|
เมื่อถึงพื้นราบในป่าดิบก็พบหินทราย
4 ก้อนที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กัน วางตัวอยู่ก้อนละทิศ เรียกกันว่า
"หิน 4 ก้อน" หรือ
"หิน 4 ทิศ" โดยมี
3 ก้อนที่มีเฟิร์นและกล้วยไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นตั้งแต่ส่วนที่โผล่พ้นผิวดินจนถึงยอด
ซึ่งกล้วยไม้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ สิงโตสยาม
(Bulbophyllum
siamense) เอื้องเขาเยือง (Luisia
recurva) และเอื้องเทียนส้ม (Coelogyne
fuscescens Lindl.
var. brunnea) ซึ่งชนิดหลังนี้กำลังออกดอกสีเหลืองอ่อนถึงสีส้ม
ห้อยลงมาเป็นช่อ ๆ อยู่เต็มไปหมด ช่วยทำให้ผืนป่าบริเวณนี้ดูสว่างไสวกระจ่างตา
ส่วนหินอีกก้อนหนึ่งทางด้านทิศใต้ คงมีพืชอิงอาศัยอยู่เล็กน้อย
ราวกับว่าธรรมชาติได้จัดสรรตกแต่งเอาไว้เพื่อให้พระภิกษุได้ขึ้นนั่งเทศนาธรรมแก่ชาวบ้าน
ซึ่งชาวท้องถิ่นในละแวกรอบ ๆ ภูสวนทราย ต่างเชื่อกันว่าหินทั้ง
4 ก้อนเสมือนเป็นประตูสู่ภูสวนทราย และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนควรเคารพบูชาด้วยความศรัทธา
ดังนั้นทุก ๆ 3 ปีในปลายเดือน 4 (หรือราวกลางเดือนมีนาคม)
หรือภาษาชาวบ้าน คือ "2 ปีหาม 3 ปีครอบ" คือ ขึ้นไปทำบุญ
1 ครั้ง แล้วเว้นไปอีก 2 ปี จึงขึ้นมาอีก เพื่อเซ่นไหว้และทำบุญจนกลายเป็นประเพณีตราบเท่าทุกวันนี้
เรียกกันว่า "บุญภูใหญ่" หรือ "บุญสานเมี่ยง"
หรือ "ประเพณีภูบูชา"
|

"สิงโตสยาม"

"ยามเย็นที่ก่องเบิก"
|

"สภาพป่าดิบเขาที่ร่มรื่น"

"ร่วมทานอาหารเย็นก่อนพลบค่ำ"
|

"เอื้องเทียนส้ม"

"เมี่ยงดอย"
|
เลยหิน
4 ก้อนไปเล็กน้อยก็จะพบทางแยกซ้ายไปเก้าเลี้ยว แต่เรายังคงมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันออก
ทางเดินเล็ก ๆ ภายใต้ร่มเงาไม้ป่าดิบเริ่มขยายกว้างขึ้น
ป่าก็โปร่งโล่งขึ้น ไม่ถึงกิโลฯ เราก็ถึงลานค่อนข้างโล่งกว้างริมผาที่มีชื่อว่า
"ก่องเบิก" มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ
1,200-1,300 เมตร มองเห็นไร่นาและชุมชนหมู่บ้านของ ต.แสงภา
วางตัวกระจายไปทั่ว ๆ พื้นราบที่กว้างใหญ่ โดยมีเขาลูกน้อย
ๆ 3 ลูกที่เรียกกันว่า "ภูขัด" วางตัวสลับกันอยู่ด้านหน้า
สำหรับที่มาของชื่อ
"ก่องเบิก" นั้น เป็นคำเรียกท้องถิ่น หมายถึง พิธีเบิกป่า
เพื่อขอขมาก่อนเข้าป่า มิฉะนั้นจะมีอันเป็นไป เนื่องจากในอดีตชาวบ้านของ
ต.แสงภา ใช้ทางหน้าผาแห่งนี้เป็นทางขึ้นลง เพื่อขึ้นมาเซ่นไหว้และทำบุญฯ
หิน 4 ทิศ ซึ่งมีเส้นทางเดินค่อนข้างลาดชันยิ่งกว่าทางที่เราเดินขึ้นมาหลายเท่านัก
ทุกครั้งที่พวกเขาเดินขึ้ามาถึงผาแห่งนี้ ก็จะทำพิธีก่องเบิกทุกครั้ง
เดิมบริเวณนี้มีหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นอยู่ค่อนข้างรก
แต่ทางอุทยานฯ ได้ปรับสภาพจนค่อนข้างราบเรียบเหมาะสำหรับตั้งแค้มป์
แหล่งน้ำก็อยู่ไม่ห่างไกลจากที่พักนัก ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาและช่วยป้องกันน้ำค้างก็มีไม่น้อย
โดยเฉพาะเมี่ยงดอย (Camellia
oleifera Abel.
var. confusa) ที่มีมากเป็นพิเศษ และยามนี้มันกำลังออกดอกสีขาวบริสุทธิ์
ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ
แม้จะเป็นเพียงบ่ายสองโมง
แต่อากาศที่ก่องเบิกก็เย็นยะเยือกด้วยสายลมที่ค่อนข้างแรง
จนเสื้อที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อจากการเดินทางได้เหือดแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว
แล้วอย่างนี้เมื่อตะลันลาลับจะมิหนาวสะท้านยิ่งกว่านี้อีกหรือ
โดยไม่ต้องคิดเลยเถิดไปถึงว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเต็ม
ๆ จะหนาวยะเยือกขนาดใด ถึงได้ว่าพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ฯ ที่นำทางมา
ต่างพากันไปผูกเปลนอนในดงไม้รกทึบทางทิศเหนือ คงปล่อยให้พวกเราที่หนังหนาเป็นพิเศษกางเต็นท์สู้ลมอยู่ริมผา
กว่าจะสิ้นแสงตะวันก็อีกหลายชั่วโมง
พวกที่ชื่นชอบดูนกก็ถือกล้องฯ ส่องดูนกไปรอบ ๆ บ้างก็เดินหาพรรณไม้และวิวทิวทัศน์เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้
และมีไม่น้อยที่ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงมุดเข้าไปหลับนอนในเต็นท์
บ้างปูผ้านอนรับลมอย่างไม่สะทกสะท้าน ส่วนผู้เขียนเปรี้ยวปากมานานหลายชั่วโมงแล้ว
ก็ก่อไฟต้มน้ำดื่มกาแฟ อันเป็นเครื่องดื่มที่โปรดปราน
พร้อมทั้งช่วยเพื่อนหั่นหมูหั่นผักเตรียมอาหารมื้อเย็น
โดยไม่ลืมที่จะหาพืชผักป่ามาให้เพื่อน ๆ ทานทุกครั้งที่เข้าป่า
ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องเดินไปไกลเลย มันมีอยู่มากมาย แถมใบอ่อนกำลังน่ากินกับน้ำพริกให้เอร็ดอร่อย
ทั้งยังใช้ใบที่ไม่แก่จนเกินไปนักนำมาต้มน้ำเป็นชาร้อน
ซดแก้กระหาย แก้ไอ และช่วยให้ชุ่มคออีกด้วย พืชที่ว่าก็คือเมี่ยงดอยนั่นเอง
คงเป็นจริงอย่างที่เขาว่าเวลาแห่งความสุขมักสั้น
การได้นั่งพูดคุยกับเพื่อนที่รู้ใจท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขาลำเนาไพรพิสุทธิ์จึงคืบคลานผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พร้อม ๆ กับแสงตะวันที่อ่อนแสงลงเย็นตา จนกระทั่งล่วงลาลับหายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
พร้อม ๆ กับเสียงจักจั่นและเหล่าสกุณาที่พร่ำร้องยามทิวา
แปรเปลี่ยนเป็นเสียงจิ้งหรีดขับขานบทเพลงแห่งราตรีกาล
ทุกสิ่งในป่าทึบล้วนปกคลุมด้วยหมึกสีดำ คงมีแต่แสงจากกองไฟที่เราก่อขึ้นลุกโชนเพื่อให้ความสว่างและช่วยให้ไออุ่นแก่ร่างกายเท่านั้น
เวลาผ่านไปนานมากขึ้น
สายลมก็ดูเหมือนจะโหมกระหน่ำรุนแรงเป็นเงาตามตัว จนหลายคนเริ่มหนาวสั่นทนไม่ไหว
เราจึงจบบทสนทนาการพูดคุยเย้าแหย่รอบกองไฟ ก่อนแยกย้ายกันไปหลับนอนด้วยไออุ่นจากถุงนอนภายในเต็นท์
๒.
อรุณรุ่งยามเช้า
เส้นแสงขอบฟ้ากำลังเริ่มแปรเปลี่ยนสีสันตัดกับท้องฟ้าอย่างงดงาม
เบื้องล่างตามหุบเขาและเหนือพื้นราบก็มีสายหมอกขาวโพลนลอยอ้อยอิ่งแผ่ขยายเข้ามาปกคลุม
แม้จะไม่หนาแน่นฟูฟ่องเป็นทะเลหมอกอย่างที่เราวาดหวังไว้
แต่พวกเราก็เข้าใจดีว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้
เพียงได้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในป่าดงพงไพรก็สุขใจเกินคำบรรยายแล้ว
ไม่นานตะวันก็ค่อย ๆ แย้มขึ้นมาจากขอบฟ้า ก่อนฉายแสงเจิดจ้าไปทั่วพื้นพิภพ
ราว
8 โมงเช้าเราก็ออกเดินทางสู่เนิน 1408 อันเป็นจุดหมายในวันนี้
มีระยะทางประมาณ 7 กม. ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 3-4 ชั่วโมง
เท่านั้น แม้ระยะทางจะมากกว่าที่เราเดินเมื่อวานนี้ถึงเท่าตัว
แต่ใช้เวลาน้อยกว่า เพราะจากนี้ไปเป็นทางราบเสียเป็นส่วนใหญ่
มีทางลาดชันขึ้นก็เพียงเล็กน้อย และเป็นระยะสั้น ๆ ไม่ยาวไกล
|

"ทิวทัศน์ยามเช้า ณ ก่องเบิก"
|

"ทะเลหมอกและเส้นแสงขอบฟ้ายามเช้าบริเวณก่องเบิก"
|

"ตาเหินไหวขาว"
|
เราเดินย้อนกลับไปตามทางเก่าเล็กน้อย
แล้วแยกขวาบริเวณก่อนถึงหิน 4 ก้อนหรือหิน 4 ทิศ ทางช่วงนี้เป็นทางเล็ก
ๆ ที่ต้องเดินเรียงแถวไปทีละคน ท่ามกลางสังคมป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์
มีไม้สูงใหญ่แผ่เรือนยอดแน่นขนัดจนแสงตะวันแทบจะไม่สามารถสาดส่องลงมาถึงพื้น
ส่วนไม้พื้นล่างแน่นขนัดไปด้วยกล้วยป่าและพืชตระกูลขิงข่าหลากชนิด
แต่ที่ออกดอกยามนี้คงมีตาเหินไหวขาว (Hedychium
gratum) เอื้องหมายนา (Coutus
specious) กระทือ (Zingiber
zerumbet) และว่านไฟดง (Zingiber
sp.) ตามทางเดินเต็มไปด้วยซากกิ่งไม้ใบไม้เน่าเปื่อยที่ถูกทับถมกันมาเป็นเวลานาน
ย่อยสลายได้ยาก และส่งกลิ่นเหม็นเวียนหัวตลบอบอวลไปทั่ว
รวมทั้งจำต้องเผชิญกับฝูงทากที่ยืดตัวส่ายหัวรอดูดเลือดเหยื่อทั้งที่ตามพื้นและขอนไม้ล้ม
|

"ทากใบไม้มีลายสีสันสวยงาม"
|

"กากหมากตาฤาษีตัวเมีย"
|

"หยุดพักเหนื่อยและแกะทากที่เก้าเลี้ยว"
|
ไม้ป่าที่ออกดอกเบ่งบาน
โดยเฉพาะกากหมากตาฤาษี (Balanophora
fungosa ssp.indica) หรือ "เห็ดหิน" ตามชื่อเรียกของคนท้องถิ่น
ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกจำพวกกาฝากหรือพืชเบียนที่ขึ้นอยู่เป็นดงแน่นขนัด
รวมทั้งเห็ดหลายชนิดหลากสีสันที่ขึ้นตามพื้นและขอนไม้อยู่เป็นกลุ่มเป็นดง
ก็อดใจไม่ไหวที่จะแวะถ่ายรูป โดยลืมสิ้นถึงความเกลียดกลัวหรือขยะแขยงเจ้าทาก
ราวกิโลฯ
ครึ่งก็ถึงเก้าเลี้ยว
อันเป็นทางแยกทางลัดที่ตัดขึ้นเขาชันมาจากที่ทำการอุทยานฯ
ราวกิโลฯ โดยทางอุทยานฯ ได้ทำม้านั่งจากไม้ไผ่ไว้สองฟากฝั่งทางเดิน
เพื่อไว้นั่งพักเหนื่อย รอบ ๆ บริเวณนี้ดาษดื่นไปด้วยดอกสีเหลืองอมเขียวของเทียนหาง
(Impatiens
jurpioides) บานสะพรั่งอย่างงดงาม หลังจากหยุดแวะถ่ายภาพและจัดการดึงเจ้าตัวทากที่เกาะตามถุงเท้ากันทากอยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดออกไปแล้ว
จึงเดินทางต่อไป
ผ่านหินก่วยหล่อ
มีลักษณะเป็นหินทรายรูปทรงคล้ายดอกเห็ดตูมโผล่ขึ้นมาจากพื้น
มีขนาดโตโดยรอบราว 19 เมตร สูงราว 4 เมตร รอบ ๆ หินมีร่องรอยเหมือนมีคนมาขุดเป็นร่องน้ำไว้
แต่โดยความเป็นจริงเป็นร่องที่เกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างขึ้นเอง
เลยมาเล็กน้อย
พวกเราก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับไม้ล้มลุกจำพวกพืชเบียนหรือพืชกาฝากที่หาพบยากชนิดหนึ่งของเมืองไทย
ซึ่งออกดอกกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง นั่นคือ "กระโถนฤาษี"
(Sapria
himalayana) ดอกมีตั้งแต่ที่เป็นดอกตูมราวกับหัวกะหล่ำสีชมพูอมขาวจนถึงสีชมพูอมแดง
และดอกที่บานเต็มที่แล้ว ขนาด 10-15 ซม. เป็นรูปถ้วยปากใหญ่หรือกระโถนปากแตร
สีแดงคล้ำประขาว ต่อเมื่อดอกแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำประเหลือง
ดอกบานอยู่ราว 3-7 วัน ก็จะเริ่มเหี่ยวแห้ง ซึ่งมีความกรอบ
เปราะบาง และสลายผุพังไปในที่สุด จึงไม่พบดอกแห้งเหลือไว้ตามธรรมชาติให้เราได้เห็นเลย
|

"เทียนหางดอกตูมและเมื่อเบ่งบานเต็มที่"

"กระโถนฤาษี"
|

"ไทยมุงดูกระโถนฤาษี..พรรณไม้หายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย"

"กระโถนฤาษีดอกเหี่ยว
ก่อนสลายผุพังไม่เหลือซาก"

"ดอกตูมของปอหู"
|

"ภายในดอกเทียนหางมีแต้มสีแดงอมน้ำตาลอยู่ภายในดอก"

"สภาพทางเดินค่อนข้างโล่ง
ภายใต้ป่าดิบเขาที่สมบูรณ์"
|
|