|
อย่าเพิ่งเข้าใจว่าทีมงานสโมสรฯ
เปลี่ยนแนวการเขียนใหม่ ด้วยการถอดเทปบันทึกเสียงคำสัมภาษณ์ของชีวิตผู้ชายคนหนึ่งที่เกาะผู้หญิงกิน
จนได้รับการขนานนามจากสังคมคนไทยว่า "แมงดา"
แต่คำว่า
"แมงดา" ในที่นี้ หมายถึงสัตว์จำพวกแมลงที่อยู่ตามแหล่งธรรมชาติ
และคนไทยนิยมนำมาทำเป็นอาหารทาน นั่นก็คือ แมงดานา และแมงดาทะเล
หลายคนเข้าใจว่ามันเป็นสัตว์พวกเดียวกัน แต่อยู่ต่างสถานที่กัน
อันอาจมาจากคนไทยเรียกชื่อนำหน้าว่า "แมงดา" เหมือนกัน
จึงทำให้ผู้คนมากมายเข้าใจผิด ๆ
แม้ว่ามันทั้งสองจะเป็นแมลง
แต่ก็เป็นแมลงคนละพวก แมงดานาเป็นแมลงแท้ ๆ ส่วนแมงดาทะเลเป็นญาติกับแมงมุมและแมงป่อง
อันเป็นสัตว์พวกกลาย ๆ ของแมลง
ในช่วงฤดูกาลที่น้ำจากฟ้าเทลงมา
ๆ จนท่วมทุ่งนา นอกเหนือจากการหาปลาของชาวบ้านแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ชื่นชอบกันมาก
ก็คือ "การจับแมงดานาและหาไข่ของมัน" ยิ่งนึกถึงกลิ่นหอมฉุน
ๆ เมื่อนำมาทำเป็นน้ำพริกแมงดานา คลุกกับข้าวร้อน ๆ แกล้มด้วยผักสดสารพัดชนิดที่ขึ้นอยู่ตามท้องทุ่ง
ก็ชวนให้น้ำลายสอเต็มปาก จนอดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลายลงคอ
|

"น้ำพริกแมงดานา..แสนเอร็ดอะหย่อย"
|
การทำน้ำพริกแมงดานาอาจจะมีหลายขั้นตอนและเสียเวลาเล็กน้อย
แต่ก็เอร็ดอร่อยคุ้มค่ากับการรอคอย ด้วยการนำแมงดานา
2-3 ตัว มาปิ้งย่างด้วยไฟอ่อน ๆ อย่าให้ไหม้ ก่อนเด็ดเอาส่วนหัวและปีกทิ้ง
แล้วฉีกหรือสับส่วนที่เหลือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
นำมาโขลกกับกะปิที่ปิ้งไฟอ่อน ๆ ตามด้วยพริกขี้หนูสด
แล้วบีบมะนาวให้เปรี้ยวนำนิดหน่อย ทั้งนี้แมงดานาที่จะตำน้ำพริกได้อร่อย
ต้องเป็นตัวผู้เท่านั้น เพราะมีกลิ่นหอมฉุนมากกว่าตัวเมีย
ในวัยเด็ก..ผู้เขียนก็เคยใช้ชีวิตชาวทุ่งเช่นนี้มาก่อน
โดยเดินท่องไปตามทุ่งนาที่น้ำท่วมอย่างช้า ๆ ในยามเช้าตรู่
อย่าทำให้น้ำขุ่น สายตาก็สอดส่ายมองตามกอข้าวที่โผล่พ้นน้ำ
เพื่อหาไข่ของมัน เมื่อพบไข่แล้วก็เพ่งมองทะลุน้ำใส
ๆ ลงไปที่กอนั้น ปกติเราจะพบตัวผู้เฝ้าไข่อยู่ โดยมันมักกลับหัวทิ่มลงไป
แล้วชูหางขึ้นข้างบน แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
|
แม้แต่ในยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าอึมครึมไปด้วยเมฆฝน
ชาวบ้านก็ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจับแมงดานา ด้วยการใช้แสงไฟล่อ
ซึ่งเหล่าแมลงล้วนชื่นชอบหนักหนา ยิ่งเป็นแสงสีฟ้า สีน้ำเงิน
หรือสีม่วง ด้วยแล้ว มันยิ่งชื่นชอบเป็นพิเศษ
การจับแมงดานาไม่ใช่เรื่องง่าย
ๆ แรก ๆ แทบทุกคนต่างเคยถูกมันใช้ปากต่อยเอาจนมือไม้บวมเป่ง
ปวดไม่ใช่น้อย เวลาจับจึงต้องสังเกตให้ดีว่าส่วนหัวส่วนท้องอยู่ตรงไหน
เพราะตัวของมันมีสีกลมกลืนกับธรรมชาติ เมื่อพบเจอและเห็นชัดเจนแล้วก็ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของมือข้างที่ถนัดจับเข้าที่ด้านหลังบริเวณรอยต่อระหว่างหัวกับลำตัว
หากพลาดไปจับตอนท้ายหรือหาง มันจะพลิกตัวใช้ขาคู่หน้าเกาะรัดนิ้วมือเรา
แล้วใช้ปากที่แหลมคมแทงและปล่อยพิษสร้างความเจ็บปวดได้
ครั้นจับได้แล้วก็ต้องรีบเด็ดเหล็กในที่ปากหักทิ้งไป แต่อย่าให้หัวขาด
เพราะจะทำให้มันตายเสียก่อน แล้วเก็บใส่ภาชนะที่เตรียมมา
|
ครั้นจับตัวผู้ได้แล้วหรือไม่พบเจอมัน
จึงค่อยเก็บไข่เอาไปกิน บางท้องถิ่นก็กินกันสด ๆ
เลย เคี้ยวกรุบ ๆ เพลินปากอร่อยลิ้น บางแห่งก็นำไปใส่แกงพริกแกงส้ม
บางแห่งก็รู้จักอนุรักษ์แมงดานาไว้ให้มีกินทุก ๆ
ปี ด้วยการจับแต่ตัวเต็มวัย (คือตัวผู้และตัวเมีย)
เท่านั้น ส่วนไข่ก็ปล่อยให้มันฟักออกมาเป็นตัวเพื่อขยายแพร่พันธุ์ต่อไป
อนึ่งหากไม่ต้องการนำไข่ไปเป็นอาหาร ก็อย่าได้แตะต้องเป็นอันขาด
เพราะหากแมงดาได้กลิ่นคนแล้ว มันจะกินไข่ของมันทันที
ปกติชาวบ้านมักนิยมจับแมงดานาตัวผู้มาทำเป็นน้ำพริกหรือน้ำปลามากกว่าใช้ตัวเมีย
เพราะตัวผู้มีกลิ่นหอมฉุนมากกว่าตัวเมีย เมื่อนำไปขายก็ได้ราคาดีกว่าด้วย
แต่หากใครไปเดินตามตลาดสดแล้วพบว่าแมงดานาตัวเมียมีกลิ่นหอมฉุน
แสดงว่าแม่ค้าพ่อค้าเหยาะกลิ่นแมงดานาเข้าไปเพื่อเพิ่มราคาสินค้า
|

"แมงดานาตัวเต็มวัย"
|
แมงดานาเป็นสัตว์อยู่ในไฟลั่มเฮมิพเทอร์
(Phylum
HEMIPTERA) ไฟลั่มย่อย PROSORRHYNCHA
วงศ์ HETEROPTERA
มีชื่อสามัญว่า "Water
Strider" หรือ "Giant
Water Bugs" หรือ "Toe-Biters"
แมงดานาจัดเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
(Amphibian)
จำพวกมวนน้ำชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ ชาวยุโรปจึงเรียกแมงดานาว่า
"มวนน้ำยักษ์"
อันที่จริงแล้วควรเรียกว่า
"แมลงดานา" มากกว่า "แมงดานา" ตามจำแนกวิธีการเรียกสัตว์จำพวกแมงและแมลง
เพราะมันมีขาแค่ 6 ขา ไม่ใช่ 8 ขา แต่ไฉนคนไทยกลับเรียกว่า
"แมงดานา" จะว่าเรียกเพี้ยนก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะแมลงวันก็ยังเรียกว่า
"แมลงวัน" ไม่ได้เรียกเพี้ยนเป็น "แมงวัน" เหมือนแมงดานา
เอาเป็นว่าเรายอมรับกันโดยปริยายก็แล้วกัน
ลักษณะทั่วไปของสัตว์ชนิดนี้ที่เห็นเด่นชัดที่สุด
คือ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ "แมลงสาบ" ขนาดใหญ่ ตานูนแข็งขนาดใหญ่
1 คู่ ปากมีรูปร่างคล้ายเข็มแหลม ขาทั้ง 4 คู่มีปลายแหลมคมกริบ
ขาคู่แรกเป็นอวัยวะใช้จับเหยื่อ ส่วนขาคู่ที่ 2 และ 3
เป็นอวัยวะที่ใช้ว่ายน้ำ โดยเฉพาะขาคู่หลังสุดมีลักษณะคล้ายใบพาย
ซึ่งอวัยวะส่วนนี้มีความจำเป็นมากในการดำรงชีพ
ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดใกล้เคียงกัน
คือ ลักษณะลำตัวยาวรีเหมือนใบไม้ ออกโทนสีน้ำตาล กว้าง
1-1.5 นิ้ว ยาวประมาณ 2-4 นิ้ว ปากแบบเจาะดูด แต่ข้อสังเกตง่าย
ๆ คือ ตัวผู้มีลำตัวกลมป้อม ขนาดเล็กกว่าตัวเมียนิดหน่อย
และมีหางลักษณะยาวแหลมคล้ายเดือย ส่วนตัวเมียมีลำตัวออกแบน
ๆ ส่วนท้องใหญ่ กว้าง และไม่มีหาง เมื่อแง้มดูที่ปลายท้องตัวเมียจะเห็นอวัยวะวางไข่คล้ายเม็ดข้าวสาร
ในเมืองไทยมีรายงานการพบแมงดานา
โดยจำแนกตามลักษณะภายนอก อยู่ 3 ชนิด ด้วยกัน คือ แมงดาหม้อ
แมงดาเหลือง (หรือแมงดาทอง) และแมงดาลาย
แมงดาหม้อจัดเป็นแมงดานาพันธุ์ไข่ดกที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว
ขอบปีกมีลายเหลืองทองและยาวไม่ถึงหาง ส่วนแมงดาเหลือง
(หรือแมงดาทอง) มีลักษณะออกสีเหลืองทองทั่วทั้งตัว
ชอบกินแมงดานาชนิดอื่นเป็นอาหาร และนับว่าหายากที่สุด
สำหรับแมงดาลายนั้นบริเวณขอบปีกจะออกลายสีเหลืองทองคล้ายกับแมงดาหม้อ
แต่ขอบปีกจะยาวจนถึงหาง ซึ่งตามตลาดสดที่เราเห็นกันบ่อย
ๆ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ส่วนใหญ่จะเป็นแมงดาหม้อและแมงดาลาย
แมงดานาจะเริ่มแพร่พันธุ์ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมหรือเข้าหน้าฝนได้ประมาณสองอาทิตย์
แล้วหยุดการแพร่พันธุ์ก่อนสิ้นสุดฤดูฝนประมาณสองอาทิตย์
ช่วงนี้ไม่ว่าแมงดานาจะบินมาจากไหนก็ตาม เมื่อตกลงยังพื้นโดยเจตนาของมันเอง
หรือถูกสิ่งใดก็ตามที่ทำให้มันเสียหลักตกลงสู่พื้น ซึ่งตามพื้นจะมีน้ำขังอยู่มากบ้างน้อยบ้างตามแต่ที่
ทำให้มันได้ใช้เป็นแหล่งหากินและอาศัยหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน
เมื่อถึงเวลากลางคืนจึงจะออกบินต่อไป
|
การหาคู่นั้น
แมงดานาตัวผู้จะทำการปล่อยกลิ่นหอมฉุนจากต่อมที่อยู่ตรงบริเวณหาง
เพื่อเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย เมื่อตัวเมียได้กลิ่นก็จะบินตามหา
แหล่งที่แมงดานาเลือกใช้เป็นที่ผสมพันธุ์และวางไข่ขยายพันธุ์
คือ ท้องทุ่งนา และตามขอบบึงที่มีน้ำตื้น ๆ ซึ่งมีระดับน้ำค่อนข้างคงที่
ไม่เปลี่ยนแปลงเร็ว และมีอาหารเพียงพอที่ลูกแมงดานาจะยังมีชีวิตอยู่ได้เมื่อฟักออกจากไข่
เมื่อตัวผู้ตัวเมียพบปะเจอกันแล้ว ตัวผู้ก็จะทำการผสมพันธุ์
โดยเกาะอยู่บนหลังตัวเมียตามกอพืชน้ำ
จากการศึกษาของนักกีฏวิทยา
พบว่ากลิ่นของแมงดานาตัวผู้นั้น นอกจากจะมีไว้เพื่อใช้เป็นสื่อเรียกตัวเมียให้มาผสมพันธุ์แล้ว
ยังใช้กลิ่นในการป้องกันตัวเมื่อถูกศัตรูรุกราน
โดยกลิ่นนี้จะทำให้ศัตรูรู้สึกเหม็นจนไม่กล้าเข้าใกล้แล้วหนีไป
เฉกเช่นเดียวกับแมงกระแท้
|

"การผสมพันธ์ของแมงดานา"
|
แมงดานาจะวางไข่ตามลำต้นของไม้เนื้ออ่อนหรือไม่มีเนื้อไม้
เช่น ต้นข้าว หญ้า กก เป็นต้น โดยไข่ที่วางนั้นจะอยู่สูงจากระดับน้ำประมาณ
10 นิ้ว หรือ 1 ฟุต แล้วแต่ว่าสัญชาตญาณของมันจะบอกว่าปีนี้มีน้ำน้อยหรือมาก
รวมทั้งต้องเป็นบริเวณที่เงียบสงบ ไม่มีสิ่งรบกวน กรณีเป็นพืชตระกูลข้าวตระกูลหญ้า
มันจะรวบพืชนี้เข้าหากันสัก 2-3 ต้น แล้วปล่อยวุ้นที่เป็นเมือกเหนียวพันไว้รอบ
ๆ กอพืชดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่เป็นกาวยึดไข่ไว้ให้มั่นคง
ส่วนไข่ที่เป็นเม็ดเล็ก ๆ นั้นจะวางบนเมือกนี้อีกที โดยวางไข่เรียงกันอย่างประณีตเป็นระเบียบ
ประมาณ 100-200 ฟอง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของตัวเมีย
ไข่ที่วางไว้ใหม่
ๆ จะมีสีนวลน้อย ๆ หรือสีขาวปนม่วงอ่อน ๆ มีลายริ้วสีน้ำตาล
แล้วจะค่อย ๆ คล้ำไปเล็กน้อย ไข่สีคล้ำเรียกว่า "ไข่แก่"
เมื่อวางไข่แล้ว ตัวผู้จะมีหน้าที่คอยดูแลไข่จนกว่าตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่และหากินเองได้
เพราะบางครั้งตัวเมียมักกินไข่ของมันเองเป็นอาหาร ซึ่งตัวผู้จะเฝ้ารังอยู่ใต้น้ำตามกอพืชที่ตัวเมียวางไข่
โดยจะว่ายน้ำขึ้นลงอยู่บ่อย ๆ พร้อมกับเยี่ยวรดไข่ให้มีกลิ่นเหม็น
เพื่อป้องกันศัตรูมาทำร้ายลูก ๆ ของตน โดยเฉพาะ"มด" ส่วนตัวเมียก็จะออกไปหาอาหารมาให้ตัวผู้กิน
ราว
5-7 วัน หลังจากวางไข่ ก็จะเริ่มเป็นตัวอ่อน ๆ อยู่ในไข่
สังเกตให้ดี ๆ ก็จะเห็นจุดสีดำเล็ก ๆ ของดวงตาลูกแมงดานา
อีก 1-3 วัน จึงจะเริ่มฟักออกมาเป็นตัว โดยไข่จะเปิดฝาของมันออกมาคล้ายฝาชีหรือหมวก
แต่ไม่หลุดออกจากกัน ลูกแมงดานาก็จะค่อย ๆ โผล่ออกมา ก่อนดันตัวเองออกมาจากไข่ด้วยท่าหงายท้องลงสู่น้ำราวกับมนุษย์กบหรือนักดำน้ำ
ช่วงนี้มันจะพักนิ่ง ๆ อยู่บนผิวน้ำครู่หนึ่ง ก่อนดำลงสู่ใต้น้ำ
ลูกแมงดานาหรือ
"ตัวอ่อน" (Nymphs)
ที่เกิดใหม่จะมีลำตัวนิ่ม สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน และไม่มีปีก
ก่อนที่สีตามลำตัวของมันจะค่อย ๆ เข้มขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง
½
ชั่วโมง โดยเปลี่ยนเป็นสีเขียวปนเหลือง และสีเหลืองปนน้ำตาล
ช่วงนี้พ่อแม่ของมันจะพยายามหาอาหารมาให้ลูกกิน จนกว่าลูก
ๆ จะออกหาอาหารเองได้ จึงจะแยกย้ายกันจากไป
| หน้าที่ >> 1 ( 2
) ( 3 ) ( 4
) |
|
|