แหล่งมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง ประจำปี 2016

โดย..คนกางเต็นท์..


 

แหล่งมรดกโลกใหม่ 21 แห่ง ประจำปี 2016

ในปีนี้ได้มีการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 40 ณ เมืองอิสตันบุล ประเทศตุรกี ซึ่งได้มีการประกาศขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่เป็นจำนวน 21 แห่ง แบ่งออกเป็นสถานที่ทางธรรมชาติ 6 แห่ง ทางวัฒนธรรม 12 แห่ง และแบบผสม 3 แห่ง


มรดกโลก


ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า“มรดกโลก”(World Heritage) หมายถึง มรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่นเป็นเลิศในระดับสากล เมื่อได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่ง“มรดกโลก”แล้ว(คัดเลือกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO) ไม่ว่าจะตั้งอยู่ในขอบเขตดินแดนของประเทศใด ถือได้ว่าเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งปวงในโลก

มรดกโลกยังเป็นมรดกอันทรงคุณค่าที่มนุษย์ได้รับจกอดีต ได้ใช้และภาคภูมิใจในปัจจุบัน และถือเป็นพันธกรณีในการทำนุบำรุงดูแลรักษา เพื่อมอบให้เป็นมรดกอันล้ำค่าแด่มวลมนุษยชาติในอนาคต

มรดกโลกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มรดกโลกทางวัฒนธรรม(World Cultural Heritage) และมรดกโลกทางธรรมชาติ(World Natural Heritage)


หลักเกณฑ์การคัดเลือกมรดกโลก


แบ่งออกเป็นหลักเกณฑ์การคัดเลือกมรดกโลกทางวัฒนธรรม และหลักเกณฑ์การคัดเลือกมรดกโลกทางธรรมชาติ

“อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย..แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม”

หลักเกณฑ์การคัดเลือกมรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้แก่

1. เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์

2. เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆของโลกที่ทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม

3. เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว

4. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

5. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา

6. มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

 

หลักเกณฑ์การคัดเลือกมรดกโลกทางธรรมชาติ ได้แก่

1. เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก

“เขาใหญ่..แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ”

2. เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได เป็นต้น

3. เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา เป็นต้น

4. เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย


แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม


แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ทางวัฒนธรรม 12 แห่ง ได้แก่ สุสานหินแห่งแอนเตอเควร่า(สเปน) อู่ต่อเรือและแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวข้องในแอนติกัว(แอนติกัว แอนด์ บาร์บูดา) , แหล่งโบราณคดีอานี่(ตุรกี) แหล่งโบราณคดีแห่งมหาวิหารนาลันทา(อินเดีย) , แหล่งโบราณคดีแห่งฟิลิปปี(กรีซ) , กลุ่มถ้ำกอแรม(สหราชอาณาจักร) , นาน มาดล : ศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมแห่งไมโครนีเซียตะวันออก(ไมโครนีเซีย) , กลุ่มอาคารสมัยใหม่ปัมพัลฮา(บราซิล) , สุสานหินจากยุคกลาง สเตคซี่(บอสเนีย เฮอเซโกวินา เซอร์เบีย มอนเตเนโกร และโครเอเชีย) , งานด้านสถาปัตยกรรมของ เลอ คอบูซิแอร์(อาร์เจนตินา เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์) , คานัทแห่งเปอร์เซีย(อิหร่าน) และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมภาพเขียนสีจูเจียง หัวซาน(จีน)

“Antequera Dolmens Site”

1. สุสานหินแห่งแอนเตอเควร่า (Antequera Dolmens Site) ตั้งอยู่ ณ ใจกลางดินแดนอันดาลูเซียทางตอนใต้ของประเทศสเปน แหล่งมรดกโลกประกอบด้วยโบราณสถานที่สร้างจากหิน 3 แห่ง(สุสานหิน Menga สุสานหิน Viera และสุสานหิน Tolos El Romeral) และภูเขาอีก 2 แห่ง ซึ่งมีรูปทรงแปลกตา ประกอบกันขึ้นเป็นภูมิทัศน์จากยุคหินเก่าและยุคสำริด ผู้คนในยุคหินในสเปนได้ริเริ่มก่อสร้างสุสานสำหรับบุคคลสำคัญ โดยการสร้างเนินดินเหนือหลุมศพ จากนั้นสร้างสุสานหินบนเนินดินด้วยการเรียงหินซ้อนกันเป็นห้องขนาดเล็ก และด้านบนก่อสร้างเป็นโดมแบบง่ายๆ ถือเป็นตัวอย่างของงานก่อสร้างในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของยุโรป


“Antigua Naval Dockyard and Related Archaeological Sites”

2. อู่ต่อเรือและแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวข้องในแอนติกัว (Antigua Naval Dockyard and Related Archaeological Sites) ประเทศแอนติกัว แอนด์ บาร์บูดา อู่ต่อเรือและท่าเรือแอนติกัวถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุนชาวไร่อ้อยในยุคที่ชาติมหาอำนาจยุโรปต่างแสวงหาอาณานิคมในแถบแคริบเบียน และด้วยสภาพแวดล้อมของเกาะแอนติกัวที่มีอ่าวยาวและลึก ล้อมรอบด้วยภูเขา จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเรือเดินสมุทรในการหลบพายุเฮอริเคนและซ่อมแซมเรือที่ได้รับความเสียหาย แหล่งมรดกโลกประกอบด้วยกลุ่มอาคารในอู่ต่อเรือที่สร้างในสไตล์จอร์เจี่ยนล้อมรอบด้วยกำแพงหิน การก่อสร้างใช้แรงงานทาสจากแอฟริกาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

“Archaeological Site of Ani”

3. แหล่งโบราณคดีอานี่ (Archaeological Site of Ani) ตั้งอยู่ในดินแดนที่ราบสูงที่แยกตัวออกมาทางตอนเหนือของประเทศตุรกี ใกล้กับหุบเขาที่แยกระหว่างตุรกีและดินแดนอาร์เมเนีย แหล่งโบราณคดีอานี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญของชุมชนเมืองในยุคกลาง ประกอบด้วยที่อยู่อาศัย พื้นที่ศาสนา และโครงสร้างทางทหาร ซึ่งสร้างโดยราชวงษ์ชาวคริสต์และชาวมุสลิมในยุคต่อมา อานี่เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในช่วงคริสตวรรษที่ 10-11 เมื่อเมืองนี้ได้รับการสถาปนาเป็นเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรอาเมเนียแห่งบากราไทด์ในยุคกลาง และเป็นผู้ควบคุมหนึ่งในสาขาของเส้นทางสายไหมจากจีนไปกรุงโรม ต่อมาในยุคไบเซนไทน์ ยุคเซลจุก และยุคจอร์เจีย อานี่ก็ยังคงเป็นชุมทางค้าขายของพ่อค้าคาราวาน แต่การบุกรุกของกองทัพมองโกลและผลของแผ่นดินไหวในปี ค.ศ.1319 ทำให้เมืองนี้ค่อยๆเสื่อมลงไปตามกาลเวลา

ปัจจุบันแหล่งโบราณคดีอานี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญที่ทำให้เราสามารถเห็นภาพรวมของวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมในยุคกลางในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7-13 ในดินแดนตุรกีได้เป็นอย่างดี

“Archaeological Site of Nalanda Mahavihara”

4. แหล่งโบราณคดีแห่งมหาวิหารนาลันทา (Archaeological Site of Nalanda Mahavihara) ตั้งอยู่ในเมืองนาลันทา รัฐพิหาร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ประกอบด้วยซากโบราณสถานของสถาบันการศึกษาและสำนักสงฆ์หลายแห่งที่สร้างในช่วง พ.ศ.200 ถึง พ.ศ.1800 ประกอบด้วยสถูป วัด วิหาร(อาคารที่พักอาศัยและอาคารเรียน) และงานศิลป์ที่สร้างจากปูนปั้น หิน และโลหะ มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งมีความสำคัญในด้านการถ่ายทอดความรู้ตลอดระยะเวลา 800 ปี พัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ของนาลันทาเป็นหลักฐานที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของพระพุทธศาสนาซึ่งเคยรุ่งเรืองอยู่ในอินเดีย ก่อนจะเสื่อมลงไปในยุคต่อมาจากการรุกราของชาวเติร์ก

“Archaeological Site of Philippi”

5. แหล่งโบราณคดีแห่งฟิลิปปี (Archaeological Site of Philippi) ซากโบราณสถานแห่งฟิลิปปี้ตั้งอยู่ในเขตมาเซโดเนียตะวันออกและเทรซของประเทศกรีซ ในอดีตเมืองนี้เป็นชุมชนสำคัญบนเส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรป สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ฟิลิปที่ 2 แห่งมาเซโดเนีย เมื่อ 356 ปีก่อนคริสตกาลในชื่อ“เมืองเวีย เอกนาเตีย”(Via Egnatia) ต่อมาในยุคโรมันเรืองอำนาจ ดินแดนนี้ก็ตกอยู่ภายใต้จักรวรรดิโรมันหลังจากความพ่ายแพ้ของกองทัพกรีกในศึกฟิลิปปี้เมื่อ 42 ปี ก่อนคริสตกาล และหลังจากนั้นเมืองนี้ก็ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นกรุงโรมขนาดเล็กที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมกรีกและโรมันเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงละคร วิหาร และฟอรั่มกลางเมือง ต่อมาฟิลิปปี้ก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางความเชื่อของชาวคริสต์ในยุคเริ่มแรก โบสถ์ประจำเมืองเป็นหลักฐานที่สำคัญถึงพัฒนาการของคริสต์ศาสนาในดินแดนแถบนี้

“Gorham’s Cave Complex”

6. กลุ่มถ้ำกอแรม (Gorham’s Cave Complex) เป็นหน้าผาหินปูนสูงชันทางตะวันออกของยิบรอลตาร์ในประเทศสหราชอาณาจักร เป็นที่ตั้งของถ้ำ 4 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีและบรรพชีวินวิทยาที่สำคัญที่แสดงถึงการอยู่อาศัยของมนุษย์นีแอนเดอทัลยาวนานถึง 125,000 ปี มนุษย์นีแอนเดอทัลเคยอาศัยอยู่ทั่วทั้งทวีปยุโรป แต่ภายหลังการเข้ามาของมนุษย์สายพันธุ์โฮโม ซาเปียน ประชากรของมนุษย์นีแอนเดอทัลก็ลดจำนวนลง และมนุษย์นีแอนเดอทัลที่อาศัยอยู่ที่กลุ่มถ้ำกอแรมถือเป็นกลุ่มสุดท้ายของยุโรปก่อนที่จะสูญพันธุ์ไป และแผ่นดินยุโรปก็ถูกครอบครองโดยมนุษย์สายพันธุ์โฮโม ซาเปียน เพียงสายพันธุ์เดียวนับตั้งแต่นั้นมา หลักฐานที่พบภายในถ้ำแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมของมนุษย์นีแอนเดอทัลที่ดำรงชีวิตด้วยการล่านกและสัตว์ทะเลเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่ามนุษย์นีแอนเดอทัลรู้จักการใช้ขนนกเพื่อการประดับตกแต่ง งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากกลุ่มถ้ำกอแรมนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาการโต้แย้งเกี่ยวกับมนุษย์นีแอนเดอทัลและวิวัฒนาการของมนุษย์

เสาหินแห่งเฮอคิวลิสที่ช่องแคบยิบรอลตาที่แยกระหว่างยุโรปและแอฟริกา ปัจจุบันพืชที่ขึ้นอยู่บนเขายังคงเหมือนเมื่อยุคที่มีมนุษย์นีแอนเดอทัลอาศัยอยู่

“Nan Madol”

7. นาน มาดล : ศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมแห่งไมโครนีเซียตะวันออก (Nan Madol : Ceremonial Centre of Eastern Micronesia) เป็นกลุ่มเกาะขนาดเล็ก 99 เกาะ นอกชายฝั่งของปอนเปย(Pohnpei) ประเทศสหพันธรัฐไมโครนีเซีย ซึ่งถูกสร้างจากหินบะซอลท์และซากปะการัง เกาะเทียมเหล่านี้เป็นที่ตั้งของซากพระราชวัง วิหาร สุสาน และพื้นที่ชุมชน สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1200-1500 ซากโบราณสถานเหล่านี้แสดงถึงศูนย์กลางการประกอบพิธีกรรมของราชวงษ์ Saudeleur ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของอารยธรรมหมู่เกาะแปซิฟิก สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทำจากหินและเทคนิคในการก่อสร้างชั้นสูงเป็นหลักฐานที่แสดงถึงสังคมและวัฒนธรรมที่ซับซ้อนของชาวเกาะแปซิฟิก และทางยูเนสโกยังได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งนี้เป็นมรดกโลกที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย เนื่องจากการทับถมของดินตะกอนและการขาดการจัดการป่าชายเลนที่เหมาะสม

“Pampulha Modern Ensemble”

8. กลุ่มอาคารสมัยใหม่ปัมพัลฮา (Pampulha Modern Ensemble) เป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์สมัยใหม่ที่จะสร้างเมืองในสวนในช่วงปี ค.ศ.1940 ที่เมืองเบโล ฮอริซอนเตอ เมืองหลวงของรัฐมินาส เกอไรส์ ประเทศบาซิล กลุ่มอาคารถูกสร้างรอบทะเลสาบเทียมที่ขุดขึ้น ประกอบด้วยคาสิโน โถงเต้นรำ กอล์ฟคลับ และโบสถ์เวา ฟราสซิสโก เดอ แอสสิส สถาปนิกได้ออกแบบอาคารโดยแสดงคุณสมบัติด้านความยืดหยุ่นของคอนกรีต และความกลมกลืนกันของสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม และภูมิทัศน์โดยรอบ ที่นี่ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลท้องถิ่น อันได้แก่ภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมเมืองร้อนของบราซิลที่มีต่ออาคารสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

“Ste?ci Medieval Tombstones Graveyards”

9. สุสานหินจากยุคกลาง สเตคซี่ (Ste?ci Medieval Tombstones Graveyards) ประกอบด้วยสุสาน 30 แห่ง ตั้งอยู่ในประเทศบอสเนีย เฮอเซโกวินา เซอร์เบีย มอนเตเนโกร และโครเอเชีย หลุมฝังศพหรือสเตคซี่เป็นรูปแบบสุสานที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนชาวสลาฟในแถบบอลข่านในยุคกลางระหว่างคริสตศตวรรษที่ 12-16 สเตคซี่แต่ละแห่งเรียงกันเป็นแถว ซึ่งเป็นธรรมเนียมการฝังศพของชาวยุโรปในยุคกลาง สเตคซี่ส่วนมากจะแกะสลักจากหินปูน โดยประดับด้วยลวดลายและการการจารึกที่มีนัยยะแสดงถึงความต่อเนื่องอันเป็นแนวศิลปะในยุคกลางและแสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบอลข่าน

“The Architectural Work of Le Corbusier”

10. งานด้านสถาปัตยกรรมของ เลอ คอบูซิแอร์ คุณูปการต่อคามเคลื่อนไหวในยุคใหม่ (The Architectural Work of Le Corbusier, an Outstanding Contribution to the Modern Movement) เป็นงานด้านสถาปัตยกรรมของเลอ คอบูซิแอร์ จำนวน 17 แห่ง กระจายอยู่ใน 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ประเทศอาร์เจนตินา เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ญี่ปุ่น และสวิตเซอร์แลนด์ เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการคิดค้นภาษาใหม่ของสถาปนิกที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในอดีต กลุ่มอาคารเหล่านี้สร้างขึ้นไม่พร้อมกันในช่วงระยะเวลา 50 ปี ซึ่งเลอ คอบูซิแอร์ ได้บรรยายไว้ว่าเป็นการวิจัยที่ต้องอดทน อาทิเช่น กลุ่มอาคาร The Complexe du Capitole ในเมืองจันดิกาห์ ประเทศอินเดีย พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอศิลป์ตะวันตก เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บ้านของดอกเตอร์ คุรุเชท์ ในลา พลาตา ประเทซอาร์เจนตินา และ Unit? d’habitation ในเมืองมาร์กเซย์ ประเทศฝรั่งเศส เป็นคำตอบต่อความเคลื่อนไหวของแวดวงสถาปนิกสมัยใหม่ในคริสศตวรรษที่ 20 ต่อความท้าทายในการสร้างนวัตกรรมด้านสถาปัตยกรรมเพื่อรับใช้สังคมสมัยใหม่ ผลงานชิ้นเอกของเลอ คอร์บูซิแอร์ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของงานด้านสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นสากลทั่วโลก

“The Persian Qanat”

11. คานัทแห่งเปอร์เซีย (The Persian Qanat) เป็นระบบการจัดการน้ำในพื้นที่ทะเลทรายของประเทศอิหร่าน ระบบชลประทานคานัทเป็นตัวอย่างที่สำคัญของวัฒนธรรมและอารยธรรมในทะเลทรายที่มีสภาพภุมิอากาศแห้งแล้ง ซึ่งคานัทมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการตั้งถิ่นฐานและการทำการเกษตร แหล่งมรดกโลกประกอบด้วยระบบชลประทานคานัท 11 แห่ง รวมถึงที่พักคนงาน อ่างเก็บน้ำ และกังหันน้ำ ระบบชลประทานอันชาญฉลาดนี้ประกอบด้วยเครือข่ายคลองส่งน้ำใต้ดินยาวหลายร้อยกิโลเมตร ส่งน้ำไปยังชุมชนและพื้นที่ทางการเกษตรโดยใช้แรงโน้มถ่วงของโลก และคลองส่งน้ำใต้ดินยังช่วยป้องกันน้ำไม่ให้ระเหยไปกับความร้อนของทะเลทราย นอกจากนี้ระบบการจัดการน้ำของชุมชนที่สืบทอดกันมาเป็นพันปียังช่วยให้การปันส่วนน้ำเป็นไปด้วยความยุติธรรมและยั่งยืน

“Zuojiang Huashan Rock Art Cultural Landscape”

12. ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมภาพเขียนสีจูเจียง หัวซาน (Zuojiang Huashan Rock Art Cultural Landscape) ตั้งอยู่ในมณฑลกวางสีทางตอนใต้ของประเทศจีน มรดกโลกประกอบด้วยแหล่งภาพเขียนสีบนหน้าผาหินปูน 38 แห่ง แสดงถึงวิถีชีวิตและพิธีกรรมของชาวเยว่ ภาพเขียนสีมีอายุ 1800-2500 ปี พบตามหน้าผาหินปูนในภูมิประเทศแบบคาร์สท์ของจีน ล้อมรอบด้วยแม่น้ำและที่ราบสูง ภาพเขียนสียังได้แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมที่ใช้กลองสำริดหรือกลองมโหระทึก ซึ่งครั้งหนึ่งถือเป็นเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนทางตอนใต้ของจีน และเอเชียอาคเนย์ รวมถึงประเทศไทย ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ของวัฒนธรรมชาวเยว่ในยุคนั้น


แหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ


แหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ทางธรรมชาติ 6 แห่ง ได้แก่ หมู่เกาะรีวิลล่ากิเกอโด(เม็กซิโก) , หูเป่ย เฉินนองเจีย(จีน) , ทะเลทรายลัท(อิหร่าน) , มิสเทคเคน พอยท์(แคนาดา) , อุทยานแห่งชาติทางทะเลซังกาเนบ และอุทยานแห่งชาติทางทะเล เกาะมุกคาวาร์ อ่าวดังโกแนบ(ซูดาน) และเทียนซานตะวันตก(คาซัคสถาน คีจิสถาน และอุซเบกิสถาน)

“Archipi?lago de Revillagigedo”

1. หมู่เกาะรีวิลล่ากิเกอโด (Archipi?lago de Revillagigedo) ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของประเทศเม็กซิโก ประกอบด้วยเกาะที่ห่างไกล 4 เกาะ ได้แก่ เกาะซาน เบเนดิคโต เกาะโซโคโร เกาะปาร์ทิดา และเกาะแคลริออน หมู่เกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาที่จมอยู่ใต้น้ำ และเกาะทั้งสี่ก็คือส่วนยอดของภูเขาไฟที่โผล่พ้นระดับน้ำทะเล ด้วยความที่หมู่เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งและไกลจากอิทธิพลของมนุษย์ จึงเป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกทะเล และมหาสมุทรรอบเกาะก็ยังอุดมไปด้วยสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ เช่น กระเบนราหู วาฬ โลมา และปลาฉลาม เป็นต้น

“Hubei Shennongjia”

2. หูเป่ย เฉินนองเจีย (Hubei Shennongjia) เป็นหนึ่งในพื้นที่ศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพจากจำนวน 3 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของประเทศจีน พื้นที่อนุรักษ์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เฉินนองติงหรือปาตงที่อยู่ทางตะวันตก และเหลาจุนซานทางตะวันออก พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าดั้งเดิมของจีนผืนใหญ่ที่สุดทางตอนกลางของประเทศที่รอดจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำการเกษตร และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสายพันธุ์สัตว์หายากหลายชนิด เช่น ซาลาแมนเดอร์ยักษ์ ลิงจมูกเชิดสีทอง(สัตว์ที่เป็นต้นแบบของซุนหงอคง จากไซอิ๋ว) เสือดาวหิมะ และหมีดำ เป็นต้น

“Lut Desert”

3. ทะเลทรายลัท (Lut Desert) หรือ“ดัชท์ เออ ลัท” ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอิหร่าน ในช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนตุลาคม ของทุกปี พื้นที่กึ่งเขตร้อนที่แห้งแล้งของทะเลทรายลัทจะได้รับผลกระทบจากพายุทะเลทรายที่พัดพาตะกอนดินทราย และก่อให้เกิดการกัดกร่อนแบบแอโอเลี่ยน(Aeolian Yardang)ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นภูมิประเทศแบบหนึ่งของทะเลทรายที่ชั้นหินตะกอนของทะเลทรายถูกกัดกร่อนด้วยลมและทรายทำให้เกิดเป็นรูปทรงต่างๆ ทะเลทรายลัทจึงเป็นตัวอย่างที่สำคัญที่แสดงให้เราเห็นถึงกระบวนการทางธรณีวิทยาของโลกที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

“Mistaken Point”

4. มิสเทคเคน พอยท์ (Mistaken Point) แปลตรงตัวว่า“จุดเข้าใจผิด” มีลักษณะเป็นแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลบนเกาะนิวฟาวด์แลนด์ของประเทศแคนาดา สาเหตุที่ชื่อนี้ก็เนื่องมาจากพื้นที่แถบนี้มักจะมีหมอกลงจัดอยู่เสมอ ทำให้ทัศนวิสัยในการเดินเรือไม่ค่อยดี นักเดินเรือสมัยก่อนที่ยังไม่มีระบบ GPS มักจะเข้าใจผิดคิดว่าจุดนี้คือ“อ่าว cape race” จึงเดินเรือขึ้นไปทางทิศเหนือและชนกับหินโสโครกจนเรืออับปางอยู่บ่อยครั้ง

มิสเทคเคน พอยท์ เป็นชายฝั่งยาว 17 กิโลเมตร เป็นแหล่งฟอสซิลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีการค้นพบซากฟอสซิลจากยุค Edicarean(580-560 ล้านปีที่แล้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างซับซ้อนในยุคเริ่มแรกของวิวัฒนาการ และเชื่อว่าเป็นหนึ่งในแหล่งฟอสซิลสัตว์ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ฟอสซิลจากแหล่งนี้เป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่สำคัญของโลกที่ตลอดเวลาเกือบ 3,000 ล้านปีก่อนหน้านี้ โลกมีเพียงจุลินทรีย์ และในช่วงเวลาหนึ่งของโลก สิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการแบบก้าวกระโดดจากจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างร่างกายที่ซับซ้อนมีอวัยวะที่ชัดเจน ก่อนที่จะวิวัฒนาการเป็นสัตว์ในไฟลั่มต่างๆในทุกวันนี้

“Sanganeb Marine National Park”

5. อุทยานแห่งชาติทางทะเลซังกาเนบ และอุทยานแห่งชาติทางทะเล เกาะมุกคาวาร์ อ่าวดังโกแนบ (Sanganeb Marine National Park and Dungonab Bay – Mukkawar Island Marine National Park) ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง ที่แยกจากกัน พื้นที่แห่งแรกคืออุทยานแห่งชาติทางทะเลซังกาเนบ เป็นแนวปะการังทางตอนกลางของทะเลแดงห่างจากชายฝั่งประเทศซูดานประมาณ 25 กิโลเมตร และพื้นที่แห่งที่สองคือเกาะมุกคาวาร์และอ่าวดังโกแนบ ทั้งสองพื้นที่เป็นแหล่งของระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญ ได้แก่ แนวปะการัง ป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล และชายหาด ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกทะเล ปลาฉลาม เต่าทะเล และกระเบนราหู นอกจากนี้อ่าวดังโกแนบยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชากรพะยูนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

“Western Tien-Shan”

6. เทียนซานตะวันตก (Western Tien-Shan) เทือกเขาเทียนซานตะวันตกเป็นดินแดนของ 3 ประเทศ คือคาซัคสถาน คีจิสถาน และอุซเบกิสถาน เป็นหนึ่งในเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 4,503-7,000 เมตร มีความหลากหลายของภูมิประเทศ และเป็นแหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก ในด้านการเกษตรนั้นดินแดนแถบนี้เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญระดับโลก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางต้นกำเนิดของผลไม้หลายชนิดที่เราเพาะปลูกในปัจจุบัน และพันธุ์พืชที่สำคัญอีกหลายชนิด เช่น ทิวลิปป่า เป็นต้น


แหล่งมรดกโลกแบบผสม


มี 3 แห่ง ได้แก่ เอนเนอดิ มัสซิฟ(ชาด) , อุทยานแห่งชาติคังเจินซองกา(อินเดีย) และอะห์วาร์(อิรัก)

“Ennedi Massif”

1. เอนเนอดิ มัสซิฟ : ภูมิทัศน์ทางธรรมชาติและวัฒนธรรม (Ennedi Massif: Natural and Cultural Landscape) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศชาด ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา เป็นภูมิประเทศแบบที่ราบสูงที่ถูกกัดกร่อนโดยลมและฝนมานานหลายล้านปี ก่อให้เกิดหุบเขา แคนยอน สะพานหิน และภูมิประเทศที่แปลกตา แคนยอนที่ใหญ่ที่สุดของเอเนอดิ มัสทิฟ มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่กลางทะเลทรายสำหรับพืช สัตว์ และมนุษย์ และมนุษย์ในยุคโบราณได้สร้างภาพเขียนสีหลายพันภาพไว้บนหน้าผาหิน ถ้ำ แคนยอน และเพิงหินของเอนเนอดิ มัสทิฟ เป็นแหล่งภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเขตซาฮาร่า

“Khangchendzonga National Park”

2. อุทยานแห่งชาติคังเจินซองกา (Khangchendzonga National Park) ตั้งอยู่ ณ ใจกลางของแนวเทือกเขาหิมาลัยในดินแดนสิกขิมของประเทศอินเดีย อุทยานฯแห่งนี้มีภูมิประเทศที่หลากหลายสวยงาม ทั้งที่ราบ หุบเขา ทะเลสาบ ธารน้ำแข็ง และยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี และมียอดคังเจินซองกาที่สูงเป็นอันดับ3ของโลก นอกจากนี้ยังมีป่าดึกดำบรรพ์อันเป็นต้นกำเนิดแนวคิดป่าหิมพานต์ของอินเดีย ยอดเขาต่างๆเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวของเทพปกรณัมมากมายที่ชาวสิกขิมต่างให้ความเคารพ เรื่องราวเทพเจ้าแห่งภูเขาผสมผสานกับความเชื่อพุทธศาสนาแบบตันตระจากทิเบตได้กลายเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของชาวสิกขิมในปัจจุบัน

“The Ahwar of Southern Iraq”

3. อะห์วาร์ : แหล่งของความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิทัศน์ของเมืองจากยุคเมโสโปเตเมีย(The Ahwar of Southern Iraq: Refuge of Biodiversity and the Relict Landscape of the Mesopotamian Cities) ประกอบด้วยแหล่งโบราณคดี 3 แห่ง และพื้นที่ชุ่มน้ำ 4 แห่ง ทางตอนใต้ของประเทศอิรัก

เมืองโบราณอูรุค เมืองโบราณเออร์ และแหล่งโบราณคดีเทล อริดู เป็นส่วนหนึ่งของเมืองโบราณของชาวสุเมอเรี่ยนที่ตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมีย 4,000 ถึง 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ในดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส อะห์วาร์แห่งอิรักยังเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ และเป็นหนึ่งในดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำภายในทวีปที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกภายใต้ภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง ปัจจุบันชาวอิรักที่อาศัยอยู่ที่อะห์วาร์ยังคงสร้างบ้านจากกกปาปิรัสแบบเดียวกับที่ปรากฏในภาพแกะสลักของชาวสุเมอเรี่ยนเมื่อหลายพันปีที่แล้ว


ความในใจ


สำหรับประเทศไทยมีมรดกโลกอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง ประกอบด้วยแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แห่ง(ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และทางวัฒนธรรม 3 แห่ง(ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และเมืองบริวาร , แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา)

“อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน”

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีบัญชีรายชื่อเบื้องต้น(Tentative List)ของมรดกโลกจำนวน 5 แห่ง ที่รอการพิจารณาและประกาศเป็นมรดกโลก แบ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ 1 แห่ง คือ พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจาน และทางวัฒนธรรม 4 แห่ง ได้แก่ เส้นทางวัฒนธรรมพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ , อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี , วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช และอนุสรณ์สถาน สถานที่ต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา

ซึ่งบัญชีรายชื่อเบื้องต้นฯจำนวน 5 แห่งนี้ คงต้องให้เวลาอีกสักนิด แม้บางท่านอาจคิดว่าทำไมใช้เวลานานเหลือเกิน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รอการตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กรที่ปรึกษา ได้แก่ “สภาระหว่างประเทศว่าด้วยโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี”(The International Council on Monuments and Sites หรือ ICOMOS) และ“ศูนย์ระหว่างชาติว่าด้วยการศึกษา การอนุรักษ์ และปฏิสังขรณ์สมบัติทางวัฒนธรรม”(The International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of the Cultural Property หรือ ICCROM) ในส่วนของมรดกทางวัฒนธรรม และ“สหภาพการอนุรักษ์โลก”(The World Conservation Union หรือ IUCN) ในส่วนของมรดกทางธรรมชาติ

เมื่อได้พิจารณาข้อมูลการประเมินคุณค่าที่องค์กรที่ปรึกษาได้นำเสนอแล้ว คณะกรรมการบริหาร(World Heritage Bureau)จะมีมติเป็นข้อเสนอแนะ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาตัดสินต่อไป

คณะกรรมการมรดกโลก(World Heritage Committee) จะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง ในการประชุมสมัยสามัญประจำปี เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่สมควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *