// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
"ภูเขาที่ชื่อ..ภูสวนทราย" โดย...หนุ่มสุพรรณ...
 

              ปลายฝนต้นหนาว อันเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลระหว่างหน้าฝนที่กำลังจะจากไป กับหน้าหนาวที่มีสายลมหนาวจากแผ่นดินใหญ่ประเทศจีนแผ่เข้ามาปกคลุมประเทศไทย ในช่วงนี้อาจจะมีฝนตกสักห่าสองห่า หรืออาจจะตกติดต่อกันหลายวันก็เป็นไปได้ แต่พลันที่ฝนหยุด สายหมอกเหมยขาวโพลนหนาแน่นจะปกคลุมตามหุบเขางดงามตา ท่ามกลางอากาศที่เย็นสดชื่นและออกจะหนาวของลมหนาวในช่วงต้นฤดู จวบจนเมื่อแดดแรงกล้า ฟ้าเริ่มแผ้วใสกระจ่างเป็นสีฟ้าครามดูเด่นสะดุดตา สายหมอกค่อย ๆ จางหาย ทิ้งไว้แต่ร่องรอยเป็นเงาเลื่อมบนใบไม้ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่มีพรรณไม้หลากหลายชนิดออกดอกชูช่อบานสะพรั่งหลังได้รับน้ำจากฟ้าอย่างเต็มอิ่ม

              ความงามของธรรมชาติเช่นนี้มีด้วยกันหลายแห่งในเมืองไทย แต่เราเลือกที่จะเดินทางไปเยือนภูสวนทรายหรือชื่อเดิมว่า "นาแห้ว" อีกครั้งหนึ่ง เพราะครั้งก่อนเคยเยือนในช่วงปลายหนาวต้นร้อน จริงอยู่ที่ส่วนใหญ่คนทั่วไปมักไม่นิยมกลับไปเที่ยวซ้ำที่เดิม ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา โดยมากมักกล่าวพ้องตรงกันว่าเพื่อได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยไป ต่างจากนักเดินป่าที่คิดอยู่เสมอว่าผืนป่าในแต่ละช่วงฤดูกาลก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป และแม้ว่าจะเป็นฤดูกาลเดิม ๆ แต่วันเวลาที่ผันเปลี่ยนไปก็ย่อมแตกต่างกันไป จึงอาจกล่าวได้ว่าแทบทุกลมหายใจของพวกเขา คงเฝ้าฝันแต่คิดถึงการใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีในธรรมชาติอันพิสุทธิ์กลางป่าดงพงไพรก็คงจะไม่ผิดนัก

๑.

              แสงอุ่น ๆ ของดวงตะวันในยามเช้า และกลิ่นดินกลิ่นป่าที่คลุ้งกระจายไปทั่ว หลังฝนตกเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ผสมผสานกับสายลมหนาวที่เริ่มแผ่เข้ามาปกคลุม ทำให้บรรยากาศยามเช้า ณ ที่ทำการอุทยานฯภูสวนทราย มีความสดชื่นเย็นกาย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าแล้วบนยอดภูสวนทรายที่ตั้งทะมึนอยู่เบื้องหน้าจะไม่หนาวยะเยือกยิ่งกว่านี้หรือ คิดแล้วก็รู้สึกสาแก่ใจที่จะได้สัมผัสป่าและอากาศที่หนาวเย็น

              ภูสวนทรายวันนี้เปลี่ยนไปจากเดิมไม่น้อย บริเวณด้านหน้าที่ทำการฯ และลานกางเต็นท์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกจัดตกแต่งราวกับสวนหย่อมที่มีไม้ดอกไม้ประดับกำลังออกดอกแย้มกลีบสีสันฉูดฉาดงดงาม มีร้านค้าสวัสดิการไว้บริการต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่วนบ้านพักฯ ของอุทยานฯ ก็อยู่ในดงป่าที่ร่มรื่น เงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คน

              ผ่าน 8 โมงเช้าไปไม่กี่นาที เราก็เริ่มเดินเท้าสู่ยอดภูสวนทราย โดยมีจุดหมายอยู่ที่ก่องเบิก ระยะทางประมาณ 3-4 กม. แต่ใช้เวลาเดินทางร่วมครึ่งวัน เนื่องจากเป็นทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างลาดชัน ผ่านลานแค้มป์และร้านค้าสวัสดิการไปเล็กน้อย ก็แยกขวาขึ้นเนินเขาที่ค่อนข้างลาดชันราว 100 เมตร จึงเป็นทางค่อนข้างราบที่ค่อย ๆ ลาดขึ้นทีละน้อยภายใต้ดงไม้ที่ร่มครึ้มเย็นสบาย ผ่านจุดแยกซ้ายที่เป็นทางลัดตัดขึ้นสู่เก้าเลี้ยวและเนิน 1408 อันเป็นจุดหมายของเราในวันพรุ่งนี้ มาได้เล็กน้อยก็ถึง "ถ้ำเกีย" มีลักษณะเป็นถ้ำหินทรายแคบ ๆ ที่ดูคล้ายเพิงผาหินที่ยื่นออกมามากกว่าจะเป็นถ้ำ กลิ่นมูลค้างคาวที่ฉุนจมูกอย่างรุนแรง บ่งบอกได้ดีว่าในถ้ำเล็ก ๆ แห่งนี้มีค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเข้าไปสำรวจตามซอกโพรงเพดานถ้ำก็พบค้างคาวหนูขนาดเล็กเกาะหลับนอนห้อยหัวอยู่เต็มพรืดไปหมด

              จากนี้ทางเริ่มลาดชันขึ้นราว 45 องศา บางช่วงก็ชันดิกร่วม 60-70 องศา จึงต้องใช้แรงกายแรงขาไม่น้อยในการย่างก้าวฝ่าความสูงชัน บางช่วงก็ต้องอาศัยต้นไม้ตามข้างทางช่วยเหนี่ยวรั้งขึ้นไป ผ่าน "ตาดเสือ" ที่มีลักษณะเป็นแผ่นหินหักทรุดตัวจนก่อเกิดเป็นน้ำตกขนาดเล็ก ๆ ถึง 3 ชั้น ในอดีตมีผู้พบเห็นเสือโคร่งอยู่บ่อย ๆ ในบริเวณนี้ จึงเป็นอันที่มาของชื่อเรียกดังกล่าว แต่ถึงวันนี้มันคงเหลือแต่เพียงเรื่องเล่ากล่าวถึงเท่านั้น

              เลยตาดเสือขึ้นไปราว 5 นาที ก็ถึง "จุดชมวิว 1" (ทางด้านทิศเหนือ) มีลักษณะเป็นแท่นหิน 2 แท่นวางซ้อนกันอยู่ โดยมีพืชตระกูล ARACEAE สกุลพลู (Monstera) ทอดเลื้อยขึ้นปกคลุมอยู่บนแท่นหินทั้งสองก้อน จากจุดนี้มองเห็นที่ทำการอุทยานฯ และบ้านพักอุทยานฯ ตั้งอยู่ริมถนนทางเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน โดยมีฉากเบื้องหลังเป็นแนวสันเขาสูงที่มีผืนป่าเขียวครึ้มขึ้นปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะค้อดอย (Livistomia speciosa) เป็นพืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่ขึ้นกระจัดกระจายมากมายจนดูเด่นสะดุดตา การพบไม้ชนิดนี้ทำให้เราคาดเดาได้ว่าสันเขาแดนดอยแห่งนั้นต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป และเป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ค้อดอยมีบริเวณภูสวนทราย แล้วกระโดดข้ามไปที่ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยไม่มีรายงานการพบที่ภูหลวงและภูกระดึง


"เริ่มเดินเท้าจากที่ทำการอุทยานฯ สู่ก่องเบิก"


"รุ้งฟ้า"


"ทิวทัศน์ ณ จุดชมวิว 1"

              จากจุดชมวิว ลัดเลาะไปตามไหล่เขาแคบ ๆ ซึ่งตามเพิงผาชุ่มชื้นไปด้วยมอสส์เขียวขจี มีไม้ล้มลุกออกดอกชูช่อสีสันงามตา ไม่ว่าจะเป็นรุ้งฟ้า (Rhynchoglossum obliquum) ออกดอกสีน้ำเงิน หรือสีฟ้าแกมม่วง ฮอมดง (Sericocalyx quadifarius) ออกดอกสีม่วงอ่อน หญ้ากำมะหยี่ (Lagascea mollis) ออกดอกสีขาวแกมชมพูหรือม่วง รวมทั้งไม้พุ่มกึ่งเลื้อยที่หายากอย่างแสงระวี (Colquhounia elegans) ที่มีดอกสีส้มอมแดงหรือสีแสด จวบจนถึง "จุดชมวิว 2" (ทางด้านทิศใต้) จึงหยุดแวะชมวิวกันอีกครั้ง ซึ่งเป็นมุมมองคล้าย ๆ กับทิศเหนือ แต่มองเห็นที่ทำการอุทยานฯ ได้ใกล้ตากว่าเดิม บริเวณนี้ยังได้พบไม้ยืนต้นอย่างง้าว (Bombax anceps Pierre var. cambodiense) อยู่ 3-4 ต้น ต่างทิ้งใบร่วงหล่นหมดต้น จนเหลือแต่กิ่งก้านอวดโครงร่าง โดยมีดอกสีครีมอมม่วงอ่อน หรือสีขาว ออกเดี่ยวหรือเป็นกระจุกอยู่ตามกิ่งก้านเหนือรอยแผลใบ


"ฮอมดง"


"ทิวทัศน์ ณ จุดชมวิว 2"


"ทางเดินสู่ก่องเบิกจากที่ทำการฯ เป็นทางลาดชันขึ้นประมาณ 80%"


"ต้นง้าวสูงใหญ่"


"แสงระวี"


"ที่ทำการอุทยานฯ มองจากจุดชมวิว 2"

              ทางช่วงต่อมาเริ่มลาดชันลงจนถึงลำห้วยน้ำใสเล็ก ๆ เราจึงแวะหยุดพักทานข้าวห่อมื้อเที่ยง แต่ด้วยความชุ่มชื้นของผืนป่าในยามนี้ รวมทั้งมีเรือนยอดไม้ปกคลุมค่อนข้างหนาแน่นจนแสงตะวันส่องลงมาถึงพื้นได้เพียงเล็กน้อย จึงมีตัวทากกระหายดูดเลือดอยู่ค่อนข้างชุกชุม บางคนจึงอาศัยโขดหินใหญ่เป็นที่ยืนกิน บ้างก็ไปตัดใบกล้วยป่ามาปูรองนั่งกิน พร้อมคอยเฝ้าดูว่าจะมีทากไต่กระดืบ ๆ เข้ามาหรือไม่ เอาเป็นว่ามื้อนี้ต่างรีบยัดเข้าปากเพื่อให้ท้องอิ่มเท่านั้น ไม่สามารถละเลียดอาหารให้เอร็ดอร่อยได้ และไม่ทันที่กระเพาะอาหารจะได้ย่อยดีพอ ต่างก็พร้อมใจเดินต่อไปเพื่อหนีทาก ซึ่งทางช่วงนี้เป็นทางขึ้นเขาชันดิกสลับกับทางราบสั้น ๆ เป็นช่วง ๆ เล่นเอาแข้งขาล้าจนตึงแทบตะคริวกิน บ้างก็จุกเสียดจากที่ทานอาหารเพิ่งอิ่มแล้วออกเดิน

              สภาพป่าเริ่มแปรเปลี่ยนจากป่าโปร่งเป็นป่าดิบทึบที่มีไม้ยืนต้นสูงใหญ่แผ่เรือนยอดร่มครึ้มจนแทบจะไม่มีแสงตะวันเล็ดรอดลงมาถึงพื้น ตามไม้ใหญ่นอกจากจะมีมอสส์ เฟิร์น และกล้วยไม้อิงอาศัยขึ้นปกคลุมบอกถึงความเย็นชื้นแล้ว ยังมีเถาวัลย์น้อยใหญ่ทอดเลื้อยจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งดูระโยงระยางเกี่ยวพันยุ่งเหยิงสิ้นดี


"ค้อป่า"


"หยุดพักทานข้าวเที่ยงริมทาง ระหว่างเดินขึ้นสู่ก่องเบิก"


"หินสี่ทิศหรือหินสี่ก้อน"

 
หน้าที่ >> 1  ( 2 ) ( 3 ) ( 4 )
 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com