คลินิกแค้มป์ โดย..หมอแค้มป์..

 

“โรคเชื้อราของผิวหนังกับนักท่องเที่ยว”

ล่องแก่งลำน้ำเข็ก จ.พิษณุโลก

                 การท่องเที่ยวทำให้เราได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้รับความรู้และประสบการณ์ในชีวิต รวมถึงได้เรียนรู้อุปนิสัยใจคอของเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่คิดถึงว่าเราจะได้รับติดตัวกลับมาด้วย นั่นคือโรคเชื้อราของผิวหนังที่เกิดจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างสมบุกสมบัน ประเภทเดินป่า และล่องแก่ง

โรคผิวหนังมีหลายชนิด เช่น ผื่นแพ้ ลมพิษ กลาก เกลื้อน เริม หิด เหา เป็นต้น ส่วนใหญ่มักมีอาการคันในบริเวณที่เป็น ทำให้รู้สึกน่ารำคาญ ในบางครั้งอาจคันมากจนต้องเกาเพื่อระงับอาการคัน เมื่อเกาแล้วก็อาจทำให้เกิดรอยเกาจนเป็นแผลเปิด และลุกลามให้ติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้ จนเกิดเป็นวงจรของโรคผิวหนังที่มีอาการคัน คือ “คันแล้วเกา เมื่อเกาแล้วยิ่งคัน เมื่อยิ่งคันก็ยิ่งเกามากขึ้น” วนเวียนอยู่อย่างนี้จนลุกลามเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามยังมีโรคผิวหนังอีกหลายชนิดที่ไม่มีอาการคัน เช่น โรคเกลื้อนที่ทำให้ผิวหนังด่างขาว มักไม่มีอาการคัน หรือโรคงูสวัดที่เป็นตุ่มใสเป็นกลุ่มๆ ลามตามเอว ใบหน้า แขน ขา และมีอาการปวดแสบปวดร้อนในบริเวณขึ้นตุ่ม เป็นต้น

เมื่อมี“อาการคัน” คนทั่วไปมักคิดว่า“เกิดจากเชื้อรา” จึงไปร้านขายยาเพื่อขอซื้อยาแก้เชื้อรา โดยไม่ได้ระบุชื่อยา คิดแต่เพียงยาตัวใดก็ได้ที่ทำให้หายคัน ซึ่งจากที่เคยได้วิสาสะสนทนากับเภสัชกรในร้านขายยาแห่งหนึ่ง บอกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้เกิดการติดเชื้อราที่ผิวหนังจริง ส่วนที่เหลือเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่เชื้อรา เช่น ผื่นผิวหนังอักเสบจากการแพ้ด้วยการสัมผัส ลมพิษ สะเก็ดเงิน เริม หิด เป็นต้น หากผู้ป่วยที่มีอาการคันจากเชื้อราจริง เมื่อได้ยาไปใช้ทาราว 3-5 วัน อาการก็จะดีขึ้นและหายไปได้ แต่หากผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา แต่เกิดจากสาเหตุอื่น การใช้ยาแก้เชื้อราก็จะไม่ได้ผลในการรักษา


เมื่อมีปัญหาโรคผิวหนัง ควรทำอย่างไร?


เมื่อมีอาการคันและสงสัยว่าตนเองเป็นเชื้อรา ควรไปปรึกษาเรื่องนี้กับแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังเฉพาะ หรืออาจจะปรึกษาเบื้องต้นกับแพทย์ทั่วไป แต่หากเราไม่สะดวกด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ที่จะไปสถานพยาบาลเพื่อพบแพทย์ ก็ลองปรึกษาเภสัชกรตามร้านขายยา ว่าอาการคันของเรานั้นเกิดจากเชื้อราหรือไม่? หรือเกิดจากโรคใดกันแน่ จะใช้ยาตัวใดรักษาดี และควรไปพบแพทย์หรือไม่?

ที่สำคัญเราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าหากอาการคันไม่ได้เกิดจากเชื้อรา การใช้ยาแก้เชื้อราก็ไม่ได้ช่วยให้หายคัน ดีไม่ดี..อาการคันอาจลุกลามให้เป็นมากขึ้นก็เป็นได้ ทำให้เกิดการสูญเสียเงินที่ซื้อยามารักษา เสียเวลาที่ทดลองใช้ยาที่ไม่ตรงกับโรค และเสียความรู้สึกและบุคลิกภาพที่มีอาการคัน ต้องคอยเกาอยู่เสมอ อันเป็นการรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา


โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา


โรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อราที่พบบ่อยๆในผู้คนทั่วไปที่มีภูมิคุ้มกันปกติ มีอยู่ด้วยกัน 3 โรค คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราแคนดิดา ในที่นี้ขอแนะนำเพียงกลาก และเกลื้อน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

ป่าภูวัว จ.บึงกาฬ

  1. กลาก(Ring Worm หรือ Tinea) เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ ซึ่งชอบเจริญอยู่เฉพาะในผิวหนังชั้นนอกสุด เช่น ศีรษะ คอ ลำตัว แขนขา เป็นต้น รวมทั้งเส้นผมและเล็บ

โรคนี้พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก และในคนที่มีเหงื่อออกมาก ผิวหนังอับชื้นง่าย บางครั้งอาจพบเป็นพร้อมกันหลายคนในบ้าน ในโรงเรียน หรือในวัด

หากโรคกลากขึ้นตามผิวหนังจะมีลักษณะเป็นวงๆ หรือเป็นดวงๆ และมีอาการคัน เริ่มแรกจะขึ้นเป็นตุ่มแดงๆ แล้วค่อยๆลุกลามออกไปเป็นวง มีขอบเขตชัดเจน ขอบจะนูนเล็กน้อย มีสีแดง มักมีตุ่มน้ำใสเล็กๆ หรือขุยขาวๆอยู่รอบๆวง วงนี้จะลุกลามขยายออกไปเรื่อยๆ ส่วนผิวหนังที่อยู่ตรงกลางวงจะมีลักษณะเป็นผิวหนังที่ปกติ เนื่องจากเป็นส่วนที่เป็นก่อนและเริ่มหายแล้ว อาจขึ้นเป็นวงติดๆกันหลายวง หรือเป็นวงซ้อนกันก็ได้ บางครั้งก็ขึ้นพร้อมกันหลายแห่งก็ได้ บางคนอาจเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียอักเสบแทรกซ้อนได้

หากเป็นที่ศีรษะ จะมีอาการผมร่วงเป็นหย่อม หนังศีรษะมีลักษณะเป็นวงๆ มีสะเก็ดเป็นขุยขาวๆ มีปลายเส้นผมที่หักคาเป็นปลายสั้นๆ หรือเห็นเป็นจุดดำๆ หากปล่อยให้เป็นมาก ก็อาจทำให้หนังศีรษะเป็นแผลเป็น ผมร่วงเป็นหย่อมอย่างถาวรได้

หากขึ้นที่ขาหนีบ เรียกว่า“โรคสังคัง” พบมากในคนที่มีเหงื่ออับชื้นในบริเวณนี้ รวมทั้งคนเดินป่าในช่วงหน้าฝน มีลักษณะขึ้นเป็นวงที่ขาหนีบ 2 ข้าง และลุกลามออกไปเรื่อยๆ มักมีสีคล้ำๆ บางคนอาจเกาจนน้ำเหลืองเฟอะ หรือผิวหนังหนา

หากขึ้นตามง่ามนิ้วเท้า เรียกว่า“ฮ่องกงฟุต”(Hong  Kong’s Foot) หมายถึง อาการแผลเปื่อยที่ง่ามนิ้วเท้า คนทั่วไปเข้าใจว่าเกิดจากการย่ำน้ำ(เน่า) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนที่มีน้ำท่วมขัง บางครั้งก็เรียกกันว่า“น้ำกัดเท้า” ทางยุโรปและอเมริกาเรียกโรคนี้อีกชื่อหนึ่งว่า“โรคเท้านักกีฬา”(Athlete’s Foot) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะผู้ชายมักใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่ทำให้อับชื้น นอกจากนี้ยังพบในคนที่ย่ำน้ำเท้าเปียกบ่อย รวมทั้งคนเดินป่าในช่วงหน้าฝน และกลุ่มล่องแก่ง ส่วนมากจะเกิดระหว่างนิ้วกลางกับนิ้วนาง และนิ้วนางกับนิ้วก้อย มีลักษณะเป็นขาวๆและยุ่ย ต่อมาลอกเป็นแผ่นหรือสะเก็ด แล้วแตกเป็นร่องและมีกลิ่นเหม็น ถ้าแกะลอกขุยขาวๆที่เปื่อยยุ่ย จะเห็นผิวหนังข้างใต้มีลักษณะแดงๆ และมีน้ำเหลืองซึม มักมีอาการคันยิบๆ บางคนอาจลามไปที่ฝ่าเท้า หรือเล็บเท้า อาจทำให้ฝ่าเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ หรือเป็นตุ่มพองใหญ่และคันมาก อนึ่งอาการแผลคันที่ง่ามนิ้วเท้าอาจมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ ต่างกันที่โรคภูมิแพ้จะเป็นอยู่เฉพาะในง่ามนิ้วเท้า ไม่ลุกลามไปยังบริเวณอื่น โรคนี้บางครั้งก็แยกกันไม่ได้ชัดเจน มีข้อสังเกตว่าถ้าลองรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราแล้วไม่ได้ผล ก็อาจไม่ใช่ฮ่องกงฟุต แต่เป็นโรคภูมิแพ้ จากการแพ้เหงื่อที่อับ ถุงเท้า หรือรองเท้า ตราบเท่าที่ยังสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ก็จะมีอาการกำเริบอยู่เรื่อยๆ เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ อาการจะทุเลาดีขึ้น

หากขึ้นที่เล็บมือ/เล็บเท้า เล็บจะมีลักษณะขรุขระและยุ่ย ถ้าเป็นมาก..เล็บจะผุกร่อนทั้งเล็บ มักเกิดพร้อมกันหลายเล็บ

ตาดหินยาว จ.ปราจีนบุรี

                              โรคกลากนี้ถ้าไม่รีบรักษา มักจะเป็นเรื้อรังและลุกลาม ดูน่ารังเกียจแก่ผู้พบเห็น และสร้างความรำคาญแก่ผู้เป็นที่ต้องเกาอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญโรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย(ตรงข้ามกับเกลื้อน ซึ่งติดต่อยาก) โดยการสัมผัสกับคนไข้โดยตรง หรือใช้ของร่วมกับคนไข้ หรือติดมาจากร้านตัดผม/ร้านเสริมสวย หรืออาจติดมาจากสัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว เป็นต้น การป้องกันการติดต่อจากโรคนี้ ป้องกันได้โดย

– รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำ ฟอกสบู่อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง

– อย่าคลุกคลีหรือสัมผัสใกล้ชิดกับคน หรือสัตว์เลี้ยง ที่เป็นโรคนี้

– อย่าใช้ของใช้ เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้า รองเท้า หวี มีดโกน ฯลฯ ร่วมกับคนที่เป็นโรคนี้

– รักษาความสะอาดของร่างกายด้วยการอาบน้ำฟอกสบู่ และเช็ดตัวให้แห้ง ระวังอย่าให้มีเหงื่ออับชื้น

– โรคสังคัง ควรป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการใช้กางเกงในที่รัดแน่นหรืออบเกินไป

– โรคฮ่องกงฟุต ควรป้องกันด้วยการสวมใส่รองเท้าสานโปร่ง(เปิดเล็บเท้า) แทนการใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่มิดชิด หากต้องการใส่ถุงเท้าก็อย่าใส่ถุงเท้าใยสังเคราะห์หรือไนล่อน แต่ควรเป็นถุงเท้าผ้าที่ไม่หนามากนัก ระบายอากาศได้ดี และหลังอาบน้ำ..ควรเช็ดบริเวณง่ามนิ้วเท้าให้แห้ง ถ้าซอกนิ้วเท้าเปียกน้ำ(จากการลุยย่ำน้ำ) หรือมีเหงื่อออกมาก ควรล้างเท้าให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

  1. เกลื้อน(Tinea Versicolor) เกิดจากเชื้อรากลุ่มมาลาสซีเซียเฟอร์เฟอร์ ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีอยู่ตามผิวหนัง(โดยเฉพาะที่หนังศีรษะ)เป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว ในคนปกติทั่วไปเชื้อรานี้จะอยู่อย่างสงบไม่ก่อให้เกิดโรค แต่คนที่อับเหงื่อมีเหงื่อชุ่มเป็นประจำ เชื้อราจะเจริญงอกงาม จนทำให้กลายเป็นโรคเกลื้อน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยโรคหนึ่งในคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ผู้ใช้แรงงาน(ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร) พนักงานขับรถ นักกีฬา รวมทั้งคนเดินป่า

มีลักษณะขึ้นเป็นด่างดวงเล็กๆ สีขาว หรือสีน้ำตาลแดง มีขอบเขตชัดเจน และค่อยๆลามขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พบกระจายทั่วไปในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ซอกคอ หน้าอก แผ่นหลัง เป็นต้น มักจะไม่มีอาการคัน

เกลื้อนจะมีลักษณะขึ้นเป็นดวงกลมเล็กๆขนาดประมาณ 4-5 มิลลิเมตร จำนวนหลายดวง และค่อยๆลามขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พบกระจายทั่วไปในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น ซอกคอ หน้าอก รักแร้ แผ่นหลัง เป็นต้น โดยทั่วไปจะแยกกันอยู่เป็นดวงๆ เห็นเป็นรอยด่างหรือรอยแต้มสีขาวหรือสีน้ำตาล ถ้าเป็นเรื้อรัง..ดวงของเกลื้อนเหล่านี้จะลุกลามมาต่อกันเป็นแผ่นขนาดใหญ่ มักไม่มีอาการคัน ยกเว้นบางขณะที่มีเหงื่อออกมาก อาจรู้สึกคันเล็กน้อยพอรำคาญ

เขาหลวง จ.สุโขทัย

                              ช่วงระยะที่เป็นใหม่ๆจะเห็นเป็นสะเก็ดบาง ลักษณะเป็นเงามัน สีขาว สีน้ำตาล หรือสีแดงเรื่อๆ คลุมอยู่บนผิว เวลาขูดจะหลุดเป็นขุย ลักษณะนี้อาจต้องแยกออกจากโรคกลากซึ่งจะขึ้นดวงๆ ขอบเขตชัดเจน ขอบนูน มีตุ่มน้ำใสหรือขุยขาวๆอยู่รอบวง แต่จะมีอาการคันมาก และมักจะขึ้นเป็นหย่อมเฉพาะที่ แล้วค่อยๆลุกลามใหญ่ขึ้น ไม่ขึ้นกระจาย เป็นบริเวณกว้างแบบเกลื้อน

ส่วนในรายที่เป็นเกลื้อนเรื้อรัง เห็นเป็นรอยด่างขาวนั้นอาจดูคล้าย“โรคด่างขาว” หรือ“กลากน้ำนม” (ซึ่งโรคด่างขาว เกิดจากเซลล์ผิวหนังบางส่วนไม่สร้างเม็ดสีเช่นปกติ ทำให้ผิวหนังส่วนนั้นเป็นรอยด่างขาว มักเกิดตรงบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก คอ หลังมือ และหลังเท้า ซึ่งมักจะมีลักษณะกระจายตัวเหมือนๆกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย เช่น ขึ้นที่หลังมือทั้งข้างซ้ายและขวา เป็นต้น มักจะลามออกไปอย่างช้าๆ และเป็นอย่างถาวร ส่วนกลากน้ำนมเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อยในเด็กช่วงอายุ 3-16 ปี ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา หรือเป็นโรคกลากตามชื่อเรียก มีลักษณะขึ้นเป็นวงสีขาว ขอบเขตไม่ชัดเจน มักขึ้นเฉพาะที่ตรงบริเวณใบหน้า เช่น แก้ม หรือหน้าผาก เป็นต้น อาจขึ้นที่ไหล่หรือแขน ไม่มีอาการคัน มักจะเป็นมากในหน้าร้อน หรือหลังตากแดดตากลม อาจเรื้อรังเป็นแรมเดือนแรมปี เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะหายไปได้เอง โรคนี้ดูคล้ายเกลื้อนมาก แต่ต่างกันที่เกลื้อนจะขึ้นที่คอ หน้าอก และหลัง ซึ่งพบมากในวัยหนุ่มสาวที่มีเหงื่อออกมาก

โรคเกลื้อนจะเป็นเฉพาะคนบางคน หมายความว่าคนที่เป็นโรคนี้แม้ว่าจะรักษาหายแล้ว หากมีเหงื่อออกมากก็จะกลับกำเริบได้อีก จึงอาจเป็นๆหายๆเรื้อรัง ส่วนคนที่ไม่เป็นโรคนี้ถึงแม้จะสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นเกลื้อน ก็ไม่เป็นโรค เนื่องเพราะแท้จริงทุกคนมีเชื้อรานี้อยู่บนร่างกายโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แม้จะรับเชื้อราเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่มีสภาพร่างกายดี ไม่มีปัจจัยเสริมแต่ง(เช่น ภาวะเหงื่อออกมาก เป็นต้น) เชื้อราก็ไม่อาจแพร่พันธุ์จนทำให้ผิวหนังติดเชื้อเกิดเป็นโรคขึ้นได้ ดังนั้นโรคนี้จึงนับว่าติดต่อกันยาก ไม่เหมือนโรคกลากที่ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัส

ป้องกันได้โดยการรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า และอย่าให้อับชื้นเหงื่อเป็นเด็ดขาด


ควรเลือกใช้ยาทาผิวหนังเช่นใด?


ยาทาผิวหนังจะออกฤทธิ์ได้ดี ยาชนิดนั้นจักต้องถูกดูดซึมผ่านชั้นหนังกำพร้าเข้าไปยัง ณ ตำแหน่งที่ยานั้นออกฤทธิ์ได้ดี แต่เนื่องจากในผิวหนังปกติ ชั้นหนังกำพร้าทำหน้าที่เป็นเสมือนกำแพงคอยปกป้องร่างกาย ดังนั้นถ้ามีการกำจัดผิวหนังกำพร้าออก เช่น เมื่อเป็นแผลเปิด ยาผิวหนังที่ทาบริเวณที่แผลเปิดนี้ก็จะดูดซึมได้ดีขึ้น เป็นต้น หรือถ้าทายาผิวหนังในตำแหน่งที่บาง เช่น ที่ใบหน้า เป็นต้น ยาทาผิวหนังก็จะดูดซึมได้ดีขึ้นกว่าบริเวณที่ผิวหนังหนา(เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เป็นต้น) อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการดูดซึมของยาทาผิวหนัง คือ ความชื้นของผิวหนัง เพราะผิวหนังกำพร้าในภาวะปกติจะมีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำ แต่เมื่อใดก็ตามถ้าผิวหนังมีความชุ่มชื้นมากขึ้น จะทำให้การดูดซึมของยาทาผิวหนังดีขึ้น เช่น ผิวหนังของเด็ก ซึ่งมีปริมาณของน้ำในสัดส่วนที่สูง เป็นต้น ดังนั้นการใช้ยาทาผิวหนังจึงนิยมแนะนำให้ทายาหลังอาบน้ำ เพราะในขณะนั้นผิวหนังชุ่มชื้นเหมาะสมต่อการทายาเพื่อให้ยาดูดซึมได้ดีและออกฤทธิ์แก้คันได้ผล

น้ำตกผาตาด จ.กาญจนบุรี

                              อาจกล่าวสรุปได้ว่าควรใช้ยาทาบางๆบริเวณที่คัน วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาบน้ำเสร็จ และเช็ดให้แห้ง ซึ่งก่อนทายา ควรตรวจสอบก่อนว่าผิวหนังของเราแพ้ง่ายหรือไม่ โดยทายาแต่เพียงน้อยๆในบริเวณแคบๆ และไม่สำคัญ เช่น ท้องแขน เป็นต้น เพื่อทดสอบว่า แพ้ตัวยาหรือไม่

และเมื่อใช้ยาทาผิวหนังแล้ว ไม่ควรเปลี่ยนยาบ่อย ก่อน ½ – 1 สัปดาห์ เพราะโรคผิวหนังต้องการเวลาในการรักษา และควรกำจัดสิ่งกีดขวาง เช่น ขุย หรือสะเก็ดเนื้อเยื่อที่ตาย เป็นต้น โดยลอกออกเสียก่อนที่จะทายา ซึ่งควรทาติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อรอให้ผิวหนังที่ปกติงอกขึ้นมาแทนที่ส่วนที่หลุดลอกไป หากหยุดยาเร็วเกินไป อาจกำเริบได้อีก


การเลือกรูปแบบของยาทาผิวหนัง


ยาทาผิวหนังมีอยู่ 3 รูปแบบ จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับโรค ดังนี้

ชนิดครีม มีส่วนประกอบที่เป็นไขมันน้อย แต่มีปริมาณน้ำในจำนวนมาก จึงเหมาะสมสำหรับใช้กับผิวชุ่มชื้นในร่มผ้า และผิวธรรมดาทั่วไป เนื่องจากผิวของเราจะดูดซึมง่ายและไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ

ชนิดขี้ผึ้ง มีส่วนประกอบของไขมันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อทายาขี้ผึ้งนี้จะมีคุณสมบัติเป็นฟิล์มบางๆหุ้มผิวหนังบริเวณนั้นไว้ ทำให้ช่วยรักษาความชื้นของผิวหนัง พร้อมๆกับทำให้ยาส่วนใหญ่ดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น เป็นผลให้ความแรงของยาสูงขึ้นกว่ายาชนิดเดียวกันในรูปแบบครีม ดังนั้นยาขี้ผึ้งจึงเหมาะสมสำหรับผิวแห้ง หนา รอยโรคเรื้อรัง หรือเป็นสะเก็ด

ชนิดโลชั่น มีทั้งในรูปของน้ำใส และครีมเหลว จึงมีสัดส่วนของน้ำในปริมาณที่สูงกว่าครีม เหมาะสำหรับบริเวณที่มีขนหรือผม เพราะความสะดวกในการทาผ่านขนหรือผม ลงไปยังจุดที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์

เมื่อมีอาการคันในบริเวณที่อับชื้นก็อาจเกิดจากเชื้อรา และมักมีการลามออกจากจุดเริ่มต้นอย่างช้าๆ เมื่อได้รับยาแก้เชื้อราที่ตรงกับโรค อาการจะดีขึ้นหลังจากใช้ยาทาไปภายใน 1 สัปดาห์ ดังนั้นถ้าใช้ยามาสัปดาห์หนึ่งแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็อาจเป็นโรคอื่นที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา จึงควรไปปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังโดยเฉพาะ


อาการอันไม่พึงประสงค์ของยาทาผิวหนัง


ยาทาผิวหนังเป็นยาที่อาจเกิดผลข้างเคียงได้ แต่เนื่องจากเป็นยาทาภายนอก จึงปลอดภัยมากกว่ายาชนิดกิน แต่อย่างไรก็ตามเราอาจพบผลข้างเคียงได้ เช่น การใช้ยาครีมสตีรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้ในการลดอาการคันและอักเสบของผิวหนัง ซึ่งถ้ามีการใช้ยาครีมสตีรอยด์ที่มีความแรงและใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ อาจทำให้เกิดผลเสียกับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังบางลง สีผิวด่างขาว ผิวหนังลาย ย่น ผิวแตก และเป็นสิวได้ เป็นต้น ดังนั้นก่อนใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีเสียก่อน


การรักษาของแพทย์ 


ปกติแพทย์จะขูดเอาผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคไปพิสูจน์ หากพบว่าเป็นโรคกลากจริง ก็จะให้การรักษาด้วยยาทาฆ่าเชื้อกลากดังกล่าว ข้อสำคัญต้องหมั่นทาทุกวัน ติดต่อกันหลายสัปดาห์ทีเดียว รวมทั้งต้องป้องกันด้วยการรักษาความสะอาดและอย่าให้ผิวหนังอับชื้น

ส่วนในรายที่เป็นกลากขึ้นศีรษะหรือเล็บ การทายาอาจไม่ได้ผล แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน เช่น ยาเม็ดกริซีโอฟุลวิน(Griseofulvin) เป็นต้น

สำหรับโรคเกลื้อน แพทย์ก็อาจขูดเอาสะเก็ดผิวหนังบริเวณที่เป็นโรคไปพิสูจน์ หากพบว่าเป็นเกลื้อนจริง ก็จะให้ยาทาฆ่าเชื้อราชนิดใดชนิดหนึ่ง ในรายที่เป็นรุนแรงหรือใช้ยาทาไม่ได้ผล แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน เช่น ยาเม็ดคีโตโคนาโซล เป็นต้น เป็นยาที่กินครั้งเดียว อีก 1 เดือน จึงกินซ้ำอีกครั้ง


สมุนไพรรักษาโรคเชื้อราของผิวหนัง


การใช้สมุนไพรรักษาโรคนั้น ในเมืองไทยมีมาช้านานแล้ว และหลายพื้นที่ก็ยังคงใช้อยู่ ไม่เว้นแต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ขึ้นอยู่กับความเชื่อของบุคคลนั้นๆ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าได้รับการรับรองจากหน่วยงานใดของรัฐว่าใช้รักษาได้ และไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย จึงขอแนะนำเพียงคร่าวๆจากภูมิปัญญาของผู้คนในละแวกบ้านของผู้เขียน ที่ชาวบ้านใช้สมุนไพรรักษา“ฮ่องกงฟุต”หรือ“น้ำกัดเท้า” ด้วยการใช้“ใบสด”ของ“เทียนบ้าน”(Impatiens balsamina Linn.) ตำพอกหรือทาบริเวณที่เป็นแผลน้ำกัดเท้า หรือใช้“เมล็ด”ของ“สีเสียดเหนือ”(Acacia catechu Willd) ฝนทาบริเวณแผลน้ำกัดเท้าจนกว่าจะหาย หรือใช้“เปลือกแห้ง”ของ“มังคุด” ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆพอควร นำมาทาแผลน้ำกัดเท้า วันละ 2-3 ครั้ง โดยมีข้อควรระวัง คือ ควรล้างเท้าฟอกสบู่ให้สะอาด และเช็ดให้แห้ง หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ก่อนทายาสมุนไพร


ความในใจของผู้เขียน


การเดินป่านั้น หากเป็นการเดินป่าระยะสั้นๆแล้วกลับมาตั้งแค้มป์พักแรมบริเวณที่หน่วยงานของพื้นที่นั้นจัดเตรียมไว้ ก็มักจะมีห้องน้ำให้เราได้อาบน้ำชำระร่างกาย แต่หากต้องสมบุกสมบัน ท่องป่าไปนอนพักแรมตามป่าลึกหรือแดนดอยสูง ก็มักจะไม่มีห้องน้ำรองรับ ดีสุดก็คงมีแต่ห้องสุขาเท่านั้น ยิ่งบางแห่งที่ไม่มีน้ำเลย อย่างดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3วัน 2คืนในการท่องเที่ยว ก็มีโอกาสไม่น้อยที่อาจเกิดโรคเชื้อราของผิวหนังได้

ป่าภูหลวง จ.เลย

                              แม้แต่กลุ่มคนที่ชื่นชอบการล่องแก่งก็เช่นกัน ไม่ว่าจะล่องแก่งระยะสั้น หรือระยะยาวที่จำต้องพักแรมกลางป่าริมลำน้ำ หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมฯควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด และเช็ดทั่วตัวให้แห้ง อย่าลืมเช็ดตามซอก/ง่ามนิ้วเท้าด้วย และให้ดีก็ควรทาแป้งเพื่อช่วยซับความชื้น

การท่องเที่ยวให้สนุกสนานนั้น นอกจากจะรู้จักมีกิจกรรมในการศึกษาธรรมชาติให้ได้รับความรู้แล้ว เราจำต้องดูแลตัวเองและผองเพื่อนร่วมทางให้ปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บด้วย ที่สำคัญทุกครั้งที่ท่องเที่ยวควรมีหยูกยาสามัญฯติดตัวไปด้วยเสมอ โดยเฉพาะยาแก้ท้องเสีย และยาแก้ปวด

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….