|

|
แต่ก่อนเรามักเชื่องมงายว่าเมื่อคนเราอยู่ดีกินดี
มีความสุข สุขภาพดี ร่างกายจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์
และเรียกติดปากกันว่า "โรคคนรวย" แต่ทุกวันนี้มันเป็นโรคที่น่ากลัว
นอกจากจะทำให้หมดความมั่นใจในการแต่งกายและเดินเหินไปไหนมาไหนแล้ว
มันยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนานาชนิดที่ร้ายแรง
แม้แต่องค์การอนามัยโลก
(WHO)
ยังได้แจ้งว่าขณะนี้ประชากรโลกที่มีน้ำหนักเกินตัว
มีมากถึง 1 พันล้านคน จากทั้งหมด 6.45 พันล้านคน
แถมอัตราเพิ่มนั้นพุ่งสูงขึ้นมากอย่างน่าเป็นห่วง
ไม่ว่าจะเป็นชาติที่ร่ำรวยหรือยากจน ซึ่งหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่อง
คาดว่าในปี พ.ศ.2558 หรืออีก 6 ปี ข้างหน้า ทั่วโลกจะมีประชากรที่มีน้ำหนักเกินถึง
1.5 พันล้านคน นั่นแสดงว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการเผชิญโรคร้ายที่น่ากลัว
ปกติร่างกายของคนเราจะมีไขมันไว้เพื่อสำรองเป็นอาหาร
และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย โดยเพศหญิงจะมีปริมาณไขมันประมาณ
25-30% ส่วนเพศชายจะมีประมาณ 18-23% หากเพศหญิงชายมีมากกว่านี้ถือว่าเป็นโรคอ้วน
ซึ่ง "โรคอ้วน" หมายถึง "การมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติ"
ไม่ได้หมายถึงการมีน้ำหนักมากแต่เพียงอย่างเดียว
|
โรคอ้วนที่มีผลร้ายต่อสุขภาพร่างกาย
มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่
1.
โรคอ้วนทั้งตัว เป็นผู้ที่มีไขมันทั้งร่างกายมากกว่าปกติ
โดยไขมันที่เพิ่มมิได้จำกัดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง
2.
โรคอ้วนลงพุง (Abdominal
Obesity) เป็นผู้ที่มีไขมันในอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ
และอาจจะมีไขมันใต้ผิวหนังหน้าท้องเพิ่มขึ้นด้วย
3.
โรคอ้วนทั้งตัวร่วมกับโรคอ้วนลงพุง แสดงว่ามีไขมันมากทั้งตัว
และอวัยวะภายในช่องท้อง
เมื่อเป็นโรคอ้วนแล้ว
ย่อมก่อให้เกิดสุขภาพเสื่อมเสีย ที่เห็นได้ชัดมี 5 ประการ
ได้แก่
-
ข้อเสื่อม..น้ำหนักที่มากเกินไป จะกดลงบนข้อ ทำให้เกิดข้อเสื่อมเร็วขึ้น
-
กรดยูริกในเลือดสูง..ทำให้เกิดโรคเก๊า
-
โรคทางเดินหายใจ..ผู้ป่วยอาจมีการหยุดหายใจขณะหลับเป็นพัก
ๆ เรียกว่า "Sleep
Apnea Syndrome" ทำให้รู้สึกหลับไม่สนิท
-
กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และ
-
โรคเส้นเลือดขอด
|
นอกจากนี้ยังก่อให้กิดเป็นโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน
ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคถุงน้ำดี
และโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น
ทั้งนี้ยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม
ซึ่งจากการวิจัยในสหรัฐฯของ ดร.ราเชล วิตเมอ แห่งองค์การไคเซอร์
เปอมาเนนท์ ได้ศึกษาชายหญิงไม่ต่ำกว่า 10,000 คน
ที่มีอายุระหว่าง 40-45 ปี ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า
10 ปี พบว่าผู้ที่มีรูปร่างอ้วนเมื่อวัยกลางคนจะมีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมมากถึง
74% โดยเฉพาะผู้หญิงจะมีอัตราเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง
2
½ เท่า
|

|
สาเหตุของการเกิดโรคอ้วน
โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากอาหารประเภทไขมันและน้ำตาลเท่านั้น
เพราะอาหารที่เราทานเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแป้งหรือโปรตีน
หากรับเข้าไปเกินความต้องการของร่างกาย ร่างกายก็จะสะสมอาหารเหล่านี้ในรูปไขมัน
และเมื่อมีการสะสมมากขึ้นก็ย่อมก่อให้เกิดโรคอ้วน แต่หากถามถึงสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคอ้วน
ก็ยากที่จะระบุได้ เพราะมีสาเหตุต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น
-
กรรมพันธุ์ พบว่าบางครอบครัวจะเป็นโรคอ้วนทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร และความเป็นอยู่
-
วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหาร ซึ่งคนบางชาติจะมีน้ำหนักเกิน
เนื่องจากการนิยมทานอาหารมันๆ
-
การรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงอยู่เป็นประจำ ย่อมก่อให้เกิดโรคอ้วน
-
การอดนอน คนที่นอนน้อยในตอนกลางคืน มักจะกินอาหารมากขึ้นในวันถัดไป
อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขามีแรงจูงใจน้อยลงในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์มากินในยามที่เหนื่อยมาก
ๆ
-
เป็นโรคต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย ร่างกายก็จะเผาผลาญอาหารได้น้อยลง
ทำให้มีน้ำหนักเกินตัว เป็นต้น
|

|
-
ความผิดปกติทางจิตใจทำให้ทานอาหารได้มากกว่าปกติ
-
ยาบางชนิดทำให้ร่างกายมีความต้องการอาหารเพิ่มมากกว่าปกติ
เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น
นอกจากนี้โรคอ้วนยังเกิดจากการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ที่เน้นสะดวกสบายในการเดินทาง
การทำงานแบบนั่งอยู่กับที่ การรับประทานอาหารที่ทานมากเกินไป
และ/หรือไม่ได้มีคุณค่าต่อร่างกาย กลับเป็นโทษเสียมากกว่า
รวมทั้งไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรือออกกำลังกายอย่างไม่ถูกวิธี
|
การวัดปริมาณไขมันในร่างกาย
มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หลายชนิดที่สามารถวัดและคำนวณปริมาณไขมันในร่างกาย
แต่ผู้คนทั่วไปย่อมไม่สะดวกต่อการใช้ จึงได้มีการคิดวิธีการวัดที่ง่าย
ๆ และได้ผล นั่นคือ การคำนวณดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว
"ดัชนีมวลกาย"
(Body
Mass Index หรือเรียกย่อ ๆ ว่า "BMI")
มันคือสูตรคำนวณที่หาความสมดุลของน้ำหนักกับส่วนสูงว่าเราอ้วนหรือผอมเกินไป
คือ น้ำหนักเป็นกิโลกรัม ส่วนสูงเป็นเมตรและยกกำลังสอง
ผลลัพธ์จะได้ตัวเลขเป็น 2 หลัก หากได้ตัวเลขระหว่าง 18.5-24.9
จัดว่าร่างกายมีสุขภาพดี แต่ถ้าได้ตัวเลขอยู่ที่ 25-29.9
แสดงว่าเข้าขั้นมีน้ำหนักเกิน ยิ่งได้ตัวเลขตั้งแต่ 30
ขึ้นไป ยิ่งน่าเป็นห่วง จำเป็นต้องทำการปรึกษาแพทย์เพื่อรีบลดน้ำหนักโดยด่วน
สูตรคำนวณนี้ได้รับความนิยมใช้กันหลายประเทศมาเนิ่นนาน
จนกระทั่งยุคนี้เริ่มมีคำถามชวนสงสัยขึ้นมาว่าดัชนีมวลกายจะใช้วัดสุขภาพของคนได้ทั่วทั้งโลกใบนี้หรือ?
หรือควรต้องดูสภาพปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ มาประกอบกันไปด้วย?
ซึ่งก็ได้คำตอบว่าดัชนีมวลกายของชาวยุโรปและอเมริกาจะสูงกว่าชาวเอเชีย
อีกทั้งสูตรนี้ไม่สามารถใช้กับนักเพาะกายหรือผู้ที่เล่นกล้าม
รวมทั้งผู้ที่มีกล้ามเนื้อลีบจากการสูงอายุ
|
แน่นอนว่าการคิดดัชนีมวลกายมีส่วนบอกแก่เราว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานมากน้อยเพียงใด
แต่ก็ยังมีอีกวิธีที่พอจะเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้เช่นกัน
ด้วยการใช้วิธี "วัดเส้นรอบเอว" (Waist
Circumference) ให้เป็นประโยชน์ โดยยืนตัวตรง
ให้เท้าชิดกัน แล้วใช้สายวัดทำการวัดรอบเอว (อยู่ตรงตำแหน่งระหว่างซี่โครงสุดท้ายกับด้านบนของกระดูกสะโพก)
ทั้งนี้ต้องวัดขณะผู้ถูกวัดหายใจออกเท่านั้น หากปรากฎว่ามีรอบเอว
36 นิ้ว หรือมากกว่านั้น แสดงว่าการกระจายน้ำหนักค่อนข้างจะไม่ค่อยดีเท่าไร
และเป็นสัญญาณที่แสดงว่าอาจเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานและหัวใจได้ด้วย
|

|
หรือหาอัตราส่วนระหว่างเอวกับสะโพก
คือ รอบเอวเป็นนิ้ว ÷
รอบสะโพกเป็นนิ้ว หากผลลัพธ์ต่ำกว่า 1 แสดงว่ามีแนวโน้มดี
แต่ถ้าสูงกว่า 1 มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสูง
โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่และการดื่มสุราเท่านั้น
แต่ยังมีผลมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย
การมีระดับคอเลสเทอรอลสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะความดันโลหิตสูง
รวมทั้งผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนลงพุง ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติถึง
2 เท่า จากการสะสมของไขมันรอบเอวมากเกินไป ทำให้ร่างกายปล่อยสารที่เป็นอันตรายต่อขบวนการเผาผลาญอาหาร
และนำไปสู่การเกิดโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจได้
ดังนั้นการวัดรอบเอวจึงใช้เป็นตัววัดความเสี่ยงได้
เพื่อให้ป้องกันได้แต่เนิ่น ๆ และส่งผลให้ห่างไกลจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
โดยเพศชายนั้นควรมีรอบเอวไม่เกิน 36 นิ้ว ส่วนเพศหญิงไม่ควรเกิน
32 นิ้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง..เพศชายจะมีรอบเอวเท่ากับหรือมากกว่า
40 นิ้ว และเพศหญิงต้องมีมากกว่า 35 นิ้ว
|

|
โดยปกติน้ำหนักของเพศชายจะเพิ่มจนคงที่เมื่อมีอายุประมาณ
50 ปี ส่วนเพศหญิงจะเพิ่มจนคงที่เมื่อมีอายุประมาณ
70 ปี
โรคอ้วนจำเป็นต้องรักษาหรือไม่
แต่ก่อนคนอ้วนไม่ถือว่าเป็นโรคอ้วน
แต่ทุกวันนี้จัดว่าเป็นโรคอ้วนที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกาย
โรคอ้วนเกิดจากสาเหตุหลาย ๆ อย่างรวมกัน ซึ่งคนทั่วไปที่ไม่เข้าใจ
มักคิดว่าเกิดจากการทานอาหารประเภทไขมันเข้าไปมาก
เป็นผลให้การรักษาตนเองด้วยการงดทานอาหารประเภทไขมัน
จึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทางที่ดีเมื่อพบว่าตนเองมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
รวมทั้งมีค่าดัชนีมวลกาย และเส้นรอบเอว ที่สูงกว่าปกติ
ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน เพื่อป้องกันโรคที่จะตามมาอีกมากมาย
|
การป้องกันโรคอ้วน
การป้องกันที่ดีที่สุด
คือ "หมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ๆ" รวมทั้งอาหารที่ทานก็ควรจะต้องมีการควบคุมว่าควรทานแค่ไหน
มีประโยชน์มากน้อยอย่างไร โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มที่มีเครื่องเทศผสมอยู่มาก
ๆ จะช่วยต้านโรคอ้วนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยมาสทริต์และศูนย์วิทยาศาสตร์การอาหารของฮอลแลนด์
กับมหาวิทยาลัยลาวาลในนครควีเบคแห่งแคนาดา ได้ค้นพบว่าารทานอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นผลให้ร่างกายมีเหงื่อออกมา
เช่น การทานอาหารเผ็ด หรืออาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศ
จำพวกพริกไทยดำ ขิง ข่า กระชาย เป็นต้น จะมีฤทธิ์ในการต้านโรคอ้วนได้เป็นอย่างดี
|
อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนคงไม่ทราบมาก่อนว่าช่วยไล่โรคอ้วนได้เป็นผลดี
นั่นก็คือ "การหัวเราะสุด ๆ เพื่อไล่ความอ้วน"
โดยนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอบิลต์ของสหรัฐฯ
ได้วิจัยพบว่าการหัวเราะช่วยลดความอ้วนได้ แม้ว่ามันจะไม่ช่วยได้มากเท่ากับการออกกำลังกาย
หรือการควบคุมอาหารไม่ให้กินของมัน ๆ ก็ตาม แต่หากเราหัวเราะด้วยความเบิกบานใจได้นานระหว่าง
10-15 นาที ร่างกายจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 50
แคลอรี่ แล้วคิดดูว่าวันหนึ่งหากเราหัวเราะหลายครั้งอย่างเต็มที่
มันย่อมจะช่วยลดแคลอรี่ในร่างกายได้มากขึ้นแค่ไหน
อนึ่งการหัวเราะยังช่วยทำให้ผู้หญิงที่มีบุตรยาก
ตั้งท้องมีบุตรได้สมดังปรารถนาได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรื่องนี้คณะสูติแพทย์ของศูนย์แพทย์อัสซัสฮาดรเฟห์
ประเทศอิสราเอล ได้เริ่มทดลองใช้ดาราตลกเข้าร่วมการรักษาบรรดาผู้หญิงที่มีบุตรยาก
พบว่าช่วยให้หญิงเหล่านั้นมีอัตราการตั้งท้องเพิ่มสูงขึ้นจาก
20% เป็น 35%
หลายคนเชื่อกันว่า
"การดื่มนมทุก ๆ วันจะทำให้อ้วนขึ้น" แต่จากการวิจัยของ
ดร.เกียนวินเซนโซ บาร์บา ในประเทศอิตาลี พบว่าผลการศึกษาของเขานั้นขัดแย้งกับคนที่กลัวไขมันจนแทบจะไม่ยอมกินนมและผลิตภัณฑ์ของเนยอย่างมาก
เพราะการดื่มนมกับความอ้วนมีความเกี่ยวพันไปกันคนละทาง
ยิ่งดื่มนมมากยิ่งมีรูปร่างเพรียวสมส่วน เพราะเนื่องจากสารแคลเซียมที่มีอยู่สูงในนมได้ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น
และยังช่วยถ่วงไม่ให้เซลล์ไขมันเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้มีผลต่อเด็กและผู้ใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน
|


|
และจากการวิจัยของ
ศจ.ปีเตอร์ เอลลู้ด และคณะทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์
ในประเทศสหราชอาณาจักรฯ ยังพบว่าผู้ที่นิยมดื่มนมเป็นประจำ
จะช่วยให้ตัวเองหนีห่างจากโรคหัวใจเฉียบพลันได้ถึง 13%
และห่างจากโรคลมอัมพาตได้ถึง 17%
|