www.E-Travelmart.com
    บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด

หน้าหลัก
เกี่ยวกับบริษัทฯ
สินค้าและผลิตภัณฑ์
โปรโมชั่น
วิธีการรับสินค้า/การชำระเงิน
สโมสร TRAVEL MART
การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ
การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ
สิทธิประโยชน์สมาชิกฯ ปี 54
Let's enjoy nature
เทคนิคแค้มป์
คลีนิคแค้มป์
ลองภูมิชาวแค้มป์
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
ถอดรหัสธรรมชาติ
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
สัตว์ป่าและไม้ป่าน่ารู้
บริการรับจัดกรุ๊ป
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
ถาม-ตอบ
บริการอื่นๆ
ข่าวประชาสัมพันธ์/Charity
ลิงค์เพื่อนบ้าน
แผนผังเว็บไซต์

 

“บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ”
โดย..คนกางเต็นท์..

“มรดกโลกในเมืองไทย”

 

        เคยสงสัยกันบ้างไหมว่าทำไมชาวต่างชาติจากทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา จึงเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาตะลุยท่องเที่ยวฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงในบ้านเรา จริงอยู่ที่หลายคนย่อมคิดว่าพวกเขามาท่องเที่ยวบ้านเรา เพราะค่าครองชีพถูก ชายหาดและทะเลสวย สภาพป่าบ้านเราดูลี้ลับน่าสนใจ สัตว์ป่าโดยเฉพาะนกนั้นบ้านเรามีรายงานการพบนกกว่า 920 ชนิด หรือมีมากกว่า1ใน10ของนกที่มีอยู่ทั้งหมดในโลกใบนี้ วิถีชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะความเป็นกันเอง ด้วยการยิ้มให้กับคนแปลกหน้าจนได้รับสมญานามว่า "สยามเมืองยิ้ม" รวมทั้งการบริการที่เป็นเลิศ ไม่น้อยหน้าชาติใด

        แต่อาจจะไม่รู้ว่าราว90% พวกเขาต้องมีโปรแกรมท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ แม้ว่าคนไทยบางคนอาจคิดว่ามีแต่ซากก้อนอิฐก้อนหินพังๆ หรือโบราณสถานเก่าๆ ไม่สวยงามหรือน่าดูเลย แต่พวกเขากลับชื่นชอบที่จะเรียนรู้ในความเป็นมาของคนไทยในอดีต

        ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่แต่เดิมก็ไม่เคยชื่นชอบเลยกับการท่องเที่ยวตามโบราณสถาน รู้สึกว่ามันไม่มีชีวิตชีวา ดูช่างเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว จวบจนได้มาทำงานด้านท่องเที่ยว ได้ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อบรรยายให้แก่ลูกทัวร์ได้รับฟัง ก็เริ่มสนใจมากขึ้น และที่ทำให้รู้ซึ้งถึงการท่องเที่ยวในสถานที่แห่งนี้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก็ครั้งที่ได้รับฟังการบรรยายอย่างมีอรรถรสจากเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่าการท่องเที่ยวโบราณสถาน นอกจากเป็นการเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัวแล้ว ยังมีเสน่ห์และมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการได้สัมผัสกับวิถีชีวิตผู้คนชาวบ้านที่ยังดำเนินชีวิตในแบบดั้งเดิม ซึ่งแม้วันนี้วันเวลาจะได้ทำให้วิถีเก่าแก่เหล่านั้นลดน้อยถอยลงจนแทบจะไม่มีให้เห็น ทว่ากับสิ่งที่พอจะยังมีหลงเหลืออยู่นี้ ก็สามารถทำให้การท่องเที่ยวเดินทางมีสีสัน เกิดความรู้สึกรักและภาคภูมิใจรากเหง้าของเราคนไทยขึ้นมาในทันที

ความหมายของมรดกโลก

        "มรดกโลก"(World Heritage) คือ สถานที่ต่างๆ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือที่มักเรียกกันสั้นๆว่า "องค์การยูเนสโก" (UNESCO) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต อาทิเช่น เมมฟิสและสุสานโบราณ ประเทศอียิปต์ , เกรท แบริเออร์ รีฟ(แนวปะการังใหญ่) ประเทศออสเตรเลีย , หมู่เกาะกาลาปาโกส ประเทศเอกวาดอร์ , ทัชมาฮัล ประเทศอินเดีย , แกรนด์แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออะโครโพลิส ประเทศกรีซ เหล่านี้เป็นตัวอย่างจากทั้งหมด 890 แห่งทั่วโลก ซึ่งแบ่งเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม และมรดกโลกทางธรรมชาติ

ประเภทของมรดกโลก

        มรดกโลกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ มรดกโลกทางวัฒนธรรม(Cultural Heritage) มรดกโลกทางธรรมชาติ (Natural Heritage) และมรดกโลกผสม(คือ รวมวัฒนธรรมและธรรมชาติ)


"ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งฟลอเรนซ์(อิตาลี)"

        ในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกได้ให้คำนิยามไว้ว่า "มรดกโลกทางวัฒนธรรม" หมายถึง สถานที่ซึ่งเป็นโบราณสถาน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม หรือแหล่งโบราณคดีทางธรรมชาติ เช่น ถ้ำ หรือกลุ่มสถานที่ก่อสร้างยกหรือเชื่อมต่อกัน อันมีความเป็นเอกลักษณ์ หรือแหล่งสถานที่สำคัญอันอาจเป็นผลงานฝีมือมนุษย์หรือเป็นผลงานร่วมกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ รวมทั้งพื้นที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีคุณค่าความล้ำเลิศทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ มนุษยวิทยา หรือวิทยาศาสตร์

        อาจกล่าวสรุปได้ว่ามรดกโลกทางวัฒนธรรมแบ่งย่อยออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ โบราณสถาน(Monuments) กลุ่มอาคาร(Groups of Building) และแหล่ง(Sites)


"เมืองเก่าเซโกเวียและสะพานส่งน้ำ(สเปน)"

        - โบราณสถาน หมายถึง ผลงานทางสถาปัตยกรรม ผลงานประติมากรรมหรือจิตรกรรม ส่วนประกอบหรือโครงสร้างของโบราณคดีธรรมชาติ จารึก ถ้ำที่อยู่อาศัย และร่องรอยที่ผสมผสานกันของสิ่งต่างๆข้างต้น ซึ่งมีคุณค่าโดดเด่นในมิติทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ หรือวิทยาการ

        - กลุ่มอาคาร หมายถึง กลุ่มของอาคารที่แยกจากกันหรือเชื่อมต่อกันโดยลักษณะทางสถาปัตยกรรม หรือโดยความสอดคล้องกลมกลืน หรือโดยสถานที่จากสภาพภูมิทัศน์ ซึ่งมีคุณค่าโดดเด่นในมิติทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ หรือวิทยาการ

        - แหล่ง หมายถึง ผลงานที่เกิดจากมนุษย์ หรือผลงานที่เกิดจากทั้งมนุษย์และธรรมชาติ และบริเวณอันรวมถึงแหล่งโบราณคดี ซึ่งมีคุณค่าโดดเด่นในมิติทางประวัติศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ชาติวงศ์วิทยา หรือมานุษยวิทยา

        ส่วน"มรดกโลกทางธรรมชาติ" หมายถึง สภาพธรรมชาติที่มีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพ อันมีคุณค่าเด่นชัดในด้านความล้ำเลิศทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นสถานที่ซึ่งมีสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งถูกคุกคาม หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของพืชหรือสัตว์ที่หายาก เป็นต้น

อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก

        อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ(Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า"อนุสัญญามรดกโลก"(World Heritage Convention) ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมใหญ่องค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2515 หรือเกือบ 40 ปีที่แล้ว

        อนุสัญญาฯนี้เป็นผลมาจากความจำเป็นที่มากขึ้นเรื่อยๆในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในเรื่องการคุ้มครองอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของโลก เช่น การที่ประเทศอียิปต์สร้างเขื่อนใหญ่ที่อัสวันในปี พ.ศ.2503 ทำให้วิหารอาบู ซิมเบล ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกจมใต้น้ำ องค์การยูเนสโกจึงได้ระดมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองวิหารดังกล่าว โดยระดมเงินถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งกึ่งหนึ่งได้มาจากการบริจาคของรัฐภาคียูเนสโก 50 ประเทศ

        อนุสัญญาฯนี้คุ้มครองทั้งสถานที่ที่มีคุณค่าโดดเด่นทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ อันเป็นสมบัติของมนุษยชาติโดยส่วนรวม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือในหมู่ประเทศภาคี ในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม ทั้งด้านนโยบายการบริหารเทคนิคและการเงิน เพื่อสงวนรักษา คุ้มครองและส่งเสริม มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติให้คงอยู่ต่อไป

        อนุสัญญาฯทำหน้าที่เตือนให้นานาชาติพึงตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ รวมทั้งความจำเป็นในการรักษาสมดุลยภาพระหว่างทั้งมนุษย์และธรรมชาติอีกด้วย ขณะเดียวกันก็ระบุหน้าที่ของรัฐหรือรัฐภาคีในการแสวงหา และกำหนดสถานที่เข้าข่ายเพื่อการอนุรักษ์ปกป้อง อนุสัญญาฯระบุไว้ว่าหน่วยงานของรัฐควรตกลงกันเพื่อหลีกเลี่ยง"การกระทำอันจงใจทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ"


"กำแพงเมืองจีน(จีน)"

        การเซ็นลงนามรับรองอนุสัญญาฯของแต่ละประเทศ หมายถึง ประเทศนั้นๆได้ให้คำปฏิญาณในการอนุรักษ์คงไว้ของแหล่งมรดกโลกทุกแหล่งที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตของประเทศนั้น รวมทั้งการป้องกันแหล่งมรดกอื่นๆอันเป็นความภาคภูมิใจของนานาชาติอีกด้วย

        นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 จนถึงวันนี้มีรัฐภาคีทั้งสิ้น 186 ประเทศ ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาฯดังกล่าว สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก(State Party of the World Heritage Convention) เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2530 และตัวแทนของประเทศไทยเคยได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการมรดกโลกมาแล้วถึง 3 ครั้ง คือ


"มงต์-แซงค์-มิแชล(ฝรั่งเศส)มงต์-แซงค์-มิแชล(ฝรั่งเศส)"

        - ครั้งที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ.2532-2538 คือ ศจ. ดร.อดุล วิเชียรเจริญ

        - ครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ.2540-2546 คือ ศจ. ดร.อดุล วิเชียรเจริญ และ

        - ครั้งที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ.2552-2556 คือ ดร.โสมสุดา ลียะวณิช

        อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกได้รับการบริหารโดย"คณะกรรมการมรดกโลก"(World Heritage Committee) ประกอบด้วยกรรมการจากประเทศสมาชิก 21 ประเทศ ที่ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐภาคี(States Parties) โดยมีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4-6 ปี มีหน้าที่ดังนี้


        - พิจารณาแหล่งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากล ซึ่งควรจะได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญา โดยขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก

        - ติดตามตรวจสอบสถานะของการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีแล้ว และพิจารณาการขึ้นบัญชีหรือเพิกถอนออกจากบัญชีมรดกโลกในภาวะอันตราย(List of World Heritage in Danger) รวมทั้งตัดสินการเพิกถอนออกจากบัญชีมรดกโลก

        - พิจารณาคำร้องของรัฐภาคีที่เสนอขอความช่วยเหลือของนานาชาติจากกองทุนมรดกโลก(World Heritage Fund)


"น้ำตกเหวนรก(อุทยานฯเขาใหญ่)"


        การดำเนินงานของคณะกรรมการมรดกโลก ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสำนักงานเลขานุการ"ศูนย์มรดกโลก"(The World Heritage Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การยูเนสโก ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

        ในการดำเนินงานของคณะกรรมการมรดกโลกก็มีรายได้มาจาก"กองทุนมรดกโลก" ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2519 เพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินการต่างๆให้บรรลุวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาฯ รายได้กองทุนมรดกโลกมีที่มาจากค่าบำรุงประจำปีของสมาชิกรัฐภาคี เงินบริจาคจากประเทศต่างๆ รวมทั้งองค์กรและบุคคลโดยทั่วไป


"วัดไชยวัฒนาราม(อุทยาน ปวศ.อยุธยา)"

        การใช้จ่ายเงินกองทุนมรดกโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการปกป้องคุ้มครองและการอนุรักษ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ รวมทั้งเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งมรดกโลกในภาวะอันตรายในกรณีเร่งด่วน

        รัฐภาคีมีสิทธิ์นำเสนอโครงการเพื่อขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนมรดกโลกนี้ภายใต้ขอบเขตด้านการศึกษาวิจัย ด้านเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญ ด้านการฝึกอบรม และเครื่องมืออุปกรณ์ ขณะเดียวกันในกรณีพิเศษรัฐภาคีอาจขอกู้ยืมเงินจากกองทุนฯได้ในระยะยาวและปลอดดอกเบี้ย

สัญลักษณ์มรดกโลก

        มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรขาคณิตเชื่อมโยงอยู่ภายในรูปทรงกลม ล้อมรอบด้วยอักษร 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ(คำว่า"WORLD HERITAGE") ภาษาสเปน(คำว่า"PATRIMONIO MUNDIAL") และภาษาฝรั่งเศส(คำว่า"PATRIMOINE MONDIAL")

        สัญลักษณ์นี้อธิบายความหมายว่า..รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เปรียบเสมือนตัวแทนของสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ภายในวงกลมอันเป็นตัวแทนของธรรมชาติ สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมขึ้นเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และ อักษรมรดกโลกภาษาต่างๆที่อยู่โดยรอบ แทนการปกป้องมรดกโลกทุกแห่งไว้ด้วยความร่วมมือ ร่วมใจ จากมวลมนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา

หลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นมรดกโลก

        ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การพิจารณาสถานที่ใดเป็นมรดกโลกนั้น ฉบับล่าสุดคือเมื่อปี พ.ศ.2548 มีด้วยกัน 10 ข้อ แบ่งออกเป็น 6 ข้อ สำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 ข้อ สำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติ

        แหล่งมรดกที่ได้รับเข้าเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 1 ข้อ จากข้อกำหนดดังต่อไปนี้เพื่อที่จะเข้าบรรจุในบัญชีรายชื่อมรดกโลก

        หลักเกณฑ์การพิจารณามรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้แก่


"อุทยานฯอิกวาซู(บราซิล)"

        - เป็นตัวแทนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ด้านศิลปกรรม หรือตัวแทนของความงดงาม และเป็นผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดยิ่งของมนุษย์

        - เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม โบราณสถาน/อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆของโลกที่ทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม

        - เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยานหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจสาบสูญไปแล้ว

        - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้าง อันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรืออุตสาหกรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ


"ทัชมาฮาล(อินเดีย)"

        - เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ที่มีความเปราะบางด้วยตัวมันเองหรือเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

        - มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือบุคคลที่มีความสำคัญ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

        หลักเกณฑ์การพิจารณามรดกโลกทางธรรมชาติ ได้แก่

        - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก หรือยุคน้ำแข็ง ซึ่งมนุษย์ดึกดำบรรพ์และสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก

        - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่

        ลักษณะนี้แตกต่างจากหลักเกณฑ์ในข้อแรกของมรดกโลกทางธรรมชาติ กล่าวคือจะเน้นกระบวนการที่กำลังเป็นอยู่ของชุมชนพืชสัตว์ การเกิดของสภาพภูมิประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ทะเล และแหล่งน้ำผิวดิน ลักษณะดังกล่าวนี้รวมถึง (ก) กระบวนการทางธรณีวิทยา ภูเขาน้ำแข็ง หรือภูเขาไฟ (ข) วิวัฒนาการทางชีววิทยา ตัวอย่างของกลุ่มสิ่งมีชีวิต เช่น ป่าไม้เขตร้อน ทะเลทราย ที่ราบทุนดร้า (ค) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ลักษณะภูมิประเทศที่มีการทำเกษตรกรรมขั้นบันได

        - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายาก หรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา แหล่งรวมความหนาแน่นของสัตว์ สภาพทิวทัศน์ที่มีพืชนานาชนิดเป็นองค์ประกอบ และแหล่งรวมความผสมผสานระหว่างองค์ประกอบทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นต้น

        - เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

        นอกจากนี้แหล่งมรดกโลกนั้นๆจะต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก 2 ข้อ คือ ข้อแรก..ผ่านการทดสอบว่าเป็นของแท้ ข้อสอง..มีการจัดการที่เหมาะสมและเพียงพอ


"โลโก้มรดกโลก"

        ในการทดสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ แหล่งมรดกนั้นๆจะต้องมีและยังคงการออกแบบดั้งเดิมไว้ รวมทั้งวัสดุที่ใช้และฝีมือช่างยังคงเดิม ส่วนที่สร้างใหม่จะได้รับการยอมรับ หากทำตามแบบเดิมโดยสมบูรณ์ตามเอกสาร มิใช่จากการคาดคะเน

        นอกจากนี้เพื่อให้มีการจัดการที่เหมาะสมและเพียงพอ มรดกแหล่งนั้นจะต้องมีเอกสารทางกฎหมาย และ/หรือสัญญา และ/หรือการคุ้มครอง และ/หรือระบบการจัดการ เพื่อเป็นการรับรองการอนุรักษ์แหล่งที่เข้าเสนอชื่อขึ้นบัญชี ในส่วนของกฎหมายคุ้มครองในระดับชาติ ระดับจังหวัด หรือระดับเทศบาล และการจัดการที่พอเพียงและระบบแผนการควบคุมล้วนมีความสำคัญยิ่งยวด โดยเฉพาะในแหล่งที่มีผู้เข้าชมมากมาย ในกรณีเช่นนี้รัฐจะต้องจัดหน่วยบริหารให้เพียงพอเพื่อควบคุมการจัดการ การอนุรักษ์ และการเข้าถึงสาธารณชน


"อุทยานฯโอลิมปิก(สหรัฐอเมริกา)"

ผู้เสนอรายชื่อแหล่งเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

        การนำเสนอแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เพื่อให้บรรจุไว้ใน"บัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก"(World Heritage List) จะกระทำได้โดยรัฐบาลแห่งประเทศภาคีสมาชิก ผู้มีอำนาจอธิปไตยเหนือแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาตินั้นๆเท่านั้น

ขั้นตอนและการพิจารณาการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก

        ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า"บัญชีรายชื่อเบื้องต้น"(Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ

        ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล(Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้

        เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กรที่ปรึกษา โดยในส่วนของมรดกโลกทางวัฒนธรรมมีองค์กรที่ปรึกษา 2 องค์กร คือ "สภาระหว่างประเทศว่าด้วยโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี"(The International Council on Monuments and Sites หรือ ICOMOS) และ"ศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา การอนุรักษ์ และปฏิสังขรณ์สมบัติทางวัฒนธรรม"(The International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of the Cultural Property หรือ ICCROM) สำหรับในส่วนของมรดกโลกทางธรรมชาติ มีองค์กรที่ปรึกษาเพียงองค์กรเดียว คือ "สหภาพการอนุรักษ์โลก"(The World Conservation Union หรือ IUCN)


"แหล่งมรดกโลกในเมืองไทย"

        ทั้ง3องค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

        คณะกรรมการมรดกโลกจะมีการประชุมร่วมกันหลายครั้งในแต่ละปี เพื่ออภิปรายถึงแผนการจัดการเกี่ยวกับแหล่งมรดกโลกที่ยังคงอยู่ และรับรายชื่อสถานที่ที่ประเทศต่างๆเสนอให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่จะมีการประชุมครั้งหนึ่งที่เรียกว่า"การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ"(World Heritage Committee Session) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่ได้รับการเสนอชื่อแห่งใดที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ

        การประชุมสมัยสามัญประจำปีนั้นจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันจัดในเมืองสำคัญต่างๆจากทั่วโลก ซึ่งนอกจากครั้งที่จัดขึ้นที่กรุงปารีส อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโกแล้ว จะมีเพียงประเทศที่สมาชิกของคณะกรรมการมรดกโลกเท่านั้นที่จะได้รับสิทธิในการจัดการประชุมครั้งต่อไป โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และรับรองได้ว่าสมาชิกภาพของประเทศนั้นๆจะไม่หมดวาระลงเสียก่อนที่จะได้จัดการประชุม

ขั้นตอนและการพิจารณาการคัดชื่อออกจากแหล่งมรดกโลก

        มีการคัดเลือกเป็นมรดกโลก ก็ต้องมีการคัดชื่อออก ซึ่งคณะกรรมการฯจะพิจารณาจากข้อกำหนดดังนี้


"เมมฟิสและสุสานโบราณ(อียิปต์)"

        - แหล่งมรดกนั้นได้รับความเสียหายจนสูญเสียลักษณะที่ชัดเจนของตัวเอง

        - แหล่งมรดกนั้นได้รับการบุกรุกทำลายโดยมนุษย์ระหว่างการพิจารณา หรือไม่ได้รับการจัดการตามมาตรการหรือโครงร่างแผนงานต่างๆตามเวลาที่ภาคีประเทศนั้นๆเสนอต่อคณะกรรมการ

        แต่ก่อนที่คณะกรรมการฯจะคัดชื่อออก จะมีการกล่าวเตือนให้ประเทศนั้นๆพยายามปกปักรักษามรดกโลกที่ได้รับ จากความเสียหายและการถูกทำลายโดยนโยบายการพัฒนา การท่องเที่ยวแบบไม่ยั่งยืน ระบบการจัดการที่ไม่พอเพียง การปล้นสะดม รวมทั้งสภาวะสงครามและความขัดแย้ง อย่างเช่น ปราสาทนครวัดของประเทศกัมพูชา ที่ได้รับการเตือนจากกองทุนมรดกโลกในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชมปราสาทนครวัดเพิ่มสูงขึ้นถึง 188% จากเมื่อ10ปีก่อน แต่มีระบบการจัดการที่ยังไม่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่ายขึ้นไปบนปราสาทฯของเหล่านักท่องเที่ยว ส่งผลให้โบราณสถานแห่งนี้มีความทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว มีโรงแรมและร้านอาหารจำนวนมากมาก่อสร้างในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้พื้นดินทรุดตัว กระทั่งหอสูงจำนวนมากมายของปราสาทบายน ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับปราสาทนครวัด เริ่มทรุดจมลงไปในพื้นดิน เป็นต้น


"จำปีเพชร(อุทยานฯแก่งกระจาน)"

แหล่งมรดกโลกทั่วโลก

        จนถึงทุกวันนี้(ปี พ.ศ.2553) มีสถานที่ต่างๆ 911 แห่ง ใน 151 ประเทศทั่วโลก ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก(ข้อมูลล่าสุดของปี พ.ศ.2553) แบ่งออกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 704 แห่ง มรดกทางธรรมชาติ 180 แห่ง และแบบผสม(คือ รวมวัฒนธรรมและธรรมชาติ) 27 แห่ง

        แบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ ยุโรป-อเมริกาเหนือ เอเชีย-แปซิฟิก ละตินอเมริกา-แคริบเบียนแอฟริกา และอาหรับ

        ยุโรปและอเมริกาเหนือ มีทั้งหมด 445 แห่ง เป็นทางธรรมชาติ 58 แห่ง วัฒนธรรม 377 แห่ง และแบบผสม 10 แห่ง

        เอเชีย-แปซิฟิก มีทั้งหมด 198 แห่ง เป็นทางธรรมชาติ 51 แห่ง วัฒนธรรม 138 แห่ง และแบบผสม 9 แห่ง

        ละตินอเมริกาและแคริบเบียน มีทั้งหมด 124 แห่ง เป็นทางธรรมชาติ 35 แห่ง วัฒนธรรม 86 แห่ง และแบบผสม 3 แห่ง

        แอฟริกา มีทั้งหมด 78 แห่ง เป็นทางธรรมชาติ 32 แห่ง วัฒนธรรม 42 แห่ง และแบบผสม 4 แห่ง

        อาหรับ มีทั้งหมด 66 แห่ง เป็นทางธรรมชาติ 4 แห่ง วัฒนธรรม 61 แห่ง และแบบผสม 1 แห่ง

        สำหรับประเทศที่มีแหล่งมรดกโลกมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อิตาลี มี 45 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 42 แห่ง และมรดกทางธรรมชาติ 3 แห่ง , อันดับ2 คือ สเปน มี 41 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 36 แห่ง มรดกทางธรรมชาติ 3 แห่ง และแบบผสม 2 แห่ง และอันดับ3 คือ จีน มี 40 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 28 แห่ง มรดกทางธรรมชาติ 8 แห่ง และแบบผสม 4 แห่ง

มรดกโลกในเมืองไทย

        ในเมืองไทยมี"ศูนย์ข้อมูลมรดกโลก"เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านมรดกโลก อาทิ อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการมรดกโลก แหล่งมรดกโลกของประเทศไทย ตลอดจนข้อมูลข่าวสารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับทราบโดยทั่วกัน

        ปัจจุบันเมืองไทยมีแหล่งมรดกโลก 5 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 3 แห่ง และมรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง


"เสือลายพาดกลอน(เขตรักษาพันธุ์ฯทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง)"

        1. มรดกโลกทางวัฒนธรรมของเมืองไทย ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2534 , อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร(สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร) ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2534 และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2535

        1.1) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่15 เมื่อปี พ.ศ.2534 ณ เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนิเซีย โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่3 คือ

        - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

        ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมืองพระนครศรีอยุธยา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา อยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางทิศเหนือตามถนนสายเอเชีย ระยะทางประมาณ 75 กม. หากเริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองฯ เมื่อข้ามสะพานเข้าสู่เกาะอยุธยา ก็จะพบแยกซ้ายเป็นที่ตั้งของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา ที่นี่มีรถบริการนำเที่ยว เป็นรถไฟฟ้าพาเที่ยวไปรอบๆเขตอุทยานประวัติศาสตร์ภายในตัวเมืองเก่า ค่าบริการท่านละ 20 บาท ซื้อตั๋วครั้งเดียว ลงไปเที่ยวตรงจุดไหนที่เราต้องการก็ได้ แล้วจะขึ้นคันไหนไปเที่ยวไหนต่อก็ใช้ตั๋วใบเดิมได้ พอเที่ยวเสร็จจึงกลับมาเอารถที่จอดไว้ หรือต้องการกินลมชมวิวเที่ยวดูวัดวาอารามต่างๆด้วยการขี่ช้างไปรอบๆก็สามารถทำได้


"มหาวิหารโนเทรอดามแห่งชาร์ทร์(ฝรั่งเศส)"

        บางคนอาจจะชื่นชอบการเดินทางโดยเรือจากกรุงเทพฯ นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยว เพราะระหว่างทางจะได้พบเห็นบรรยากาศและภาพวิถีชีวิตคนไทยตลอดแนวสองฝากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไปตลอดเส้นทาง

        กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โทร.0-3524-5123-4

        1.2) อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่1 และข้อที่3 ดังนี้

        - เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์

        - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

        อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยตั้งอยู่ที่ ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย หรืออยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง หากเริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองฯให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข12(สายสุโขทัย-ตาก) ไปทางทิศตะวันตกราว 12 กม. เมื่อผ่านเข้าเขตเมืองเก่าจะแลเห็นยอดพระเจดีย์แบบต่างๆอันสง่างามและวิหารอันศักดิ์สิทธิ์

        อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. (ปิดจำหน่ายบัตรฯ เวลา 18.00 น.) โดยในช่วงเวลา 19.00-21.00 น. ทางอุทยานฯจะมีการส่องไฟชมโบราณสถาน ซึ่งมีความสวยงามแตกต่างจากกลางวัน

        ในกรณีที่นำยานพาหนะเข้าเขตโบราณสถานจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกด้วย และที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯมีบริการรถรางนำชมรอบๆบริเวณอุทยานฯ อัตราค่าบริการ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 20 บาท นอกจากนั้นที่บริเวณด้านหน้าอุทยานฯมีบริการให้เช่ารถจักรยานในราคาคันละ 20 บาท

        กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวฯ โทร.0-5569-7310


"ป่าฝนกอนวานา(ออสเตรเลีย)"

        อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ตั้งอยู่ที่ ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย โดยตั้งอยู่บริเวณที่เรียกว่า"แก่งหลวง" อยู่ห่างจากตัว อ.ศรีสัชนาลัย ลงมาทาง อ.สวรรคโลก ราว 11 กม. หากเริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองสุโขทัย ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข101(สายสุโขทัย-สวรรคโลก-ศรีสัชนาลัย) เมื่อถึงหลัก กม.17-19 จึงเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานแม่น้ำยม แล้วแยกขวาเข้าอุทยานฯอีกราว 1.5 กม. รวมระยะทางจากตัวเมืองสุโขทัย 68 กม.

        อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ในกรณีที่นำยานพาหนะเข้าเขตโบราณสถานจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกด้วย และที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯมีบริการรถรางนำชมรอบๆบริเวณอุทยานฯ อัตราค่าบริการ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 30 บาท

        กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวฯ โทร.0-5567-9211

        อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร หากเริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองฯให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข101(สายกำแพงเพชร-พรานกระต่าย) จนถึงหลัก กม.360 จึงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่อุทยานฯ รวมระยะทาง 5 กม.


"อ่าวฮาลอง(เวียดนาม)"

        อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 40 บาท เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ในกรณีที่นำยานพาหนะเข้าเขตโบราณสถานจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกด้วย

        กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวฯ โทร.0-5571-1921

        1.3) แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่16 เมื่อปี พ.ศ.2535 ณ เมืองแซนตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่3 คือ

        - เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

        แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ตั้งอยู่ที่ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี โดยอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศตะวันออกประมาณ 60 กม. หากเริ่มต้นเดินทางจากตัวเมืองฯให้ใช้ทางหลวงหมายเลข22(สายอุดรธานี-สกลนคร) จนถึงหลัก กม.50 จึงเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข2225 เข้าสู่หมู่บ้านบ้านเชียงอีกราว 6 กม. รวมระยะทาง 56 กม.

        อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นนักเรียน/นักศึกษาในเครื่องแบบ ผู้สูงอายุ(ชาวไทย) ภิกษุ สามเณร และนักบวชในศาสนาต่างๆ

        กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง โทร.0-4220-8340-1 E-mail : bc-worldheritage@hotmail.com

        2. มรดกโลกทางธรรมชาติของเมืองไทย ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2534 และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ.2548

        2.1) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร รวมทั้งเมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่8 ข้อที่9 และข้อที่10 คือ


"ปราสาทเมืองต่ำ 1ในเส้นทางสายราชมรรคคา"

        - เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยา หรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได เป็นต้น

        - เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา เป็นต้น

        - เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

        ประกอบด้วยผืนป่าอนุรักษ์ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 6,222 ตร.กม. หรือ 3,888,750 ไร่ อยู่ภายในเขต จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และ จ.อุทัยธานี โดยด้านตะวันตกติดกับผืนป่าของประเทศเมียนมาร์

        ผืนป่าแห่งนี้นับเป็นป่าอนุรักษ์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นสถานที่ธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียออกเฉียงใต้ที่ได้เป็นมรดกโลก


"วัดพระแก้ว(อุทยาน ปวศ.กำแพงเพชร)"

        ตั้งอยู่บนบนแนวเทือกเขาถนนธงชัยเชื่อมต่อกับตอนเหนือของเทือกเขาตะนาวศรี พื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและต้นธารของแควใหญ่และแควน้อย ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำแม่กลอง

        ผืนป่าที่กว้างใหญ่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยป่านานาชนิดและความหลากหลายของพืชพันธุ์ ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ชุกชุมด้วยสัตว์ป่าน้อยใหญ่ และเป็นถิ่นอาศัย ซึ่งสัตว์ป่าสามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

        เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภูมิศาสตร์ ถึง 4 เขต คือ ไซโน-หิมาลายัน(Sino-Himalayan) อินโด-เบอร์มิส(Indo-burmese) อินโด-ไชนิส(Indo-chinese) และซุนเดอิก(Sundaic) รวมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในเขตรักษาพันธุ์ฯทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อยู่ใน อ.อุ้มผาง จ.ตาก เป็นตัวแทนระบบนิเวศป่าเขตร้อนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความอุดมสมบูรณ์และปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ซึ่งเป็นสัตว์ขนาดใหญ่เลี้ยงลูกด้วยนมร้อยละ77(โดยเฉพาะช้าง และเสือ) มีนกขนาดใหญ่ร้อยละ50 สัตว์บกที่ไม่มีกระดูกสันหลังร้อยละ33 และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของ"เป็ดก่า" เป็นนกน้ำประจำถิ่นที่มีประชากรน้อยมากในธรรมชาติ

        2.2) ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่29 เมื่อปี พ.ศ.2548 ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีคุณสมบัติการเป็นมรดกโลกตรงตามหลักเกณฑ์ข้อที่10 คือ

        - เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายาก หรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

        ประกอบไปด้วยพื้นที่คุ้มครอง(Protected Areas) หรือพื้นที่อนุรักษ์สภาพธรรมชาติจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ อุทยานฯเขาใหญ่ อุทยานฯทับลาน อุทยานฯปางสีดา อุทยานฯตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์ฯดงใหญ่ มีเนื้อที่รวมกันทั้งสิ้น 6,152.13 ตร.กม. หรือ 3,845,082.53 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ โดยเฉพาะด้านตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อกับผืนป่าบันทายฉมอร์ ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองภูมิทัศน์(Protected Landscape)ของประเทศกัมพูชา

        ผืนป่าแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งแต่ก่อนเป็นป่าดงดิบที่ทึบหนา มีสัตว์มากมายทั้งเสือ กระทิง และช้าง ชุกชุมไปด้วยไข้มาเลเรีย ไม่มีถนนหนทางตัดผ่าผืนป่าดั่งเช่นในปัจจุบัน การเดินทางจากกรุงเทพฯไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น จึงยากลำบากอย่างยิ่ง หลายคนต้องเสียชีวิตด้วยไข้ป่า หรือสัตว์ป่า จนไม่ค่อยจะมีใครกล้าเข้ามาในดินแดนแถบนี้ ผู้คนจึงตั้งชื่อให้ผืนป่าแห่งนี้ว่า"ป่าดงพญาไฟ"

        ผืนป่านี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และเป็นต้นน้ำลำธารที่ไหลหล่อเลี้ยงการดำรงชีวิตของชุมชนต่างๆในภูมิภาคโดยรอบ ทั้งแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี ลำตะคอง ห้วยมวกเหล็ก และแม่น้ำมูล ต่างมีจุดกำเนิดมาจากผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำมูลเป็นลำน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่ซึ่งนับได้ว่าแห้งแล้งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย อีกทั้งแม่น้ำมูลนี้ยังไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสากลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่า 60 ล้านคนในประเทศจีน เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

        ผืนป่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งสงวนระบบนิเวศตามธรรมชาติอันหลากหลาย ตั้งแต่ป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง นอกจากนี้ยังมีทุ่งหญ้าเขตร้อนกระจายตัวอยู่ทั่วไป รวมทั้งป่าบนเขาหินปูนและป่าริมห้วยลำธาร

        จากระบบนิเวศทางธรรมชาติที่หลากหลาย ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ จึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ป่าจำนวนมาก จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยนั้นพบชนิดพันธุ์พืชทั้งหมดราว 15,000 ชนิด โดยพบในผืนป่าแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 2,500 ชนิด หรือประมาณ 1 ใน 6 ของชนิดพันธุ์ที่ปรากฏในประเทศ โดยมีชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น 16 ชนิด และมีสัตว์ป่ามากถึง 805 ชนิด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 112 ชนิด นก 392 ชนิด และมีสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก รวมกัน 205 ชนิด โดยมี 8 ชนิด ที่เป็นชนิดพันธุ์เฉพาะถิ่น ได้แก่ ตะพาบหัวกบ(หรือกราวเขียว หรือกริวดาว) จิ้งจกหินเมืองกาญจน์ ตุ๊กแกเขาหินทราย กิ้งก่าภูวัว จิ้งเหลนด้วงตะวันตก จิ้งเหลนเรียวโคราช งูดินโคราช และงูกินทากลายขวั้น ในจำนวนสัตว์ป่าที่พบทั้งหมดมีหลายชนิดที่มีความสำคัญในระดับโลก และมี 3 ชนิดพันธุ์ ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์(endangered) ได้แก่ ช้างป่า เสือโคร่ง และวัวแดง

        นอกจากนี้ยังพบว่ามีสัตว์ป่าที่มีสถานภาพมีแนวโน้มสูญพันธุ์ไปจากโลก(vulnerable) อาศัยอยู่ในผืนป่านี้ ได้แก่ ลิงกัง(หรือลิงก้นแดง) ชะนีมงกุฎ เม่นใหญ่ หมาไน หมีควาย เสือลายเมฆ กระทิง เลียงผา นกลุมพูแดง นกยูง ไก่ฟ้าพญาลอ และนกฟินฟุต

ว่าที่มรดกโลกในเมืองไทยในอนาคต

        ณ วันนี้ เรามีมรดกทางวัฒนธรรม 2 แห่ง ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นเพื่อรอการเสนอเป็นแหล่งมรดกโลกอย่างเป็นทางการ คือ

        - เส้นทางสายราชมรรคคา เป็นเส้นทางที่เชื่อมทางวัฒนธรรมปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และกลุ่มปราสาทตาเมือน และ

        - อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี

        ทั้งนี้การจัดทำเอกสารนอมิเนชั่นไฟล์(Nomination File)ของสถานที่ทั้ง 2 แห่ง เพื่อส่งให้กับศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต้องเสนอให้ทันตามกำหนดเวลาภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2554 เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 36 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555

        แต่จนถึงวันนี้เส้นทางสายราชมรรคคา คาดว่าจะเสร็จไม่ทัน และอาจต้องเลื่อนไปเสนอภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555


"วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ(อุทยาน ปวศ.ศรีสัชนาลัย)"

        อนึ่งดูเหมือนว่าทั้ง 2 แห่ง จะน้อยไปสำหรับเมืองไทย ทางกระทรวงวัฒนธรรมจึงมอบหมายให้สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ดำเนินการรวบรวมข้อมูลของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่กำลังเตรียมเสนอเข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อนำเสนอเป็นมรดกโลกแหล่งใหม่ของไทย มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่

        - แหล่งวัฒนธรรมล้านนา(Lanna Civilisation) เป็นความสัมพันธ์พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ของ จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน และ จ.ลำพูน)

        - แหล่งโบราณคดีเมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และเมืองสุวรรณโคมคำ แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว(Chiang sean and Suvannakhomkham Archaeological Complex)

        - แหล่งภาพเขียนสีผาแต้ม จ.อุบลราชธานี

        - อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์

        - กลุ่มสถาปัตยกรรมของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์(Prince Naris's Architectures)

        - ภูมิทัศน์วัฒนธรรมแม่น้ำเจ้าพระยา(Cultural Landscape of Chaophraya River)

        - พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม(Phra Pathomjedi)

        - พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช(Phra Borommatad Nakornsrithammarat) และ

        - เส้นทางอารยธรรมศรีวิชัย(Srivijaya Cultural Route) ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย เป็นเส้นทางจากไชยา-นครศรีธรรมราช-สทิงพระ-ยะรัง-เคดาห์

        โดยจะนำเสนอเอกสารของสถานที่ทั้ง 9 แห่ง ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555

        ทั้งนี้ทางจังหวัดน่านก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ทางจังหวัดพยายามผลักดันให้น่านได้รับการเสนอเป็นมรดกโลกเช่นกัน แต่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังไม่เรียบร้อย ข้อมูลด้านวิชาการก็ยังไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังต้องมีการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนในเมืองน่าน ถึงความเข้าใจในการเป็นมรดกโลกอีกด้วย

        แม้เรื่องการเป็นมรดกโลกจะยังอีกยาวไกล ทางจังหวัดน่านก็ไม่ย่อท้อ โดยขณะนี้ได้ส่งเรื่องรูปแบบอาคารและสถาปัตยกรรมบริเวณหัวแหวนเมืองน่าน เข้าชิงรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก ซึ่งเป็นรางวัลเดียวกับที่ตลาดสามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้รับเมื่อปี พ.ศ.2552 โดยรางวัลนี้มีขั้นตอนในการพิจารณาไม่ยุ่งยากเท่าเมืองมรดกโลก ซึ่งหากได้รับรางวัลก็จะทำให้ง่ายต่อการยื่นเสนอขอเป็นเมืองมรดกโลกมากยิ่งขึ้น

        สำหรับทางธรรมชาตินั้น เมืองไทยได้เตรียมเสนอชื่อขึ้นบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่

        - พื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่งทะเลอันดามัน(The Andaman Sea Coastal and Marine Reserves) ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 17 แห่ง และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานฯลำน้ำกระบุรี อุทยานฯหมู่เกาะระนอง อุทยานฯแหลมสน จ.ระนอง อุทยานฯเขาหลัก-ลำรู่ อุทยานฯเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง อุทยานฯอ่าวพังงา อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานฯหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานฯหมู่เกาะระ-เกาะพระทอง จ.พังงา อุทยานฯสิรินาถ(เฉพาะพื้นที่ชาย ฝั่งทะเล และพื้นที่ทะเล) จ.ภูเก็ต อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี(เฉพาะพื้นที่ทะเล ชายหาดบริเวณสุสานหอยแหลมโพธิ์ หมู่เกาะปอดะ เกาะพีพี และเกาะบิดะ) อุทยานฯธารโบกขรณี อุทยานฯหมู่เกาะลันตา จ.กระบี่ อุทยานฯหาดเจ้าไหม(ยกเว้นพื้นที่ป่าบก) เขตห้ามล่าฯหมู่เกาะลิบง(เฉพาะพื้นที่ทะเล) จ.ตรัง อุทยานฯหมู่เกาะเกาะเภตรา(ยกเว้นพื้นที่ทะเลระหว่างเกาะเขาใหญ่และเกาะลิดี) อุทยานฯทะเลบัน อุทยานฯตะรุเตา(ยกเว้นเกาะหลีเป๊ะ และพื้นที่รอบเกาะ 500 เมตร) จ.สตูล รวมทั้งพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่งในฝั่งอันดามัน รวมเป็นพื้นที่นำเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทั้งหมด 482,710 เฮกตาร์

        การยื่นขอพื้นที่ทางทะเลเป็นมรดกโลกอาจไม่ใช่ครั้งแรกในไทย เพราะเมื่อปี พ.ศ.2540 ได้เกิดแนวคิดนำอุทยานฯหมู่เกาะสิมิลันและอุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ ขอขึ้นเป็นมรดกโลกมาแล้ว แต่ในสมัยนั้นเมื่อพิจารณาความหลากหลายทางชีวภาพเทียบกับทั่วโลก คงมีความหลากหลายอยู่ในระดับภูมิภาคเอเชียเท่านั้น การยื่นขอเป็นมรดกทางทะเลครั้งนี้จึงต้องยื่นเสนอทั้งพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันที่มีความหลากหลายตรงตามเกณฑ์ระดับโลก โดยได้มีการร่างหนังสือเพื่อยื่นเสนอต่อองค์การยูเนสโกอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันคณะกรรมการจากยูเนสโกได้ลงพื้นที่สำรวจหมู่เกาะสิมิลันแล้วในเบื้องต้น

        ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จากศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งคาบสมุทรไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะที่มีส่วนผลักดันทะเลอันดามันสู่มรดกโลก ได้กล่าวถึงการดำเนินงานว่า"เราใช้หลักยุทธศาสตร์อันดามันในการดำเนินงาน อย่างจุดไหนที่มีปัญหา เช่น เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ที่มีชาวบ้านและกลุ่มนายทุนสร้างรีสอร์ทขึ้นมากระจัดกระจาย มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น และยังไม่มีแนวโน้มที่จะจัดการกับระบบนิเวศได้อย่างเหมาะสม ก็ตัดออกไป และหาดเจ้าไหม จ.ตรัง เราก็ได้ตัดพื้นที่บนบกที่มีสวนยางหนาแน่นออกไป เหลือแต่ส่วนของทะเล เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงพะยูน ต้องเข้าใจว่าการเสนอครั้งนี้พื้นที่ทางทะเลไม่ได้ติดต่อกัน แต่เราอาศัยการผูกเรื่องด้วยความเป็นอันดามันให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่กว่าจะทราบผลว่าเราจะได้เป็นมรดกโลกทางทะเลแห่งแรกของไทยหรือไม่ ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี"

        ดร.ศักดิ์อนันต์ ยังได้กล่าวต่อถึงผลดีของการได้เป็นมรดกโลกให้ฟังว่า"เราสามารถใช้มรดกโลกเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐหันมาสนใจเรื่องการอนุรักษ์ได้ ทั้งยังเป็นโอกาสดีที่จะเก็บสิ่งสวยงามไว้ให้อยู่กับเราได้นานที่สุด เมื่อเป็นมรดกโลก..รัฐจะไม่ทำโครงการที่มีผลกระทบต่อมรดกโลก เพราะมีอนุสัญญาว่าด้วยป้องกันมรดกโลกคุ้มครองอยู่ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อประมงพื้นบ้าน"

        สุดท้ายไม่ว่าพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน จะได้ขึ้นเป็นมรดกโลกดังหวังหรือไม่ แต่นี่เป็นอีกบทพิสูจน์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของหน่วยงานรัฐ ที่ต้องเร่งทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เนื่องจากทะเล ปลา และหาดทราย เสมือนเป็นสายเลือดของชาวทะเลตั้งแต่ลืมตาดูโลก

        - อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน(Kaengkrachan National Park)

        เป็นอุทยานฯที่มีพื้นที่มากที่สุดในเมืองไทย โดยมีพื้นที่ 1,821,687.84 ไร่ หรือ 2,914.70 ตร.กม. และหากเปรียบเทียบกับผืนป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศ ก็นับว่ามีพื้นที่เป็นอันดับ2ของประเทศ รองมาจากเขตรักษาพันธุ์ฯทุ่งใหญ่นเรศวร ที่มีพื้นที่ 2,279,500 ไร่ หรือ 3,647.20 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี

        มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ตั้งอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี ด้านตะวันตกติดต่อกับแนวชายแดนของประเทศเมียนมาร์ มีที่ราบอยู่บ้างตามลำห้วยและริมแม่น้ำ มีสภาพป่าที่ยังคงความสมบูรณ์และหนาแน่น เพราะเทือกเขาส่วนใหญ่มีความลาดชัน และการเข้าถึงพื้นที่ด้านในเป็นไปได้ยาก

        ผืนป่าแห่งนี้ยังเป็นจุดศูนย์รวมสภาพผืนป่าหลายแบบในป่าเดียวกัน คือ ผืนป่าภาคเหนือ ผืนป่าภาคตะวันออก และผืนป่าภาคใต้ โดยเป็นศูนย์รวมของพันธุ์พืชมากกว่า 1,199 ชนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าถึง 720 สายพันธุ์

        จากการที่ผืนป่าแห่งนี้มีอาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ มีความหนาแน่นสมบูรณ์ของป่าไม้ และความหลากหลายของระบบนิเวศก็สูง อีกทั้งในพื้นที่อุทยานฯไม่มีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกเลย(แม้ในอดีตเคยมี แต่ทางอุทยานฯก็ได้อพยพชาวกะเหรี่ยงออกมานอกพื้นที่เป็นเวลาหลาย10ปีมาแล้ว) จึงทำให้มีประชากรของสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศหลายชนิดและเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีทรัพยากรธรรมชาติที่โดดเด่นน่าสนใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวและนันทนาการ ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเป็นแหล่งดูนกและผีเสื้อที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองไทยทั้งนี้เมื่อปี พ.ศ.2526 อุทยานฯยังได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีระดับความสำคัญ คือ เป็น"มรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน"(หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

        จึงมีความเหมาะสมที่ประเทศไทยจะเสนอให้อุทยานฯแก่งกระจานเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยเสนอผ่านเกณฑ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

        สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้พื้นที่แห่งนี้ได้เป็นมรดกโลก คือ การค้นพบจระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis)ที่เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ที่ยังมีชีวิตและมีการขยายพันธุ์เพิ่มประชากรอยู่ในธรรมชาติ ถูกค้นพบและบันทึกภาพได้โดย"แอล. บรู๊ซ แคคูลี" นักถ่ายภาพชาวอเมริกัน ซึ่งปัจจุบันจระเข้น้ำจืดหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติเพียง 3 ประเทศทั่วโลกเท่านั้น

        ยังพบสัตว์ป่าสงวนอาศัยอยู่ถึง 4 ชนิด คือ เลียงผา เก้งหม้อ แมวลายหินอ่อน และสมเสร็จ นอกจากนั้นเมื่อไม่นานมานี้ยังพบร่องรอยของกระซู่ที่คาดว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2533

        และยังมีสัตว์ป่าที่หาดูได้ที่เดียวในประเทศ คือ "นกกระลิงเขียดหางหนาม""(Ratchet-tailed Treepie) สำหรับพืชพันธุ์ที่พบในป่าผืนนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือ "จำปีเพชร""(Magnolia mediocris) และ"จำปีดอย"(Magnolia gustavii) ส่วนต้น"แตงพะเนินทุ่ง"พบเพียงแห่งเดียวในโลกในป่าแห่งนี้

        ป่าแก่งกระจานยังถูกประกาศให้เป็น "เขตอนุรักษ์พันธุ์เสือโคร่ง" รวมถึงเป็น"พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก"อีกด้วย

        สำหรับการจัดการดูแลผืนป่าแห่งนี้นั้น ทางกรมอุทยานแห่งชาติได้มีการพิจารณาการบริหารป่าให้เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อคุ้มครองรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ พร้อมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และเร่งพัฒนางานด้านการศึกษาวิจัยอุทยานแห่งชาติ

        โดยมีการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนในท้องถิ่น โดยคำนึงถึงระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ และปฏิบัติตามแผนการจัดการอุทยานแห่งชาติแบบบูรณาการ ส่วนกลยุทธ์ในการดำเนินการต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนรอบๆแนวเขตอุทยานแห่งชาติ และดำเนินการตามโครงการพัฒนาการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การอบรมเยาวชน และออกไปร่วมประชุมให้ข้อมูลข่าวสารกับชุมชนรอบแนวเขต เป็นต้น เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้รักและหวงแหนธรรมชาติ และทราบถึงความต้องการของชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์มากที่สุด

        - พื้นที่กลุ่มป่าเทือกเขาเพชรบูรณ์(The Forest Complex of Petchabun Mountain Range) ครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 17 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง คือ อุทยานฯภูหินร่องกล้า อุทยานฯทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก อุทยานฯน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ เขตรักษาพันธุ์ฯภูหลวง อุทยานฯภูกระดึง จ.เลย เขตรักษาพันธุ์ฯภูเขียว จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ป่าต่อเนื่อง

ความในใจของผู้เขียน

        การขอเป็นมรดกโลกเพิ่มในหลายพื้นที่ของไทยนั้น จะได้รับการประกาศหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิ ต้องเร่งจัดการและช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรด้วยงบประมาณและเครื่องมือที่เหมาะสม ต้องมีการจัดการที่ดีมากๆ และสิ่งสำคัญคือต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้มีจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่ให้มากยิ่งขึ้น เพราะถ้าพวกเขาไม่เกิดความภูมิใจหรือไม่ให้ความร่วมมือแล้ว ต่อให้ได้เป็นมรดกโลกก็ไม่มีความหมาย อันเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าการเป็นมรดกโลกให้อะไรแก่พวกเขา โดยภาครัฐต้องทำแผนประชาสัมพันธ์กระตุ้นให้คนในชาติสนใจเรื่องมรดกโลกด้วย เพราะสิ่งหนึ่งที่องค์การยูเนสโกให้ความสำคัญและจับตามองมาก คือการให้ความสำคัญกับพื้นที่ของคนในท้องถิ่นและคนไทยทั้งประเทศ เพราะเขาต้องการทราบว่าการที่เราขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น คนไทยส่วนใหญ่อยากจะได้จริงหรือเปล่า รวมถึงมีการรับรู้และเห็นชอบมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการจัดการ เพราะถ้าพื้นที่ดีมาก แต่การจัดการไม่ดี การรักษาให้คงอยู่ก็ทำได้ยาก

        แม้ว่าการได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจะเป็นการการันตีว่าสถานที่แห่งนั้นมีความสมบูรณ์และมีคุณค่าสูงส่งเพียงใด ทว่าหากจะให้มีคุณค่าอย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในการร่วมดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

        การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ไม่เพียงแต่ได้ผลดีต่อทางด้านการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นเป็นหลักแล้ว เรายังจะได้รับงบประมาณในการควบคุมดูแลแหล่งมรดกโลกที่จะมีงบบำรุงทุกปี ทว่าลึกลงไปกว่านั้น คือเป็นการกระตุ้นให้ผู้คนเกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่มากยิ่งขึ้น มรดกโลกจึงเป็นเพียงเป้าหมายให้ทุกคนเห็นความสำคัญของสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ หรือช่วยกันปกปักรักษาความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามอันทรงคุณค่าของธรรมชาติให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งเป็นกุศโลบายประการหนึ่งเท่านั้น

        จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝังให้คนในชาติรู้จักรักและหวงแหนสมบัติของชาติตน รวมถึงพยายามดูแลรักษาแหล่งมรดกโลกเดิมไว้ให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันมรดกโลกบางแห่งในเมืองไทยเริ่มถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้รับการดูแล การดำเนินการ และการจัดการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ควร ส่งผลให้มีสภาพเสื่อมโทรม ไม่น่าดู จนอาจจะนำไปสู่การถอดถอนในอนาคตได้ ถ้ายังปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้

        หมายเหตุ : ความคิดของผู้เขียนเป็นมุมมองอีกมุมมองหนึ่งที่คนอื่นๆอาจจะมองแตกต่างกันไปและมีเหตุผลที่ดีกว่า ดังนั้นบทความนี้จึงอาจไม่ใช่บทความที่ถูกต้องเสมอไป



 

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด (Travel Mart Co., Ltd.)
เลขที่ 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทรศัพท์.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1  โทรสาร.0-2640-0020
e-mail : info@e-travelmart.com
Website :  www.e-travelmart.com
(C) 2008 Travel Mart Co.,Ltd.