คลินิกแค้มป์ โดย..หมอแค้มป์..

ภัยเงียบจากการท่องเที่ยวบนดอยสูง

 

ยอด South Peak สูงจากระดับน้ำทะเล 3,929 เมตร อุทยานฯโกตาคินาบาลู

ยิ่งขุนเขาแดนดอยสูงเท่าใด ความกดดันของบรรยากาศก็จะลดลงตามความสูง ทำให้ออกซิเจนในอากาศที่เราใช้หายใจ ลดลงตามไปด้วย ร่างกายคนเราจึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของความดันบรรยากาศที่เปลี่ยนไป หากเราปรับตัวไม่ได้ อาจจะเกิดการเจ็บป่วยอันเป็นผลจากการอยู่ในที่สูงได้ เช่น ภาวะน้ำท่วมปอดจากการอยู่ในที่สูง ภาวะสมองบวมและเลือดออกในจอประสาทตา เป็นต้น

เมื่อเราอยู่บนดอยสูงในระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายจะมีการปรับตัวด้วยการหายใจเร็วขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจต่อนาทีเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น และที่สำคัญคือการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจก็เพิ่มขึ้นด้วย

ในที่สูงนั้น ปริมาณความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดจะลดลงเรื่อยๆตามความสูง และจะยิ่งลดลงมากขึ้นหากมีการออกกำลังร่วมด้วย ภาวะที่ปริมาณออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงนี้ ทำให้ความดันของเส้นเลือดในปอดเพิ่มขึ้นตาม อันเป็นผลจากการหดตัวของเส้นเลือดที่ปอดจากภาวะขาดออกซิเจนนั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย คือ เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และอวัยวะภายใน จะหดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงน้อยลง ขณะที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจจะขยายตัวทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ส่วนเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เหล่านี้เป็นผลทำให้เราจะรู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าปกติ และออกแรงสูงสุดได้น้อยลงกว่าเดิม

เมื่อเราอยู่บนดอยสูงเป็นเวลานาน โดยอยู่ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3-4 วัน ขึ้นไป ร่างกายจะมีการปรับตัว โดยระบบประสาทซิมพาเธติคจะลดการทำงานลง ความดันโลหิตเริ่มลดลง ปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจต่อนาทีเริ่มลดลง และร่างกายมีการปรับตัวให้เม็ดเลือดแดงสามารถปล่อยออกซิเจนออกได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ภาวะการขาดน้ำของร่างกายจะเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากแรงดันน้ำในบรรยากาศลดลงตามอุณหภูมิที่ลดลง และการหายใจที่เร็วขึ้นทำให้ร่างกายเสียน้ำไปทางระบบทางเดินหายใจออกมากขึ้น มีการศึกษาพบว่านักไต่เขาที่ระดับความสูงมากกว่า 6,000 เมตร ต้องการบริโภคน้ำถึง 3-4 ลิตร/วัน

ทีนี้เรามาดูกันว่าภัยเงียบจากการท่องเที่ยวหรือพักแรมบนดอยสูงมีอะไรบ้าง


โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ


เมื่ออยู่บนดอยสูง ความสามารถในการออกกำลังกายจะลดลง และอาจมีอาการภาวะหัวใจขาดเลือดโดยเฉพาะขณะออกกำลังกายเป็นได้ง่ายขึ้น

วิธีป้องกัน ต้องสร้างความคุ้นเคยให้ร่างกายปรับสภาพได้เสียก่อน โดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน จึงจะสามารถออกกำลังได้เท่ากับอยู่ในที่ราบ แต่ผู้ที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบอยู่แล้ว จะต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าร่างกายของเราพร้อมหรือไม่ หากรู้ว่าเพียงออกกำลังกายเล็กน้อยก็รู้สึกเหนื่อยง่าย และเจ็บหน้าอกบ่อย ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงการขึ้นที่สูง เพราะอาจมีอันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้

กิ่วแม่ปาน..ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่


ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ


การที่หัวใจเต้นผิดจังหวะมีโอกาสเป็นได้บ่อยขึ้นในกลุ่มคนสูงอายุ และจะมีโอกาสเป็นมากขึ้นตามความสูงจากระดับน้ำทะเลของขุนเขาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว การอยู่ในที่สูงยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นมากขึ้นได้โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ และถ้ามีการออกแรงร่วมด้วย

หัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นนี้ สามารถเป็นได้ทั้งที่เกิดจากหัวใจด้านบน(Supraventricular) และหัวใจด้านล่าง(Ventricular)

วิธีป้องกัน สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นที่สูงหรือการพักแรมบนเขา เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจเต้นผิดจังหวะได้


ภาวะปวดหู 


คล้ายๆกับอาการของการเดินทางโดยเครื่องบิน แต่มีอาการน้อยกว่า คือ รู้สึกหูอื้อจนปวดหู

วิธีป้องกัน ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง อมลูกอม กลืนน้ำลาย อ้าปากหาว หรือให้ใช้วิธีปิดปากปิดจมูก แล้วกลั้นหายใจสักระยะ ซึ่งจะช่วยให้หูปรับสภาพได้ดี


ภาวะเมาความสูง/ภาวะแพ้ความสูง


ภาษาทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า“High Altitude Sickness” การป่วยจากการเมาความสูงหรือภาวะแพ้ความสูง  ไม่ใช่โรค(Disease) แต่เป็นปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาของร่างกาย เมื่อผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำ(Low Lander)เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ ซึ่งความดันบรรยากาศต่ำ ออกซิเจนในอากาศเบาบางหรือมีน้อย ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก ร่างกายจะมีกระบวนการอัตโนมัติในการปรับตัวให้เข้ากับความสูง ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า“Acclimatization” โดยหายใจเร็วและแรงขึ้น หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในเม็ดเลือดแดงให้สามารถปล่อยออกซิเจนแก่เซลล์ได้ดีขึ้น ความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้น การปรับตัวนี้ใช้เวลา 1-2 วัน ถ้าร่างกายสามารถปรับตัวได้ดีก็จะไม่เกิดการป่วย แต่ถ้าปรับตัวไม่ทันก็จะเกิดการป่วย ปกติอาการป่วยจากความสูงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราขึ้นไปในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตร ขึ้นไป และจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยเดินทางขึ้นไปในความสูงเช่นนี้มาก่อน

ดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,929 เมตร

                        อัตราเสี่ยงที่จะเกิดการป่วยจากความสูงนั้น ขึ้นอยู่กับความสูงและความเร็วที่ไต่ระดับความสูงขึ้นไป อย่างกรุงเทพฯนั้นมีความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล โดยมีความดันบรรยากาศ 1,000 มิลลิบาร์ และความสูงจากระดับน้ำทะเลทุกๆ 1,000 เมตร ความดันบรรยากาศจะลดลงในอัตราร้อยละ 10 เมื่อคนกรุงเทพฯขึ้นไปท่องเที่ยวบนยอดสูงสุดของเมืองไทย คือ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565.3341 เมตร ความดันบรรยากาศก็จะลดลงไปประมาณ 25 %  คงเหลือเพียง 743.4666 มิลลิบาร์ มีผลทำให้ความดันของออกซิเจน(Oxygen Tension)ลดลง รวมทั้งอุณหภูมิจะลดลงต่างจากกรุงเทพฯประมาณ 16 องศาเซลเซียส

ความดันของออกซิเจนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลักดันให้ออกซิเจนซึมผ่านปอดเข้าไปในเม็ดเลือดแดง และนำไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ร่างกายของเราจึงได้รับออกซิเจนลดลงตามสัดส่วนของความดันที่ลดลง มักเรียกให้เข้าใจง่ายๆว่าออกซิเจนในอากาศเบาบางลง ทั้งๆที่ความเข้มข้นของออกซิเจนไม่ได้ลดลงหรือเบาบางลง แต่เป็นความดันของออกซิเจนต่างหากที่ลดลง

จากข้อมูลทางการแพทย์ ผู้ที่เดินทางขึ้นไปเที่ยวบนขุนเขาแดนดอยที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร จะมีผู้ป่วยจากความสูงประมาณร้อยละ 10-15 หากเป็นพื้นที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร จะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็นร้อยละ 20-30 และในพื้นที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 4,000 เมตรขึ้นไป จะมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าร้อยละ 50

อัตราความเร็วของการไต่ความสูงก็มีความสำคัญมาก ในระดับความสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 3,000 เมตรขึ้นไป ต้องไต่ระดับความสูงอย่างช้าๆไม่เกินวันละ 300 เมตร เพื่อให้ร่างกายมีเวลาในการปรับตัว จะได้ไม่เกิดการป่วยความสูง หรือถ้าป่วยก็จะไม่รุนแรง แต่ถ้าไต่ความสูงอย่างรวดเร็ว ย่อมเกิดการป่วยความสูงได้ง่ายและอาจป่วยในระดับรุนแรงได้

ดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเล 2,225 เมตร

                        อากาศหนาวก็มีความสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดการป่วยความสูง เมื่อรู้สึกหนาวจนสั่น เมตาบอลิสึมในร่างกายจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว ทำให้ภาวะการพร่องออกซิเจนรุนแรงขึ้น โดยความสูงจากระดับน้ำทะเลทุกๆ 1,000 เมตร อุณหภูมิจะลดลงประมาณ 6.5 องศาเซลเซียส

นักท่องเที่ยวทุกคนที่เดินทางไปเที่ยวสถานที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตร ขึ้นไป มีโอกาสเกิดการป่วยความสูงเท่าๆกัน ไม่ว่าเพศชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ หนุ่มสาวหรือผู้สูงอายุ แต่ผู้มีปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคหัวใจอื่นๆ ย่อมจะมีความเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากการป่วยความสูงเพิ่มขึ้น คนกลุ่มนี้จึงไม่ควรเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ซึ่งอยู่บนพื้นที่สูงมากๆ

อาการของภาวะแพ้ความสูง แบ่งออกได้ 2 ระดับ ได้แก่

– ระดับที่ไม่รุนแรง หรือเรียกว่า“ภาวะแพ้ความสูงแบบเฉียบพลัน”(“AMS” ย่อมาจาก Acute Mountain Sickness หรือ Altitude Mountain Illness หรือ“Altitude Mountain Sickness) และ

– ระดับที่รุนแรง คือ ภาวะแพ้ความสูงร่วมกับปอดบวม(“HAPE” ย่อมาจาก High Altitude Pulmonary Edema) และการป่วยความสูงร่วมกับสมองบวม(“HACE” ย่อมาจาก High Altitude Cerebral Edema)

1) ภาวะแพ้ความสูงเฉียบพลัน เป็นภาวะระดับไม่รุนแรง มีอาการป่วย 2 ลักษณะ คือ

– ลักษณะแรกเป็นไปอย่างช้าๆ เริ่มมีอาการเมื่อขึ้นไปอยู่บนที่สูงเป็นเวลานาน 5-10 ชั่วโมง โดยมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เหนื่อยง่าย อาการปวดศีรษะและเวียนศีรษะเป็นอาการที่ชัดเจนที่สุดและเกิดกับผู้ป่วยเกือบทุกคน เมื่อเราเดินทางไปเที่ยวในที่สูงๆแล้วเกิดอาการปวดศีรษะ ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวข้างต้น ให้สันนิษฐานว่าเราป่วยความสูง เมื่อเรากลับลงมาอยู่ในระดับความสูงเดิมที่เคยอยู่ อาการป่วยจะหายเองภายใน 1-2 วัน แต่ถ้าเราขึ้นสู่ที่สูงเพิ่มขึ้น อาการอาจไม่หายหรืออาจป่วยมากขึ้น

สู่เมืองกาฎมาณฑุ ประเทศเนปาล สูงจากระดับน้ำทะเล 1,336 เมตร

                        – ลักษณะที่สองเป็นภาวะแบบเฉียบพลันทันที โดยไม่มีอาการนำ จะเกิดขึ้นเมื่อไต่ระดับความสูงมากๆอย่างรวดเร็ว เช่น การนั่งเครื่องบินไปลงที่ลาซา ทิเบต หรือที่แชงกรีล่า หรือการขึ้นกระเช้าลอยฟ้าจากเชิงเขาขึ้นสู่ยอดเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,000 เมตร การไปเที่ยวบนภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมอยู่(Snow Mountain) นักท่องเที่ยวจะมีอาการเหนื่อยทันทีเมื่อลงจากเครื่องบินหรือขึ้นถึงยอดเขา การเดินเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อย การฝืนออกกำลังหรือเดินขึ้นบันไดหรือเดินขึ้นเนิน อาจทำให้เหนื่อยมากจนหอบหรือเป็นลมหมดสติ

2) ภาวะแพ้ความสูงร่วมกับปอดบวม และภาวะแพ้ความสูงร่วมกับสมองบวม เป็นการป่วยระดับรุนแรง มีอาการป่วย 2 ลักษณะ คือ

– ภาวะแพ้ความสูงร่วมกับปอดบวม อาการป่วยนี้มักจะพบในคืนที่สองของการเดินทางขึ้นที่สูง จะเป็นต่อเนื่องจากการป่วยความสูงระดับแรก เมื่อนักท่องเที่ยวที่ป่วยระดับแรกไม่ทราบว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนว่าเป็นอาการของการป่วยความสูง ยังคงฝืนเดินทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีความสูงเพิ่มขึ้น ฝืนออกกำลังหรือฝืนเดินขึ้นบันไดหรือเนินเขา ทำให้ปอดและหัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จะมีอาการเหนื่อยมาก อ่อนเพลียมาก เดินเพียงเล็กน้อย อย่างเช่นเดินเข้าห้องน้ำก็เหนื่อยมากจนหอบ แม้แต่นั่งนิ่งๆก็เหนื่อย หายใจเร็ว ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะ อาจไอเล็กน้อยหรือไอมาก หากเป็นมาก เมื่อไอจะมีสีชมพูปนเสมหะ ถ้าเป็นมากขึ้นอีกก็จะไอมีเสมหะเป็นฟองปนเลือด ความดันเลือดลดลง ใจสั่น หน้าซีด เหงื่อออก ริมฝีปากและมือเขียว เซื่องซึมจนถึงหมดสติ อาการจะพัฒนาไปช้าๆหลายชั่วโมง ไม่รวดเร็วฉับพลัน แต่ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ อาจเสียชีวิตจากน้ำท่วมปอดและหัวใจวายได้

– ภาวะแพ้ความสูงร่วมกับสมองบวม อาจเกิดพร้อมๆกับการป่วยความสูงร่วมกับปอดบวม หรือเกิดเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ มักจะเป็นในคืนวันที่ 2 หรือคืนวันที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะมาก สับสน มึนงง มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป มีอารมณ์ปรวนแปร เบื่ออาหาร เดินเซ(Ataxia) มีอาการซึมลง ง่วงนอน นอนซม ปลุกไม่ตื่น เรียกไม่รู้ตัว และหมดสติ บางรายอาจมีอาการชัก อาการเหล่านี้เป็นอาการของสมองบวมจากการขาดออกซิเจน

หากผู้ป่วยมีความดันในกะโหลกศีรษะสูง เป็นการป่วยความสูงระดับรุนแรงที่อันตรายที่สุด อาการจะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตทุกปีๆละหลายๆรายจากการป่วยระดับนี้

ในรายที่สงสัยว่าจะเริ่มมีอาการป่วยนี้ ให้ทำการทดสอบง่ายๆ ด้วยการขีดเส้นตรงยาวประมาณ 1 เมตร ให้ผู้ที่สงสัยก้าวเท้าสั้นๆเหยียบลงบนเส้น โดยให้ส้นเท้าชิดต่อจากหัวแม่เท้า ถ้าทำไม่ได้หรือก้าวเท้าเซถลาออกจากเส้นหรือหกล้ม แสดงว่าเริ่มมีอาการของสมองบวม ให้รีบดำเนินการรักษาโดยด่วน

บางคนอาจคิดว่าการเมารถ(Car Sickness) ที่มักเกิดขึ้นบ่อยในนักท่องเที่ยวที่นั่งรถไปตามถนนที่คดเคี้ยวมากๆบนภูเขาสูง เป็นอาการเมาความสูงใช่หรือไม่ ไม่ใช่ครับ เพราะอาการของการเมารถ คือ คลื่นไส้และอาเจียน แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะ และไม่รู้สึกเหนื่อยง่าย นอกจากนี้การเมารถก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทางคดเคี้ยวบนเขาสูงที่วกวน ตามทางราบที่คดเคี้ยวไปมาและขับด้วยความเร็วก็สามารถเป็นได้เช่นกัน

บ้างบอกว่าไปเที่ยวบนดอยสูง แล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้อง และท้องเสีย แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะ และไม่รู้สึกเหนื่อยง่าย อาการนี้น่าจะเป็นเพราะอาหารเป็นพิษ(Food Poisoning)มากกว่า โดยอาจจะทานอาหารที่ไม่คุ้นเคยปาก

เมือง TADAPANI ประเทศเนปาล สูงจากระดับน้ำทะเล 2,590 เมตร

วิธีการป้องกันการป่วยความสูง เราสามารถป้องกันได้เพียงระดับหนึ่ง ไม่อาจป้องกันได้ 100% โดยเราสามารถลดอัตราเสี่ยงและความรุนแรงของการป่วยได้ ซึ่งมี 6 วิธี ดังนี้

(1) ไต่ระดับความสูงอย่างช้าๆ และแวะหยุดพักช่วงสั้นๆเป็นระยะๆ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับระดับความดันภายในร่างกายให้เกิดสมดุลกับสภาพแวดล้อมภายนอก และให้ดื่มน้ำมากกว่าปกติ หากยังรู้สึกหูอื้อหรือวิงเวียนศีรษะก็ให้ใช้วิธีปรับความดันของร่างกายให้เท่ากับแรงดันของอากาศรอบตัวด้วยการใช้นิ้วชี้กับนิ้วโป้งของมือข้างใดข้างหนึ่งบีบจมูกให้แน่น แล้วหายใจออกค่อนข้างแรงเหมือนสั่งน้ำมูก ลมหายใจที่ถูกปิดกั้นทางจมูกและปากที่ปิดสนิทจะถูกผลักดันให้ไหลไปออกทางช่องหูแทน ทำให้อาการหูอื้อหรือวิงเวียนศีรษะจะค่อยๆจางหายไป แต่ไม่เสมอไปนะที่ทุกคนจะปรับร่างกายได้ บางคนกว่าจะปรับได้ก็ต้องใช้เวลา 5-10 วัน และมีไม่น้อยที่ไม่สามารถปรับสภาพร่างกายได้ จึงจำต้องยกเลิกการเดินทางครั้งนั้นด้วยการลงเขากลับไป ดังนั้นการวางแผนการเดินทางที่ค่อยๆไต่ความสูงขึ้นไปเรื่อยๆในแต่ละวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้รู้ตัวว่ามีร่างกายที่ไม่แข็งแรง ควรเดินหรือไต่ขึ้นวันละไม่เกิน 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล แล้วหาที่พัก จะช่วยให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวที่เพียงพอ นอกจากนั้นควรพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไต่ระดับความสูงอย่างรวดเร็ว เช่น การนั่งเครื่องบินไปยังเมืองลาซาของทิเบตโดยตรง หรือการนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปคุนหมิง แล้วต่อเครื่องบินไปยังแชงกรีล่าภายในวันเดียวกัน เพราะจะเสี่ยงต่อการป่วยความสูง และมีโอกาสพัฒนาเป็นการป่วยความสูงระดับรุนแรงจนอาจเป็นอันตรายได้

(2) ช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีขึ้น โดยการกินยาป้องกันภาวะแพ้ความสูง คือ ยา“Acetazolamide” มีชื่อทางการค้าว่า“Diamox”  ซึ่งมีหลักฐานทางการแพทย์ และงานวิจัยมากมายยืนยันว่า ยา Diamox สามารถช่วยป้องกันอาการจากการแพ้ที่สูงได้ และยังสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการปรับตัว (Acclimatization) เมื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ อย่างไรก็ตาม Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องพัก นอกจากนี้ยา Diamox ยังไม่สามารถใช้รักษาอาการแพ้ที่สูงอย่างรุนแรงได้ ในกรณีดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ยาอื่นร่วมด้วย ซึ่งควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากแพทย์ต้องถามข้อมูลอีกมากเช่นเส้นทางการเดินทาง ระยะเวลาในการเดินทางว่าใช้เวลาเท่าไร คืนแรกนอนที่ไหน เคยไปที่สูงมาก่อนไหม มีโรคประจำตัวไหม ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาว่าควรจะกินยาหรือไม่และหากจำเป็นต้องใช้ควรเริ่มใช้ยาในช่วงใดของการเดินทาง   เนื่องจากยานี้เป็นยาขับปัสสาวะและใช้ในการรักษาโรคต้อหิน และสามารถใช้ป้องกันรวมถึงรักษาภาวะ Acute mountain sickness  แต่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น อาจทำให้มีอาการชาหรือรู้สึกแปล็บๆที่ปลายนิ้วมือเป็นการชั่วคราว  ทั้งนี้มีข้อห้ามสำหรับผู้ที่เคยแพ้ยาประเภทซัลฟา ก็ห้ามใช้ยาชนิดนี้ เพราะอาจเกิดการแพ้ยาได้ นอกจากนี้ในผู้มี โรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะอาจมีปัญหาเวลาเดินทางขึ้นที่สูงรวมถึงมีปัญหาในการใช้ยาได้

(3) หลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนและพลังงานเพิ่มขึ้น ด้วยการไม่ออกกำลังกายเกินขีดความสามารถของร่างกายในขณะนั้น เมื่ออยู่บนที่สูง ออกซิเจนในอากาศเบาบาง จะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ การเคลื่อนไหวอย่างใดก็ตามควรทำช้าๆ เมื่อรู้สึกเหนื่อยก็ให้หยุดพัก การเดินเที่ยวให้เดินช้าๆ หยุดพักบ่อยๆ โดยเฉาะอย่างยิ่งการเดินขึ้นเนินหรือขึ้นบันไดสูงชัน อย่าเผลอรีบเร่งหรือรีบเดินให้ทันเพื่อนหรือกลุ่ม มิฉะนั้นอาจเกิดอาการเป็นลม หน้ามืด หมดสติ หายใจหอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วและแรง ริมฝีปากเขียวคล้ำ และมือซีด ส่วนใหญ่เมื่อล้มตัวลงและได้รับการปฐมพยาบาล อาการจะดีขึ้น แต่บางคนหัวใจหยุดเต้น ต้องได้รับการรักษาโดยการนวดหัวใจและผายปอด จึงขอเตือนว่าอย่าได้ประมาทเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่คิดว่าตนมีร่างกายแข็งแรง

 

ดอยเวียงผา จ.เชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,834 เมตร

                        (4) ตระเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวและอุปกรณ์กันหนาวให้เพียงพอ เพราะบนแดนดอยสูง อากาศจะหนาวเย็นตลอดทั้งปี แม้ในฤดูร้อนก็ยังเย็น ยิ่งขึ้นสูง อุณหภูมิยิ่งต่ำลง เราจึงควรเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไปเที่ยวบนภูเขาหิมะ อากาศบนภูเขาจะหนาวเย็น ลมพัดแรง มีหมอกและฝนตกบ่อย จึงต้องสวมเสื้อผ้า ถุงมือ ผ้าพันคอ และหมวก ให้ร่างกายได้รับความอบอุ่นเพียงพอ รวมทั้งควรเตรียมร่มและเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วย ถ้าเกิดอาการหนาวจนสั่น ร่างกายจะใช้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาวะพร่องออกซิเจนจะรุนแรงขึ้น อาจทำให้เกิดการป่วยภูเขาเฉียบพลัน

(5) เตรียมยาประจำตัวที่ต้องใช้เป็นประจำ และยาฉุกเฉินที่อาจจะต้องใช้ระหว่างการเดินทาง เช่น ยาแก้ปวดศีรษะ ยาแก้หวัด ยาแก้เมารถ ยาแก้อาเจียน ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวดท้อง ยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ยาปฏิชีวนะ พลาสเตอร์ปิดแผล แอลกอฮอล์เจล แอลกอฮอล์สำหรับทาแผล ยาหม่อง พิมเสนน้ำ เป็นต้น

(6) ดื่มน้ำให้มากๆ ประมาณวันละ 3-4 ลิตร เพื่อลดภาวะเสี่ยงของการเกิดภาวะร่างกายพร่องน้ำ(Dehydration) ซึ่งทำให้ร่างกายปรับตัวช้าลง และควรงดเว้นการดื่มเหล้าและแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะขัดขวางกระบวนการปรับตัวของร่างกาย

วิธีการรักษาการป่วยภูเขาเฉียบพลัน หากมีการป่วยขึ้นอย่างช้าๆ คือ มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน นอนไม่หลับ และเหนื่อยง่าย ไม่ต้องตกใจ การป่วยระดับนี้ไม่มีอันตรายเพียงทำให้เกิดความไม่สบายตัว ไม่สบายใจบ้าง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องระมัดระวังไม่เร่งรีบเดินหรือวิ่ง ไม่รีบเดินขึ้นเนินหรือบันไดเร็วๆ ไม่เดินทางไต่ความสูงขึ้นไปอีก จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอาการเหนื่อย ต้องไม่นั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปเที่ยวบนภูเขาสูงๆ หรือเดินทางไปสู่เมืองที่อยู่ในระดับความสูงมากกว่าเดิม มิฉะนั้นการป่วยอาจพัฒนาเป็นการป่วยระดับรุนแรง เมื่อหายเป็นปกติดีแล้ว สามารถเดินทางท่องเที่ยวและไต่ระดับความสูงต่อไปได้ แต่อาจเกิดป่วยได้อีก

การรักษาตัวเองในระยะนี้ คือ การรักษาตามอาการ ได้แก่ กินยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม อาการปวดศีรษะจะทุเลาลง ถ้าเป็นหวัดและมีน้ำมูกไหลร่วมด้วย ให้กินยาลดน้ำมูกคลอเฟนิรามีน(Chlorpheniramine) ขนาด 4 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ ถ้ามีอาการอาเจียน ให้กินยาแก้อาเจียน เช่น ไดเมนไฮดรามีน(Dimenhydrinate) ขนาด 50 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง การกินยา Diamox เพื่อป้องกันภาวะแพ้ความสูง ควรใช้ขนาดต่ำ โดยทั่วไปจะให้ขนาด 125 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ถ้ากินเม็ดขนาด 250 มิลลิกรัม ให้กินแค่ครึ่งเม็ดวันละ 2 ครั้ง นอกจากนี้การรับประทาน“ซุปกระเทียม”แล้วนอนพัก เป็นอีกหนึ่งวิธีหนึ่งที่ชาวเนปาลใช้ในการรักษาภาวะแพ้ความสูง

หากเกิดการป่วยภูเขาเฉียบพลันขึ้นอย่างฉับพลันทันที เช่น นั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไปเที่ยวบน

ภูเขาสูง หรือนั่งเครื่องบินไปลงบนพื้นที่สูงๆ แล้วมีอาการเหนื่อยมากทันที ให้สูดดมออกซิเจนจากกระป๋องจะช่วยได้มาก ถ้าหยุดพักแล้วอาการไม่ดีขึ้น อย่าฝืนเดินต่อไป ถ้าอาการเหนื่อยมากขึ้นจนหายใจหอบ ให้รีบลงจากภูเขาโดยเร็วที่สุด เมื่อลงมาถึงเชิงเขา อาการจะดีขึ้นและหายเอง

ลานบนภูสอยดาว สูงจากระดับน้ำทะเล 1,800 เมตร

                        ทั้งนี้อาการเหนื่อยมากจนหายใจหอบ อาจพัฒนาเป็นการป่วยความสูงร่วมกับปอดบวมได้ ต้องพักผ่อนให้มากที่สุด สูดดมออกซิเจนให้มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้ให้เดินทางลงสู่ที่ต่ำกว่าให้เร็วที่สุด อาการ

ต่างๆจะดีขึ้น ในกรณีที่มีอาการหนักหรืออาการไม่ดีขึ้น ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นโดยเร็ว เพราะในพื้นที่ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น แพทย์และพยาบาลจะมีความรู้และประสบการณ์ในการรักษาการป่วยความสูงมาก

ถ้ามีอาการป่วยความสูงร่วมกับสมองบวม การรักษา คือ การนำผู้ป่วยเดินทางลงมาสู่เมืองที่ต่ำกว่าให้เร็วที่สุด อันเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุด พร้อมกันนี้ให้สูดดมออกซิเจนและให้ยา Dexamethasone(Decadron หรือ Dexasone) ขนาด 8 มิลลิกรัม ฉีดเข้ากล้าม หรือให้กินยาเม็ด ขนาด 0.5 มิลลิกรัม จำนวน 16 เม็ด แล้วให้ซ้ำอีกในขนาด 4 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง จนหายเป็นปกติ ยา Dexamethasone ช่วยลดการบวมของสมองได้ แต่ไม่ช่วยกระบวนการปรับตัวของร่างกาย ถ้าเป็นมากจนหมดสติ ปลุกไม่ตื่น เรียกไม่รู้ตัวหรือมีอาการชัก ให้นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลท้องถิ่นโดยด่วน ถ้าได้รับการรักษาหรือนำผู้ป่วยลงสู่ที่ต่ำได้ทันท่วงที อาการจะค่อยๆดีขึ้นและหายเป็นปกติภายใน 2-3 วัน


เปลี่ยวดำ


คำว่า“เปลี่ยวดำ”เป็นภาษาทางภาคเหนือ ภาษาทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า“ไฮโปเธอร์เมีย”(Hypothermia) เกิดจากอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงผิดปกติ คือ น้อยกว่า 35 °C ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ภาวะนี้เกิดจากมีการสูญเสียปริมาณความร้อนออกจากร่างกายเร็วกว่าปริมาณความร้อนที่ร่างกายผลิตได้ ตัวอย่างเช่น การลงเล่นน้ำตามลำธารหรือว่ายน้ำในสระเป็นเวลานาน , การอาบน้ำหรือลงเล่นในน้ำที่เย็นยะเยือก ขณะร่างกายเหนื่อยล้าจากการเดินป่าหรือออกกำลังกายมา , การสวมใส่ชุดป้องกันไม่เพียงพอสำหรับป้องกันความหนาวในการดำน้ำลึก(Scuba Diving) , การเดินขึ้นยอดเขาสูงในตอนกลางคืน/ก่อนรุ่งสางเพื่อขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นและหรือทะเลหมอก , เดินขึ้นยอดเขาผ่านสุมทุมพุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยน้ำค้างจนทำให้เสื้อผ้าที่สวมใส่ชุ่มฉ่ำเปียกโชก ท่ามกลางอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 °C และมีลมหนาวพัดรุนแรง รวมทั้งมีอาการหิว เป็นต้น ย่อมก่อให้เกิดอาการไฮเปอร์เธอร์เมียขึ้นได้ แม้ว่าภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับกับการอยู่ในสถานที่ที่หนาวเย็นเป็นเวลานาน แต่แท้จริงแล้วพบว่าคนไข้ส่วนใหญ่อาจเกิดภาวะนี้ภายในบ้านที่มีอุณหภูมิประมาณ 10◦C – 15.6 °C ได้เช่นกัน

อาการของไฮเปอร์เธอร์เมีย คือ ผิวหนังชา โดยเฉพาะนิ้วมือนิ้วเท้า ร่างกายสั่นจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ พูดจาไม่ชัด/สับสน หมดแรง หายใจช้า และชีพจรอ่อน ผู้ป่วยบางรายก็มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น รุนแรงหรือไม่มีเหตุผล คลื่นไส้ เป็นตะคริว ฯลฯ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสเสียชีวิตถึง 50%  ดังนั้นการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วจะช่วยผู้ป่วยได้ โดยการวัดอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วย ซึ่งอุณหภูมิร่างกายปกติเมื่อวัดทางปาก(Oral Temperature)จะได้ 37 °C หรือประมาณ 98.6 °F แต่ถ้าวัดทางทวารหนัก(Rectal Temperature)จะสูงขึ้นอีก 6 °C อย่างไรก็ดีอุณหภูมิร่างกายของคนปกติสามารถแปรผันไปได้มาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่าง เช่น ขณะออกกำลังกายอย่างหนักจะทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น อาจทำให้อุณหภูมิที่วัดทางทวารหนักเพิ่มขึ้นได้ถึง 101-104 °F แต่ถ้าร่างกายต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดก็อาจทำให้อุณหภูมิทางทวารหนักลดต่ำลงจนลดต่ำกว่า 97 °F การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นได้ หรือเมื่อร่างกายทำงานน้อย อย่างในช่วงเช้ามืดที่เพิ่งตื่นนอน อุณหภูมิร่างกายก็จะต่ำลงไปได้บ้าง เพราะอุณหภูมิร่างกายขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างการเกิดความร้อนและการเสียความร้อนของร่างกาย

เมือง TADAPANI ประเทศเนปาล สูงจากระดับน้ำทะเล 2,590 เมตร

                        หากไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ก็ให้ใช้หลังมือสัมผัสผิวหน้าท้องของผู้ป่วย ถ้ารู้สึกว่าผิวหนังเย็นผิดปกติ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเกิดภาวะไฮโปเธอร์เมีย และควรรีบตามรถพยาบาลหรือพาไปโรงพยาบาลทันที ซึ่งขณะรอรถพยาบาลหรือกำลังขนย้ายผู้ป่วยไปพบโรงพยาบาล ควรทำการปฐมพยาบาลผู้ป่วยตามขั้นตอนดังนี้

(1) ตรวจชีพจรและการหายใจ โดยให้ความช่วยเหลือการกู้ชีพหากจำเป็น ด้วยการฝายปอดและนวดหัวใจ

(2) ถ้าเป็นไปได้ให้ย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในห้องที่อบอุ่น และห่มผ้าเพื่อไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อนเพิ่มเติม ทั้งนี้ต้องเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกายผู้ป่วยอย่างช้าๆไม่เกิน 1 °C ต่อชั่วโมง

(3) ไม่ควรทำให้อวัยวะส่วนใดอบอุ่นด้วยการใช้มือช่วยถูตามร่างกายผู้ป่วยหรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน เพราะการทำให้ผิวอุ่นขึ้นโดยเร็ว อาจเป็นอันตราย เนื่องจากเลือดจะมาคั่งที่ผิวหนังมาก ทำให้อวัยวะสำคัญภายในร่างกายเกิดการขาดเลือด

(4) อย่าให้ผู้ป่วยรับประทานอะไร ยกเว้นเมื่อรู้สึกตัวดีแล้ว และสามารถกลืนได้ อาจให้ทานซุปใส หรือน้ำชาร้อน แต่ห้ามให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การป้องกันขึ้นอยู่กับกิจกรรมนั้นๆ เช่น การเดินป่าบนดอยสูงในหน้าหนาวควรสวมเสื้อผ้าหนาๆเพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน สวมหมวกไหมพรม ถุงมือ และถุงเท้า นอกจากนี้ควรดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆอยู่บ่อยๆ , การเดินป่าในหน้าฝน..ควรสวมเสื้อกันฝนขณะเดินลุยฝน และเมื่อถึงที่ตั้งแค้มป์ ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อผ้าแห้งๆ และดื่มเครื่องดื่มร้อนๆเพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น , การว่ายน้ำเล่นน้ำในลำธารหรือสระน้ำ ควรหยุดพักเป็นระยะๆและขึ้นมาบนฝั่ง พร้อมทั้งสวมเสื้อคลุมหรือใช้ผ้าเช็ดตัวคลุมตัวให้ร่างกายอบอุ่น ก่อนลงไปเล่นใหม่ , หลังจากการออกกำลังกายหรือเมื่อถึงจุดตั้งแค้มป์จากการเดินป่ามาครึ่งค่อนวันหรือทั้งวัน ไม่ควรรีบอาบน้ำทันที แต่ควรพักให้หายเหนื่อยสนิท แล้วเวลาอาบน้ำควรให้ร่างกายค่อยๆปรับตัวกับความเย็นของน้ำ ตัวอย่างเช่น ตักน้ำราดไปที่เท้า ซึ่งเป็นอวัยวะที่หนาที่สุดของร่างกาย แล้วจึงใช้มือวักน้ำแปะๆไปตามตัวทีละนิดๆ ก่อนที่จะตักอาบหรือเปิดฝักบัวราดทั้งตัว , ทุกครั้งที่เดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือทะเลหมอกบนยอดดอยสูงก่อนรุ่งสาง ควรพกพาเสื้อแห้งๆและหนาติดตัวไปอย่างน้อย 1-2 ตัว ด้วยเสมอ เพราะหากเราต้องเดินฝ่าน้ำค้างจนเสื้อผ้าชุ่มโชก เมื่อถึงยอดดอย เราก็สามารถเปลี่ยนสวมใส่ตัวใหม่ได้ และการดำน้ำลึก..ควรสวมใส่เว็ทสูทที่มีความหนาและครอบคลุมร่างกายเพียงพอสำหรับป้องกันความหนาวในระดับน้ำลึกที่เราวางแผนไว้ เป็นต้น

ยอดเขา Poon Hill ประเทศเนปาล สูงจากระดับน้ำทะเล 3,210 เมตร


ความในใจของผู้เขียน


ในการเดินทางไปเที่ยวตามแดนดอยสูงที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 เมตร ขึ้นไป ให้คิดเสมอว่ามีโอกาสป่วยความสูงได้ ถ้ามีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการใดอาการหนึ่ง คือ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ มึนงง นอนไม่หลับ หรือเหนื่อยง่าย แสดงว่าเริ่มมีอาการของการป่วยความสูงระดับแรก การป่วยระดับนี้ไม่มีอันตราย หายได้เองภายใน 1-2 วัน แต่ต้องระมัดระวังคอยป้องกันไม่ให้เกิดการป่วยระดับรุนแรงที่มีภาวะปอดหรือสมองบวมร่วมด้วย ถ้ามีอาการป่วยให้พักผ่อน อย่าไต่ความสูงขึ้นไปอีก อย่าหักโหมออกแรงมากเกินไป ถ้าอาการไม่ดี ให้เดินทางลงสู่ที่ต่ำ อย่ากลั้นปัสสาวะและให้ระวังเรื่องอาหารที่จะทำให้ท้องเสีย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้เพื่อนๆทุกคนเดินทางไปท่องเที่ยวแดนดอยสูงได้อย่างมีความสุขและเพลิดเพลิน

ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณน้องเจ..เภสัชกร ที่ร่วมเดินทางไปท่องเที่ยวกับผู้เขียนอยู่บ่อยๆ ช่วยตรวจทานข้อมูลนี้ให้ถูกต้องสมบูรณ์

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Altitude Sickness #2 อาการและการป้องกัน http://www.thaitravelclinic.com/blog/th/other-travel-tips/altitude-sickness2-symptoms-and-preventio.htmi
  2. Altitude Sickness #3 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox (Acetazolamide) http://www.thaitravelclinic.com/blog/th/other-travel-tips/thai-altitude-sickness-3-diamox.htmi

…………………………………………………………………………………………………………………………