www.E-Travelmart.com
    บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด

หน้าหลัก
เกี่ยวกับบริษัทฯ
สินค้าและผลิตภัณฑ์
โปรโมชั่น
วิธีการรับสินค้า/การชำระเงิน
สโมสร TRAVEL MART
การก่อตั้งและวัตถุประสงค์ของสโมสรฯ
การสมัครสมาชิกฯ สโมสรฯ
สิทธิประโยชน์สมาชิกฯ ปี 55
Let's enjoy nature
เทคนิคแค้มป์
คลีนิคแค้มป์
ลองภูมิชาวแค้มป์
บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ
ถอดรหัสธรรมชาติ
แนะนำแหล่งท่องเที่ยว
สัตว์ป่าและไม้ป่าน่ารู้
บริการรับจัดกรุ๊ป
ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
บริการให้คำปรึกษา-แนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทย
ถาม-ตอบ
บริการอื่นๆ
ข่าวประชาสัมพันธ์/Charity
ลิงค์เพื่อนบ้าน
แผนผังเว็บไซต์

 



คลินิแค้มป์ โดย..หมอแค้มป์..

"สวยแต่รูป..อันตรายจากผลไม้เปลือกสวย"

ครั้นเวลาไปจับจ่ายซื้ออาหารสดตามตลาด ส่วนใหญ่ต่างเลือกอาหารสดเท่าที่แต่ละคนจะมีข้อมูลทางเทคนิคในการเลือก โดยเฉพาะพืชผักนั้น บ้างก็เลือกแบบไม่มีรูโหว่หรือรอยกัดแทะจากหนอน เพราะรู้สึกขยะแขยงที่ต้องกินรอยต่อจากหนอน แค่นึกภาพตัวหนอนกระดืบๆก็พาลจะอ้วกแล้ว บ้างก็บอกว่าไอ้ที่ไม่มีรูหรือรอยกัดแทะ เป็นเพราะฉีดยากันแมลง กินเข้าไปมากๆก็เหมือนสะสมสารเคมีในร่างกาย จึงเลือกแบบมีรูโหว่หรือรอยกัดแทะจากหนอนจะดีกว่า เพราะหนอนกินได้ มนุษย์อย่างเราก็ย่อมกินได้ และยังไงๆก่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร เราก็ต้องล้างให้สะอาดก่อนทานเป็นผักสดอยู่แล้ว ส่วนที่นำมาผัด ต้มยำ หรือแกง ความร้อนจากการทำอาหารย่อมช่วยฆ่าร่องรอยของหนอนได้อย่างสะอาดหมดจด ส่วนผักที่มีการฉีดยาฆ่าแมลงนั้น ความร้อนแค่ไหนก็ยากที่จะขจัดล้างได้หมด 100%

อันตรายจากผลไม้เปลือกสวย

 
เฉกเช่นเดียวกับผลไม้หลากชนิด เชื่อว่าต่างจับจ่ายซื้อหาด้วยการเลือกผลไม้ที่มีผิวสวย หรือมีเปลือกสวยมันเงาวับ ประเภทผิวหยาบ กระดำกระด่าง หรือมีผิวคล้ายตกกระ ย่อมถูกหมางเมิน โดยหารู้ไม่ว่าผลไม้ที่ผิวหรือเปลือกมันเงาแวววับนั้น เกิดจากธรรมชาติเป็นผู้รังสรรค์ หรือมนุษย์ทำขึ้นด้วยวัตถุดิบที่มีความปลอดภัยต่อการบริโภค 100% หาไม่แล้วอาจก่อให้เกิดเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้
 
ความจริงผิวของผลไม้มีสารพวกไขที่ช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำให้กับผลไม้อยู่แล้ว แต่ในกระบวนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การล้างทำความสะอาด มักทำให้สารเหล่านี้หลุดออกไป ผลไม้จึงสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวผลไม้เหี่ยวเร็ว เป็นต้น ผู้ผลิตจึงใช้สารเคลือบผิวมาเคลือบผลไม้เพื่อให้ดูสวยงามและยังคงรักษาความสดใหม่ไว้ให้มากที่สุด ดูแล้วน่ากินน่าทาน โดยสารที่นำมาใช้ผลิตสารเคลือบผิวผลไม้ที่ใช้กันอยู่มี 2 ประเภทหลักๆ ด้วยกัน คือ สารจากธรรมชาติ และสารสังเคราะห์

“สารจากธรรมชาติ” มีทั้งแบบที่ทำมาจากพืชและสัตว์ ถ้ามาจากพืชที่นิยมใช้กัน คือ ไขคาร์นูบา(Carnauba) เป็นไขที่สกัดได้จากใบของต้นปาล์ม ฯลฯ ส่วนสารที่นำมาจากสัตว์นั้นมีหลายชนิดด้วยกัน เช่น สารไคโตซาน(Chitosan)ที่ได้จากกระดองปู กระดองปลาหมึก และเปลือกกุ้ง หรือ“บีแว็กซ์”(Bee wax)ที่ได้มาจากผึ้ง แต่ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย คือ สารที่ได้จาก“มูลครั่ง” หรือสารคัดหลั่งของครั่ง เรียกว่า“เชลแลค”(Shellac)
 
ส่วน“สารสังเคราะห์”เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม อย่างเช่น พอลิเอทิลีน แวกซ์(Polyethylene Wax) พอลิเอทิลีน ไกลคอล(Polyethylene glycol) เป็นต้น

"บีแว็กซ์(Bee wax)"


"พอลิเอทิลีน แวกซ์(Polyethylene Wax)"

"พอลิเอทิลีน ไกลคอล(Polyethylene glycol)"

ทั้งนี้การใช้สารเคลือบผิวผลไม้ในบ้านเรามี 2 รูปแบบหลักๆ คือ
 
1. การนำเข้าสารเคลือบผิวผลไม้จากต่างประเทศ มาใช้เคลือบผิวผลไม้ในประเทศ
 
2. การนำเข้าผลไม้ที่มีสารเคลือบผิวมาแล้วจากต่างประเทศ
 
ส่วนใหญ่สารที่มักนำมาใช้เป็นสารเคลือบผลไม้ที่นิยมมากในปัจจุบัน คือ “เชลแลค” (Shellac) เกรดอาหารเป็นสารประเภทไขมัน สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย เพียงแต่สิ่งที่พึงรู้ไว้ คือ สารเคลือบผิวผลไม้แต่ละสูตร หรือแต่ละชนิด ไม่ได้เกิดจากสารใดเพียงสารเดียว แต่ต้องมีการนำสารจากธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์ มาผสมกับสารเคมีซึ่งเป็นตัวทำละลาย เพื่อให้ได้สูตรที่เหมาะสมสำหรับการเคลือบผิวผลไม้ชนิดนั้นๆ เนื่องจากผลไม้แต่ละชนิดมีสรีรวิทยาและลักษณะโครงสร้างของเปลือกที่อาจคล้ายกันหรือแตกต่างกันไป
 

“สิ่งสำคัญ คือ ผู้นำเข้าสารเคลือบผิว รวมทั้งผู้นำเข้าผลไม้ที่มีการเคลือบผิว ต้องรู้ว่าสารเคลือบผิวผลไม้เหล่านั้นมีสารต้องห้ามหรือไม่ และสารแต่ละชนิดที่ใช้มีการเติมในปริมาณที่ถูกต้องตามกฎระเบียบของหน่วยงานมาตรฐานด้านอาหารที่กำหนดไว้หรือไม่” อย่างเช่นปัจจุบันสหภาพยุโรป(European Union : EU) ได้ออกกฎระเบียบห้ามใช้“สารมอร์ฟอลีน”(Morpholine คือ สารใส ไม่มีสี ระเหยได้ ละลายในน้ำได้ มีการใช้สารนี้ในผลิตภัณฑ์อาหารสดทั่วไป) เนื่องจากสารมอร์ฟอลีนสามารถทำปฏิกิริยากับไนเตรต หรือไนโตรเจนออกไซด์ เกิดเป็นสารก่อมะเร็งได้
 
ดังนั้นผู้ประกอบการต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องคอยตรวจสอบว่าสารเคลือบผิวที่นำเข้ามาเป็นเกรดอาหารที่ใช้กับผลไม้หรือไม่ หากไม่แน่ใจควรสอบถามหรือขอดู Material Safety Data Sheet (MSDS) จากบริษัทผู้ผลิต เพื่อดูว่าสารเคลือบผิวที่ใช้นั้นมีส่วนประกอบของสารต้องห้ามหรือไม่ และส่วนผสมที่ใช้มีความปลอดภัยหรือไม่

นอกจากนี้ปัญหาที่พบอีกอย่างหนึ่งก็คือ“สารเคลือบผิวเกิดการหลอมละลาย” มีลักษณะเหนียวหนึบติดมือเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงเป็นเวลานาน อันเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์สารเคลือบผลไม้สดที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะกับผลไม้เมืองร้อน ตลอดจนสภาพแวดล้อมของประเทศไทย ด้วยเหตุนี้นักวิชาการไทยจึงได้พยายามคิดค้นสารเคลือบผิวที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศและผลไม้ในประเทศไทยมากขึ้น นั่นคือ“Tropica Wax” ผลงานการพัฒนาสารเคลือบผิวจากเชลแลคสำหรับผลไม้เมืองร้อน โดยคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย รศ.ดร.สีรุ้ง ปรีชานนท์ และ ผศ.ดร.โศรดา กนกพานนท์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ , รศ.ดร.นภา ศิวรังสรรค์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ดร.อภิตา บุญศิริ ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายอุตสาหกรรม เพื่อนำมาใช้ในการเคลือบผิวมะม่วง ทุเรียน และมังคุด
 

โดยมะม่วงเมื่อผ่านการเคลือบผิวด้วย Tropica Wax และเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 12 องศาเซลเซียส พบว่าเก็บรักษาได้นาน 35 วัน ส่วนทุเรียนและมังคุดเก็บไว้ที่ 13 องศาเซลเซียส มีอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 28 วัน
 
ซึ่งสูตรสารเคลือบผิวที่พัฒนาขึ้นมานี้ ยังช่วยให้มะนาวเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องได้เป็นเวลาถึง 9 วัน โดยผิวเปลือกยังคงมีสีเขียว รักษาความสดได้เป็นอย่างดี ต่างจากมะนาวที่ไม่เคลือบผิวที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีน้ำตาล แห้ง และแข็งมากขึ้น ส่วนเปลือกผลมะนาวที่ใช้สารเคลือบผิวนำเข้านั้นพบการหลุดลอกของสารเคลือบบนเปลือก และเมื่อทดลองเก็บที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ก็สามารถเก็บได้นานถึง 42 วัน

นอกจากนี้สำนักงานสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายเกษตร ยังสนับสนุนทุนวิจัยให้กับทีมงานดังกล่าวในการพัฒนาสารเคลือบผิวเพื่อใช้ชะลอการเกิดขนดำของเงาะ ลดปัญหาการเกิดกลิ่นและรสชาติผิดปกติของผลส้มโอ จนได้สารเคลือบผิวสูตร CK Wax ที่สามารถชะลอการเกิดขนดำของเงาะ เก็บรักษาที่ 12 องศาเซลเซียส ได้นาน 14 วัน และยังคงทดสอบต่อไปในส้มโอและกล้วยไข่ โดยสารเคลือบผิวผลไม้ที่พัฒนาขึ้นทุกสูตร ใช้เชลแลคเกรดอาหารและสารเคมีตัวทำละลายในปริมาณที่ต่ำกว่ามาตรฐานกำหนด จึงมีความปลอดภัยและเหมาะสมอย่างยิ่งต่อผลไม้เมืองร้อนของประเทศไทย อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่ายังเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริโภคที่จะทดสอบว่าสารเคลือบผิวบนผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่นิยมรับประทานทั้งเปลือก เช่น แอปเปิล และสตรอเบอร์รี เป็นต้น อันตรายหรือไม่ นอกจากฝากความหวังไว้ที่การเฝ้าระวังของผู้ประกอบการ
 
“หัวใจสำคัญ” คือ ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคในบ้านเราด้วย ต้องคอยเป็นหูเป็นตา ช่วยตรวจสอบว่าสารเคลือบผิวที่นำเข้ามาใช้ หรือผลไม้ที่นำเข้ามาวางขายใช้สารเคลือบผิวที่มีความปลอดภัยหรือไม่ ด้านผู้ที่สั่งสารเคลือบผิวจากต่างประเทศเข้ามาใช้ก็ต้องศึกษาอย่างรอบคอบว่าผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ หรือผลไม้เมืองร้อนของเราหรือไม่ แต่ทั้งนี้ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกมากเกินไป เพราะสารเคลือบผิวผลไม้ส่วนใหญ่ที่ใช้เป็นเชลแลคเกรดอาหารที่มีความปลอดภัยอยู่แล้ว
 
ทางที่ดี ขอแนะนำว่า“ควรล้างน้ำให้สะอาด หรือปอกเปลือกก่อนรับประทานเพื่อความปลอดภัย” เพราะสารเคลือบผิวจะไม่ซึมเข้าถึงเนื้อผลไม้อย่างแน่นอน
 

ความในใจของผู้เขียน

 
หากไม่ยึดติดกับเรื่องสวยงาม คิดแต่ว่าทานเพราะอยากลิ้มรส หรือเพราะเป็นผลไม้ที่ชื่นชอบ ก็เลือกผลไม้ที่มีผิวหรือเปลือกไม่สวยก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลผลิตของชาวบ้านที่นำมาวางขายเอง ไม่ได้ผ่านเข้าโรงงานเพื่อทำการเคลือบผิว แต่ก็มีไม่น้อยที่อยากได้ผิวสวยด้วยและปลอดภัย เพราะเมื่อได้ทานของสวยๆงามๆย่อมเสมือนเป็นสิ่งชูรสที่ทำให้การทานผลไม้ได้รสชาติมากยิ่งขึ้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่ามันมีอันตรายเมื่อทานเข้าไปหรือไม่
 
เฉกเช่นเดียวกับหนุ่มสาวที่ล้วนต้องการคู่ครองชีวิตเป็นคนที่มีหน้าตาดี ยิ่งมีองค์ประกอบเสริม คือ “หุ่นดี และรวยทรัพย์” ยิ่งโดนใจ ส่วนเรื่องลักษณะนิสัยว่าไปด้วยกันได้หรือไม่ ค่อยว่ากัน ด้วยคิดว่าจะสามารถชักจูงให้เขาหรือเธอเป็นคนดีของฉันได้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นสวยหรือหล่อแต่รูป จูบไม่หอม ก็เป็นได้
 
ทางที่ดีก็ต้องเรียนรู้นิสัยใจคอของกันและกันเป็นเวลานานๆ ต่างลองปรับตัวเข้าหากัน เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งที่คิดว่านานพอดู หากไปด้วยกันได้ก็จูงมือก้าวเดินต่อไปด้วยการสร้างครอบครัวร่วมกันขึ้นมา แต่หากไปไม่ได้ก็ควรเอ่ยลา อย่าฝืนดันทุรัง เพราะพิษรักย่อมสร้างความทุกข์ทรมานกายใจเป็นเวลาเนิ่นนานยิ่งกว่าผลไม้ที่ใช้สารเคลือบผิว

บริษัท สื่อเดินทาง จำกัด (Travel Mart Co., Ltd.)
เลขที่ 127/21-22 ถ.ราชปรารภ มักกะสัน ราชเทวี กทม.10400
โทรศัพท์.0-2245-4211 , 0-2247-5371-2 , 0-2642-4230-1  โทรสาร.0-2640-0020
e-mail : info@e-travelmart.com
Website :  www.e-travelmart.com
(C) 2008 Travel Mart Co.,Ltd.