// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
คลีนิคแค้มป์
"ภัยเงียบของโรคอ้วน" โดย...หมอแค้มป์...
 

             แต่ก่อนเรามักเชื่องมงายว่าเมื่อคนเราอยู่ดีกินดี มีความสุข สุขภาพดี ร่างกายจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ และเรียกติดปากกันว่า "โรคคนรวย" แต่ทุกวันนี้มันเป็นโรคที่น่ากลัว นอกจากจะทำให้หมดความมั่นใจในการแต่งกายและเดินเหินไปไหนมาไหนแล้ว มันยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนานาชนิดที่ร้ายแรง

             แม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังได้แจ้งว่าขณะนี้ประชากรโลกที่มีน้ำหนักเกินตัว มีมากถึง 1 พันล้านคน จากทั้งหมด 6.45 พันล้านคน แถมอัตราเพิ่มนั้นพุ่งสูงขึ้นมากอย่างน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะเป็นชาติที่ร่ำรวยหรือยากจน ซึ่งหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในปี พ.ศ.2558 หรืออีก 6 ปี ข้างหน้า ทั่วโลกจะมีประชากรที่มีน้ำหนักเกินถึง 1.5 พันล้านคน นั่นแสดงว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการเผชิญโรคร้ายที่น่ากลัว

             ปกติร่างกายของคนเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยเพศหญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ 25-30% ส่วนเพศชายจะมีประมาณ 18-23% หากเพศหญิงชายมีมากกว่านี้ถือว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่ง "โรคอ้วน" หมายถึง "การมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ" ไม่ได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากแต่เพียงอย่างเดียว

             โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพร่างกาย มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

             1. โรคอ้วนทั้งตัว เป็นผู้ที่มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ โดยไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง

             2. โรคอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity) เป็นผู้ที่มีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย

             3. โรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง แสดงว่ามีไขมันมากทั้งตัว และอวัยวะภายในช่องท้อง

             เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว ย่อมก่อให้เกิดสุขภาพเสื่อมเสีย ที่เห็นได้ชัดมี 5 ประการ ได้แก่

             - ข้อเสื่อม..น้ำหนักที่มากเกินไป จะกดลงบนข้อ ทำให้เกิดข้อเสื่อมเร็วขึ้น

             - กรดยูริกในเลือดสูง..ทำให้เกิดโรคเก๊า

             - โรคทางเดินหายใจ..ผู้ป่วยอาจมีการหยุดหายใจขณะหลับเป็นพัก ๆ เรียกว่า "Sleep Apnea Syndrome" ทำให้รู้สึกหลับไม่สนิท

             - กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และ

             - โรคเส้นเลือดขอด

             นอกจากนี้ยังก่อให้กิดเป็นโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคถุงน้ำดี และโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น

             ทั้งนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม ซึ่งจากการวิจัยในสหรัฐฯของ ดร.ราเชล วิตเมอ แห่งองค์การไคเซอร์ เปอมาเนนท์ ได้ศึกษาชายหญิงไม่ต่ำกว่า 10,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 40-45 ปี ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี พบว่าผู้ที่มีรูปร่างอ้วนเมื่อวัยกลางคนจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมมากถึง 74% โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีอัตราเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 2 ½ เท่า

สาเหตุของการเกิดโรคอ้วน

             โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากอาหารประเภทไขมันและน้ำตาลเท่านั้น เพราะอาหารที่เราทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแป้งหรือโปรตีน หากรับเข้าไปเกินความต้องการของร่างกาย ร่างกายก็จะสะสมอาหารเหล่านี้ในรูปไขมัน และเมื่อมีการสะสมมากขึ้นก็ย่อมก่อให้เกิดโรคอ้วน แต่หากถามถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคอ้วน ก็ยากที่จะระบุได้ เพราะมีสาเหตุต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น

             - กรรมพันธุ์ พบว่าบางครอบครัวจะเป็นโรคอ้วนทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม อีกส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร และความเป็นอยู่

             - วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหาร ซึ่งคนบางชาติจะมีน้ำหนักเกิน เนื่องจากการนิยมทานอาหารมันๆ

             - การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงอยู่เป็นประจำ ย่อมก่อให้เกิดโรคอ้วน

             - การอดนอน คนที่นอนน้อยในตอนกลางคืน มักจะกินอาหารมากขึ้นในวันถัดไป อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขามีแรงจูงใจน้อยลงในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์มากินในยามที่เหนื่อยมาก ๆ

             - เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย ร่างกายก็จะเผาผลาญอาหารได้น้อยลง ทำให้มีน้ำหนักเกินตัว เป็นต้น

             - ความผิดปกติทางจิตใจทำให้ทานอาหารได้มากกว่าปกติ

             - ยาบางชนิดทำให้ร่างกายมีความต้องการอาหารเพิ่มมากกว่าปกติ เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น

             นอกจากนี้โรคอ้วนยังเกิดจากการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ที่เน้นสะดวกสบายในการเดินทาง การทำงานแบบนั่งอยู่กับที่ การรับประทานอาหารที่ทานมากเกินไป และ/หรือไม่ได้มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับเป็นโทษเสียมากกว่า รวมทั้งไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือออกกำลังกายอย่างไม่ถูกวิธี

การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย

             มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หลายชนิดที่สามารถวัดและคำนวณปริมาณไขมันในร่างกาย แต่ผู้คนทั่วไปย่อมไม่สะดวกต่อการใช้ จึงได้มีการคิดวิธีการวัดที่ง่าย ๆ และได้ผล นั่นคือ การคำนวณดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว

             "ดัชนีมวลกาย" (Body Mass Index หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "BMI") มันคือสูตรคำนวณที่หาความสมดุลของน้ำหนักกับส่วนสูงว่าเราอ้วนหรือผอมเกินไป คือ น้ำหนักเป็นกิโลกรัม ส่วนสูงเป็นเมตรและยกกำลังสอง ผลลัพธ์จะได้ตัวเลขเป็น 2 หลัก หากได้ตัวเลขระหว่าง 18.5-24.9 จัดว่าร่างกายมีสุขภาพดี แต่ถ้าได้ตัวเลขอยู่ที่ 25-29.9 แสดงว่าเข้าขั้นมีน้ำหนักเกิน ยิ่งได้ตัวเลขตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ยิ่งน่าเป็นห่วง จำเป็นต้องทำการปรึกษาแพทย์เพื่อรีบลดน้ำหนักโดยด่วน

             สูตรคำนวณนี้ได้รับความนิยมใช้กันหลายประเทศมาเนิ่นนาน จนกระทั่งยุคนี้เริ่มมีคำถามชวนสงสัยขึ้นมาว่าดัชนีมวลกายจะใช้วัดสุขภาพของคนได้ทั่วทั้งโลกใบนี้หรือ? หรือควรต้องดูสภาพปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ มาประกอบกันไปด้วย? ซึ่งก็ได้คำตอบว่าดัชนีมวลกายของชาวยุโรปและอเมริกาจะสูงกว่าชาวเอเชีย อีกทั้งสูตรนี้ไม่สามารถใช้กับนักเพาะกายหรือผู้ที่เล่นกล้าม รวมทั้งผู้ที่มีกล้ามเนื้อลีบจากการสูงอายุ

             แน่นอนว่าการคิดดัชนีมวลกายมีส่วนบอกแก่เราว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานมากน้อยเพียงใด แต่ก็ยังมีอีกวิธีที่พอจะเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้เช่นกัน ด้วยการใช้วิธี "วัดเส้นรอบเอว" (Waist Circumference) ให้เป็นประโยชน์ โดยยืนตัวตรง ให้เท้าชิดกัน แล้วใช้สายวัดทำการวัดรอบเอว (อยู่ตรงตำแหน่งระหว่างซี่โครงสุดท้ายกับด้านบนของกระดูกสะโพก) ทั้งนี้ต้องวัดขณะผู้ถูกวัดหายใจออกเท่านั้น หากปรากฎว่ามีรอบเอว 36 นิ้ว หรือมากกว่านั้น แสดงว่าการกระจายน้ำหนักค่อนข้างจะไม่ค่อยดีเท่าไร และเป็นสัญญาณที่แสดงว่าอาจเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานและหัวใจได้ด้วย

             หรือหาอัตราส่วนระหว่างเอวกับสะโพก คือ รอบเอวเป็นนิ้ว ÷ รอบสะโพกเป็นนิ้ว หากผลลัพธ์ต่ำกว่า 1 แสดงว่ามีแนวโน้มดี แต่ถ้าสูงกว่า 1 มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสูง

             โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่และการดื่มสุราเท่านั้น แต่ยังมีผลมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การมีระดับคอเลสเทอรอลสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะความดันโลหิตสูง รวมทั้งผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่า จากการสะสมของไขมันรอบเอวมากเกินไป ทำให้ร่างกายปล่อยสารที่เป็นอันตรายต่อขบวนการเผาผลาญอาหาร และนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจได้

             ดังนั้นการวัดรอบเอวจึงใช้เป็นตัววัดความเสี่ยงได้ เพื่อให้ป้องกันได้แต่เนิ่น ๆ และส่งผลให้ห่างไกลจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเพศชายนั้นควรมีรอบเอวไม่เกิน 36 นิ้ว ส่วนเพศหญิงไม่ควรเกิน 32 นิ้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง..เพศชายจะมีรอบเอวเท่ากับหรือมากกว่า 40 นิ้ว และเพศหญิงต้องมีมากกว่า 35 นิ้ว

             โดยปกติน้ำหนักของเพศชายจะเพิ่มจนคงที่เมื่อมีอายุประมาณ 50 ปี ส่วนเพศหญิงจะเพิ่มจนคงที่เมื่อมีอายุประมาณ 70 ปี

โรคอ้วนจำเป็นต้องรักษาหรือไม่

             แต่ก่อนคนอ้วนไม่ถือว่าเป็นโรคอ้วน แต่ทุกวันนี้จัดว่าเป็นโรคอ้วนที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกาย โรคอ้วนเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่างรวมกัน ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่เข้าใจ มักคิดว่าเกิดจากการทานอาหารประเภทไขมันเข้าไปมาก เป็นผลให้การรักษาตนเองด้วยการงดทานอาหารประเภทไขมัน จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีค่าดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ที่สูงกว่าปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน เพื่อป้องกันโรคที่จะตามมาอีกมากมาย

การป้องกันโรคอ้วน

             การป้องกันที่ดีที่สุด คือ "หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ๆ" รวมทั้งอาหารที่ทานก็ควรจะต้องมีการควบคุมว่าควรทานแค่ไหน มีประโยชน์มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีเครื่องเทศผสมอยู่มาก ๆ จะช่วยต้านโรคอ้วนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยมาสทริต์และศูนย์วิทยาศาสตร์การอาหารของฮอลแลนด์ กับมหาวิทยาลัยลาวาลในนครควีเบคแห่งแคนาดา ได้ค้นพบว่าารทานอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นผลให้ร่างกายมีเหงื่อออกมา เช่น การทานอาหารเผ็ด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ จำพวกพริกไทยดำ ขิง ข่า กระชาย เป็นต้น จะมีฤทธิ์ในการต้านโรคอ้วนได้เป็นอย่างดี

             อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนคงไม่ทราบมาก่อนว่าช่วยไล่โรคอ้วนได้เป็นผลดี นั่นก็คือ "การหัวเราะสุด ๆ เพื่อไล่ความอ้วน" โดยนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอบิลต์ของสหรัฐฯ ได้วิจัยพบว่าการหัวเราะช่วยลดความอ้วนได้ แม้ว่ามันจะไม่ช่วยได้มากเท่ากับการออกกำลังกาย หรือการควบคุมอาหารไม่ให้กินของมัน ๆ ก็ตาม แต่หากเราหัวเราะด้วยความเบิกบานใจได้นานระหว่าง 10-15 นาที ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 50 แคลอรี่ แล้วคิดดูว่าวันหนึ่งหากเราหัวเราะหลายครั้งอย่างเต็มที่ มันย่อมจะช่วยลดแคลอรี่ในร่างกายได้มากขึ้นแค่ไหน

             อนึ่งการหัวเราะยังช่วยทำให้ผู้หญิงที่มีบุตรยาก ตั้งท้องมีบุตรได้สมดังปรารถนาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรื่องนี้คณะสูติแพทย์ของศูนย์แพทย์อัสซัสฮาดรเฟห์ ประเทศอิสราเอล ได้เริ่มทดลองใช้ดาราตลกเข้าร่วมการรักษาบรรดาผู้หญิงที่มีบุตรยาก พบว่าช่วยให้หญิงเหล่านั้นมีอัตราการตั้งท้องเพิ่มสูงขึ้นจาก 20% เป็น 35%

             หลายคนเชื่อกันว่า "การดื่มนมทุก ๆ วันจะทำให้อ้วนขึ้น" แต่จากการวิจัยของ ดร.เกียนวินเซนโซ บาร์บา ในประเทศอิตาลี พบว่าผลการศึกษาของเขานั้นขัดแย้งกับคนที่กลัวไขมันจนแทบจะไม่ยอมกินนมและผลิตภัณฑ์ของเนยอย่างมาก เพราะการดื่มนมกับความอ้วนมีความเกี่ยวพันไปกันคนละทาง ยิ่งดื่มนมมากยิ่งมีรูปร่างเพรียวสมส่วน เพราะเนื่องจากสารแคลเซียมที่มีอยู่สูงในนมได้ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น และยังช่วยถ่วงไม่ให้เซลล์ไขมันเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้มีผลต่อเด็กและผู้ใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน

             และจากการวิจัยของ ศจ.ปีเตอร์ เอลลู้ด และคณะทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ในประเทศสหราชอาณาจักรฯ ยังพบว่าผู้ที่นิยมดื่มนมเป็นประจำ จะช่วยให้ตัวเองหนีห่างจากโรคหัวใจเฉียบพลันได้ถึง 13% และห่างจากโรคลมอัมพาตได้ถึง 17%

   

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com