|
๓.
รุ่งสาง
อากาศเย็นยะเยือก สายลมหอบเอาหมอกบางๆมาปกคลุมไปทั่วทั้งเนิน
ก่อนจางหาย สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ พวกเราต่างนั่งมองทิวทัศน์ยามเช้าอยู่ริมผา
โดยมีเครื่องดื่มร้อน ๆ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นคลายหนาว
และเสมือนเป็นตัวเร่งเร้าให้สติสตังกลับคืนมาจากการงัวเงียที่เพิ่งลุกมาจากที่นอนอันอบอุ่น
เมื่อตีนฟ้าเริ่มยกขึ้น
เราก็เริ่มเห็นสายหมอกจับตัวหนาแน่นเป็นกลุ่ม ๆ อยู่เหนือหุบเขาเบื้องล่าง
ก่อนที่ตะวันจะเริ่มโผล่ออกมาเป็นสีส้ม แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงและสีขาวสว่างจ้าในที่สุด
ทำให้ทั่วทั้งเนินที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำค้างพร่างพรมเมื่อคืนนี้
ส่องแสงเป็นประกายแวววาวราวกับอัญมณียามต้องแสงตะวัน

"รอคอยชมตะวันขึ้นบนเนิน
1408"

"หมอกห่มเนิน 1408 ในยามเช้า"
|

"ทะเลหมอกยามเช้า ณ เนิน
1408"

"ช่วยกันเคลียร์และปรับสภาพพื้นที่ให้กลับคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม"
|

"อรุณรุ่งบนเนิน 1408
ท่ามกลางสายหมอกห่มคลุมไปทั่วทั้งเนิน"

"รูปหมูหรือหมู่ก็ดูกันเอาเองนะครับ"
|
บรรยากาศที่งดงามบนเนินเขาในป่าใหญ่แห่งนี้
ทำให้ผู้เขียนเหม่อมองซึมซับความสวยงามของธรรมชาติอยู่นานโข
ด้วยในระยะหลัง ๆ มานี้เพื่อนฝูงที่ชื่นชอบท่องป่าเริ่มลดน้อยถอยลง
เนื่องจากหน้าที่การงานและอายุที่มากขึ้น รวมทั้งภาระในครอบครัวของแต่ละคน
แม้จะล่วงเวลาจน8โมงเช้า
สภาพบนเนิน 1408 ก็ยังปิด ๆ เปิด ๆ ไปด้วยสายหมอกบาง ๆ
ยามลมหอบพัดมาและจากไป หลังจากถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกแล้ว
พวกเราก็เริ่มทยอยเดินลงเขา ณ บริเวณปลายเนินด้านตะวันออก
ซึ่งหากไม่สังเกตให้ดีก็จะไม่รู้ว่ามีทางลงเขาอยู่ มันเป็นทางลงลาดชันดิกที่ลัดเลาะคดเคี้ยวลงไป
ถึงกระนั้นเราก็ต้องคอยใช้มือจับกิ่งไม้และกอหญ้าคอยพยุงลงไปทีละนิด
ๆ ที่จริงยังมีทางลงเขาอีก 2 ทาง คือ ทางลงเขาด้านทิศเหนือ
ผ่านเนิน 1205 สู่บ้านห้วยน้ำผัก และทางเขาด้านทิศตะวันตกกลับสู่ที่ทำการอุทยานฯ
แต่ทั้งสองทางนั้นอยู่ห่างไกลจากน้ำตกตาดเหือง อันเป็นจุดหมายของเรา
ผิดกับทางลงด้านนี้ที่ทอดลงไปสู่ทางหลวงหมายเลข 1268 (สายที่ทำการอุทยานฯ-บ้านบ่อเหมืองน้อย)
ใกล้ ๆ กับปากทางลงน้ำตกตาดเหือง รวมระยะทางราว 6 กม.

"เริงร่าอย่างมีความสุขก่อนลงเนิน"

"เผชิญฝูงวัวของชาวบ้านที่เราต้องหลบมัน"
|

"ลงเนิน ณ ปลายผาด้านตะวันออก"

"ไชโย..ถึงพื้นราบแล้ว"
|

"ทางลงชันไม่ชันก็ดูเอาจากภาพก็แล้วกัน"

"ปากทางลงสู่น้ำตกตาดเหือง"
|
ร่วมกิโลฯ
ครึ่งจากยอดเนิน 1408 ก็ถึงสันเขาค่อนข้างราบ จากนี้เดินกันค่อนข้างสบาย
ด้วยทางเดินที่กว้างขึ้นและมีไม้ใหญ่ให้ร่มเงาตลอดสองข้างทาง
ตามทางจะพบมูลวัวของชาวบ้านเกลื่อนกลาดอยู่เต็มไปหมด อันเป็นปัญหาอย่างหนึ่งของอุทยานฯ
หลาย ๆ แห่งในภาคเหนือและภาคอีสาน เพราะวัวควายของชาวบ้านที่ปล่อยให้ขึ้นมาหากินในผืนป่าของอุทยานฯ
ได้ทำลายความงดงามของธรรมชาติ พันธุ์ไม้ป่าที่หายาก รวมทั้งมีผลกระทบต่อสัตว์ป่าในพื้นที่
ครั้นทางอุทยานฯ ใช้มาตรการเข้มงวด ก็ย่อมก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งและไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในการช่วยอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่า
ผ่าน
3 แยกที่ทางแยกขวาเป็นทางลงเขาเกือบ 2 กิโลฯ สู่หน่วยฯ
ภูหัวฮ่อม ที่ตั้งอยู่บนเขาริมผาทางด้านตะวันออก และเป็นจุดชมวิวผืนป่าไทย-ลาว
ได้อย่างกว้างไกลงดงามตา แต่เราแยกไปทางซ้าย ไม่นานก็ผ่านปางวัวควายของชาวบ้านถึง
2 แห่ง จากนี้สภาพป่าเริ่มโปร่งโล่งขึ้น และอากาศก็ร้อนแรงมากขึ้น
หนทางช่วงสุดท้ายเริ่มลาดชันอีกครั้งหนึ่ง
จนกระทั่งใกล้เที่ยงจึงลงมาสู่ถนนทางหลวงท้องถิ่นหมายเลข
1268 แล้วเดินตามถนนไปทางทิศใต้อีกราว 200-300 เมตร ก็ถึงหลัก
กม.14 อันเป็นปากทางลงไปชมน้ำตกตาดเหืองที่อยู่เบื้องล่างราว
500 เมตร
ทางลงสู่น้ำตกฯ
นั้น ช่วงใดที่ชันมาก ๆ ทางอุทยานฯ ก็ได้จัดทำเป็นบันไดไม้มีราวให้จับเกาะลงไปได้อย่างสะดวก
ยิ่งลงมามากเท่าไร อากาศที่ร้อนแห้งก็เริ่มเย็นชื้นมากขึ้น
พร้อมกับได้ยินเสียงสายน้ำดังกระหึ่มกึกก้องมากขึ้น ๆ
จวบจนลงมาถึงลำน้ำเหือง เสียงกึกก้องของน้ำตกยิ่งดังมากขึ้นจนต้องตะโกนพูดกันจึงจะได้ยิน

"ตอนบนของน้ำตกตาดเหือง"

"แวะพักทานอาหารเที่ยงริมน้ำตก"
|

"น้ำตกตาดเหือง..มุมมองทางฝั่งไทย"

"น้ำตกตาดเหือง..มุมมองทางฝั่งลาว"
|
น้ำตกตาดเหืองเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงามมากที่สุดในอุทยานฯ
สูงราว 50 เมตร มีน้ำไหลตลอดปี รอบๆบริเวณน้ำตกมีสภาพป่าที่ร่มรื่นเย็นสบาย
น้ำตกสายนี้ยังเป็นเส้นกั้นพรมแดนทางธรรมชาติระหว่างไทย-ลาว
โดยใช้กึ่งกลางลำน้ำเป็นเส้นแบ่งเขต หลายคนจึงให้สมญานามน้ำตกแห่งนี้ว่า
"น้ำตกมิตรภาพไทย-ลาว"
หลังอาหารมื้อเที่ยง
หลายคนลงเล่นน้ำอย่างสุขสำราญใจ บ้างก็ถือโอกาสข้ามลำน้ำไปฝั่งเพื่อนบ้าน
เพื่อหามุมมองถ่ายภาพน้ำตก ร่วมสองชั่วโมงที่ต่างสุขขีกันถ้วนหน้า
เราจึงเดินทางกลับสู่ที่ทำการอุทยานฯ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
ต่อไป
ระหว่างนั่งรถลัดเลาะคดเคี้ยวไปตามถนนสาย
1268 ที่เลียบเลาะไปตามภูสวนทราย ก็ให้รู้สึกภูมิใจที่ได้กลับมาเยือนภูเขาที่ชื่อภูสวนทรายอีกครั้งหนึ่ง
มันยังคงเป็นภูที่สวยงามไปด้วยพรรณไม้และทิวทัน์ ที่สำคัญยังคงสงบเงียบ
ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก และสิ่งหนึ่งที่ยังคงมีให้แก่นักเดินทางอยู่เสมอ
ๆ สำหรับพื้นที่แห่งนี้ ก็คือ "น้ำใจและอัธยาศัยไมตรีที่ดี"
ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทุกท่าน
การติดต่อและสิ่งอำนวยความสะดวก
ติดต่อสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
"อุทยานฯภูสวนทราย ต.แสงภา อ.นาแห้ว เลย 42170" โทร.0-4280-7616
, 0-4281-9340-1
ปัจจุบันบริเวณที่ทำการอุทยานฯ
มีบ้านพักรับรองจำนวน 6 หลัง ค่ายพักแรม 1 หลัง อาคารสำหรับประชุมสัมมนา
1 หลัง (รับได้ราว 50 คน) นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่กางเต็นท์
ห้องน้ำและห้องสุขา รวมทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม
การเดินทาง
จากตัวเมืองเลยไปตามทางหลวงหมายเลข
203 ราว 68 กม. จนถึงบ้านโคกงาม แล้วแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข
2031 ราว 12 กม. พอถึง อ.ด่านซ้าย ก็เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข
2113 ราว 32 กม. ก็ถึง อ.นาแห้ว จากนั้นตรงต่อไปราว 2
กม. จนถึงหมู่บ้านเหมืองแพร่ แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข
1268 ผ่านหมู่บ้านแสงภาไปราว 7 กม. จึงแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข
1268 อีกราว 3 กม. ก็จะพบที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางด้านซ้ายมือ
จากกรุงเทพฯ
เดินทางสู่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ แล้วไปตามทางหลวงหมายเลข
203 จนถึงบ้านโป่งชี จึงเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข
2014 พอถึง อ.ด่านซ้าย ก็เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข
2113 ราว 32 กม. ก็ถึง อ.นาแห้ว จากนั้นใช้ทางเดียวกับทางสายแรก
|