|
หากถามว่าอุปกรณ์ใดที่สำคัญที่สุดสำหรับท่องป่า
เหล่านายพรานย่อมตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "มีด" เพราะพวกเขาสามารถใช้มีดเนรมิตสร้างที่พักหรือเพิงกันแดดกันฝนได้อย่างง่ายดาย
ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น พวกเขามีความชำนาญจนรู้อยู่แล้วว่าพืชผักชนิดใดทานได้
แต่ถ้าเป็นนักเดินป่า ส่วนใหญ่ตอบว่า "เต็นท์" รองลงมาก็คือถุงนอน
เสื้อผ้า เป้ฯ มีด อาหาร ฯลฯ โดยลืมนึกไปว่าแม้เราจะมีอุปกรณ์ทั้งหมดนี้นำติดตัวไปด้วย
แต่หากเท้าของเราเกิดพลิกแพลงหรือรองเท้ากัดจนเดินได้ลำบากและทรมาน
นั่นเป็นเพราะว่าเราเลือกใช้รองเท้าสำหรับเดินป่าไม่เหมาะสม
ดังนั้น "รองเท้าเดินป่า" จึงย่อมเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการท่องป่า
|
เท้านั้นสำคัญไฉน
มนุษย์เราใช้เท้าทุกวันในการนั่ง
เดิน ยืน วิ่ง และกระโดด แต่ละวันเท้าต้องรองรับน้ำหนักเรามากมาย
ไม่ใช่เพียงแค่น้ำหนักของตัวเราเท่านั้น ยังรวมถึงระยะทางและกิจกรรมทั้งวันที่เราใช้เท้าด้วย
จะเห็นได้ว่าเท้าเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานอย่างหนัก หรืออาจกล่าวว่า
"เท้าคืออวัยวะที่เป็นรากฐานของมนุษย์" ก็ไม่ผิด
แต่กลับเป็นอวัยวะที่มักถูกมองข้ามเสมอ ปกติคนเรามักไม่ค่อยสนใจดูแลเท้า
ตั้งแต่การทำความสะอาดไปจนถึงการเลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสม
ดูจากลักษณะภายนอกอาจเห็นว่าเท้าเป็นเพียงอวัยวะเล็ก
ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเท้าแต่ละข้างประกอบไปด้วยกระดูกข้างละ
26 ชิ้น และกล้ามเนื้อและเอ็นอีก 32 มัด เมื่อนับรวมจำนวนกระดูกเท้าทั้งสองข้างจะพบว่าเป็นจำนวนถึง
1 ใน 4 ของจำนวนกระดูกทั่วร่างกาย กระดูกเล็ก ๆ เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างน่าทึ่ง
และจากการวิเคราะห์ของนักวิทยาศาสตร์ทางด้านกายภาพพบว่าช่วงการเดินและการวิ่งมีจังหวะและการรับน้ำหนักของเท้าแตกต่างกันไป
ดังนั้นจึงควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทของการใช้ด้วยเพื่อให้ได้ประโยชน์จากรองเท้าสูงสุด
|

"เดินลุยน้ำลำห้วยเหว
จ.หนองคาย"
|
|

"ทางเดินระหว่างโคกนกกระบาสู่โหล่แต้บนภูหลวง"
|

"ภูเขาหินปูนแห่งดอยเชียงดาว
จ.เชียงใหม่"
|

"ยอดดอยผ้าห่มปก
จ.เชียงใหม่"
|
เท้านั้นสำคัญไฉน
โดยปกติรองเท้าเดินป่าที่นิยมกันมากที่สุดในเมืองไทยก็คือ
"รองเท้ากีฬา" เพราะไม่อุดอู้ ถอดหรือสวมใส่ก็ง่าย มีน้ำหนักเบา
นุ่ม ยืดหยุ่น ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกระแทกจากขาและเท้าสู่พื้น
รวมทั้งระบายอากาศได้ดี หากเปียกน้ำก็ผิงไฟให้แห้งได้ไว แต่แท้จริงแล้วลักษณะและคุณสมบัติของรองเท้าเดินป่าต้องมีมากกว่านั้น
ซึ่งรองเท้าก็เหมือนเสื้อผ้าตรงที่มีหลากหลายรูปแบบและประเภท
ขึ้นอยู่กับการเลือกสวมใส่ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
เราสามารถแบ่งประเภทของรองเท้าเดินป่าออกได้เป็น
5 ประเภท ตามลักษณะและคุณสมบัติของการใช้งาน คือ Mountaineering
Boots , Backpacking
, Off
Trail , Trail
Runners และ On
Trail
|

"Mountaineering
Boots"
|
1.
Mountaineering Boots มีรูปแบบค่อนข้างเทอะทะใหญ่โต
ผลิตจากหนังฟูลเกรน (Full-grain
Leather) หนังชนิดนี้ยิ่งใช้งานนาน ๆ จะยิ่งนุ่ม
และให้ความทนทานดีเยี่ยม ส่วนใหญ่เป็นแบบหุ้มข้อสูงเหนือข้อเท้า
ช่วยทำให้ข้อเท้ามีความมั่นคง ภายในถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักและรับแรงกระแทกได้อย่างดี
พื้นรองเท้าหนาเป็นพิเศษ และมีหนามทำจากเหล็กเอาไว้ยึดกับพื้นผิวหิมะ
ปัจจุบันได้มีการคิดค้นวัสดุชนิดใหม่ที่เรียกว่า "Vibers"
ขึ้นมาแทน เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศที่เป็นยอดเขาสูงและมีหิมะปกคลุม
หรือบริเวณที่มีอากาศหนาวจัดจนแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง แม้ว่ารองเท้าประเภทนี้เราไม่มีทางได้ใส่ลุยในเมืองไทยอย่างแน่นอน
แต่ขอแนะนำให้รู้จักก็แล้วกัน เผื่อว่าผู้ใดจะมีโอกาสได้ไปตามลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว
|
2.
Backpacking
(or Regular)
มีรูปแบบและลักษณะคล้าย ๆ กับ Mountaineering
Boots สิ่งที่แตกต่าง คือ ไม่มีหนามยึดพื้นผิวหิมะ แต่มีการบุหนังด้านในเพื่อป้องกันการเสียดสีหรือการเกิดบาดแผลที่นิ้วเท้า
ส่วนมากผลิตจากหนังแท้หรือเป็นหนังเทียมคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้
100% เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน
อาทิเช่น เดินลุยในพื้นที่ที่เป็นดินโคลน พื้นที่ชื้นแฉะ และต้องเดินข้ามน้ำไปมาอยู่บ่อย
ๆ เป็นต้น แบกเป้ฯขนสัมภาระค่อนข้างหนัก และใช้เวลาในการเดินป่าเป็นเวลาหลายวัน
|
3.
Off
Trail ปกติมักทำเป็นหุ้มข้อสูงเหนือข้อเท้า
มีการบุหนังด้านในเช่น Backpacking
และพื้นรองเท้าค่อนข้างแข็งและหนามากกว่ารองเท้าประเภทอื่น
ส่วนมากผลิตจากหนังแท้หรือเป็นหนังเทียมคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้
100% เหมาะสำหรับเดินป่าตามภูมิประเทศทุกรูปแบบและทุกสภาพอากาศ
โดยเฉพาะการเดินป่าที่ไม่มีเส้นทางเดิน
|

"
Off
Trail Boots"
|
|

"Trail
Runners Boots"
|

"Trail
Runners Boots"
|
4.
Trail
Runners ส่วนใหญ่เป็นแบบหุ้มส้น ผลิตจากโฟมผสมวัสดุสังเคราะห์จึงมีน้ำหนักเบาและไม่สามารถกันน้ำได้
แต่ก็แห้งง่าย ภายในมีเยื่อบาง ๆ จำพวกกอร์เท็กซ์ (Gore-Tex)
หรือซิมพาเท็กซ์ (Sympatex)
ช่วยในการระบายอากาศได้ดี เหมาะสำหรับเดินป่าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติหรือเส้นทางที่มีการจัดทำไว้ให้เดินเป็นอย่างดี
ประเภทเช้าไปเย็นกลับ (เช่น เดินดูนก ฯลฯ) ไม่ต้องแบกเป้ฯ เข้าไปพักแรมกลางป่า
รวมทั้งใช้ขี่จักรยานเสือภูเขา
|

"On
Trail Boots"
|

"On
Trail Boots"
|
5.
On
Trail ส่วนใหญ่มีความสูงประมาณข้อเท้าหรือสูงกว่าเล็กน้อย
พัฒนาขึ้นมาจากประเภท Trail
Runners จึงมีคุณสมบัติที่ดีกว่า โดยเฉพาะการยึดเกาะพื้นผิว
แม้ไม่สามารถป้องกันน้ำได้ 100% แต่สามารถป้องกันความชื้น และบางรุ่นอาจจะบุหนังด้านในเพื่อป้องกันการเสียดสีหรือการเกิดบาดแผลที่นิ้วเท้า
ผลิตจากหนังแท้ หนังเทียม ผ้าใบ และผ้าสังเคราะห์ เหมาะสำหรับเดินป่าที่ต้องมีการผจญภัยมากกว่าการเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
บางช่วงอาจมีการปีนป่ายบ้าง และต้องแบกเป้ฯเข้าไปพักแรมในป่า
1-2 คืน
รูปแบบรองเท้า
โดยทั่วไปมีด้วยกัน
3 รูปแบบ ได้แก่
1.
รองเท้าหุ้มส้น (Below
Ankle) มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่ต่ำกว่าบริเวณข้อเท้า
รูปแบบนี้มีน้ำหนักเบา และสวมใส่สะดวก แต่มีโอกาสข้อเท้าพลิกแพลงได้ง่ายหากเดินสะดุดหรือหกล้ม
2.
รองเท้าหุ้มข้อ (Ankle)
มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่บริเวณข้อเท้าพอดี เหมาะสำหรับเดินป่าตามเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติหรือหรือเส้นทางที่มีการจัดทำไว้ให้เดินเป็นอย่างดี
มีคุณสมบัติเหมือนกับแบบรองเท้าหุ้มส้น แต่ยังช่วยป้องกันข้อเท้าพลิกแพลง
และอาจป้องกันน้ำได้ 100% หากวัสดุที่ใช้ผลิตสามารถป้องกันน้ำ
3.
รองเท้าหุ้มข้อสูง (Above
Ankle) มีลักษณะส่วนสูงของรองเท้าจะอยู่สูงกว่าบริเวณข้อเท้า
เหมาะสำหรับเดินป่าสมบุกสมบัน มีคุณสมบัติเหมือนกับแบบรองเท้าหุ้มข้อ
แต่มีน้ำหนักมาก และแห้งช้าเมื่อเปียกน้ำ
|

"รองเท้ารัดส้น"
|

"รองเท้าหุ้มข้อ"
|
|

"รองเท้าหุ้มข้อสูง"
|

"รองเท้าหุ้มส้น"
|
คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้า
มีมากมายหลากหลายชนิด
ในที่นี้ขอกล่าวถึงเพียงวัสดุหลัก ๆ 3 ชนิด ได้แก่ หนัง ผ้าใบ
และผ้าสังเคราะห์
1.
หนัง ยิ่งเป็นหนังล้วน ยิ่งมีราคาแพง สามารถกันน้ำได้
100% และมีความแข็งแรงทนทาน แต่มีน้ำหนักมาก เปียกแล้วแห้งยาก
และการระบายอากาศเป็นรองจากผ้าสังเคราะห์
2.
ผ้าใบ ระบายอากาศได้ดี แต่ไม่สามารถกันน้ำได้ แห้งช้า
ตะเข็บด้านในเมื่อเสียดสีกับเท้านาน ๆ จะรู้สึกปวดหรือเป็นแผลถลอก
รวมทั้งไม่เหมาะแก่การใช้เดินป่าเป็นเวลานาน ๆ
3.
ผ้าสังเคราะห์ มีน้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี แห้งเร็ว
แต่ไม่กันความชื้น
คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ผลิตรองเท้า
มีอยู่ด้วยกัน
2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนบน และส่วนล่าง
1)
ส่วนบน คือ ส่วนที่ห่อหุ้มบริเวณหลังเท้าทั้งหมด ควรเลือกใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติในการยืดขยาย
มีความทนทาน และสามารถระบายความชื้นและความร้อนได้ดี มีทั้งที่ผลิตจากหนังแท้
หนังเทียม ผ้าใบ และใยสังเคราะห์
2)
ส่วนล่าง แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นใน ชั้นกลาง
และชั้นนอก
(1)
ชั้นใน คือ ชั้นที่สัมผัสกับฝ่าเท้า ควรเลือกใช้วัสดุที่ไม่ระคายฝ่าเท้า
และให้ผิวสัมผัสนุ่มสบาย
(2)
ชั้นกลาง เป็นส่วนสำคัญของพื้นรองเท้า โดยมีหน้าที่หลักดังต่อไปนี้
-
ช่วยรับและกระจายแรงกระแทกจากหลัง ขา และเท้าลงสู่พื้น
-
ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเดินและวิ่ง
-
วัสดุที่ใช้สำหรับชั้นกลางควรเป็นวัสดุที่รับและกระจายน้ำหนักได้ดี
น้ำหนักเบา ทนทาน และมีความยืดหยุ่นได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะมีผลช่วยลดการเกิดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
(3)
ชั้นนอก คือ พื้นรองเท้าด้านนอกที่สัมผัสกับพื้นดิน นอกจากคุณสมบัติที่เหมือนกับชั้นกลางแล้ว
สิ่งที่ต้องให้ความสนใจคือลวดลายรูปแบบของพื้นด้านนอก (Tread
Pattern) หรือที่เรามักเรียกว่า "ร่องพื้น" ซึ่งจะมีผลต่อความยืดหยุ่น
ความลื่น และเป็นจุดหมุนของรองเท้า
|

"พื้นร่องเท้า"
|

"พื้นร่องเท้า"
|
หลักการเลือกซื้อรองเท้าเดินป่า
จงจำไว้ว่ารองเท้าจะช่วยปกป้องเท้าของเราให้ปลอดภัยจากสิ่งต่าง
ๆ มากมาย เช่น หนามไหน่ ลดแรงกระแทกขณะก้าวเดินและการเดินเตะสิ่งกีดขวาง
เป็นต้น ดังนั้นการเลือกรองเท้าเพื่อสวมใส่เดินป่าจำต้องให้มีขนาดพอดีหรือใหญ่กว่าเล็กน้อยกับเท้าของเรา
ไม่ใช่ใส่แล้วรับกับจมูกหรือใบหน้าของตัวเองหรือของคนอื่น
ปกติคนส่วนใหญ่มักคำนึงถึงยี่ห้อเป็นสิ่งแรก
เพราะมันโก๋เก๋เท่ระเบิด และกำลังอยู่ในความนิยม ทั้งที่ในความเป็นจริงควรจะดูยี่ห้อเป็นสิ่งท้าย
ๆ เพราะรองเท้าที่ดีไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อ แต่อยู่ที่เท้าเรามากกว่าว่ารองเท้าคู่ไหนจะเหมาะกับเท้าเรามากที่สุด
ซึ่งอาจจะเป็นยี่ห้อไม่ดีหรือแบรนด์เนมไม่ดังกระฉูดก็ได้ แต่สวมใส่สบายมากที่สุด
เพราะรองเท้าแต่ละแบบแต่ละยี่ห้อจะมีการออกแบบไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น
รองเท้าที่ผลิตในยุโรปก็มักจะมีการวิจัยถึงรูปลักษณะเท้าของคนยุโรปและได้รับการออกแบบให้เหมาะกับเท้าของคนทวีปนั้น
หากชาวเอเชียอย่างเรา ๆ สวมใส่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะสวมใส่ไม่สบายพอ
รวมทั้งไม่รู้สึกถึงคุณสมบัติพิเศษที่เขาป่าวประชาสัมพันธ์ถึงรองเท้าแบบนั้น
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้กับทุกคน เป็นบางคนเท่านั้น
ปัญหาอยู่ที่ว่าหากบางคนที่ว่ารวมตัวเราอยู่ด้วย แล้วรองเท้าแบบไหนล่ะจะเหมาะกับเรามากที่สุด
ดังนั้นขอแนะนำหลักการเลือกซื้อรองเท้าเดินป่า (สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลือกซื้อรองเท้าประเภทอื่น
ๆ ได้อีกด้วย) มีทั้งหมด 10 ประการ ได้แก่
1.
ควรเลือกซื้อหลังการออกกำลังกายชั่วครู่ เพราะเท้าของเราจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ
อันเป็นลักษณะเดียวกับการเดินป่า แต่หากเราไม่มีเวลาเพียงพอที่จะออกกำลังกาย
ก็ควรที่จะเลือกซื้อรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติที่เราสวมใส่ประมาณ
½
- 1 นิ้ว
2.
ควรเลือกซื้อรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทของกิจกรรม เช่น ไม่ควรซื้อรองเท้ากีฬาไปสวมใส่เดินป่า
เป็นต้น
3.
ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าของตนเอง เช่น หน้าเท้าของเรากว้างก็ควรเลือกรองเท้าที่มีลักษณะหน้าเท้ากว้างเช่นกัน
เป็นต้น จงจำไว้เสมอว่ารองเท้ามีไว้เพื่อป้องกันเท้า มิใช่ทำให้เท้าเจ็บ
4.
ขนาดของรองเท้าที่ผลิตขึ้นในแต่ละประเทศจะมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน
สังเกตได้จากใต้ลิ้นรองเท้า มักจะมีเบอร์ติดอยู่ถึง 3-4 ขนาด
ตัวอย่างเช่น รองเท้าคู่หนึ่งระบุว่า 42 European
, 8 U.K.
(ย่อมาจาก "United
Kingdom" คือประเทศอังกฤษ) , 9 U.S.
Men (หมายถึงผู้ชายในอเมริกา) และ 10 U.S.
Woman (หมายถึงผู้หญิงในอเมริกา) เป็นต้น จะเห็นได้ว่ามีขนาดเบอร์แตกต่างกัน
ทั้ง ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน นั่นเป็นเพราะมาตรฐานการวัดไม่เหมือนกัน
สำหรับไทยใช้มาตรฐานการวัดเช่นเดียวกับ European
ดังนั้นเวลาจะบอกขนาดเบอร์รองเท้าแก่คนขาย ควรต้องมีคำห้อยท้ายเหมือนฉายา
เช่น เฮีย..คู่นี้มีเบอร์ 8 U.K.
ไหม ฯลฯ
5.
ควรเลือกขนาด (หรือเบอร์) รองเท้าที่เหมาะสม โดยต้องให้มีพื้นที่เหลือระหว่างปลายนิ้วเท้าที่ยาวที่สุด
(ปกติคือนิ้วชี้) กับขอบในรองเท้าประมาณ 3/8 - 1 นิ้ว และบริเวณส้นเท้าต้องมีความพอดี
เราทดสอบได้ด้วยการเลื่อนขยับปลายเท้าเข้าไปด้านในให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วใช้นิ้วชี้ (ของมือ) สอดเข้าไปหลังเท้า หากไม่สามารถสอดเข้าไปได้ก็ลองเปลี่ยนเป็นเบอร์ใหญ่ขึ้น
หากหลวมเกินไปก็ลองเบอร์เล็กลงมา เหตุที่ต้องให้มีช่องว่างดังกล่าวก็เพื่อปกป้องนิ้วเท้าขณะเดินลงเขา
ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องจิกเท้า และเกิดการกระแทกหรือเสียดสีระหว่างนิ้วเท้ากับหัวรองเท้าด้านใน
จนทำให้นิ้วเท้าเจ็บช้ำ โดยเฉพาะบริเวณเล็บ ซึ่งผู้เขียนเคยพบเห็นหลายท่านเดินลงเขาไป
ร้องโอดโอยไป เมื่อถึงพื้นราบและถอดรองเท้าคู่เท่ออก ก็พบว่าเล็บอันสวยงามได้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมชมพู
ก่อนเป็นสีม่วงดำ และหลุดในที่สุด มันช่างเจ็บปวดทรมาน อย่าบอกใครเชียว!
6.
รองเท้าจะเป็นแบบหุ้มข้อหรือไม่ก็แล้วแต่ชื่นชอบ แต่รองเท้าหุ้มข้อจะช่วยป้องกันข้อเท้าแพลงได้ดีกว่า
7.
ลิ้นรองเท้าจะต้องบุโฟมหนานุ่ม ซึ่งจะช่วยให้กระชับกับหลังเท้าขณะสวมใส่
8.
จุดรองรับกระแทกบริเวณส้นเท้าและอุ้งเท้าด้านหน้าต้องหนานุ่มพอดี
รวมทั้งรอบ ๆ ทางด้านข้างของภายในรองเท้าต้องบุโฟมหรือมีวัสดุนุ่ม
ๆ เพื่อช่วยป้องกันการเสียดสีกับเท้า
9.
จุดเชื่อมต่อระหว่างรองเท้ากับพื้นต้องเป็นแบบเย็บ ซึ่งดีกว่าชนิดอัดกาว
เพราะมีความแข็งแรงทนทาน ไม่ใช่เดินลุยน้ำเพียงไม่กี่ครั้ง ตัวพื้นกับรองเท้าก็บ๊ายบายลาจากกัน
10.
ควรลองสวมรองเท้าด้วยเท้าเปล่าก่อน เพื่อใช้เท้าของเราเป็นตัวสัมผัสโดยตรงว่ารู้สึกสบายหรือไม่
นิ้วเท้าเหยียดได้เต็มที่หรืององุ้ม และกลางฝ่าเท้านูนโค้งขึ้นมามากกว่าปกติหรือไม่
ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกเมื่อยเท้าเมื่อเดินป่านาน ๆ จากนั้นจึงสวมใส่ถุงเท้าหนา
ๆ เสมือนกำลังจะไปเดินป่า ก่อนทดลองสวมใส่อีกครั้ง พร้อมกับทดลองเดิน
วิ่ง และกระโดด เพื่อตรวจสอบว่ามีความคล่องตัวและช่วยลดแรงกระแทกได้มากน้อยแค่ไหน
11.
หากเท้าของเรามีปัญหา จำเป็นต้องใช้วัสดุเสริมจำพวกแผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน
ก็ควรนำไปทดลองสวมใส่กับรองเท้าด้วย
12.
อย่าเลือกซื้อรองเท้าด้วยการลองสวมใส่รองเท้าเพียงข้างเดียว
ควรลองสวมใส่ทั้งสองข้าง เพราะปกติคนเราจะมีขนาดของเท้าทั้งสองไม่เท่ากัน
13.
พื้นรองเท้าส่วนใหญ่จะหนาและมีร่องหยาบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของแต่ละรุ่นและแต่ละยี่ห้อ
ซึ่งพื้นแต่ละแบบก็มีผลต่อการยึดเกาะแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือลื่นเสมอเมื่อต้องลุยบริเวณโคลนเลนเละ
ๆ
เมื่อเลือกขนาด
รูปแบบ และสีสันของรองเท้าอย่างถูกใจแล้ว ไม่ควรนำไปใส่เดินป่าทันที
แต่ควรมีเวลาหลายวันในการสวมใส่เดินเที่ยวเล่นหรือช้อปปิ้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย
โดยเฉพาะน้ำหนัก ซึ่งเป็นข้อเสียของรองเท้าเดินป่าที่ล้วนมีแต่น้ำหนักมาก
ๆ ทั้งนั้น เฉลี่ยคู่หนึ่งหนักประมาณ 1 ½
- 2 ½
กก.
ผู้เขียนเคยได้รับรองเท้าเดินป่าที่ผลิตจากหนัง
(แท้หรือเทียมไม่รู้) เป็นของขวัญจากเพื่อนชาวต่างชาติ ปรากฎว่าเมื่อลองสวมแล้วมีขนาดพอดีจนเกินไป
หากนำไปเดินป่าซึ่งเท้าเราจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเดินนาน ๆ ย่อมมีปัญหาทำให้เท้าถูกบีบรัดเจ็บปวดได้
จึงลองใช้เทคนิคกลเม็ดของพี่ชายตนที่มีอาชีพเป็นรั้วของชาติ
ด้วยการนำไปแช่น้ำราว 15-20 นาที แล้วนำมาสวมใส่เดินเล่นทั้งที่เปียกชุ่มฉ่ำอยู่ราว
1-2 ชั่วโมง ก่อนถอดวางผึ่งไว้ในที่ร่มจนแห้งสนิท เพียงวิธีการง่าย
ๆ แค่นี้ก็ทำให้รองเท้ามีขนาดพอเหมาะได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
มิตรคู่กายคู่ใจของผู้เขียน
อันที่จริงน่าจะเรียกว่า
"มิตรคู่เท้า" มากกว่า เพราะคำว่า "มิตร" ในที่นี้ไม่ใช่เพื่อนแท้เพื่อนตาย
แต่เป็นรองเท้าคู่ใจที่ใช้ใส่ท่องไปในไพรกว้าง
รูปเท้าผู้เขียนมีลักษณะปลายเท้าบานกว้าง
และหลังเท้าก็นูนอูมมาก ประกอบกับเป็นคนชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล
และเทเบิ้ลเทนนิส จึงมีความคุ้นเคยกับรองเท้ากีฬามากเป็นพิเศษ
ดังนั้นช่วงแรก ๆ ที่ผันชีวิตตัวเองมาแบกเป้ฯเดินป่าจึงสวมใส่รองเท้ากีฬาตะลุยผจญภัย
พอพบว่ายี่ห้อนี้ใส่แล้วลื่นง่ายขณะเดินขึ้นเขาลงเขา ก็ลองเปลี่ยนไปใช้อีกยี่ห้อหนึ่ง
จนกระทั่งได้ลองใช้แทบจะทุกยี่ห้อของต่างประเทศที่มีวางขายในเมืองไทย
ซึ่งล้วนมีข้อเสียมากน้อยแตกต่างกันไป บ้างเกาะยึดพื้นผิวดินหรือหินได้ไม่ดี
บ้างพื้นรองเท้าถูกน้ำนิดเดียว เดินลื่นปรู๊ดปร๊าดจนเกือบตกเขาตาย
บ้างใส่แล้วมีกลิ่นอับเหม็นและก่อให้เกิดโรคเชื้อราตามเท้า
ต่อมาลองหันมาใช้รองเท้าเดินป่า
(เพราะเพื่อนซื้อมาให้) ยอมรับเลยว่าสวมใส่แล้วนุ่มสบาย ทรงตัวได้ดีทุกสภาวะ
ไม่ว่าจะเดินขึ้นเขาลงเขา ป่ายปีนตามภูเขาหินปูน เดิน ๆ กระโดด
ๆ ไปตามก้อนหินเพื่อข้ามฟากลำน้ำ หรือเดินลุยน้ำ รวมทั้งมีความคล่องตัว
และช่วยล็อคข้อเท้าป้องกันข้อเท้าแพลงอีกด้วย ส่วนข้อเสียมีอยู่
2 ข้อ คือ มีน้ำหนักมาก และแพง
และแล้วเมื่อรองเท้าเดินป่ามีสภาพพังทรุดโทรมจากการใช้งาน
เกินกว่าจะเยียวยารักษาได้ ครั้นจะซื้อใหม่ก็มีวางขายในเมืองไทยน้อยมาก
ยิ่งปัจจุบันแล้วคงมีแต่พวกมือสอง (น่าจะเรียกเท้าสองนะ!) วางขายตามฟุตบาทริมถนน
จึงหาขนาดเหมาะกับเท้าได้ค่อนข้างยาก ส่วนตามห้างสรรพสินค้าก็หายากมาก
ที่มีก็แพงหูฉี่ แตะไม่ลง
ในที่สุดจึงต้องนำรองเท้าคู่เก่งที่ใช้เล่นกีฬามาทดลองใช้ดู
"นันยาง" คือยี่ห้อของมัน ปกติรองเท้าแบบนี้ไม่สามารถช่วยกระจายน้ำหนัก
ลดแรงกระแทกได้น้อยมาก ไม่ป้องกันเท้าจากการเดินเตะสิ่งกีดขวาง
รวมทั้งไม่ป้องกันข้อเท้าแพลง ผู้เขียนจึงดัดแปลงด้วยการหาซื้อ
"แผ่นเสริมรองฝ่าเท้าชั้นใน" มารองอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ถึง
4 ประการ ได้แก่ ช่วยกระจายการรับน้ำหนักสู่ส่วนต่าง ๆ ของฝ่าเท้า
ช่วยลดการเสียดสีระหว่างเท้ากับรองเท้า ช่วยในการรับและส่งผ่านแรงกระแทก
และช่วยควบคุมเท้าให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ไม่เกิดข้อเท้าพลิกแพลงได้ง่าย
จวบจนวันนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีที่ตนยังคงใช้บริการของยี่ห้อนี้อยู่เสมอ
โดยเฉลี่ยใช้เดินป่าได้ราว 1-2 ปี ก็พัง จำต้องหาซื้อใหม่ แต่ก็ยังคงเป็นรูปแบบเดิมและยี่ห้อเดิม
ๆ ราคาก็แพงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่ราว 50-60 บาท
แต่หากมีใครถามว่า
"รองเท้าเดินป่ากับรองเท้าผ้าใบ ประเภทไหนใช้เดินป่าได้ดีกว่ากัน"
ขอตอบตามตรงเลยว่า "ต้องเป็นรองเท้าเดินป่าอย่างแน่นอน" ส่วนที่ตนเองใช้รองเท้าผ้าใบ
หรือที่ลูกหาบและเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ใช้รองเท้าหุ้มข้อจากจีนหรือรองเท้าพลาสติก
สวมใส่ตะลุยไปทั่วป่าได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ลื่นไม่ล้ม และข้อเท้าไม่แพลง
นั่นก็เป็นเพราะ "ความเคยชินของแต่ละคน"
อย่าริลอง!
หากคุณเป็นนักเดินป่ามือใหม่ เพราะอาจถูกรองเท้าบีบจนเท้าระบม
บ้างถูกกัดเป็นแผลเหวอะหวะ
นอกจากรองเท้าเดินป่าแล้ว
เราควรมีรองเท้าแตะหรือรองเท้าฟองน้ำติดตัวไปด้วย แต่ถ้าให้ดีควรเป็นแบบมีสายรัดส้นหรือที่เรียกว่า
"รองเท้ารัดส้น" (Sandals)
เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดง่าย ทั้งนี้ไว้ใช้สวมใส่ขณะอยู่แค้มป์
ทำให้สุขภาพของเท้าไม่อุดอู้หรือเกิดเชื้อราที่เกิดจากความอับชื้น
และยังเป็นการผ่อนคลายเท้าที่ถูกบีบรัดมาตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์ในยามฝนตกฟืนเปียกอีกด้วย
นั่นคือใช้มีดเฉือนเพียงเล็กน้อยบริเวณที่เว้าของรองเท้า เพื่อใช้เป็นเชื้อไฟในการก่อกองไฟ
โดยที่รองเท้าแตะยังคงใช้งานได้อยู่เช่นเดิม
|