// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว (ต่อ)
"ภูเขาที่ชื่อ..ภูสวนทราย" โดย...หนุ่มสุพรรณ...
 

              เมื่อถึงพื้นราบในป่าดิบก็พบหินทราย 4 ก้อนที่มีขนาดใหญ่พอ ๆ กัน วางตัวอยู่ก้อนละทิศ เรียกกันว่า "หิน 4 ก้อน" หรือ "หิน 4 ทิศ" โดยมี 3 ก้อนที่มีเฟิร์นและกล้วยไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นตั้งแต่ส่วนที่โผล่พ้นผิวดินจนถึงยอด ซึ่งกล้วยไม้นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ สิงโตสยาม (Bulbophyllum siamense) เอื้องเขาเยือง (Luisia recurva) และเอื้องเทียนส้ม (Coelogyne fuscescens Lindl. var. brunnea) ซึ่งชนิดหลังนี้กำลังออกดอกสีเหลืองอ่อนถึงสีส้ม ห้อยลงมาเป็นช่อ ๆ อยู่เต็มไปหมด ช่วยทำให้ผืนป่าบริเวณนี้ดูสว่างไสวกระจ่างตา ส่วนหินอีกก้อนหนึ่งทางด้านทิศใต้ คงมีพืชอิงอาศัยอยู่เล็กน้อย ราวกับว่าธรรมชาติได้จัดสรรตกแต่งเอาไว้เพื่อให้พระภิกษุได้ขึ้นนั่งเทศนาธรรมแก่ชาวบ้าน ซึ่งชาวท้องถิ่นในละแวกรอบ ๆ ภูสวนทราย ต่างเชื่อกันว่าหินทั้ง 4 ก้อนเสมือนเป็นประตูสู่ภูสวนทราย และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนควรเคารพบูชาด้วยความศรัทธา ดังนั้นทุก ๆ 3 ปีในปลายเดือน 4 (หรือราวกลางเดือนมีนาคม) หรือภาษาชาวบ้าน คือ "2 ปีหาม 3 ปีครอบ" คือ ขึ้นไปทำบุญ 1 ครั้ง แล้วเว้นไปอีก 2 ปี จึงขึ้นมาอีก เพื่อเซ่นไหว้และทำบุญจนกลายเป็นประเพณีตราบเท่าทุกวันนี้ เรียกกันว่า "บุญภูใหญ่" หรือ "บุญสานเมี่ยง" หรือ "ประเพณีภูบูชา"


"สิงโตสยาม"


"ยามเย็นที่ก่องเบิก"


"สภาพป่าดิบเขาที่ร่มรื่น"


"ร่วมทานอาหารเย็นก่อนพลบค่ำ"


"เอื้องเทียนส้ม"


"เมี่ยงดอย"

              เลยหิน 4 ก้อนไปเล็กน้อยก็จะพบทางแยกซ้ายไปเก้าเลี้ยว แต่เรายังคงมุ่งหน้าต่อไปทางทิศตะวันออก ทางเดินเล็ก ๆ ภายใต้ร่มเงาไม้ป่าดิบเริ่มขยายกว้างขึ้น ป่าก็โปร่งโล่งขึ้น ไม่ถึงกิโลฯ เราก็ถึงลานค่อนข้างโล่งกว้างริมผาที่มีชื่อว่า "ก่องเบิก" มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200-1,300 เมตร มองเห็นไร่นาและชุมชนหมู่บ้านของ ต.แสงภา วางตัวกระจายไปทั่ว ๆ พื้นราบที่กว้างใหญ่ โดยมีเขาลูกน้อย ๆ 3 ลูกที่เรียกกันว่า "ภูขัด" วางตัวสลับกันอยู่ด้านหน้า

              สำหรับที่มาของชื่อ "ก่องเบิก" นั้น เป็นคำเรียกท้องถิ่น หมายถึง พิธีเบิกป่า เพื่อขอขมาก่อนเข้าป่า มิฉะนั้นจะมีอันเป็นไป เนื่องจากในอดีตชาวบ้านของ ต.แสงภา ใช้ทางหน้าผาแห่งนี้เป็นทางขึ้นลง เพื่อขึ้นมาเซ่นไหว้และทำบุญฯ หิน 4 ทิศ ซึ่งมีเส้นทางเดินค่อนข้างลาดชันยิ่งกว่าทางที่เราเดินขึ้นมาหลายเท่านัก ทุกครั้งที่พวกเขาเดินขึ้ามาถึงผาแห่งนี้ ก็จะทำพิธีก่องเบิกทุกครั้ง

              เดิมบริเวณนี้มีหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กขึ้นอยู่ค่อนข้างรก แต่ทางอุทยานฯ ได้ปรับสภาพจนค่อนข้างราบเรียบเหมาะสำหรับตั้งแค้มป์ แหล่งน้ำก็อยู่ไม่ห่างไกลจากที่พักนัก ไม้ยืนต้นที่ให้ร่มเงาและช่วยป้องกันน้ำค้างก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะเมี่ยงดอย (Camellia oleifera Abel. var. confusa) ที่มีมากเป็นพิเศษ และยามนี้มันกำลังออกดอกสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ

              แม้จะเป็นเพียงบ่ายสองโมง แต่อากาศที่ก่องเบิกก็เย็นยะเยือกด้วยสายลมที่ค่อนข้างแรง จนเสื้อที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อจากการเดินทางได้เหือดแห้งหายไปอย่างรวดเร็ว แล้วอย่างนี้เมื่อตะลันลาลับจะมิหนาวสะท้านยิ่งกว่านี้อีกหรือ โดยไม่ต้องคิดเลยเถิดไปถึงว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวเต็ม ๆ จะหนาวยะเยือกขนาดใด ถึงได้ว่าพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ฯ ที่นำทางมา ต่างพากันไปผูกเปลนอนในดงไม้รกทึบทางทิศเหนือ คงปล่อยให้พวกเราที่หนังหนาเป็นพิเศษกางเต็นท์สู้ลมอยู่ริมผา

              กว่าจะสิ้นแสงตะวันก็อีกหลายชั่วโมง พวกที่ชื่นชอบดูนกก็ถือกล้องฯ ส่องดูนกไปรอบ ๆ บ้างก็เดินหาพรรณไม้และวิวทิวทัศน์เพื่อถ่ายรูปเก็บไว้ และมีไม่น้อยที่ไม่รู้จะทำอะไรดี จึงมุดเข้าไปหลับนอนในเต็นท์ บ้างปูผ้านอนรับลมอย่างไม่สะทกสะท้าน ส่วนผู้เขียนเปรี้ยวปากมานานหลายชั่วโมงแล้ว ก็ก่อไฟต้มน้ำดื่มกาแฟ อันเป็นเครื่องดื่มที่โปรดปราน พร้อมทั้งช่วยเพื่อนหั่นหมูหั่นผักเตรียมอาหารมื้อเย็น โดยไม่ลืมที่จะหาพืชผักป่ามาให้เพื่อน ๆ ทานทุกครั้งที่เข้าป่า ซึ่งครั้งนี้ไม่ต้องเดินไปไกลเลย มันมีอยู่มากมาย แถมใบอ่อนกำลังน่ากินกับน้ำพริกให้เอร็ดอร่อย ทั้งยังใช้ใบที่ไม่แก่จนเกินไปนักนำมาต้มน้ำเป็นชาร้อน ซดแก้กระหาย แก้ไอ และช่วยให้ชุ่มคออีกด้วย พืชที่ว่าก็คือเมี่ยงดอยนั่นเอง

              คงเป็นจริงอย่างที่เขาว่าเวลาแห่งความสุขมักสั้น การได้นั่งพูดคุยกับเพื่อนที่รู้ใจท่ามกลางธรรมชาติของป่าเขาลำเนาไพรพิสุทธิ์จึงคืบคลานผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับแสงตะวันที่อ่อนแสงลงเย็นตา จนกระทั่งล่วงลาลับหายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ พร้อม ๆ กับเสียงจักจั่นและเหล่าสกุณาที่พร่ำร้องยามทิวา แปรเปลี่ยนเป็นเสียงจิ้งหรีดขับขานบทเพลงแห่งราตรีกาล ทุกสิ่งในป่าทึบล้วนปกคลุมด้วยหมึกสีดำ คงมีแต่แสงจากกองไฟที่เราก่อขึ้นลุกโชนเพื่อให้ความสว่างและช่วยให้ไออุ่นแก่ร่างกายเท่านั้น

              เวลาผ่านไปนานมากขึ้น สายลมก็ดูเหมือนจะโหมกระหน่ำรุนแรงเป็นเงาตามตัว จนหลายคนเริ่มหนาวสั่นทนไม่ไหว เราจึงจบบทสนทนาการพูดคุยเย้าแหย่รอบกองไฟ ก่อนแยกย้ายกันไปหลับนอนด้วยไออุ่นจากถุงนอนภายในเต็นท์

๒.

              อรุณรุ่งยามเช้า เส้นแสงขอบฟ้ากำลังเริ่มแปรเปลี่ยนสีสันตัดกับท้องฟ้าอย่างงดงาม เบื้องล่างตามหุบเขาและเหนือพื้นราบก็มีสายหมอกขาวโพลนลอยอ้อยอิ่งแผ่ขยายเข้ามาปกคลุม แม้จะไม่หนาแน่นฟูฟ่องเป็นทะเลหมอกอย่างที่เราวาดหวังไว้ แต่พวกเราก็เข้าใจดีว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพียงได้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในป่าดงพงไพรก็สุขใจเกินคำบรรยายแล้ว ไม่นานตะวันก็ค่อย ๆ แย้มขึ้นมาจากขอบฟ้า ก่อนฉายแสงเจิดจ้าไปทั่วพื้นพิภพ

              ราว 8 โมงเช้าเราก็ออกเดินทางสู่เนิน 1408 อันเป็นจุดหมายในวันนี้ มีระยะทางประมาณ 7 กม. ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น แม้ระยะทางจะมากกว่าที่เราเดินเมื่อวานนี้ถึงเท่าตัว แต่ใช้เวลาน้อยกว่า เพราะจากนี้ไปเป็นทางราบเสียเป็นส่วนใหญ่ มีทางลาดชันขึ้นก็เพียงเล็กน้อย และเป็นระยะสั้น ๆ ไม่ยาวไกล


"ทิวทัศน์ยามเช้า ณ ก่องเบิก"


"ทะเลหมอกและเส้นแสงขอบฟ้ายามเช้าบริเวณก่องเบิก"


"ตาเหินไหวขาว"

              เราเดินย้อนกลับไปตามทางเก่าเล็กน้อย แล้วแยกขวาบริเวณก่อนถึงหิน 4 ก้อนหรือหิน 4 ทิศ ทางช่วงนี้เป็นทางเล็ก ๆ ที่ต้องเดินเรียงแถวไปทีละคน ท่ามกลางสังคมป่าดิบที่อุดมสมบูรณ์ มีไม้สูงใหญ่แผ่เรือนยอดแน่นขนัดจนแสงตะวันแทบจะไม่สามารถสาดส่องลงมาถึงพื้น ส่วนไม้พื้นล่างแน่นขนัดไปด้วยกล้วยป่าและพืชตระกูลขิงข่าหลากชนิด แต่ที่ออกดอกยามนี้คงมีตาเหินไหวขาว (Hedychium gratum) เอื้องหมายนา (Coutus specious) กระทือ (Zingiber zerumbet) และว่านไฟดง (Zingiber sp.) ตามทางเดินเต็มไปด้วยซากกิ่งไม้ใบไม้เน่าเปื่อยที่ถูกทับถมกันมาเป็นเวลานาน ย่อยสลายได้ยาก และส่งกลิ่นเหม็นเวียนหัวตลบอบอวลไปทั่ว รวมทั้งจำต้องเผชิญกับฝูงทากที่ยืดตัวส่ายหัวรอดูดเลือดเหยื่อทั้งที่ตามพื้นและขอนไม้ล้ม


"ทากใบไม้มีลายสีสันสวยงาม"


"กากหมากตาฤาษีตัวเมีย"


"หยุดพักเหนื่อยและแกะทากที่เก้าเลี้ยว"

              ไม้ป่าที่ออกดอกเบ่งบาน โดยเฉพาะกากหมากตาฤาษี (Balanophora fungosa ssp.indica) หรือ "เห็ดหิน" ตามชื่อเรียกของคนท้องถิ่น ซึ่งเป็นไม้ล้มลุกจำพวกกาฝากหรือพืชเบียนที่ขึ้นอยู่เป็นดงแน่นขนัด รวมทั้งเห็ดหลายชนิดหลากสีสันที่ขึ้นตามพื้นและขอนไม้อยู่เป็นกลุ่มเป็นดง ก็อดใจไม่ไหวที่จะแวะถ่ายรูป โดยลืมสิ้นถึงความเกลียดกลัวหรือขยะแขยงเจ้าทาก

              ราวกิโลฯ ครึ่งก็ถึงเก้าเลี้ยว อันเป็นทางแยกทางลัดที่ตัดขึ้นเขาชันมาจากที่ทำการอุทยานฯ ราวกิโลฯ โดยทางอุทยานฯ ได้ทำม้านั่งจากไม้ไผ่ไว้สองฟากฝั่งทางเดิน เพื่อไว้นั่งพักเหนื่อย รอบ ๆ บริเวณนี้ดาษดื่นไปด้วยดอกสีเหลืองอมเขียวของเทียนหาง (Impatiens jurpioides) บานสะพรั่งอย่างงดงาม หลังจากหยุดแวะถ่ายภาพและจัดการดึงเจ้าตัวทากที่เกาะตามถุงเท้ากันทากอยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดออกไปแล้ว จึงเดินทางต่อไป

              ผ่านหินก่วยหล่อ มีลักษณะเป็นหินทรายรูปทรงคล้ายดอกเห็ดตูมโผล่ขึ้นมาจากพื้น มีขนาดโตโดยรอบราว 19 เมตร สูงราว 4 เมตร รอบ ๆ หินมีร่องรอยเหมือนมีคนมาขุดเป็นร่องน้ำไว้ แต่โดยความเป็นจริงเป็นร่องที่เกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างขึ้นเอง

              เลยมาเล็กน้อย พวกเราก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับไม้ล้มลุกจำพวกพืชเบียนหรือพืชกาฝากที่หาพบยากชนิดหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งออกดอกกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง นั่นคือ "กระโถนฤาษี" (Sapria himalayana) ดอกมีตั้งแต่ที่เป็นดอกตูมราวกับหัวกะหล่ำสีชมพูอมขาวจนถึงสีชมพูอมแดง และดอกที่บานเต็มที่แล้ว ขนาด 10-15 ซม. เป็นรูปถ้วยปากใหญ่หรือกระโถนปากแตร สีแดงคล้ำประขาว ต่อเมื่อดอกแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงคล้ำประเหลือง ดอกบานอยู่ราว 3-7 วัน ก็จะเริ่มเหี่ยวแห้ง ซึ่งมีความกรอบ เปราะบาง และสลายผุพังไปในที่สุด จึงไม่พบดอกแห้งเหลือไว้ตามธรรมชาติให้เราได้เห็นเลย


"เทียนหางดอกตูมและเมื่อเบ่งบานเต็มที่"


"กระโถนฤาษี"


"ไทยมุงดูกระโถนฤาษี..พรรณไม้หายากชนิดหนึ่งของเมืองไทย"


"กระโถนฤาษีดอกเหี่ยว ก่อนสลายผุพังไม่เหลือซาก"


"ดอกตูมของปอหู"


"ภายในดอกเทียนหางมีแต้มสีแดงอมน้ำตาลอยู่ภายในดอก"


"สภาพทางเดินค่อนข้างโล่ง ภายใต้ป่าดิบเขาที่สมบูรณ์"

 
หน้าที่ >> ( 1 )  2  ( 3 ) ( 4 )
 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com