// Please Select : การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ | การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ | สิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกฯ ปี 51
      Let's enjoy nature | เทคนิคแค้มป์ | คลีนิคแค้มป์ | ลองภูมิชาวแค้มป์ | บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ | ถอดรหัสธรรมชาติ
      แนะนำแหล่งท่องเที่ยว | ไม้ป่าน่ารู้ | บริการรับจัดกรุ๊ปท่องเที่ยวทางธรรมชาติ | บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
 
เทคนิคแค้มป์
"รองเท้าเดินป่า" โดย...หนุ่มสุพรรณ...
 

             หากถามว่าอุปกรณ์ใดที่สำคัญที่สุดสำหรับท่องป่า เหล่านายพรานย่อมตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "มีด" เพราะพวกเขาสามารถใช้มีดเนรมิตสร้างที่พักหรือเพิงกันแดดกันฝนได้อย่างง่ายดาย ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น พวกเขามีความชำนาญจนรู้อยู่แล้วว่าพืชผักชนิดใดทานได้ แต่ถ้าเป็นนักเดินป่า ส่วนใหญ่ตอบว่า "เต็นท์" รองลงมาก็คือถุงนอน เสื้อผ้า เป้ฯ มีด อาหาร ฯลฯ โดยลืมนึกไปว่าแม้เราจะมีอุปกรณ์ทั้งหมดนี้นำติดตัวไปด้วย แต่หากเท้าของเราเกิดพลิกแพลงหรือรองเท้ากัดจนเดินได้ลำบากและทรมาน นั่นเป็นเพราะว่าเราเลือกใช้รองเท้าสำหรับเดินป่าไม่เหมาะสม ดังนั้น "รองเท้าเดินป่า" จึงย่อมเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการท่องป่า

เท้านั้นสำคัญไฉน

             มนุษย์เราใช้เท้าทุกวันในการนั่ง เดิน ยืน วิ่ง และกระโดด แต่ละวันเท้าต้องรองรับน้ำหนักเรามากมาย ไม่ใช่เพียงแค่น้ำหนักของตัวเราเท่านั้น ยังรวมถึงระยะทางและกิจกรรมทั้งวันที่เราใช้เท้าด้วย จะเห็นได้ว่าเท้าเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานอย่างหนัก หรืออาจกล่าวว่า "เท้าคืออวัยวะที่เป็นรากฐานของมนุษย์" ก็ไม่ผิด แต่กลับเป็นอวัยวะที่มักถูกมองข้ามเสมอ ปกติคนเรามักไม่ค่อยสนใจดูแลเท้า ตั้งแต่การทำความสะอาดไปจนถึงการเลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสม

             ดูจากลักษณะภายนอกอาจเห็นว่าเท้าเป็นเพียงอวัยวะเล็ก ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเท้าแต่ละข้างประกอบไปด้วยกระดูกข้างละ 26 ชิ้น และกล้ามเนื้อและเอ็นอีก 32 มัด เมื่อนับรวมจำนวนกระดูกเท้าทั้งสองข้างจะพบว่าเป็นจำนวนถึง 1 ใน 4 ของจำนวนกระดูกทั่วร่างกาย กระดูกเล็ก ๆ เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างน่าทึ่ง และจากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ทางด้านกายภาพพบว่าช่วงการเดินและการวิ่งมีจังหวะและการรับน้ำหนักของเท้าแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทของการใช้ด้วยเพื่อให้ได้ประโยชน์จากรองเท้าสูงสุด


"เดินลุยน้ำลำห้วยเหว จ.หนองคาย"



"ทางเดินระหว่างโคกนกกระบาสู่โหล่แต้บนภูหลวง"


"ภูเขาหินปูนแห่งดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่"


"ยอดดอยผ้าห่มปก จ.เชียงใหม่"


เท้านั้นสำคัญไฉน

             โดยปกติรองเท้าเดินป่าที่นิยมกันมากที่สุดในเมืองไทยก็คือ "รองเท้ากีฬา" เพราะไม่อุดอู้ ถอดหรือสวมใส่ก็ง่าย มีน้ำหนักเบา นุ่ม ยืดหยุ่น ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกระแทกจากขาและเท้าสู่พื้น รวมทั้งระบายอากาศได้ดี หากเปียกน้ำก็ผิงไฟให้แห้งได้ไว แต่แท้จริงแล้วลักษณะและคุณสมบัติของรองเท้าเดินป่าต้องมีมากกว่านั้น ซึ่งรองเท้าก็เหมือนเสื้อผ้าตรงที่มีหลากหลายรูปแบบและประเภท ขึ้นอยู่กับการเลือกสวมใส่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

             เราสามารถแบ่งประเภทของรองเท้าเดินป่าออกได้เป็น 5 ประเภท ตามลักษณะและคุณสมบัติของการใช้งาน คือ Mountaineering Boots , Backpacking , Off Trail , Trail Runners และ On Trail


"Mountaineering Boots"

             1. Mountaineering Boots มีรูปแบบค่อนข้างเทอะทะใหญ่โต ผลิตจากหนังฟูลเกรน (Full-grain Leather) หนังชนิดนี้ยิ่งใช้งานนาน ๆ จะยิ่งนุ่ม และให้ความทนทานดีเยี่ยม ส่วนใหญ่เป็นแบบหุ้มข้อสูงเหนือข้อเท้า ช่วยทำให้ข้อเท้ามีความมั่นคง ภายในถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักและรับแรงกระแทกได้อย่างดี พื้นรองเท้าหนาเป็นพิเศษ และมีหนามทำจากเหล็กเอาไว้ยึดกับพื้นผิวหิมะ ปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัสดุชนิดใหม่ที่เรียกว่า "Vibers" ขึ้นมาแทน เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศที่เป็นยอดเขาสูงและมีหิมะปกคลุม หรือบริเวณที่มีอากาศหนาวจัดจนแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง แม้ว่ารองเท้าประเภทนี้เราไม่มีทางได้ใส่ลุยในเมืองไทยอย่างแน่นอน แต่ขอแนะนำให้รู้จักก็แล้วกัน เผื่อว่าผู้ใดจะมีโอกาสได้ไปตามลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว

             2. Backpacking (or Regular) มีรูปแบบและลักษณะคล้าย ๆ กับ Mountaineering Boots สิ่งที่แตกต่าง คือ ไม่มีหนามยึดพื้นผิวหิมะ แต่มีการบุหนังด้านในเพื่อป้องกันการเสียดสีหรือการเกิดบาดแผลที่นิ้วเท้า ส่วนมากผลิตจากหนังแท้หรือเป็นหนังเทียมคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ 100% เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน อาทิเช่น เดินลุยในพื้นที่ที่เป็นดินโคลน พื้นที่ชื้นแฉะ และต้องเดินข้ามน้ำไปมาอยู่บ่อย ๆ เป็นต้น แบกเป้ฯขนสัมภาระค่อนข้างหนัก และใช้เวลาในการเดินป่าเป็นเวลาหลายวัน

             3. Off Trail ปกติมักทำเป็นหุ้มข้อสูงเหนือข้อเท้า มีการบุหนังด้านในเช่น Backpacking และพื้นรองเท้าค่อนข้างแข็งและหนามากกว่ารองเท้าประเภทอื่น ส่วนมากผลิตจากหนังแท้หรือเป็นหนังเทียมคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้ 100% เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศทุกรูปแบบและทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะการเดินป่าที่ไม่มีเส้นทางเดิน


" Off Trail Boots"



"Trail Runners Boots"


"Trail Runners Boots"

             4. Trail Runners ส่วนใหญ่เป็นแบบหุ้มส้น ผลิตจากโฟมผสมวัสดุสังเคราะห์จึงมีน้ำหนักเบาและไม่สามารถกันน้ำได้ แต่ก็แห้งง่าย ภายในมีเยื่อบาง ๆ จำพวกกอร์เท็กซ์ (Gore-Tex) หรือซิมพาเท็กซ์ (Sympatex) ช่วยในการระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติหรือเส้นทางที่มีการจัดทำไว้ให้เดินเป็นอย่างดี ประเภทเช้าไปเย็นกลับ (เช่น เดินดูนก ฯลฯ) ไม่ต้องแบกเป้ฯ เข้าไปพักแรมกลางป่า รวมทั้งใช้ขี่จักรยานเสือภูเขา


"On Trail Boots"


"On Trail Boots"

             5. On Trail ส่วนใหญ่มีความสูงประมาณข้อเท้าหรือสูงกว่าเล็กน้อย พัฒนาขึ้นมาจากประเภท Trail Runners จึงมีคุณสมบัติที่ดีกว่า โดยเฉพาะการยึดเกาะพื้นผิว แม้ไม่สามารถป้องกันน้ำได้ 100% แต่สามารถป้องกันความชื้น และบางรุ่นอาจจะบุหนังด้านในเพื่อป้องกันการเสียดสีหรือการเกิดบาดแผลที่นิ้วเท้า ผลิตจากหนังแท้ หนังเทียม ผ้าใบ และผ้าสังเคราะห์ เหมาะสำหรับเดินป่าที่ต้องมีการผจญภัยมากกว่าการเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ บางช่วงอาจมีการปีนป่ายบ้าง และต้องแบกเป้ฯเข้าไปพักแรมในป่า 1-2 คืน

รูปแบบรองเท้า

             โดยทั่วไปมีด้วยกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

             1. รองเท้าหุ้มส้น (Below Ankle) มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่ต่ำกว่าบริเวณข้อเท้า รูปแบบนี้มีน้ำหนักเบา และสวมใส่สะดวก แต่มีโอกาสข้อเท้าพลิกแพลงได้ง่ายหากเดินสะดุดหรือหกล้ม

             2. รองเท้าหุ้มข้อ (Ankle) มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่บริเวณข้อเท้าพอดี เหมาะสำหรับเดินป่าตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหรือหรือเส้นทางที่มีการจัดทำไว้ให้เดินเป็นอย่างดี มีคุณสมบัติเหมือนกับแบบรองเท้าหุ้มส้น แต่ยังช่วยป้องกันข้อเท้าพลิกแพลง และอาจป้องกันน้ำได้ 100% หากวัสดุที่ใช้ผลิตสามารถป้องกันน้ำ

             3. รองเท้าหุ้มข้อสูง (Above Ankle) มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่สูงกว่าบริเวณข้อเท้า เหมาะสำหรับเดินป่าสมบุกสมบัน มีคุณสมบัติเหมือนกับแบบรองเท้าหุ้มข้อ แต่มีน้ำหนักมาก และแห้งช้าเมื่อเปียกน้ำ


"รองเท้ารัดส้น"


"รองเท้าหุ้มข้อ"


"รองเท้าหุ้มข้อสูง"


"รองเท้าหุ้มส้น"

คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้า

             มีมากมายหลากหลายชนิด ในที่นี้ขอกล่าวถึงเพียงวัสดุหลัก ๆ 3 ชนิด ได้แก่ หนัง ผ้าใบ และผ้าสังเคราะห์

             1. หนัง ยิ่งเป็นหนังล้วน ยิ่งมีราคาแพง สามารถกันน้ำได้ 100% และมีความแข็งแรงทนทาน แต่มีน้ำหนักมาก เปียกแล้วแห้งยาก และการระบายอากาศเป็นรองจากผ้าสังเคราะห์

             2. ผ้าใบ ระบายอากาศได้ดี แต่ไม่สามารถกันน้ำได้ แห้งช้า ตะเข็บด้านในเมื่อเสียดสีกับเท้านาน ๆ จะรู้สึกปวดหรือเป็นแผลถลอก รวมทั้งไม่เหมาะแก่การใช้เดินป่าเป็นเวลานาน ๆ

             3. ผ้าสังเคราะห์ มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว แต่ไม่กันความชื้น

คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้า

             มีอยู่ด้วยกัน 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนบน และส่วนล่าง

             1) ส่วนบน คือ ส่วนที่ห่อหุ้มบริเวณหลังเท้าทั้งหมด ควรเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติในการยืดขยาย มีความทนทาน และสามารถระบายความชื้นและความร้อนได้ดี มีทั้งที่ผลิตจากหนังแท้ หนังเทียม ผ้าใบ และใยสังเคราะห์

             2) ส่วนล่าง แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก

                          (1) ชั้นใน คือ ชั้นที่สัมผัสกับฝ่าเท้า ควรเลือกใช้วัสดุที่ไม่ระคายฝ่าเท้า และให้ผิวสัมผัสนุ่มสบาย

                          (2) ชั้นกลาง เป็นส่วนสำคัญของพื้นรองเท้า โดยมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้

                                       - ช่วยรับและกระจายแรงกระแทกจากหลัง ขา และเท้าลงสู่พื้น

                                       - ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเดินและวิ่ง

                                       - วัสดุที่ใช้สำหรับชั้นกลางควรเป็นวัสดุที่รับและกระจายน้ำหนักได้ดี น้ำหนักเบา ทนทาน และมีความยืดหยุ่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะมีผลช่วยลดการเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

                          (3) ชั้นนอก คือ พื้นรองเท้าด้านนอกที่สัมผัสกับพื้นดิน นอกจากคุณสมบัติที่เหมือนกับชั้นกลางแล้ว สิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือลวดลายรูปแบบของพื้นด้านนอก (Tread Pattern) หรือที่เรามักเรียกว่า "ร่องพื้น" ซึ่งจะมีผลต่อความยืดหยุ่น ความลื่น และเป็นจุดหมุนของรองเท้า


"พื้นร่องเท้า"


"พื้นร่องเท้า"

หลักการเลือกซื้อรองเท้าเดินป่า

             จงจำไว้ว่ารองเท้าจะช่วยปกป้องเท้าของเราให้ปลอดภัยจากสิ่งต่าง ๆ มากมาย เช่น หนามไหน่ ลดแรงกระแทกขณะก้าวเดินและการเดินเตะสิ่งกีดขวาง เป็นต้น ดังนั้นการเลือกรองเท้าเพื่อสวมใส่เดินป่าจำต้องให้มีขนาดพอดีหรือใหญ่กว่าเล็กน้อยกับเท้าของเรา ไม่ใช่ใส่แล้วรับกับจมูกหรือใบหน้าของตัวเองหรือของคนอื่น

             ปกติคนส่วนใหญ่มักคำนึงถึงยี่ห้อเป็นสิ่งแรก เพราะมันโก๋เก๋เท่ระเบิด และกำลังอยู่ในความนิยม ทั้งที่ในความเป็นจริงควรจะดูยี่ห้อเป็นสิ่งท้าย ๆ เพราะรองเท้าที่ดีไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อ แต่อยู่ที่เท้าเรามากกว่าว่ารองเท้าคู่ไหนจะเหมาะกับเท้าเรามากที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นยี่ห้อไม่ดีหรือแบรนด์เนมไม่ดังกระฉูดก็ได้ แต่สวมใส่สบายมากที่สุด เพราะรองเท้าแต่ละแบบแต่ละยี่ห้อจะมีการออกแบบไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น รองเท้าที่ผลิตในยุโรปก็มักจะมีการวิจัยถึงรูปลักษณะเท้าของคนยุโรปและได้รับการออกแบบให้เหมาะกับเท้าของคนทวีปนั้น หากชาวเอเชียอย่างเรา ๆ สวมใส่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะสวมใส่ไม่สบายพอ รวมทั้งไม่รู้สึกถึงคุณสมบัติพิเศษที่เขาป่าวประชาสัมพันธ์ถึงรองเท้าแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน เป็นบางคนเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าหากบางคนที่ว่ารวมตัวเราอยู่ด้วย แล้วรองเท้าแบบไหนล่ะจะเหมาะกับเรามากที่สุด ดังนั้นขอแนะนำหลักการเลือกซื้อรองเท้าเดินป่า (สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลือกซื้อรองเท้าประเภทอื่น ๆ ได้อีกด้วย) มีทั้งหมด 10 ประการ ได้แก่

             1. ควรเลือกซื้อหลังการออกกำลังกายชั่วครู่ เพราะเท้าของเราจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ อันเป็นลักษณะเดียวกับการเดินป่า แต่หากเราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะออกกำลังกาย ก็ควรที่จะเลือกซื้อรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติที่เราสวมใส่ประมาณ ½ - 1 นิ้ว

             2. ควรเลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทของกิจกรรม เช่น ไม่ควรซื้อรองเท้ากีฬาไปสวมใส่เดินป่า เป็นต้น

             3. ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าของตนเอง เช่น หน้าเท้าของเรากว้างก็ควรเลือกรองเท้าที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างเช่นกัน เป็นต้น จงจำไว้เสมอว่ารองเท้ามีไว้เพื่อป้องกันเท้า มิใช่ทำให้เท้าเจ็บ

             4. ขนาดของรองเท้าที่ผลิตขึ้นในแต่ละประเทศจะมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน สังเกตได้จากใต้ลิ้นรองเท้า มักจะมีเบอร์ติดอยู่ถึง 3-4 ขนาด ตัวอย่างเช่น รองเท้าคู่หนึ่งระบุว่า 42 European , 8 U.K. (ย่อมาจาก "United Kingdom" คือประเทศอังกฤษ) , 9 U.S. Men (หมายถึงผู้ชายในอเมริกา) และ 10 U.S. Woman (หมายถึงผู้หญิงในอเมริกา) เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีขนาดเบอร์แตกต่างกัน ทั้ง ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน นั่นเป็นเพราะมาตรฐานการวัดไม่เหมือนกัน สำหรับไทยใช้มาตรฐานการวัดเช่นเดียวกับ European ดังนั้นเวลาจะบอกขนาดเบอร์รองเท้าแก่คนขาย ควรต้องมีคำห้อยท้ายเหมือนฉายา เช่น เฮีย..คู่นี้มีเบอร์ 8 U.K. ไหม ฯลฯ

             5. ควรเลือกขนาด (หรือเบอร์) รองเท้าที่เหมาะสม โดยต้องให้มีพื้นที่เหลือระหว่างปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุด (ปกติคือนิ้วชี้) กับขอบในรองเท้าประมาณ 3/8 - 1 นิ้ว และบริเวณส้นเท้าต้องมีความพอดี เราทดสอบได้ด้วยการเลื่อนขยับปลายเท้าเข้าไปด้านในให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วใช้นิ้วชี้ (ของมือ) สอดเข้าไปหลังเท้า หากไม่สามารถสอดเข้าไปได้ก็ลองเปลี่ยนเป็นเบอร์ใหญ่ขึ้น หากหลวมเกินไปก็ลองเบอร์เล็กลงมา เหตุที่ต้องให้มีช่องว่างดังกล่าวก็เพื่อปกป้องนิ้วเท้าขณะเดินลงเขา ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องจิกเท้า และเกิดการกระแทกหรือเสียดสีระหว่างนิ้วเท้ากับหัวรองเท้าด้านใน จนทำให้นิ้วเท้าเจ็บช้ำ โดยเฉพาะบริเวณเล็บ ซึ่งผู้เขียนเคยพบเห็นหลายท่านเดินลงเขาไป ร้องโอดโอยไป เมื่อถึงพื้นราบและถอดรองเท้าคู่เท่ออก ก็พบว่าเล็บอันสวยงามได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมชมพู ก่อนเป็นสีม่วงดำ และหลุดในที่สุด มันช่างเจ็บปวดทรมาน อย่าบอกใครเชียว!

             6. รองเท้าจะเป็นแบบหุ้มข้อหรือไม่ก็แล้วแต่ชื่นชอบ แต่รองเท้าหุ้มข้อจะช่วยป้องกันข้อเท้าแพลงได้ดีกว่า

             7. ลิ้นรองเท้าจะต้องบุโฟมหนานุ่ม ซึ่งจะช่วยให้กระชับกับหลังเท้าขณะสวมใส่

             8. จุดรองรับกระแทกบริเวณส้นเท้าและอุ้งเท้าด้านหน้าต้องหนานุ่มพอดี รวมทั้งรอบ ๆ ทางด้านข้างของภายในรองเท้าต้องบุโฟมหรือมีวัสดุนุ่ม ๆ เพื่อช่วยป้องกันการเสียดสีกับเท้า

             9. จุดเชื่อมต่อระหว่างรองเท้ากับพื้นต้องเป็นแบบเย็บ ซึ่งดีกว่าชนิดอัดกาว เพราะมีความแข็งแรงทนทาน ไม่ใช่เดินลุยน้ำเพียงไม่กี่ครั้ง ตัวพื้นกับรองเท้าก็บ๊ายบายลาจากกัน

             10. ควรลองสวมรองเท้าด้วยเท้าเปล่าก่อน เพื่อใช้เท้าของเราเป็นตัวสัมผัสโดยตรงว่ารู้สึกสบายหรือไม่ นิ้วเท้าเหยียดได้เต็มที่หรืององุ้ม และกลางฝ่าเท้านูนโค้งขึ้นมามากกว่าปกติหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกเมื่อยเท้าเมื่อเดินป่านาน ๆ จากนั้นจึงสวมใส่ถุงเท้าหนา ๆ เสมือนกำลังจะไปเดินป่า ก่อนทดลองสวมใส่อีกครั้ง พร้อมกับทดลองเดิน วิ่ง และกระโดด เพื่อตรวจสอบว่ามีความคล่องตัวและช่วยลดแรงกระแทกได้มากน้อยแค่ไหน

             11. หากเท้าของเรามีปัญหา จำเป็นต้องใช้วัสดุเสริมจำพวกแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน ก็ควรนำไปทดลองสวมใส่กับรองเท้าด้วย

             12. อย่าเลือกซื้อรองเท้าด้วยการลองสวมใส่รองเท้าเพียงข้างเดียว ควรลองสวมใส่ทั้งสองข้าง เพราะปกติคนเราจะมีขนาดของเท้าทั้งสองไม่เท่ากัน

             13. พื้นรองเท้าส่วนใหญ่จะหนาและมีร่องหยาบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละรุ่นและแต่ละยี่ห้อ ซึ่งพื้นแต่ละแบบก็มีผลต่อการยึดเกาะแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือลื่นเสมอเมื่อต้องลุยบริเวณโคลนเลนเละ ๆ

             เมื่อเลือกขนาด รูปแบบ และสีสันของรองเท้าอย่างถูกใจแล้ว ไม่ควรนำไปใส่เดินป่าทันที แต่ควรมีเวลาหลายวันในการสวมใส่เดินเที่ยวเล่นหรือช้อปปิ้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย โดยเฉพาะน้ำหนัก ซึ่งเป็นข้อเสียของรองเท้าเดินป่าที่ล้วนมีแต่น้ำหนักมาก ๆ ทั้งนั้น เฉลี่ยคู่หนึ่งหนักประมาณ 1 ½ - 2 ½ กก.

             ผู้เขียนเคยได้รับรองเท้าเดินป่าที่ผลิตจากหนัง (แท้หรือเทียมไม่รู้) เป็นของขวัญจากเพื่อนชาวต่างชาติ ปรากฎว่าเมื่อลองสวมแล้วมีขนาดพอดีจนเกินไป หากนำไปเดินป่าซึ่งเท้าเราจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเดินนาน ๆ ย่อมมีปัญหาทำให้เท้าถูกบีบรัดเจ็บปวดได้ จึงลองใช้เทคนิคกลเม็ดของพี่ชายตนที่มีอาชีพเป็นรั้วของชาติ ด้วยการนำไปแช่น้ำราว 15-20 นาที แล้วนำมาสวมใส่เดินเล่นทั้งที่เปียกชุ่มฉ่ำอยู่ราว 1-2 ชั่วโมง ก่อนถอดวางผึ่งไว้ในที่ร่มจนแห้งสนิท เพียงวิธีการง่าย ๆ แค่นี้ก็ทำให้รองเท้ามีขนาดพอเหมาะได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

มิตรคู่กายคู่ใจของผู้เขียน

             อันที่จริงน่าจะเรียกว่า "มิตรคู่เท้า" มากกว่า เพราะคำว่า "มิตร" ในที่นี้ไม่ใช่เพื่อนแท้เพื่อนตาย แต่เป็นรองเท้าคู่ใจที่ใช้ใส่ท่องไปในไพรกว้าง

             รูปเท้าผู้เขียนมีลักษณะปลายเท้าบานกว้าง และหลังเท้าก็นูนอูมมาก ประกอบกับเป็นคนชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล และเทเบิ้ลเทนนิส จึงมีความคุ้นเคยกับรองเท้ากีฬามากเป็นพิเศษ ดังนั้นช่วงแรก ๆ ที่ผันชีวิตตัวเองมาแบกเป้ฯเดินป่าจึงสวมใส่รองเท้ากีฬาตะลุยผจญภัย พอพบว่ายี่ห้อนี้ใส่แล้วลื่นง่ายขณะเดินขึ้นเขาลงเขา ก็ลองเปลี่ยนไปใช้อีกยี่ห้อหนึ่ง จนกระทั่งได้ลองใช้แทบจะทุกยี่ห้อของต่างประเทศที่มีวางขายในเมืองไทย ซึ่งล้วนมีข้อเสียมากน้อยแตกต่างกันไป บ้างเกาะยึดพื้นผิวดินหรือหินได้ไม่ดี บ้างพื้นรองเท้าถูกน้ำนิดเดียว เดินลื่นปรู๊ดปร๊าดจนเกือบตกเขาตาย บ้างใส่แล้วมีกลิ่นอับเหม็นและก่อให้เกิดโรคเชื้อราตามเท้า

             ต่อมาลองหันมาใช้รองเท้าเดินป่า (เพราะเพื่อนซื้อมาให้) ยอมรับเลยว่าสวมใส่แล้วนุ่มสบาย ทรงตัวได้ดีทุกสภาวะ ไม่ว่าจะเดินขึ้นเขาลงเขา ป่ายปีนตามภูเขาหินปูน เดิน ๆ กระโดด ๆ ไปตามก้อนหินเพื่อข้ามฟากลำน้ำ หรือเดินลุยน้ำ รวมทั้งมีความคล่องตัว และช่วยล็อคข้อเท้าป้องกันข้อเท้าแพลงอีกด้วย ส่วนข้อเสียมีอยู่ 2 ข้อ คือ มีน้ำหนักมาก และแพง

             และแล้วเมื่อรองเท้าเดินป่ามีสภาพพังทรุดโทรมจากการใช้งาน เกินกว่าจะเยียวยารักษาได้ ครั้นจะซื้อใหม่ก็มีวางขายในเมืองไทยน้อยมาก ยิ่งปัจจุบันแล้วคงมีแต่พวกมือสอง (น่าจะเรียกเท้าสองนะ!) วางขายตามฟุตบาทริมถนน จึงหาขนาดเหมาะกับเท้าได้ค่อนข้างยาก ส่วนตามห้างสรรพสินค้าก็หายากมาก ที่มีก็แพงหูฉี่ แตะไม่ลง

             ในที่สุดจึงต้องนำรองเท้าคู่เก่งที่ใช้เล่นกีฬามาทดลองใช้ดู "นันยาง" คือยี่ห้อของมัน ปกติรองเท้าแบบนี้ไม่สามารถช่วยกระจายน้ำหนัก ลดแรงกระแทกได้น้อยมาก ไม่ป้องกันเท้าจากการเดินเตะสิ่งกีดขวาง รวมทั้งไม่ป้องกันข้อเท้าแพลง ผู้เขียนจึงดัดแปลงด้วยการหาซื้อ "แผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน" มารองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ถึง 4 ประการ ได้แก่ ช่วยกระจายการรับน้ำหนักสู่ส่วนต่าง ๆ ของฝ่าเท้า ช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้า ช่วยในการรับและส่งผ่านแรงกระแทก และช่วยควบคุมเท้าให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ไม่เกิดข้อเท้าพลิกแพลงได้ง่าย จวบจนวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีที่ตนยังคงใช้บริการของยี่ห้อนี้อยู่เสมอ โดยเฉลี่ยใช้เดินป่าได้ราว 1-2 ปี ก็พัง จำต้องหาซื้อใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิมและยี่ห้อเดิม ๆ ราคาก็แพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่ราว 50-60 บาท

             แต่หากมีใครถามว่า "รองเท้าเดินป่ากับรองเท้าผ้าใบ ประเภทไหนใช้เดินป่าได้ดีกว่ากัน" ขอตอบตามตรงเลยว่า "ต้องเป็นรองเท้าเดินป่าอย่างแน่นอน" ส่วนที่ตนเองใช้รองเท้าผ้าใบ หรือที่ลูกหาบและเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ใช้รองเท้าหุ้มข้อจากจีนหรือรองเท้าพลาสติก สวมใส่ตะลุยไปทั่วป่าได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ลื่นไม่ล้ม และข้อเท้าไม่แพลง นั่นก็เป็นเพราะ "ความเคยชินของแต่ละคน"

             อย่าริลอง! หากคุณเป็นนักเดินป่ามือใหม่ เพราะอาจถูกรองเท้าบีบจนเท้าระบม บ้างถูกกัดเป็นแผลเหวอะหวะ

             นอกจากรองเท้าเดินป่าแล้ว เราควรมีรองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำติดตัวไปด้วย แต่ถ้าให้ดีควรเป็นแบบมีสายรัดส้นหรือที่เรียกว่า "รองเท้ารัดส้น" (Sandals) เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดง่าย ทั้งนี้ไว้ใช้สวมใส่ขณะอยู่แค้มป์ ทำให้สุขภาพของเท้าไม่อุดอู้หรือเกิดเชื้อราที่เกิดจากความอับชื้น และยังเป็นการผ่อนคลายเท้าที่ถูกบีบรัดมาตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ในยามฝนตกฟืนเปียกอีกด้วย นั่นคือใช้มีดเฉือนเพียงเล็กน้อยบริเวณที่เว้าของรองเท้า เพื่อใช้เป็นเชื้อไฟในการก่อกองไฟ โดยที่รองเท้าแตะยังคงใช้งานได้อยู่เช่นเดิม

 

รูปภาพ และข้อมูลที่ลงใน TRAVEL MART CLUB ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย
การคัดลอกส่วนใด ๆ และนำไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบ ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากสโมสรสื่อเดินทาง
และต้องระบุ "ได้รับความเอื้อเฟื้อจากสโมสรสื่อเดินทาง" ด้วยทุกครั้ง เมื่อได้รับอนุญาต

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทร.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1 โทรสาร.0-2640-0020 e-mail : info@e-travelmart.com