// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
ถอดรหัสธรรมชาติ
"เจาะใจ..แมงดา" โดย...คนเฝ้าดง...
 

                อย่าเพิ่งเข้าใจว่าทีมงานสโมสรฯ เปลี่ยนแนวการเขียนใหม่ ด้วยการถอดเทปบันทึกเสียงคำสัมภาษณ์ของชีวิตผู้ชายคนหนึ่งที่เกาะผู้หญิงกิน จนได้รับการขนานนามจากสังคมคนไทยว่า "แมงดา"

                แต่คำว่า "แมงดา" ในที่นี้ หมายถึงสัตว์จำพวกแมลงที่อยู่ตามแหล่งธรรมชาติ และคนไทยนิยมนำมาทำเป็นอาหารทาน นั่นก็คือ แมงดานา และแมงดาทะเล หลายคนเข้าใจว่ามันเป็นสัตว์พวกเดียวกัน แต่อยู่ต่างสถานที่กัน อันอาจมาจากคนไทยเรียกชื่อนำหน้าว่า "แมงดา" เหมือนกัน จึงทำให้ผู้คนมากมายเข้าใจผิด ๆ

                แม้ว่ามันทั้งสองจะเป็นแมลง แต่ก็เป็นแมลงคนละพวก แมงดานาเป็นแมลงแท้ ๆ ส่วนแมงดาทะเลเป็นญาติกับแมงมุมและแมงป่อง อันเป็นสัตว์พวกกลาย ๆ ของแมลง

แมงดานา

                ในช่วงฤดูกาลที่น้ำจากฟ้าเทลงมา ๆ จนท่วมทุ่งนา นอกเหนือจากการหาปลาของชาวบ้านแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ชื่นชอบกันมาก ก็คือ "การจับแมงดานาและหาไข่ของมัน" ยิ่งนึกถึงกลิ่นหอมฉุน ๆ เมื่อนำมาทำเป็นน้ำพริกแมงดานา คลุกกับข้าวร้อน ๆ แกล้มด้วยผักสดสารพัดชนิดที่ขึ้นอยู่ตามท้องทุ่ง ก็ชวนให้น้ำลายสอเต็มปาก จนอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายลงคอ


"น้ำพริกแมงดานา..แสนเอร็ดอะหย่อย"

                การทำน้ำพริกแมงดานาอาจจะมีหลายขั้นตอนและเสียเวลาเล็กน้อย แต่ก็เอร็ดอร่อยคุ้มค่ากับการรอคอย ด้วยการนำแมงดานา 2-3 ตัว มาปิ้งย่างด้วยไฟอ่อน ๆ อย่าให้ไหม้ ก่อนเด็ดเอาส่วนหัวและปีกทิ้ง แล้วฉีกหรือสับส่วนที่เหลือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นำมาโขลกกับกะปิที่ปิ้งไฟอ่อน ๆ ตามด้วยพริกขี้หนูสด แล้วบีบมะนาวให้เปรี้ยวนำนิดหน่อย ทั้งนี้แมงดานาที่จะตำน้ำพริกได้อร่อย ต้องเป็นตัวผู้เท่านั้น เพราะมีกลิ่นหอมฉุนมากกว่าตัวเมีย

                ในวัยเด็ก..ผู้เขียนก็เคยใช้ชีวิตชาวทุ่งเช่นนี้มาก่อน โดยเดินท่องไปตามทุ่งนาที่น้ำท่วมอย่างช้า ๆ ในยามเช้าตรู่ อย่าทำให้น้ำขุ่น สายตาก็สอดส่ายมองตามกอข้าวที่โผล่พ้นน้ำ เพื่อหาไข่ของมัน เมื่อพบไข่แล้วก็เพ่งมองทะลุน้ำใส ๆ ลงไปที่กอนั้น ปกติเราจะพบตัวผู้เฝ้าไข่อยู่ โดยมันมักกลับหัวทิ่มลงไป แล้วชูหางขึ้นข้างบน แต่ก็ไม่แน่เสมอไป

                แม้แต่ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าอึมครึมไปด้วยเมฆฝน ชาวบ้านก็ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจับแมงดานา ด้วยการใช้แสงไฟล่อ ซึ่งเหล่าแมลงล้วนชื่นชอบหนักหนา ยิ่งเป็นแสงสีฟ้า สีน้ำเงิน หรือสีม่วง ด้วยแล้ว มันยิ่งชื่นชอบเป็นพิเศษ

                การจับแมงดานาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แรก ๆ แทบทุกคนต่างเคยถูกมันใช้ปากต่อยเอาจนมือไม้บวมเป่ง ปวดไม่ใช่น้อย เวลาจับจึงต้องสังเกตให้ดีว่าส่วนหัวส่วนท้องอยู่ตรงไหน เพราะตัวของมันมีสีกลมกลืนกับธรรมชาติ เมื่อพบเจอและเห็นชัดเจนแล้วก็ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัดจับเข้าที่ด้านหลังบริเวณรอยต่อระหว่างหัวกับลำตัว หากพลาดไปจับตอนท้ายหรือหาง มันจะพลิกตัวใช้ขาคู่หน้าเกาะรัดนิ้วมือเรา แล้วใช้ปากที่แหลมคมแทงและปล่อยพิษสร้างความเจ็บปวดได้ ครั้นจับได้แล้วก็ต้องรีบเด็ดเหล็กในที่ปากหักทิ้งไป แต่อย่าให้หัวขาด เพราะจะทำให้มันตายเสียก่อน แล้วเก็บใส่ภาชนะที่เตรียมมา

                ครั้นจับตัวผู้ได้แล้วหรือไม่พบเจอมัน จึงค่อยเก็บไข่เอาไปกิน บางท้องถิ่นก็กินกันสด ๆ เลย เคี้ยวกรุบ ๆ เพลินปากอร่อยลิ้น บางแห่งก็นำไปใส่แกงพริกแกงส้ม บางแห่งก็รู้จักอนุรักษ์แมงดานาไว้ให้มีกินทุก ๆ ปี ด้วยการจับแต่ตัวเต็มวัย (คือตัวผู้และตัวเมีย) เท่านั้น ส่วนไข่ก็ปล่อยให้มันฟักออกมาเป็นตัวเพื่อขยายแพร่พันธุ์ต่อไป อนึ่งหากไม่ต้องการนำไข่ไปเป็นอาหาร ก็อย่าได้แตะต้องเป็นอันขาด เพราะหากแมงดาได้กลิ่นคนแล้ว มันจะกินไข่ของมันทันที

                ปกติชาวบ้านมักนิยมจับแมงดานาตัวผู้มาทำเป็นน้ำพริกหรือน้ำปลามากกว่าใช้ตัวเมีย เพราะตัวผู้มีกลิ่นหอมฉุนมากกว่าตัวเมีย เมื่อนำไปขายก็ได้ราคาดีกว่าด้วย แต่หากใครไปเดินตามตลาดสดแล้วพบว่าแมงดานาตัวเมียมีกลิ่นหอมฉุน แสดงว่าแม่ค้าพ่อค้าเหยาะกลิ่นแมงดานาเข้าไปเพื่อเพิ่มราคาสินค้า


"แมงดานาตัวเต็มวัย"

                แมงดานาเป็นสัตว์อยู่ในไฟลั่มเฮมิพเทอร์ (Phylum HEMIPTERA) ไฟลั่มย่อย PROSORRHYNCHA วงศ์ HETEROPTERA มีชื่อสามัญว่า "Water Strider" หรือ "Giant Water Bugs" หรือ "Toe-Biters"

                แมงดานาจัดเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibian) จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ชาวยุโรปจึงเรียกแมงดานาว่า "มวนน้ำยักษ์"

                อันที่จริงแล้วควรเรียกว่า "แมลงดานา" มากกว่า "แมงดานา" ตามจำแนกวิธีการเรียกสัตว์จำพวกแมงและแมลง เพราะมันมีขาแค่ 6 ขา ไม่ใช่ 8 ขา แต่ไฉนคนไทยกลับเรียกว่า "แมงดานา" จะว่าเรียกเพี้ยนก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะแมลงวันก็ยังเรียกว่า "แมลงวัน" ไม่ได้เรียกเพี้ยนเป็น "แมงวัน" เหมือนแมงดานา เอาเป็นว่าเรายอมรับกันโดยปริยายก็แล้วกัน

                ลักษณะทั่วไปของสัตว์ชนิดนี้ที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ "แมลงสาบ" ขนาดใหญ่ ตานูนแข็งขนาดใหญ่ 1 คู่ ปากมีรูปร่างคล้ายเข็มแหลม ขาทั้ง 4 คู่มีปลายแหลมคมกริบ ขาคู่แรกเป็นอวัยวะใช้จับเหยื่อ ส่วนขาคู่ที่ 2 และ 3 เป็นอวัยวะที่ใช้ว่ายน้ำ โดยเฉพาะขาคู่หลังสุดมีลักษณะคล้ายใบพาย ซึ่งอวัยวะส่วนนี้มีความจำเป็นมากในการดำรงชีพ

                ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดใกล้เคียงกัน คือ ลักษณะลำตัวยาวรีเหมือนใบไม้ ออกโทนสีน้ำตาล กว้าง 1-1.5 นิ้ว ยาวประมาณ 2-4 นิ้ว ปากแบบเจาะดูด แต่ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ ตัวผู้มีลำตัวกลมป้อม ขนาดเล็กกว่าตัวเมียนิดหน่อย และมีหางลักษณะยาวแหลมคล้ายเดือย ส่วนตัวเมียมีลำตัวออกแบน ๆ ส่วนท้องใหญ่ กว้าง และไม่มีหาง เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร

                ในเมืองไทยมีรายงานการพบแมงดานา โดยจำแนกตามลักษณะภายนอก อยู่ 3 ชนิด ด้วยกัน คือ แมงดาหม้อ แมงดาเหลือง (หรือแมงดาทอง) และแมงดาลาย

                แมงดาหม้อจัดเป็นแมงดานาพันธุ์ไข่ดกที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ขอบปีกมีลายเหลืองทองและยาวไม่ถึงหาง ส่วนแมงดาเหลือง (หรือแมงดาทอง) มีลักษณะออกสีเหลืองทองทั่วทั้งตัว ชอบกินแมงดานาชนิดอื่นเป็นอาหาร และนับว่าหายากที่สุด สำหรับแมงดาลายนั้นบริเวณขอบปีกจะออกลายสีเหลืองทองคล้ายกับแมงดาหม้อ แต่ขอบปีกจะยาวจนถึงหาง ซึ่งตามตลาดสดที่เราเห็นกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ส่วนใหญ่จะเป็นแมงดาหม้อและแมงดาลาย

                แมงดานาจะเริ่มแพร่พันธุ์ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมหรือเข้าหน้าฝนได้ประมาณสองอาทิตย์ แล้วหยุดการแพร่พันธุ์ก่อนสิ้นสุดฤดูฝนประมาณสองอาทิตย์ ช่วงนี้ไม่ว่าแมงดานาจะบินมาจากไหนก็ตาม เมื่อตกลงยังพื้นโดยเจตนาของมันเอง หรือถูกสิ่งใดก็ตามที่ทำให้มันเสียหลักตกลงสู่พื้น ซึ่งตามพื้นจะมีน้ำขังอยู่มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ที่ ทำให้มันได้ใช้เป็นแหล่งหากินและอาศัยหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน เมื่อถึงเวลากลางคืนจึงจะออกบินต่อไป

                การหาคู่นั้น แมงดานาตัวผู้จะทำการปล่อยกลิ่นหอมฉุนจากต่อมที่อยู่ตรงบริเวณหาง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย เมื่อตัวเมียได้กลิ่นก็จะบินตามหา แหล่งที่แมงดานาเลือกใช้เป็นที่ผสมพันธุ์และวางไข่ขยายพันธุ์ คือ ท้องทุ่งนา และตามขอบบึงที่มีน้ำตื้น ๆ ซึ่งมีระดับน้ำค่อนข้างคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเร็ว และมีอาหารเพียงพอที่ลูกแมงดานาจะยังมีชีวิตอยู่ได้เมื่อฟักออกจากไข่ เมื่อตัวผู้ตัวเมียพบปะเจอกันแล้ว ตัวผู้ก็จะทำการผสมพันธุ์ โดยเกาะอยู่บนหลังตัวเมียตามกอพืชน้ำ

                จากการศึกษาของนักกีฏวิทยา พบว่ากลิ่นของแมงดานาตัวผู้นั้น นอกจากจะมีไว้เพื่อใช้เป็นสื่อเรียกตัวเมียให้มาผสมพันธุ์แล้ว ยังใช้กลิ่นในการป้องกันตัวเมื่อถูกศัตรูรุกราน โดยกลิ่นนี้จะทำให้ศัตรูรู้สึกเหม็นจนไม่กล้าเข้าใกล้แล้วหนีไป เฉกเช่นเดียวกับแมงกระแท้


"การผสมพันธ์ของแมงดานา"

                แมงดานาจะวางไข่ตามลำต้นของไม้เนื้ออ่อนหรือไม่มีเนื้อไม้ เช่น ต้นข้าว หญ้า กก เป็นต้น โดยไข่ที่วางนั้นจะอยู่สูงจากระดับน้ำประมาณ 10 นิ้ว หรือ 1 ฟุต แล้วแต่ว่าสัญชาตญาณของมันจะบอกว่าปีนี้มีน้ำน้อยหรือมาก รวมทั้งต้องเป็นบริเวณที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน กรณีเป็นพืชตระกูลข้าวตระกูลหญ้า มันจะรวบพืชนี้เข้าหากันสัก 2-3 ต้น แล้วปล่อยวุ้นที่เป็นเมือกเหนียวพันไว้รอบ ๆ กอพืชดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวยึดไข่ไว้ให้มั่นคง ส่วนไข่ที่เป็นเม็ดเล็ก ๆ นั้นจะวางบนเมือกนี้อีกที โดยวางไข่เรียงกันอย่างประณีตเป็นระเบียบ ประมาณ 100-200 ฟอง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตัวเมีย

                ไข่ที่วางไว้ใหม่ ๆ จะมีสีนวลน้อย ๆ หรือสีขาวปนม่วงอ่อน ๆ มีลายริ้วสีน้ำตาล แล้วจะค่อย ๆ คล้ำไปเล็กน้อย ไข่สีคล้ำเรียกว่า "ไข่แก่" เมื่อวางไข่แล้ว ตัวผู้จะมีหน้าที่คอยดูแลไข่จนกว่าตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่และหากินเองได้ เพราะบางครั้งตัวเมียมักกินไข่ของมันเองเป็นอาหาร ซึ่งตัวผู้จะเฝ้ารังอยู่ใต้น้ำตามกอพืชที่ตัวเมียวางไข่ โดยจะว่ายน้ำขึ้นลงอยู่บ่อย ๆ พร้อมกับเยี่ยวรดไข่ให้มีกลิ่นเหม็น เพื่อป้องกันศัตรูมาทำร้ายลูก ๆ ของตน โดยเฉพาะ"มด" ส่วนตัวเมียก็จะออกไปหาอาหารมาให้ตัวผู้กิน

                ราว 5-7 วัน หลังจากวางไข่ ก็จะเริ่มเป็นตัวอ่อน ๆ อยู่ในไข่ สังเกตให้ดี ๆ ก็จะเห็นจุดสีดำเล็ก ๆ ของดวงตาลูกแมงดานา อีก 1-3 วัน จึงจะเริ่มฟักออกมาเป็นตัว โดยไข่จะเปิดฝาของมันออกมาคล้ายฝาชีหรือหมวก แต่ไม่หลุดออกจากกัน ลูกแมงดานาก็จะค่อย ๆ โผล่ออกมา ก่อนดันตัวเองออกมาจากไข่ด้วยท่าหงายท้องลงสู่น้ำราวกับมนุษย์กบหรือนักดำน้ำ ช่วงนี้มันจะพักนิ่ง ๆ อยู่บนผิวน้ำครู่หนึ่ง ก่อนดำลงสู่ใต้น้ำ

                ลูกแมงดานาหรือ "ตัวอ่อน" (Nymphs) ที่เกิดใหม่จะมีลำตัวนิ่ม สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน และไม่มีปีก ก่อนที่สีตามลำตัวของมันจะค่อย ๆ เข้มขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง ½ ชั่วโมง โดยเปลี่ยนเป็นสีเขียวปนเหลือง และสีเหลืองปนน้ำตาล ช่วงนี้พ่อแม่ของมันจะพยายามหาอาหารมาให้ลูกกิน จนกว่าลูก ๆ จะออกหาอาหารเองได้ จึงจะแยกย้ายกันจากไป

หน้าที่ >> 1  ( 2 ) ( 3 ) ( 4 )
 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com