สาแหล่" แต่คนทั่วไปมักเรียกว่า
"ซากุระดอย หรือซากุระเมืองไทย" ชื่อวิทยาศาสตร์
"Prunus
cerasoides
D.Don" อยู่ในวงศ์ ROSACEAE
เป็นพันธุ์ไม้ที่หาพบยากชนิดหนึ่งของเมืองไทย
พบขึ้นตามภูเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็นและมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
1,000-2,000 เมตร ทางภาคเหนือ ออกดอกเป็นช่อกระจุกใกล้ปลายกิ่ง
มีดอกย่อยจำนวนมาก ขนาดดอก 1-2.5 ซม. ดอกสีชมพู
หรือสีแดง ส่วนสีขาวหายากมาก กลีบดอก 5 กลีบ
บอบบาง และหลุดร่วงง่าย กลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นหลอดรูปกรวยสีชมพู
ขอบใบประดับหยักไม่เป็นระเบียบ ก้านดอกยาว
0.7-2 ซม. ออกดอกในราวเดือน ธ.ค. - ก.พ.
|

"นางพญาเสือโคร่ง"
|

"นางพญาเสือโคร่ง"
|
สถานที่ที่พบอยู่เป็นดงสวยงาม
มีอยู่ด้วยกันหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นผาตั้งและภูชี้ฟ้า
จ.เชียงราย ขุนแม่ยะและดอยสามหมื่น จ.เชียงใหม่
สารภีป่า
มีชื่อตามท้องถิ่นมากมาย คนเชียงใหม่เรียกว่า
"ปันม้า , ส้านแดง , ส้านใหญ่ , สารภี , สารภีควาย
, สารภีดอย , สารภีหมู , สุน หรือฮัก" คนสุโขทัยเรียกว่า
"ประดงข้อ" นทางภาคอีสานเรียกว่า "คำโซ่ ,
ตองหนัง , ตีนจำ , ทำซุง , บานมา , พระราม
หรือโมงนั่ง" และคนชุมพรเรียกว่า "แก้มอ้น"
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Anneslea
fragans
Wall." อยู่ในวงศ์ THEACEAE
พืชสกุลนี้พบในเมืองไทยเพียงชนิดเดียว โดยพบตามป่าระดับสูงหรือบริเวณสันเขาในป่าสนเขาที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
850-1,700 เมตร แต่บางครั้งพบในป่าชื้น ทั่วทุกภาค
ออกดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง
ช่อละ 3-8 ดอก ขนาดดอก 1.5-4 ซม. กลิ่นหอม
ดอกสีขาว สีขาวครีม หรือสีขาวแกมชมพู กลีบดอกรวมกันเป็นก้อนกลมลักษณะกระพุ่ม
ปลายแหลม ส่วนบนมีช่องเปิด 5 ช่อง เกสรตัวผู้สีส้มอ่อน
30-40 อัน ปลายก้านเกสรตัวเมียแยกเป็น3แฉก
กลีบรองกลีบดอกสีขาว สีขาวออกชมพู หรือสีเหลืองแกมชมพู
โคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 5 กลีบ หนา และมีขนปกคลุมตามขอบกลีบ
ก้านดอกยาว 3-5 ซม. ออกดอกในราวเดือน พ.ย.
- ก.พ.
|

"สารภีป่า"
|

"สารภีป่า
(ดอกตูม)"
|
ไม้พุ่มเด่นในเดือนนี้
ขอแนะนำราชาวดีหลวง
ชื่อวิทยาศาสตร์ "Buddleja
macrostachya
Wall. ex Benth." อยู่ในวงศ์ BUDDLEJACEAE
เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีรายงานการพบเฉพาะบนดอยเชียงดาว
จ.เชียงใหม่ โดยพบขึ้นบนภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
1,800 เมตร ขึ้นไป ออกดอกเป็นช่อตั้งงอนขึ้นดูคล้ายงาช้างตามยอด
ดอกย่อยมีจำนวนมาก รูปหลอด ปลายแยกเป็น 4
กลีบ สีขาวแกมชมพู จนถึงสีชมพู ออกดอกในราวเดือน
พ.ย. - ธ.ค.
|

"ราชาวดีหลวง"
|

"ราชาวดีหลวง"
|
|