|
ปลายฝนต้นหนาว
อันเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลระหว่างหน้าฝนที่กำลังจะจากไป
กับหน้าหนาวที่มีสายลมหนาวจากแผ่นดินใหญ่ประเทศจีนแผ่เข้ามาปกคลุมประเทศไทย
ในช่วงนี้อาจจะมีฝนตกสักห่าสองห่า หรืออาจจะตกติดต่อกันหลายวันก็เป็นไปได้
แต่พลันที่ฝนหยุด สายหมอกเหมยขาวโพลนหนาแน่นจะปกคลุมตามหุบเขางดงามตา
ท่ามกลางอากาศที่เย็นสดชื่นและออกจะหนาวของลมหนาวในช่วงต้นฤดู
จวบจนเมื่อแดดแรงกล้า ฟ้าเริ่มแผ้วใสกระจ่างเป็นสีฟ้าครามดูเด่นสะดุดตา
สายหมอกค่อย ๆ จางหาย ทิ้งไว้แต่ร่องรอยเป็นเงาเลื่อมบนใบไม้
นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่มีพรรณไม้หลากหลายชนิดออกดอกชูช่อบานสะพรั่งหลังได้รับน้ำจากฟ้าอย่างเต็มอิ่ม
ความงามของธรรมชาติเช่นนี้มีด้วยกันหลายแห่งในเมืองไทย
แต่เราเลือกที่จะเดินทางไปเยือนภูสวนทรายหรือชื่อเดิมว่า
"นาแห้ว" อีกครั้งหนึ่ง เพราะครั้งก่อนเคยเยือนในช่วงปลายหนาวต้นร้อน
จริงอยู่ที่ส่วนใหญ่คนทั่วไปมักไม่นิยมกลับไปเที่ยวซ้ำที่เดิม
ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา โดยมากมักกล่าวพ้องตรงกันว่าเพื่อได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวใหม่
ๆ ที่ยังไม่เคยไป ต่างจากนักเดินป่าที่คิดอยู่เสมอว่าผืนป่าในแต่ละช่วงฤดูกาลก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป
และแม้ว่าจะเป็นฤดูกาลเดิม ๆ แต่วันเวลาที่ผันเปลี่ยนไปก็ย่อมแตกต่างกันไป
จึงอาจกล่าวได้ว่าแทบทุกลมหายใจของพวกเขา คงเฝ้าฝันแต่คิดถึงการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในธรรมชาติอันพิสุทธิ์กลางป่าดงพงไพรก็คงจะไม่ผิดนัก
๑.
แสงอุ่น
ๆ ของดวงตะวันในยามเช้า และกลิ่นดินกลิ่นป่าที่คลุ้งกระจายไปทั่ว
หลังฝนตกเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ผสมผสานกับสายลมหนาวที่เริ่มแผ่เข้ามาปกคลุม
ทำให้บรรยากาศยามเช้า ณ ที่ทำการอุทยานฯภูสวนทราย มีความสดชื่นเย็นกาย
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าแล้วบนยอดภูสวนทรายที่ตั้งทะมึนอยู่เบื้องหน้าจะไม่หนาวยะเยือกยิ่งกว่านี้หรือ
คิดแล้วก็รู้สึกสาแก่ใจที่จะได้สัมผัสป่าและอากาศที่หนาวเย็น
ภูสวนทรายวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย
บริเวณด้านหน้าที่ทำการฯ และลานกางเต็นท์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกจัดตกแต่งราวกับสวนหย่อมที่มีไม้ดอกไม้ประดับกำลังออกดอกแย้มกลีบสีสันฉูดฉาดงดงาม
มีร้านค้าสวัสดิการไว้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนบ้านพักฯ
ของอุทยานฯ ก็อยู่ในดงป่าที่ร่มรื่น เงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คน
ผ่าน
8 โมงเช้าไปไม่กี่นาที เราก็เริ่มเดินเท้าสู่ยอดภูสวนทราย
โดยมีจุดหมายอยู่ที่ก่องเบิก ระยะทางประมาณ 3-4 กม. แต่ใช้เวลาเดินทางร่วมครึ่งวัน
เนื่องจากเป็นทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างลาดชัน ผ่านลานแค้มป์และร้านค้าสวัสดิการไปเล็กน้อย
ก็แยกขวาขึ้นเนินเขาที่ค่อนข้างลาดชันราว 100 เมตร จึงเป็นทางค่อนข้างราบที่ค่อย
ๆ ลาดขึ้นทีละน้อยภายใต้ดงไม้ที่ร่มครึ้มเย็นสบาย ผ่านจุดแยกซ้ายที่เป็นทางลัดตัดขึ้นสู่เก้าเลี้ยวและเนิน
1408 อันเป็นจุดหมายของเราในวันพรุ่งนี้ มาได้เล็กน้อยก็ถึง
"ถ้ำเกีย" มีลักษณะเป็นถ้ำหินทรายแคบ
ๆ ที่ดูคล้ายเพิงผาหินที่ยื่นออกมามากกว่าจะเป็นถ้ำ กลิ่นมูลค้างคาวที่ฉุนจมูกอย่างรุนแรง
บ่งบอกได้ดีว่าในถ้ำเล็ก ๆ แห่งนี้มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อเข้าไปสำรวจตามซอกโพรงเพดานถ้ำก็พบค้างคาวหนูขนาดเล็กเกาะหลับนอนห้อยหัวอยู่เต็มพรืดไปหมด
จากนี้ทางเริ่มลาดชันขึ้นราว
45 องศา บางช่วงก็ชันดิกร่วม 60-70 องศา จึงต้องใช้แรงกายแรงขาไม่น้อยในการย่างก้าวฝ่าความสูงชัน
บางช่วงก็ต้องอาศัยต้นไม้ตามข้างทางช่วยเหนี่ยวรั้งขึ้นไป
ผ่าน "ตาดเสือ" ที่มีลักษณะเป็นแผ่นหินหักทรุดตัวจนก่อเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็ก
ๆ ถึง 3 ชั้น ในอดีตมีผู้พบเห็นเสือโคร่งอยู่บ่อย ๆ ในบริเวณนี้
จึงเป็นอันที่มาของชื่อเรียกดังกล่าว แต่ถึงวันนี้มันคงเหลือแต่เพียงเรื่องเล่ากล่าวถึงเท่านั้น
เลยตาดเสือขึ้นไปราว
5 นาที ก็ถึง "จุดชมวิว 1"
(ทางด้านทิศเหนือ) มีลักษณะเป็นแท่นหิน 2 แท่นวางซ้อนกันอยู่
โดยมีพืชตระกูล ARACEAE
สกุลพลู (Monstera)
ทอดเลื้อยขึ้นปกคลุมอยู่บนแท่นหินทั้งสองก้อน จากจุดนี้มองเห็นที่ทำการอุทยานฯ
และบ้านพักอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน
โดยมีฉากเบื้องหลังเป็นแนวสันเขาสูงที่มีผืนป่าเขียวครึ้มขึ้นปกคลุมหนาแน่น
โดยเฉพาะค้อดอย (Livistomia
speciosa) เป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่ขึ้นกระจัดกระจายมากมายจนดูเด่นสะดุดตา
การพบไม้ชนิดนี้ทำให้เราคาดเดาได้ว่าสันเขาแดนดอยแห่งนั้นต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่
800 เมตรขึ้นไป และเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ค้อดอยมีบริเวณภูสวนทราย
แล้วกระโดดข้ามไปที่ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยไม่มีรายงานการพบที่ภูหลวงและภูกระดึง
|

"เริ่มเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานฯ
สู่ก่องเบิก"
|

"รุ้งฟ้า"
|

"ทิวทัศน์ ณ จุดชมวิว
1"
|
จากจุดชมวิว
ลัดเลาะไปตามไหล่เขาแคบ ๆ ซึ่งตามเพิงผาชุ่มชื้นไปด้วยมอสส์เขียวขจี
มีไม้ล้มลุกออกดอกชูช่อสีสันงามตา ไม่ว่าจะเป็นรุ้งฟ้า
(Rhynchoglossum
obliquum) ออกดอกสีน้ำเงิน หรือสีฟ้าแกมม่วง
ฮอมดง (Sericocalyx
quadifarius) ออกดอกสีม่วงอ่อน หญ้ากำมะหยี่
(Lagascea
mollis) ออกดอกสีขาวแกมชมพูหรือม่วง รวมทั้งไม้พุ่มกึ่งเลื้อยที่หายากอย่างแสงระวี
(Colquhounia
elegans) ที่มีดอกสีส้มอมแดงหรือสีแสด จวบจนถึง
"จุดชมวิว 2" (ทางด้านทิศใต้)
จึงหยุดแวะชมวิวกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นมุมมองคล้าย ๆ กับทิศเหนือ
แต่มองเห็นที่ทำการอุทยานฯ ได้ใกล้ตากว่าเดิม บริเวณนี้ยังได้พบไม้ยืนต้นอย่างง้าว
(Bombax
anceps
Pierre var. cambodiense) อยู่ 3-4 ต้น
ต่างทิ้งใบร่วงหล่นหมดต้น จนเหลือแต่กิ่งก้านอวดโครงร่าง
โดยมีดอกสีครีมอมม่วงอ่อน หรือสีขาว ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกอยู่ตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ
|

"ฮอมดง"

"ทิวทัศน์ ณ จุดชมวิว
2"
|

"ทางเดินสู่ก่องเบิกจากที่ทำการฯ
เป็นทางลาดชันขึ้นประมาณ 80%"

"ต้นง้าวสูงใหญ่"
|

"แสงระวี"

"ที่ทำการอุทยานฯ มองจากจุดชมวิว
2"
|
ทางช่วงต่อมาเริ่มลาดชันลงจนถึงลำห้วยน้ำใสเล็ก
ๆ เราจึงแวะหยุดพักทานข้าวห่อมื้อเที่ยง แต่ด้วยความชุ่มชื้นของผืนป่าในยามนี้
รวมทั้งมีเรือนยอดไม้ปกคลุมค่อนข้างหนาแน่นจนแสงตะวันส่องลงมาถึงพื้นได้เพียงเล็กน้อย
จึงมีตัวทากกระหายดูดเลือดอยู่ค่อนข้างชุกชุม บางคนจึงอาศัยโขดหินใหญ่เป็นที่ยืนกิน
บ้างก็ไปตัดใบกล้วยป่ามาปูรองนั่งกิน พร้อมคอยเฝ้าดูว่าจะมีทากไต่กระดืบ
ๆ เข้ามาหรือไม่ เอาเป็นว่ามื้อนี้ต่างรีบยัดเข้าปากเพื่อให้ท้องอิ่มเท่านั้น
ไม่สามารถละเลียดอาหารให้เอร็ดอร่อยได้ และไม่ทันที่กระเพาะอาหารจะได้ย่อยดีพอ
ต่างก็พร้อมใจเดินต่อไปเพื่อหนีทาก ซึ่งทางช่วงนี้เป็นทางขึ้นเขาชันดิกสลับกับทางราบสั้น
ๆ เป็นช่วง ๆ เล่นเอาแข้งขาล้าจนตึงแทบตะคริวกิน บ้างก็จุกเสียดจากที่ทานอาหารเพิ่งอิ่มแล้วออกเดิน
สภาพป่าเริ่มแปรเปลี่ยนจากป่าโปร่งเป็นป่าดิบทึบที่มีไม้ยืนต้นสูงใหญ่แผ่เรือนยอดร่มครึ้มจนแทบจะไม่มีแสงตะวันเล็ดรอดลงมาถึงพื้น
ตามไม้ใหญ่นอกจากจะมีมอสส์ เฟิร์น และกล้วยไม้อิงอาศัยขึ้นปกคลุมบอกถึงความเย็นชื้นแล้ว
ยังมีเถาวัลย์น้อยใหญ่ทอดเลื้อยจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งดูระโยงระยางเกี่ยวพันยุ่งเหยิงสิ้นดี
|

"ค้อป่า"
|

"หยุดพักทานข้าวเที่ยงริมทาง
ระหว่างเดินขึ้นสู่ก่องเบิก"
|

"หินสี่ทิศหรือหินสี่ก้อน"
|
|