// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
"ป่ารักษาโรค" โดย..คนกางเต็นท์..
 

                เมืองไทยยุคนี้ได้ถูกความเจริญแผ่เข้าไปปกคลุมในสังคมต่าง ๆ แทบไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะสังคมเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เงยมองขึ้นไปก็มีแต่ตึกสูงระฟ้าเบียดเสียดราวกับดอกเห็ด ตามท้องถนนก็คราค่ำไปด้วยจราจรติดขัดยาวเหยียด ผู้คนส่วนใหญ่ต่างต้องตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ เพื่อขึ้นรถเบียดเสียดกันราวปลากระป๋องไปร่ำเรียนหรือทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัว กว่าจะกลับบ้านเรือนของตนก็เย็นย่ำ บ้างก็ล่วงพลบค่ำไปแล้ว จะเห็นได้ว่าการดำเนินชีวิตของคนเมืองดูไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิดเดียว แถมต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่มีมากกว่ายุคสมัยก่อนหลายเท่าตัว ทั้งโรคทางกาย อาทิเช่น โรคระบบทางเดินหายใจที่มีสาเหตุมาจากการหายใจรับเอาฝุ่นละออง ควัน หรืออากาศที่เป็นพิษเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก เป็นต้น นอกจากนี้การดำเนินชีวิตของคนเมืองที่กล่าวได้ว่าทุกเวลานาทีมีแต่ความเร่งรีบ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นทางการเรียนและการงาน เป็นผลให้เกิดโรคทางใจตามมาอย่างไม่รู้ตัว

                โรคทางใจในที่นี้ มิได้หมายถึงโรคประสาทหรือมีสติฟั่นเฟือน หากแต่หมายถึงจิตใจผู้คนที่โดนความเป็นสังคมเมืองเข้าครอบงำจนขาดสติ จิตใจมีแต่ความขุ่นมัว คิดแต่จะแก่งแย่งแข่งขัน คิดแต่หาหนทางร่ำรวยว่าวันนี้กับพรุ่งนี้จะหาเงินมาจากไหนให้ได้มากที่สุด ลูกหลานต่างถูกปลูกฝังให้เรียนโรงเรียนดี ๆ มีชื่อ ทำงานในบริษัทใหญ่โต หรือเป็นข้าราชการที่มีลาภยศสรรเสริญ มีผู้นับหน้าถือตา

                เมื่อจิตที่มุ่งหวัง อยากได้อยากมี ผู้คนจึงต่อสู้เพื่อให้ได้มาสำหรับสิ่งความสะดวกสบายในชีวิตและมีหน้ามีตาในสังคม ซึ่งโรคทางใจเหล่านี้กำลังคุกคามแพร่ระบาดสู่สังคมเมืองตามต่างจังหวัด จากบ้านเรือนผู้คนที่มีไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ก็ค่อยๆเลือนหายไปทีละต้น ๆ ตึกสูงใหญ่เริ่มผุดขึ้นมาทีละตึก ๆ บ้านไม้ที่แสนโรแมนติกกลับกลายไปเป็นอิฐฉาบปูนหนาหลายชั้น หรือไม่ก็เป็นบ้านไม้ที่ใช้ไม้ใหญ่ ๆ ที่ต้องโค่นมาไม่รู้กี่ต้นต่อกี่ต้น เพื่อให้ได้บ้านหลังงามที่มีคนอาศัยอยู่เพียงไม่กี่คน วัวควายที่เคยใช้ไถนาและเทียมเกวียนแทนพาหนะ ถูกขายนำไปแปรเปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่โก้หรูดูเท่ แม้แต่ตามถนนหนทางที่เคยมีไม้ใหญ่นานาพันธุ์ให้ความร่มรื่นเย็นสบายก็กลายเป็นอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว

                สังคมเมืองใหญ่เริ่มหวนคิดถึงธรรมชาติที่ตัวเองทำลายไป จึงหันมาสร้างพื้นที่ใจกลางชุมชนหลายแห่งเป็นสวนสาธารณะที่มีลานออกกำลังกายภายใต้ต้นไม้ใหญ่และไม้ดอกสีสันฉูดฉาดตา หากใครมีบ้านพักอาศัยหรือที่ทำงานอยู่ใกล้ ๆ ก็โชคดีไป ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการคลายเครียดจากการดำเนินชีวิตในเมืองใหญ่ แต่ใครอยู่ห่างไกลก็จำต้องฝ่าจราจรที่ติดขัดและสูดดมควันพิษกว่าจะถึงจุดหมาย หลังออกกำลังกายแล้วกลับบ้าน ก็ต้องจำใจยอมรับสายตาคนรอบข้างบนรถเมล์ที่พากันรังเกียจกลิ่นเหงื่อของเรา อย่าไปว่าเขาในใจเลยครับว่า "ฉันไปออกกำลังกายมานะ! ไม่ได้ดีแต่เที่ยวเตร่เดินช้อปปิ้งตามห้างฯ เหมือนพวกเธอ" เพราะแม้แต่ตัวเราเองก็คงไม่ชอบสูดดมกลิ่นเหม็นอันไม่พึงประสงค์เช่นกัน


"ป่าต้นน้ำเพชร"

                ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องไปโรงพยาบาล หากเป็นผู้มีอันจะกินก็ใช้โรงพยาบาลที่บริการเป็นเลิศ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็วินิจฉัยอาการป่วยและทำการรักษาได้ทันที แต่คนนั่งรถเมล์กินข้าวแกงอย่างเรา ๆ ก็จำต้องใช้บริการของรัฐที่มีค่ารักษาถูกกว่ากันหลายเท่าตัว แต่ต้องรีบไปตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อจับเบอร์เข้าคิวรอคอย สำหรับผู้มีบัตรประกันสังคมและเลือกใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงนั้น ก็คิดเอาเองแล้วกันว่าดีหรือไม่ เฉกเช่นเดียวกับชาวบ้านฐานะยากจนที่ต้องอาศัยนโยบายของรัฐที่เรียกว่า "30 บาท รักษาทุกโรค" ก็คงจะรู้ซึ้งว่าได้รับการบริการรักษาเป็นเช่นไร สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวอันวุ่นวายของสังคมเมืองที่ก่อให้เกิดโรคทางกายและโรคทางใจ

                แต่เมื่อมองไปดูตามบ้านไร่ชายป่าที่ห่างไกลความเจริญ เราจะพบว่าแต่ละบ้านที่เป็นบ้านไม้หลังเล็ก ๆ ดูทรุดโทรม ถนนหนทางเข้าบ้านก็เป็นถนนดินกรวด แม้ว่าพวกเขายังคงต้องการปัจจัย 4 เหมือนผู้คนทั่วไป คือ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม แต่ก็หามาได้ง่าย ซึ่งล้วนได้มาจากป่าทั้งสิ้น ชีวิตของพวกเขาช่างเรียบง่าย แต่มีความสุขอย่างน่าอิจฉา รายรอบบ้านของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยไม้นานาชนิด ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ไม้ล้มลุก และพืชผักสวนครัว ไม่ค่อยจะเน้นไม้ดอกไม้ประดับที่ออกดอกพราวพร่างตา นั่นเป็นเพราะเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าไม้เหล่านั้นใช้ประโยชน์ได้มากมาย โดยเฉพาะเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ


"ป่าเขาสนามเพรียง"

                จะเห็นได้ว่าวิถีชีวิตของพวกเขาต้องพึ่งพิงอาศัยกันและกันกับทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้มาช้านาน ต่างอยู่กันอย่างสงบ ไม่เบียดเบียนกันและกัน ต่อมาชาวบ้านหลายแห่งถูกนายทุนยุแหย่ให้หลงผิดด้วยการตัดไม้ทำลายป่า ล่าสัตว์ป่า และเก็บพืชพรรณไม้ป่าที่หายาก มาขายแก่เขา ทำให้ทางการฯ ต้องประกาศให้พื้นที่ป่าหลายแห่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือหน่วยจัดการต้นน้ำ เพื่อปกป้องป่าและสัตว์ป่าให้คงอยู่ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถอาศัยพึ่งพิงป่าได้เหมือนอย่างเคย และเริ่มรู้สึกว่าป่าไม่ใช่ของพวกเขาแล้ว

                แม้ว่าป่าจะมีกฎหมายคุ้มครองอย่างชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล แต่ที่ผ่านมาปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและการลักลอบล่าสัตว์ป่าก็ยังคงเกิดขึ้นเสมอ ๆ นอกจากนี้แล้วปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่ฯกับชาวบ้านบริเวณโดยรอบป่า การบุกรุกที่ทำกิน หรือปัญหาที่ดินทับซ้อน ก็มีให้พบเห็นแทบทุกพื้นที่เปรียบเสมือนไม้เบื่อไม้เมาต่อกัน เมื่อป่าไม้กลายเป็นของรัฐทำให้ชุมชนไม่มีสิทธ์ในการเป็นเจ้าของ ไม่มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ความรู้สึกหวงแหนป่าจึงเริ่มหมดไปทีละนิด ๆ จนไร้ความรู้สึก ไม่สนใจไยดี ทำให้ป่ารายรอบหมู่บ้านเริ่มเสื่อมโทรม ใครจะบุกรุกเข้าไปทำลายป่า ล่าสัตว์ ก็ไม่ห้ามไม่ปกป้อง ครั้นถึงหน้าแล้งที่มีไฟป่าตามธรรมชาติหรือมนุษย์เป็นผู้ก่อขึ้น พวกเขาก็ไม่สนใจที่จะช่วยป้องกันหรือปราบปราม เป็นเสมือนโรคร้ายที่ค่อย ๆ ลุกลามป่าเล็กจนถึงป่าใหญ่

                วิถีชีวิตของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป ต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอกมากขึ้น ด้วยการออกไปรับจ้างหางานทำ ชีวิตที่เคยอบอุ่นอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ค่อยเลือนจางหาย บางคนที่หางานทำไม่ได้ ก็ต้องเป็นโรคลักลอบทำผิดกฎหมาย ด้วยการเข้าไปหาของป่าที่เป็นของทางการฯนำมากิน หากเหลือพอก็นำไปขาย โชคดีก็รอดไป โชคร้ายก็ถูกจับติดคุกตะราง เพราะน้อยรายที่ครอบครัวจะมีเงินไปเสียค่าปรับประกันตัวออกมา แต่ป่าของทางการฯ บางแห่งก็รับรู้ถึงความยากลำบากของชาวบ้าน จึงมีการอนุโลมให้ชาวบ้านเข้ามาหาของป่าได้บางประการ และอาจเป็นบางช่วงเวลา

                หยูกยาสมุนไพรที่เคยหาได้จากป่ายามเจ็บไข้ได้ป่วยก็เริ่มหายากมากขึ้นจากป่าที่ถูกทำลาย ส่วนป่าที่ยังมีสมุนไพรใช้รักษาก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเป็นการลักลอบบุกรุก ผิดกฎหมาย จึงจำใจ (ทั้งชีวิตที่เหลืออยู่) ไปรักษาตามสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานได้ศึกษาความรู้และนำไปใช้ประโยชน์ จักต้องหายไปเมื่อพวกเขาสิ้นอายุขัย

                หลายคนอาจแย้งว่ายุคนี้แพทย์สมัยใหม่มีความก้าวหน้าในการวินิจฉัยรักษาโรคได้อย่างทันท่วงทีแล้ว ทำไมต้องไปพึ่งพายาสมุนไพรกันอีก นั่นแสดงว่าคนเหล่านั้นเป็นผู้ที่ไม่รู้จริง เพราะยาแผนปัจจุบันเป็นการรักษาตามอาการที่ปลายเหตุ แม้มีผลในการรักษาโรคหรือหยุดอาการได้ดีจริง แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะมีสารเคมีตกสะสมอยู่ในร่างกาย และอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อร่างกายในทางใดทางหนึ่ง ตรงกันข้ามกับยาสมุนไพรที่เมื่อนำมาใช้รักษาโรคหนึ่ง มักพบว่าสามารถรักษาโรคอื่น ๆ ที่มิได้ตั้งใจจะรักษาให้หายไปด้วย รวมทั้งป้องกันโรคที่อาจจะเกิดขึ้น เหตุก็คือการส่งเสริมความสมดุลย์ของร่างกาย อันเป็นกลไกหลักที่ทำให้ร่างกายสามารถมีภูมิต้านทานโรค หรือภูมิชีวิต ที่จะรักษาเยียวยาร่างกายตนเองได้ และยังมีสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว


"จากดอยลังกาหลวงสู่ดอยลังกาน้อย"



"ป่าชุมชนดอยผาหม่น"

                แล้วรู้กันหรือไม่ว่ามูลค่าของการรักษาพยาบาลใของระบบแพทย์แผนปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึงปีละ 300,000 กว่าล้านบาท เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือส่วนใหญ่ยาแผนปัจจุบันเป็นสิ่งที่เราต้องซื้อหามาจากต่างชาติทั้งสิ้น มีเพียงไม่กี่อย่างที่คนไทยคิดค้นและผลิตขึ้นมา ทำให้เป็นภาระหนักหนาแก่ประเทศชาติ ซึ่งประสพปัญหาเศรษฐกิจอยู่แล้ว ไม่อาจจะฟื้นตัวได้โดยง่าย ในขณะที่สมุนไพรนั้น เราสามารถปลูกเอง ใช้เอง แปรรูปเองได้ภายในประเทศทั้งหมด จึงเป็นประโยชน์และเป็นความได้เปรียบอย่างยิ่ง หากเราจะได้ฟื้นฟูและหันกลับมาใช้สมุนไพรกันมาก ๆ ซึ่งสามารถทดแทนการใช้ยาแผนปัจจุบันในการรักษาโรคได้ไม่ต่ำกว่า 30%-50% ของมูลค่าการรักษาโรคโดยรวม แต่เราก็จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่คอยควบคุมดูแลและสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้

                เมื่อคิดถึง"30 บาท รักษาทุกโรค" อันเป็นนโยบายของรัฐ นำมาเปรียบเทียบกับประโยชน์ของชาวบ้านที่ได้พึ่งพาอาศัยป่าอยู่อย่างพอเพียง รวมทั้งใช้เป็นแหล่งเพาะสมุนไพรตามธรรมชาติเพื่อใช้รักษาโรคแล้ว ผู้เขียนขอเสนอว่ารัฐควรสร้างนโยบาย "30 ป่า รักษาโรค"จะเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดมากกว่า ที่สำคัญการดูแลรักษาผืนป่าที่ดีที่สุด คือต้องทำให้ "คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และเสืออยู่ได้" อันเป็นรูปแบบของการเรียนรู้ร่วมกันของการดำเนินงานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน ซึ่งเท่าที่ทราบมาทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการโครงการนี้มาเนิ่นนานแล้ว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพียงแต่คงอยู่ในกลุ่มชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นชุมชนที่อยู่รายรอบป่าห้วยขาแข้งและป่าทุ่งใหญ่นเรศวร แต่หากทำให้โครงการนี้กระจายกว้างขวางไปสู่ป่าอีกหลาย ๆ แห่ง ผลประโยชน์ย่อมมีมากกว่าผลเสีย เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านที่อยู่รายรอบป่าเริ่มมองเห็นคุณค่าของ "ป่าไม้" อันเป็นทรัพยากรของชาติที่มีความสำคัญยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ พืช และสัตว์ มากกว่าคนเมืองที่ยังลุ่มหลง มัวเมา หมกมุ่น ยึดติดอยู่กับลาภยศสรรเสริญ จนบางครั้งคนเรากลับหลงลืมไปว่า..เมื่อแรกเกิดมิได้มีอะไรติดตัวมาเลยสักอย่าง

หมายเหตุ

                คำว่า "สมุนไพร" และ "ยาสมุนไพร" นั้น หลายคนยังเข้าใจสับสนว่ามีความหมายเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วมันมีความหมายต่างกัน คำว่า "สมุนไพร" หมายถึง "พืชที่ใช้ทำเป็นเครื่องยา" แบ่งออกเป็น 5 ส่วนสำคัญ คือ ราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ส่วนคำว่า "ยาสมุนไพร" หมายถึง "ยาที่ได้จากส่วนของพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ซึ่งยังมิได้ผสมปรุง หรือแปรสภาพ" ส่วนการนำมาใช้นั้น อาจดัดแปลงรูปลักษณะของสมุนไพรให้ใช้ได้สะดวกขึ้น เช่น นำมาหั่นให้มีขนาดเล็กลง หรือนำมาบดเป็นผง เป็นต้น อนึ่งสมุนไพรที่เป็นสัตว์ ได้แก่ เขา หนัง กระดูก ดี หรือเป็นสัตว์ทั้งตัวก็มี เช่น ตุ๊กแก ไส้เดือน ม้าน้ำ ฯลฯ

                คนไทยเชื่อกันมานมนานแล้วว่าต้นพืชต่างๆนั้น ล้วนเป็นพืชที่มีสารเป็นตัวยาทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าพืชนิดไหนจะมีคุณค่าทางยามากน้อยกว่ากัน

                ผู้รอบรู้สมุนไพรที่แท้จริง ต้องรู้ว่าจักต้องใช้ส่วนใดของพืชชนิดนั้นในการรักษาไข้ ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น แก่น ยาง ใบ ดอก ผล หรือทุกส่วนของต้น หรือต้องนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ อีก แล้วต้องรู้ด้วยว่าจักต้องใช้สด ๆ นำไปตากแห้งก่อน หรือบดเป็นผง และในปริมาณเท่าใด

                มีบันทึกหลักฐานของคนไทยยืนยันว่าการใช้สมุนไพรมีมานานแล้วตั้งแต่สมัยเชียงแสนตอนต้น ประมาณ พ.ศ.1300 หรือยุคก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยนอกจากจะมีตำราเดิมแบบไทยแท้ ซึ่งประกอบด้วยความเชื่อถือดั้งเดิมของชนท้องถิ่น รวมทั้งสมุนไพรและไสยศาสตร์แล้ว ยังได้ความรู้ผสมผสานมาจากการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย ซึ่งขยายเข้ามาสมัยอาณาจักรลาว ประมาณ พ.ศ.600 โดยเข้ามาพร้อมกับพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังได้รับอิทธิพลทางการแพทย์จากจีนอีกด้วย

                สมัยก่อนการศึกษาเรื่องสมุนไพรเป็นการเรียนรู้และถ่ายทอดภายในตระกูล จะสอนแต่เฉพาะลูกหลานเป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่เป็นคนอื่น เนื่องจากการรับใครเป็นศิษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะครูผู้สอนต้องใช้ความสังเกตพิจารณาในเรื่องของนิสัยใจคอและความอดทน หากพบว่าลูกหลานหรือศิษย์คนใดสมควรจะรับสืบทอดวิชาความรู้ได้มากน้อยแค่ไหน จึงเป็นที่รู้กันว่าในสมัยก่อนศิษย์จะมีความปรีชาสามารถสืบเนื่องมาจากครู


"จากดอยลังกาหลวงสู่ดอยลังกาน้อย"

                วิธีการถ่ายทอดความรู้เป็นลักษณะปากต่อปาก แล้วท่องจำ และต้องอาศัยประสบการณ์ที่ใช้การสังเกต จดจำให้ขึ้นใจ การศึกษาเรื่องนี้จึงไม่ใช่ของง่าย ต้องอาศัยความมานะ บากบั่น พากเพียร และอดทน เป็นเวลาแรมปี เพื่อจะได้จดจำคำสั่งสอนได้ถูกต้องแม่นยำ โดยครูจะสอนวิธีการตรวจรักษาคนไข้ สอนวิธีปรุงยา โดยเริ่มจากสอนให้รู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยา ทั้งที่เป็นพืชวัตถุ (คือพืชสมุนไพร) และธาตุวัตถุ (คือสมุนไพรที่ได้จากสัตว์และแร่ธาตุ)

                ศิษย์จะต้องทำตัวใกล้ชิด คอยสนใจ ปรนนิบัติ และติดตามถามไถ่เวลาที่ออกไปกับครูเพื่อรักษาคนไข้นอกสถานที่ เพื่อจะได้เรียนรู้และหาความชำนาญจากการสังเกตอาการของคนไข้ โดยครูจะอธิบายให้รู้ถึงที่ตั้งแรกเกิดของโรค ชื่อของโรค และยาสำหรับบำบัดโรค ต้องจดจำให้แม่นยำ

                จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใช้ จึงมีการจดจารึกความรู้ไว้ในที่ต่าง ๆ เช่น แกะไว้ในแผ่นหิน ไม้ หรือโลหะ โดยหวังให้วิชาแพทย์คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ สืบทอดมาจนมีการจารึกหรือเขียนลงในใบลานและสมุดข่อย เรียกว่า "พระคัมภีร์" หรือ "พระตำรา" ซึ่งมีการคัดลอกต่อ ๆ กันมา ข้อความในพระคัมภีร์หรือตำราแพทย์นั้นจะกล่าวและจำแนกไว้ตามความรู้ ความเชี่ยวชาญของครู ได้แก่ อาการของโรค วิธีรักษา อีกทั้งสรรพคุณยาสมุนไพร ไว้อย่างพร้อมมูล

 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com