คลินิกแค้มป์ โดย..หมอแค้มป์..

ภัยอันตรายจากแสงแดดในหน้าร้อน

ล่องแพแม่แตง จ.เชียงใหม่

ในช่วงฤดูหนาวย่อมมีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคอีสานตอนบนจะมีอากาศหนาวเย็นจัดจนเกิดเหมยขาบ(ภาษาคำเมือง)หรือแม่คะนิ้ง(ภาษา จ.เลย)ปกคลุมตามพื้นดูขาวโพลน นักสัญจรที่มีชีพจรลงเท้าจึงต่างมุ่งหน้าขึ้นไปสูดอากาศที่สดชื่นและสัมผัสความงามของขุนเขาสูงสลับซับซ้อนท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นยะเยือก กาลเวลาคืบคลานผ่านไปจวบจนเข้าสู่ฤดูร้อนตามวัฏจักรของฤดูกาล ซึ่งแสงแดดแรงกล้าในช่วงนี้จะส่องลึกลงไปใต้ท้องทะเล ทำให้นักสัญจรผู้มีชีพจรอยู่ตรงตาตุ่มหันเหการเดินทางจากขุนเขาสูงลงสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่สีคราม เพื่อแหวกว่ายสายน้ำชมปะการังและฝูงปลาหลากชนิดที่สวยสดงดงามเกินกว่าคำบรรยาย บ้างก็เล่นน้ำตกตามขุนเขาให้เย็นชุ่มฉ่ำใจคลายร้อน แต่เป็นส่วนน้อย

ปัจจุบันหน้าหนาวมีระยะเวลาสั้นลง ตรงกันข้ามกับฤดูร้อนที่มีระยะเวลายาวนาน และมีอุณหภูมิสูงขึ้นกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติบนโลกใบนี้ได้ถูกทำลายลดลงไปทุกๆวันด้วยน้ำมือของมนุษย์เช่นเราเช่นท่าน

หากอากาศร้อนมาก บางคนอาจบอกว่า“ไม่เป็นไร เราก็อยู่แต่ในบ้าน แล้วเปิดแอร์หรือพัดลมเท่าที่มีโกรกตัวให้เย็นฉ่ำอุราก็ช่วยคลายร้อนได้” แต่ถามใจตัวเองหน่อยเถอะว่าจะทนอุดอู้อยู่กับบ้านได้นานแค่ไหน เพราะแม้แต่สัตว์ทุกชนิดยังรักอิสระเสรีภาพที่อยากจะไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ แล้วมนุษย์ผู้ชอบคิดว่าตัวเองมีสมองเลอเลิศหรือเป็นสัตว์ประเสริฐจะยอมกักขังตัวเองอยู่ในกรงทองหรือกรงสังกะสีหรือ? ผู้เขียนมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน100% โดยเฉพาะผู้ที่มีอาชีพทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่ชอบท่องเที่ยวอยู่เป็นกิจวัตรประจำวันหรือประจำเดือน

หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวอย่างไรกับชื่อเรื่อง“ภัยอันตรายจากแสงแดดในหน้าร้อน” เกี่ยวครับ! เกี่ยวอย่างแนบแน่นราวกับกอดเราทุกคนเอาไว้ในอ้อมแขนอันแข็งแรงของมันเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่เป็นอ้อมแขนแห่งความรักหรือความสุขนะ กลับกลายเป็นอ้อมกอดแห่งความตาย(หากไม่ระมัดระวัง)

ดอยเชียงดาว-เมืองคอง จ.เชียงใหม่

จริงอยู่ที่แสงอาทิตย์ให้ความอบอุ่นแก่โลก ช่วยให้พืชและสัตว์เจริญเติบโต และเป็นตัวกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีจากเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ ซึ่งถ้าใครขาดไปก็จะทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อน นอกจากนั้นแสงอาทิตย์ยังช่วยรักษาโรคผิวหนังได้อีกหลายโรค เช่น โรคสะเก็ดเงิน(Psoriasis) โรคด่างขาว(Vitiligo) ฯลฯ แต่รู้หรือไม่ว่าในขณะเดียวกันแสงอาทิตย์ก็สามารถทำอันตรายต่อมนุษย์ได้เช่นกันโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนจัด เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวนั้นนอกจากจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดเสียอารมณ์ได้ง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย ซึ่งปกติร่างกายคนเราเวลาเป็นไข้นั้นจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 38°C หรือ 100°F ก็รับไม่ไหวแล้ว แต่หากหน้าร้อนนี้มีอุณหภูมิสูงกว่า 40°C หรือ 104°F ขึ้นไป ร่างกายเราจะทนอยู่ได้นานยังไงไหวตั้งหลายชั่วโมงกว่าที่ดวงตะวันจะตกลับหายไปจากฟากฟ้า ยิ่งถ้าใครเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว และออกมาตากแดดนานๆก็อาจจะตายได้ทันที

และทุกวันนี้สภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นทุกขณะ ทำให้แสงอาทิตย์ที่เคยนำมาซึ่งความอบอุ่น แปรเปลี่ยนเป็นแสงแดดอันร้อนระอุ แม้แต่หน้าหนาวที่เคยนั่งตากแดดรับความอุ่นก็ต้องหลบหลีกให้พ้นจากความร้อนที่แผดเผาอย่างรุนแรง

ชนิดของโรคที่เกิดจากแสงแดดมีอยู่มากมาย แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ 6 โรคสำคัญๆสำหรับผู้ที่คิดจะท่องเที่ยวในหน้าร้อน(บ้าระห่ำ) ได้แก่


หวัดแดด (Summer Flu)


เป็นโรคที่มีอาการเบาที่สุดที่เกิดจากแสงแดด ด้วยอากาศที่ร้อนมากๆจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ ทำให้ทางเดินหายใจขาดความชุ่มชื้นหรือแห้ง ยิ่งขาดน้ำดื่มหรือดื่มน้ำเพียงน้อยก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเสียความสมดุล และเชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในช่องจมูกและคอก็จะทำให้เกิดหวัดแดดทันที

เขาช้างเผือก จ.กาญจนบุรี

                              นักเดินป่าหน้าหนาวเป็นกันบ่อยๆ ยามค่ำคืนบนแดนดอยสูงเผชิญกับความหนาวเหน็บของอากาศที่เย็นยะเยือก ต้องสวมเสื้อผ้าหลายชั้นและมุดตัวอยู่ในถุงนอน แต่พอตะวันโผล่ขึ้นมาได้ไม่นานนัก ความร้อนของแสงตะวันก็เล่นเอาเราต้องหวนนึกถึงความหนาวของค่ำคืนที่ผ่านมา แม้แต่ผู้คนที่ทำงานในห้องแอร์เย็นๆตลอดทั้งวันอย่าได้ชะล่าใจ เพราะแอร์ที่ทำงานของเรายิ่งเย็นสบายมากเท่าไร เมื่อออกไปเจอสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็อาจเสี่ยงเป็นไข้หวัดแดดได้ เกิดจากภาวะร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้

ไข้หวัดแดดนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มักพบบ่อยในผู้ที่ทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแดด เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง คนอ้วน ผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

สาเหตุการเป็นหวัดแดดมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม 4 ประการ ได้แก่ อุณหภูมิของอากาศที่ร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่สูงขึ้น การอยู่กลางแจ้งหรืออยู่ในที่ที่อาจได้รับรังสีความร้อน และสภาวะที่มีลมหรือการระบายอากาศน้อย

อาการของโรคชนิดนี้ก็คือ มีไข้ไม่เกิน 40 °C วิงเวียน ปวดศีรษะ มีน้ำมูกใสเล็กน้อยคล้ายเป็นหวัด ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่ค่อยหลับ ขมปาก คอแห้ง แสบคอ และเวลาออกแดดหรือกลางแจ้งจะรู้สึกแสบตาคันตายิบๆ

การดูแลรักษาเมื่อเป็นหวัดแดด ได้แก่ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนภายในร่างกาย ดื่มน้ำอุ่นให้มากๆ ทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ๆ หรืออาจทานยาลดไข้ร่วมด้วย ปกติอาการเหล่านี้จะหายเป็นปกติไม่เกิน 2 สัปดาห์

โรคหวัดแดดนั้นแม้จะไม่แสดงอาการที่รุนแรง แต่ความร้อนที่สะสมอยู่ภายในร่างกายย่อมส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายใน เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ที่ร้อนจัด สมรรถนะในการทำงานก็ย่อมลดลงตามไปด้วย ดังนั้นผู้ที่คิดจะท่องเที่ยวในหน้าร้อนเช่นนี้จึงควรป้องกันและดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ดังนี้

ดอยเชียงดาว-เมืองคอง จ.เชียงใหม่

                              – ก่อนออกแดดหรือกลางแจ้ง ควรสวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายทุกส่วนให้หมดจด(ซึ่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ควรเป็นเสื้อผ้าสีอ่อนๆที่ไม่ใช่สีเข้ม เนื่องจากสีเข้มจะสามารถดูดแสงอาทิตย์ได้ดีโดยเฉพาะสีดำ และควรเป็นเนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี) สวมหมวกหรือกางร่ม

– เมื่อต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ทุกๆ 45 นาที ควรนั่งพักในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับผู้ที่ไปเที่ยวทะเลด้วยเรือที่มีห้องโดยสารปรับอากาศ เมื่อขึ้นมาจากน้ำ ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้แห้ง รวมทั้งให้เวลาร่างกายปรับตัวสักครู่ ก่อนเข้าไปในห้องโดยสารปรับอากาศ

– พยายามดื่มน้ำสะอาดอยู่บ่อยๆเพื่อช่วยระบายความร้อนหรือปรับอุณหภูมิในร่างกาย อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

– ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยป้องกันหวัด


ตะคริวแดด (Heat Cramp)


หลายคนคงไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่อย่าวิตกไปครับ โรคชนิดนี้ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงแต่อย่างใด สามารถหายเองได้ คนเดินป่ามักเป็นบ่อยๆ รวมทั้งผู้ที่ทำงานหนักและออกกำลังกายหนักเกินไป เกิดจากร่างกายมีอุณหภูมิสูงถึง 38-39 °C ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ทางเหงื่อมากเกินไป กระหายน้ำ และหัวใจเต้นเร็ว แม้ว่าจะดื่มน้ำเข้าไปมากๆเพื่อช่วยแก้กระหาย ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะร่างกายสูญเสียเกลือโซเดียมจากเหงื่อที่ออกมามากนั่นเอง ทำให้เกิดการเจือจางของอิเล็กโทรไลท์และกระตุ้นให้เกิดหดตัวของกล้ามเนื้อ มีอาการเป็นตะคริวที่ปวดและบังคับไม่ได้ มักเป็นบริเวณต้นขา และน่อง บางคนก็เกิดตะคริวที่หน้าท้องหรือแผ่นหลัง

ภูหลวง จ.เลย

                              การดูแลรักษาเบื้องต้นขณะท่องเที่ยวในธรรมชาติ ควรหยุดพักในที่ร่มด้วยการเหยีดแข้งขาให้สบาย ดื่มน้ำสะอาด และน้ำเกลือแร่ บีบนวดผ่อนคลายบริเวณที่เป็นตะคริว ปกติจะใช้เวลาพักใหญ่ๆที่อาการจะคลายตัวดีขึ้น แต่หากอาการไม่บรรเทาลงก็ควรรีบพบแพทย์ในทันที

วิธีป้องกันเพื่อไม่ให้เป็นตะคริวแดดขณะท่องเที่ยว ควรทานอาหารที่มีส่วนผสมใส่เกลือในการปรุงอาหาร และดื่มน้ำมากๆก่อนเดินเท้า


โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion)


เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงถึง 38-39 องศาฯ เช่นเดียวกับตะคริวแดด แต่การเดินขึ้นเขาชันในหน้าร้อน ยิ่งแบกสัมภาระหนักๆด้วยแล้ว เหงื่อก็ไหลออกมาชุ่มโชก เมื่อร่างกายเราไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้า หัวใจเต้นเร็ว ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน เริ่มเป็นตะคริว และอาจมีอาการหน้ามืดจะเป็นลม

มีสาเหตุเกิดจากเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เพราะเวลาตากแดดนานๆ หัวใจจะส่งเลือดมากระจุกอยู่ตามแขนและขา เพื่อคอยขับเหงื่อออกจากร่างกายหรือช่วยร่างกายระบายความร้อนออกมาให้ทัน เมื่อเลือดทำงานด้านนี้มากเกินไป เลือดที่จะวิ่งไปหล่อเลี้ยงสมองก็ย่อมไม่พอ จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก มีไข้สูง แล้วเป็นลมหน้ามืดได้ทันที

ภาวะนี้ยังเกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีโรคหัวใจ โรคปอด โรคทางสมอง ผู้ที่ติดเหล้า ผู้ที่ได้รับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ยากันชัก ยาทางจิตเวชบางชนิด ยาลดน้ำมูก ยาแก้หวัด ยาลดความดัน ยาโรคหัวใจบางชนิด ยาไทรอยด์ เป็นต้น อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงคือ เกษตรกร คนงานก่อสร้าง นักกีฬาที่เล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด เพราะมีความร้อนจากภายในร่างกายที่เกิดผลิตจากกล้ามเนื้อระหว่างการออกกำลังกายด้วย รวมถึงคนงานและเกษตรกรที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน

การดูแลรักษาเบื้องต้นขณะท่องเที่ยวในธรรมชาติ ควรหยุดพักในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ยิ่งเลือกบริเวณจุดพักที่มีลมพัดแรงหรือมีอากาศหนาวเย็นเท่าไรก็ยิ่งดี ปลดกระดุมเสื้อและกางเกงให้ผ่อนคลาย ไม่อึดอัด แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยดื่มสารละลายน้ำเกลือหรือเกลือแร่ 0.1-0.2%  จากนั้นปล่อยให้นอนพักผ่อน หากผู้ป่วยอาเจียนและหมดสติ ให้ผู้ป่วยนอนราบและจับศีรษะผู้ป่วยหันไปด้านข้าง เพื่อลดอาการสำลัก โดยเพื่อนต้องคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาการของโรคเพลียแดดอาจนำไปสู่โรคลมแดดที่มีความรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ดงนาทาม จ.อุบลราชธานี

                              วิธีป้องกันก็เช่นเดียวกับหวัดแดด แต่ควรดื่มน้ำมากๆเพื่อช่วยระบายความร้อน เลือดจะได้ทำงานน้อยลง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะท่องเที่ยวเดินป่า และควรหยุดพักการเดินทางทุกๆ 1-2 ชั่วโมง


โรคลมแดด (Heat Stroke)


ยาทาผิวหนังมีอยู่ 3 รูปแบบ จึงควรเลือกให้เหมาะสมกับโรค ดังนี้

ชนิดครีม มีส่วนประกอบที่เป็นไขมันน้อย แต่มีปริมาณน้ำในจำนวนมาก จึงเหมาะสมสำหรับใช้กับผิวชุ่มชื้นในร่มผ้า และผิวธรรมดาทั่วไป เนื่องจากผิวของเราจะดูดซึมง่ายและไม่ทำให้เหนียวเหนอะหนะ

ชนิดขี้ผึ้ง มีส่วนประกอบของไขมันเป็นส่วนใหญ่ เมื่อทายาขี้ผึ้งนี้จะมีคุณสมบัติเป็นฟิล์มบางๆหุ้มผิวหนังบริเวณนั้นไว้ ทำให้ช่วยรักษาความชื้นของผิวหนัง พร้อมๆกับทำให้ยาส่วนใหญ่ดูดซึมได้ดียิ่งขึ้น เป็นผลให้ความแรงของยาสูงขึ้นกว่ายาชนิดเดียวกันในรูปแบบครีม ดังนั้นยาขี้ผึ้งจึงเหมาะสมสำหรับผิวแห้ง หนา รอยโรคเรื้อรัง หรือเป็นสะเก็ด

ชนิดโลชั่น มีทั้งในรูปของน้ำใส และครีมเหลว จึงมีสัดส่วนของน้ำในปริมาณที่สูงกว่าครีม เหมาะสำหรับบริเวณที่มีขนหรือผม เพราะความสะดวกในการทาผ่านขนหรือผม ลงไปยังจุดที่ต้องการให้ยาออกฤทธิ์

เมื่อมีอาการคันในบริเวณที่อับชื้นก็อาจเกิดจากเชื้อรา และมักมีการลามออกจากจุดเริ่มต้นอย่างช้าๆ เมื่อได้รับยาแก้เชื้อราที่ตรงกับโรค อาการจะดีขึ้นหลังจากใช้ยาทาไปภายใน 1 สัปดาห์ ดังนั้นถ้าใช้ยามาสัปดาห์หนึ่งแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็อาจเป็นโรคอื่นที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อรา จึงควรไปปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังโดยเฉพาะ


โรคผิวหนังไหม้ และโรคมะเร็งผิวหนัง


ในแสงแดดหรือแสงอาทิตย์จะมีรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต ซึ่งแบ่งรังสีดังกล่าวออกได้เป็น 3 ส่วน ตามความยาวของคลื่น คือ UVA , UVB และ UVC โดยที่ UVC จะมีพลังงานสูงสุดที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อผิวหนังและตา โดยทำให้ผิวหนังเป็นรอยจุดเล็กๆที่เรียกว่า“กระ” หรือเป็นปื้นๆที่เรียกว่“ฝ้า” ผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร กระจกตาอักเสบ มีอาการแสบตาจนตาแดง น้ำตาไหล จากนั้นก็จะลามไปเป็นโรคต้อเนื้อ โรคต้อลม หรือโรคต้อกระจกได้

ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

                              ส่วน UVB และ UVA จะมีอันตรายรองลงมาตามลำดับ โชคดีที่โลกยังมีโอโซนในชั้นบรรยากาศ ทำให้ UVC ไม่สามารถทะลุผ่านลงมาทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ แต่ปัจจุบันนับวันชั้นโอโซนชักจะเหลือน้อยเต็มทีแล้ว อันเกิดจากปฏิกิริยาก๊าซเรือนกระจก หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆตามภาษาชาวบ้านก็คือ การทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติมีผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศของโลกเป็นอย่างยิ่ง

ถึงกระนั้น UVB และ UVA ที่ผ่านลงมาถึงพื้นผิวโลกก็ยังสามารถทำอันตรายต่อมนุษย์ได้เช่นกัน โดยหากผิวหนังของเราสัมผัสกับ UVB และ UVA มากๆ จะทำให้เกิดผิวหนังแดงและไหม้ที่เรียกว่า“อาการไหม้แดด” และผิวหนังจะมีสีคล้ำมากกว่าปกติ นอกจากนี้หากผิวหนังถูกแสงแดดบ่อยๆก็จะยิ่งทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและแลดูแก่ก่อนวัย อาจมีจุดเลือดออกให้เห็นตามผิวหนังในช่วงดังกล่าว และที่ร้ายที่สุดก็คือรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต โดยเฉพาะ UVB ที่มีความรุนแรงมากกว่า UVA ถึง 1,000 เท่า สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ ส่วนใหญ่มักเกิดกับชาวต่างชาติที่มีผิวขาวจั๊วะ และอาจส่งผลกระทบถึง“ระบบภูมิคุ้มกัน”ของเราให้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ

บางคนคิดว่าวันที่มีเมฆหมอกอยู่เต็มท้องฟ้า แสงแดดจะผ่านลงมาไม่ได้ ผิวหนังเราก็น่าจะปลอดภัย เข้าใจผิดแล้วครับ! เพราะแสงรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตก็ยังคงสามารถทะลุผ่านหมู่เมฆลงมาหาตัวเราได้อยู่ดี แม้ว่าจะไม่สามารถผ่านลงมาได้หมดก็ตาม นอกจากนี้คนที่อยู่ในร่มเงาชายคาก็สามารถเกิดผิวไหม้ได้เช่นกัน หากบริเวณนั้นมีพื้นทรายหรือพื้นน้ำ โดยเฉพาะน้ำทะเล ซึ่งจะสะท้อนแสงรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตสู่ผิวหนังของเราได้

วิธีป้องกันก็คือควรใช้“ยากันแดด” ปัจจุบันมีผลิตออกมาในรูปแบบหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นครีม น้ำมัน หรือโลชั่นทาผิว ยากันแดดเหล่านี้จะมีสารกันแดดที่ทำหน้าที่ดูดกลืนแสงอุลตร้าไวโอเล็ตไว้ แต่ยากันแดดจะมีประสิทธิภาพมากก็ต่อเมื่อรู้จักใช้อย่างถูกต้อง นั่นคือ

– ควรเลือกยากันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB

– เราต้องรู้ว่าสีผิวของเราสามารถทนแดดได้นานแค่ไหน แล้วดูว่าคุณสมบัติการกันแดด(Sun Protecting Factor หรือเรียกย่อๆว่า “SPF”)ของยากันแดดชนิดนั้นๆ สามารถป้องกันแสงแดด(คิดเป็นนาที)ได้นานเท่าไรเมื่อเทียบกับเวลาที่ไม่ได้ใช้ยากันแดด เช่น ในภาวะปกติคนจีนหรือคนที่มีผิวเกรด2หากตากแดดตอนเที่ยงจะใช้เวลา 25 นาที ผิวจึงจะแดงเกรียม แต่เมื่อใช้ยากันแดดแล้วจะใช้เวลาถึง 200 นาที ผิวจึงจะแดง ดังนั้นค่าของSPFคือ 200นาที หารด้วย 25นาที = 8 ซึ่งตัวเลขค่าของ SPF นี้ จะพิมพ์อยู่ข้างขวดยากันแดดทุกยี่ห้อ โดยมีค่า SPF ให้เลือกใช้ตั้งแต่ 2-24 หรือมากกว่า ปกติผู้ซื้อผู้ขายมักเรียกค่า SPF ว่าเบอร์ เช่น เวลาซื้อก็จะบอกว่ายากันแดดเบอร์6 เป็นต้น ยิ่งผิวขาวก็ยิ่งต้องเลือกยากันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ จึงจะป้องกันผิวไหม้ได้ โดยหลักการเลือกใช้ทั่วไปมีดังนี้

ภูวัว จ.บึงกาฬ

                              – ผิวเกรด1(ชาวต่างชาติโซนยุโรป โซนอเมริกา และโซนแถบออสเตรเลีย)ควรใช้ยากันแดดที่มีค่าSPFตั้งแต่ 8-10 ขึ้นไป

ผิวเกรด2(คนจีน)ควรใช้ยากันแดดที่มีค่าSPF 6 , 8 หรือ 10 ก็ได้ แล้วแต่ว่าอยู่กลางแดดนานแค่ไหน

ผิวเกรด3และ4(คนไทยเชื้อสายจีนและคนไทยแท้)ควรใช้ยากันแดดที่มีค่าSPF 4 หรือ 6

ผิวเกรด5และ6(คนนิโกร)ไม่จำเป็นต้องใช้ยากันแดดเลย ยกเว้นผู้ที่แพ้แสงแดดจึงควรใช้ยากันแดดที่มีค่าSPFสูงๆ

(1) ควรทายากันแดดก่อนออกแดดประมาณ ½ – 1 ชั่วโมง เพื่อรอให้สารกันแดดได้ซึมเข้าสู่ผิวหนังเสียก่อน

(2) สำหรับผู้ที่ชอบเล่นกีฬาทางน้ำ เล่นน้ำทะเล นักดำน้ำ นักกีฬากลางแจ้ง รวมทั้งผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ควรทายากันแดดซ้ำทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ไม่ว่ายากันแดดยี่ห้อนั้นจะระบุว่าสามารถป้องกันน้ำหรือเหงื่อได้หรือไม่ก็ตาม

(3) หากต้องการให้ผิวคล้ำขึ้น ควรเริ่มต้นด้วยการตากแดดชั่วระยะเวลาสั้นๆก่อน แล้วจึงค่อยทายากันแดด

(4) หากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรตากแดดในช่วงเวลา 11.00-13.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตจากแสงแดดจะถูกส่งลงมายังพื้นโลกในปริมาณสูงสุด


โรคท้องร่วง


มีสาเหตุมาจากแสงแดดในฤดูกาลที่มีอุณหภูมิร้อนสูงเช่นกัน ซึ่งอุณหภูมิที่สูงจะช่วยทำให้เชื้อโรคและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี รวมทั้งแมลงวันที่เป็นพาหะสำคัญในการนำเชื้อโรคก็มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้การแพร่กระจายของโรคนี้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สาเหตุเหตุที่ท้องร่วง ได้แก่ 1) ทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไป ซึ่งอาหารนั้นอาจปรุงไม่สุก หรืออาหารและน้ำไม่มีภาชนะปกปิดดีพอจนแมลงวันสามารถเข้ามาไต่ตอมจนก่อให้เกิดท้องร่วงได้ 2) อาหารทะเลเกือบทุกชนิดก็อาจเกิดพิษขึ้นได้ เนื่องจากสัตว์เหล่านี้กินแพลงตอนบางชนิดเข้าไป และแพลงตอนเหล่านี้จะสร้างพิษจนทำให้สัตว์ทะเลตายลง เมื่อเรานำมาบริโภคด้วยการปรุงอาหารไม่สุกเพียงพอก็จะเกิดโรคอาหารเป็นพิษได้ และ 3) น้ำแข็ง เพราะอากาศที่ร้อนจัดก็เป็นวิสัยธรรมดาของมนุษย์ที่ย่อมต้องการบริโภคของเย็นๆแก้กระหาย ซึ่งหากน้ำแข็งสกปรกหรือไม่ถูกสุขลักษณะอนามัยก็จะก่อให้เกิดท้องร่วงได้

ตาดหินยาว จ.ปราจีนบุรี

                              อาการของโรคนี้หากเป็นเพียงบางเบาหรือเล็กน้อยก็จะถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ และอาจจะมีอาการปวดท้องคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งอาการเช่นนี้จะหายไปเองเมื่อร่างกายขับสารพิษออกมาหมด แต่ถ้ามีอาการหนักหรือรุนแรงก็จะถ่ายอุจจาระเหลวคล้ายน้ำซาวข้าวเป็นจำนวนมากและบ่อยครั้ง หรือถ่ายเป็นมูกหรือมูกเลือด จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ปัสสาวะน้อย หายใจลึกผิดปกติ ชีพจรเต้นเบาหรือเร็วจนถึงช็อคได้ เพราะการที่ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่เป็นจำนวนมากอาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว

วิธีการปฐมพยาบาล ได้แก่ หากผู้ป่วยมีอาการท้องร่วงเพียงเล็กน้อยก็ให้ผู้ป่วยทานอาหารอ่อนๆที่ย่อยง่าย ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ และพักผ่อนมากๆ แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงก็ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที

วิธีป้องกันก็คือ ควรทานอาหารสุกและป้องกันการปนเปื้อนหลังจากผ่านความร้อนหรือทำให้สุกแล้ว รวมทั้งน้ำดื่มก็ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ ต้องสะอาด เพราะน้ำเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย ภาชนะใส่อาหารและน้ำดื่มต้องสะอาด ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนทานอาหารและน้ำ และควรใช้ส้วมอย่างถูกสุขลักษณะ


ความในใจของผู้เขีย


เมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วก็คงรู้ดีว่าภัยอันตรายจากแสงแดดในหน้าร้อนนั้นมีความรุนแรงแค่ไหน แต่ไม่ใช่กลัวจนไม่กล้าจะทำอะไรและออกไปไหนเลย เพียงแต่บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ทุกคนได้มีการเตรียมตัวป้องกันอย่างดีพอ ซึ่งจะทำให้เราสนุกสนานเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวในหน้าร้อนนี้ได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เที่ยวแบบเหงาๆเศร้าในอุรา เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวเก๊กหน้าเบ่งจู๊ดๆ หรือพอกลับมาจากเที่ยวอันแสนสุข แทนที่จะตั้งใจทำงานหรือเรียน กลับต้องหาครีมหรือโลชั่นมาบำรุงผิวแก้ฝ้า แก้ผิวดำหรือไหม้ และโดยเฉพาะแก้ผิวเหี่ยวย่น เพราะกลัวจะแก่เกินวัย จริงไหมครับคุณสาวๆทั้งหลาย

ดอยม่อนจอง จ.เชียงใหม่

                              ที่สำคัญควรออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ เพราะผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะไม่ค่อยเป็นหวัดกัน รวมทั้งช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง และคุ้นเคยกับการสูญเสียเหงื่อที่เกิดจากการออกกำลังกาย

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….