ทำบุญแต่ได้บาป

บทความอนุรักษ์ธรรมชาติ

โดย..คนกางเต็นท์..

 

 

ทำบุญ แต่ได้บาป

เต่าเหลือง เป็นเต่าบกชนิดหนึ่ง

จากข่าวเหตุการณ์ที่ออกสื่อเกี่ยวกับ“เต่าตนุ” เพศเมีย อายุประมาณ 25 ปี ซึ่งชาวบ้านไปพบถูกปล่อยทิ้งไว้ในบ่อเลี้ยงที่เลิกกิจการไปแล้วในเขตพื้นที่ ต.ศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้กินเหรียญหลายขนาดเข้าไปถึง 915 เหรียญ จนกลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่บริเวณช่องท้อง ทำให้ไม่สามารถใช้ขาหน้าด้านซ้ายในการว่ายน้ำได้นั้น และเหตุที่มันกินเหรียญเข้าไปในท้องเหมือนกระปุกออมสิน จึงตั้งชื่อให้อย่างน่ารักว่า“เจ้าออมสิน” ส่วนที่มันกินเหรียญเข้าไปนั้น ก็เพราะมีคนไปเที่ยวแล้วชอบโยนเหรียญลงไปในบ่อเต่า ด้วยความเชื่อที่ว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวนาน ทำเช่นนี้จะได้บุญ แต่แท้จริงแล้วเป็นความเชื่อผิดๆ จากได้บุญกลับเป็นการทำบาป ซึ่งในที่สุดเต่าออมสินก็ต้องเสียชีวิต

เหตุการณ์เต่าออมสินไม่ใช่เรื่องแรกของการทำบุญแต่ได้บาป แต่ผู้เขียนเห็นมานานหลายสิบปีแล้วที่คนไทยมีความเชื่อผิดๆ

ย้อนกลับไปวัยเด็กที่จำความได้ ผู้เขียนถูกคุณแม่พาไปทำบุญที่วัดอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เมื่อทำบุญเสร็จ หากวัดนั้นมีท่าน้ำ ผู้เขียนก็มักจะขอคุณแม่ไปนั่งรับลมชมวิวที่มีอากาศเย็นสบาย สายน้ำก็ใสสะอาด มองแล้วชื่นใจ ต่างจากยุคนี้ที่สายน้ำในแม่น้ำลำคลองไม่สะอาดเหมือนแต่ก่อน สายลมที่หอบพัดมาตามลำน้ำจึงไม่สดชื่น บางแห่งอาจมีกลิ่นเหม็นเวียนหัวจากขยะที่ผู้คนทิ้งลงน้ำด้วยความมักง่าย

จวบจนเริ่มโตเป็นวัยรุ่น ก็ได้พบว่าตามวัดหลายแห่งมีพ่อค้าแม่ค้าขายอาหารปลา เพื่อให้คนทำบุญซื้อเป็นอาหารให้ปลาที่มาออกันแน่นขนัดอยู่ที่ท่าน้ำ รวมทั้งมีการจำหน่ายปลา เต่า กบ หอย และนก ไว้ให้ผู้คนที่ต้องการปล่อยชีวิตสัตว์เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ไถ่บาป ทำบุญ แล้วแต่ความเชื่อที่พวกเขาสร้างกันขึ้นมา เฉกเช่นเดียวกับการปลูกต้นไม้นั่นแหละ หากปลูกต้นมะยมหน้าบ้านก็จะเชื่อว่าคนทั่วไปจะมีความรู้สึกนิยมชมชอบเรา ไม่เกลียดขี้หน้าเรา ปลูกต้นทับทิมหน้าบ้านก็จะเป็นสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน ปลูกต้นขนุนหลังบ้านก็จะมีผู้คนคอยช่วยหนุนหลังอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าเอาสมองส่วนใดมาคิดได้เช่นนี้ แต่นี่แหละคนไทย

เต่าดำ เป็นเต่าน้ำชนิดหนึ่ง

วกกลับมาที่เรื่องทำบุญแต่ได้บาปกันต่อ ผู้เขียนเคยขอเงินคุณแม่เพื่อซื้ออาหารให้ปลาที่ท่าน้ำ คุณแม่ตอบว่า“เงินไม่กี่บาท แม่ให้ได้ แต่นั้นคือการทำบุญหรือ” ได้ยินเข้าไอ้เราก็มึนงงไปชั่วครู่ ก่อนที่คุณแม่จะสาธยายให้ฟังว่า“ปลาในน้ำก็ต้องรู้จักหาอาหารเลี้ยงตัวเอง แต่พอเคยชินกับผู้คนที่ซื้ออาหารมาให้อยู่เสมอ พวกมันก็ไม่รู้จักหาอาหาร พอมีคนโยนอาหารลงไปให้ก็แย่งกันชุลมุน ไม่คิดหรือว่าจะมีตัวใดบ้างได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะตัวที่เล็กกว่า” คิดตามแล้วก็จริงแฮะ

ยิ่งนึกถึงคราที่ไปเดินป่าเขาใหญ่ ขณะกำลังรอเจ้าหน้าที่นำทาง เราก็พบมีนักท่องเที่ยวมากมายนำรถส่วนตัวเข้ามาจอดที่หน้าศูนย์บริการฯ มีครอบครัวหนึ่งเดินลงมาจากรถ พร้อมๆกับเจ้าหมูป่าเพศผู้ขนาดโตทีเดียวเดินคุ้ยหาอาหารอยู่ไปมาตามถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ แต่ถังขยะที่ทางอุทยานฯปิดสนิท ทำให้มันไม่สามารถหาอะไรกินได้ คุณพ่อคงสงสารหมูป่าหรือคิดอย่างไรก็ไม่รู้ จึงบอกลูกสาวให้นำอาหารที่ถืออยู่ในมือแบ่งให้หมูป่าบ้าง ผู้เขียนได้แต่คิดในใจว่า“จะดีหรือ? การให้อาหารสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลย” ลูกสาวที่ยังเป็นเด็กเล็ก อายุประมาณ 7-8 ปี ยังเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา เธออิดออดไม่พอใจที่จะแบ่งให้หมูป่าหรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้ รู้แต่ว่าเธอถือกล่องอาหารแกว่งไปมาต่อหน้าเจ้าหมูป่า และไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เมื่อเจ้าหมูป่าโกรธด้วยความหิวหรือโมโหที่แกว่งอาหารยั่วไปมาต่อหน้า มันจึงวิ่งชาร์จใส่เด็กน้อยล้มทั้งยืน ก่อนจะคาบอาหารกล่องไปฉีกกินไก่ทอดที่อยู่ในกล่อง ส่วนเด็กก็มีเลือดไหลออกมาที่โคนขาจากเขี้ยวของหมูป่าตัวนั้น

ปลาดุก

การปล่อยชีวิตสัตว์ในสมัยก่อนจะไปที่โรงฆ่าสัตว์ เพื่อขอซื้อชีวิตสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่า แล้วนำไปปล่อยให้เขาได้อยู่รอดตามวิถีชีวิตของเขา แต่ในสมัยนี้โรงฆ่าสัตว์ทั่วไปไม่ได้เห็นง่ายๆอีกแล้ว กลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่โตที่ผลิตอาหารออกมาให้คนทั่วไปได้บริโภค ดังนั้นจึงนิยมปล่อยชีวิตสัตว์ที่หาซื้อได้ตามตลาดสดและวัดวาอารามเสียมากกว่า และสัตว์ที่ปล่อยก็จะเป็นสัตว์เล็กๆ เช่น ปลา เต่า นก กบ หอย ฯลฯ โดยมีผู้รู้(ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนบัญญัติเอาไว้)บอกว่าการปล่อยสัตว์แต่ละชนิดก็มีความเชื่อต่างกันไป เช่น

– ปล่อยปลาไหล ทำให้การเงิน การงาน และการเรียน มีความคล่องตัว
– ปล่อยปลาดุก ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัย ศัตรูและคู่แข่งพ่ายแพ้
– ปล่อยปลาหมอ ทำให้มีสุขภาพดี หายเจ็บหายป่วย
– ปล่อยปลาช่อน ทำให้มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ
– ปล่อยปลาทับทิม ทำให้ความรักราบรื่น สดชื่น สมหวัง
– ปล่อยปลานิล ทำให้อุดมสมบูรณ์ เพียบพร้อมด้วยอำนาจ วาสนา และบารมี
– ปล่อยเต่า ทำให้อายุยืนยาว และเป็นการสะเดาะเคราะห์
– ปล่อยตะพาบ ทำให้อายุมั่นขวัญยืน ไม่มีเหตุเภทภัย
– ปล่อยกบ ทำให้ตัดวิบากกรรม กำจัดสิ่งไม่เป็นมงคล
– ปล่อยหอยขม ทำให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ทิ้งความขื่นขม
– ปล่อยนก ทำให้ชีวิตมีความก้าวหน้า รุ่งเรือง

ลูกปลาหมอ

นอกจากนี้ผู้รู้ยังกำหนดเคล็ดลับในกรทำบุญปล่อยสัตว์ในวันเกิดอีกด้วย ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำหนดจากอะไร หรือจะเป็นหมอดูดวงทำนายโชคชะตาก็เป็นไปได้ โดยผู้รู้บอกว่า

คนเกิดวันอาทิตย์ให้ปล่อยปลาไหล

– คนเกิดวันจันทร์ให้ปล่อยนก

– คนเกิดวันอังคารให้ปล่อยหอยขม
– คนเกิดวันพุธให้ปล่อยปลาไหล
– คนเกิดวันพฤหัสบดีให้ปล่อยเต่า
– คนเกิดวันศุกร์ให้ปล่อยปลาหมอ
– คนเกิดวันเสาร์ให้ปล่อยปลาไหล
ผู้รู้คนหลังน่าจะเป็นคนละคนกับผู้รู้ท่านแรก หรือมาจากคนละสถาบันการเรียนรู้ทางด้านนี้ เพราะไม่มีปลาดุก ปลาช่อน ปลาทับทิม ปลานิล ตะพาบ และกบ

ชาวไทยเรานิยมทำบุญในโอกาสต่างๆ ด้วยการปล่อยนก ปล่อยปลา และปล่อยเต่า เพื่อเป็นการแสดงความเมตตาต่อสัตว์ที่ถูกกักขังหรือจะต้องตาย เพราะถูกนำไปทำอาหารให้เรากินกัน มองดูอย่างผิวเผินแล้ว การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์เหล่านี้ เป็นสิ่งที่น่าทำให้ผู้กระทำรู้สึกสบายใจและได้บุญกุศล

การปล่อยปลานั้น หากเราเลือกปลาที่ยังแข็งแรงอยู่และปล่อยลงในแม่น้ำลำคลองที่ใสสะอาด และเป็นที่อยู่ที่เหมาะสมของปลาแต่ละชนิด ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ผู้ปล่อยเพื่อหวังบุญจะรู้หรือไม่ว่าปลาแต่ละชนิดจะรู้หรือไม่ว่าที่อยู่ที่เหมาะสมของปลาแต่ละชนิดเป็นเช่นไร? ชอบน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำไหลแรงหรือไม่แรง มีกอหญ้าตามตลิ่งให้หลบอาศัยหาความปลอดภัยหรือทำรังหรือไม่

ปลาช่อน

อย่างปลาช่อนที่คิดว่าแข็งแรงทนทาน หากซื้อนำมาปล่อยตามท่าน้ำหน้าวัด ไม่แคล้วจะถูกปลาเจ้าถิ่น(เสมือนนักเลง)อย่างปลาสวาย และปลาตะเพียน ยกพวกเป็นฝูงรุมกันเข้ามาตอดทึ้ง เพียงไม่กี่นาที ปลาช่อนก็นอนจะหงายท้องตาย ขอถามผู้รู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมว่า“เป็นการทำบุญ แต่กลับได้บาป ใช่หรือไม่?” แล้วคำอธิษฐานก่อนปล่อยปลานั้น จะช่วยส่งผลหรืออนุโมทนาบุญให้แก่ผู้ปล่อยหรือ? สาธุ..จงไปสู่ที่ชอบๆเถอะ

การปล่อยนกนั้น ผู้เขียนไม่เห็นด้วยเลย รู้หรือไม่ว่าพ่อค้าแม่ค้าเขาไปเอานกที่ไหนมาให้เราปล่อยทำบุญ พวกเขาใช้ตาข่ายขนาดกว้างใหญ่ไปโยนจับตามท้องทุ่งนาในละแวกใกล้กรุงเทพฯนี่เอง ส่วนใหญ่จะเป็นนกกระจิบ นกกระจาบ และนกกระติ๊ดขี้หมู ตาข่ายที่ครอบนกนั้น ย่อมทำให้นกพยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อหาอิสระให้แก่ตัวเอง ทำให้มันได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย เมื่อถูกคนใจร้ายจับมาขังในกรงก็อยู่กันอย่างแออัด อาหารและนี่ได้รับจะพอเพียงหรือ? คิดว่าพวกที่จับมาขาย จะลงทุนเลี้ยงดูปูเสื่อหรือ

ไอ้ที่เราได้ยินส่งเสียงเจื้อยแจ้วในกรงฯ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อมาปล่อยนั้น นกเหล่านั้นไม่ได้ส่งเสียงอันไพเราะเพราะพริ้งหรอก น่าจะเป็นการส่งเสียงสาปแช่งซะมากกว่า

เมื่อปล่อยนกให้เป็นอิสระตามความเชื่อ รู้ไหมว่าพวกมันส่วนใหญ่มีร่างกายอ่อนแอ คิดไหมว่าในตัวเมืองจะมีอาหารและน้ำหากินได้ง่ายหรือ ดีไม่ดีกว่ามันจะตาย มันคงทรมานที่สุดก็เป็นไปได้ ต่อให้มีตัวใดที่แข็งแรงรอดไปได้ ตัวมันหรือลูกหลานของมันก็จะถูกจับนำมาขายต่ออีกเป็นวัฏจักร เพราะเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้แก่พ่อค้าแม่ค้า เฉกเช่นนี้แล้วเราจะได้บุญหรือ?

การปล่อยเต่าเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด ในเมืองไทยมีเต่าอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งเต่าบกและเต่าน้ำ เต่าบกนั้นว่ายน้ำได้ แต่ว่ายได้ไม่นาน โดยเฉพาะหากมีสภาพร่างกายไม่แข็งแรง อดอยาก และเหนื่อยอ่อน ก็อาจจะจมน้ำตายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เต่าที่เราซื้อมาปล่อยนั้น มักมีสภาพดังกล่าว ด้วยการถูกขังอยู่ในภาชนะแคบๆเป็นเวลาหลายวัน

นกกระติ๊ดขี้หมู

ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้พบครอบครัวคนไทยกลุ่มหนึ่งซื้อเต่าที่ขายในวัดมาปล่อยที่ท่าน้ำ มันว่ายน้ำดูแปลกๆ เดี๋ยวจมเดี๋ยวโผล่เสมือนคนกำลังสำลักน้ำใกล้จะจมน้ำตาย ชั่วครู่มันก็หันกลับมาที่ตลิ่งและพยายามตะเกียกตะกายขึ้นตลิ่ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะตามตลิ่งหน้าวัดมักมีขอบตลิ่งลาดชันสูง ถึงกระนั้นมันก็พยายามยื้อชีวิตเพื่อขึ้นฝั่งให้ได้ ด้วยวิถีชีวิตของมันต้องอยู่บนบก ครอบครัวนั้นก็พยายามจับมันลงน้ำด้วยความหวังดี ผู้เขียนเห็นเข้าก็อดสงสัยไม่ได้ จึงรีบลงไปดู ก็พบว่าเต่าที่พวกเขาปล่อยลงน้ำนั้นเป็นเต่าบก ไม่ใช่เต่าน้ำ สังเกตจากเท้าของเต่าไม่มีผังผืดระหว่างนิ้วเท้า แต่อุ้งเท้ากลับมีเล็บที่แข็งแรงและใหญ่ จึงรีบบอกพวกเขาว่า“เต่าตัวนี้เป็นเต่าบกครับ ปล่อยลงน้ำอย่างไร มันก็ต้องพยายามขึ้นฝั่ง” โดยให้เหตุผลอย่างที่บอกไป โชคดีที่พวกเขารับฟัง ไม่ว่าเราไปยุ่งจุ้นจ้าน เขาจึงถามว่า“แล้วทำไมแม่ค้าจึงไม่บอกพวกเขา” ผู้เขียนได้แต่ส่ายหัว ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่ในใจนั้นตอบไปแล้วว่า“เขาอาจจะรู้หรือไม่รู้ก็ได้ แต่ที่แน่ๆเขารู้ว่าเขาหารายได้จากการทำบุญ” ก่อนแนะนำให้ครอบครัวดังกล่าวนำไปปล่อยในสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป


การปล่อยสัตว์น้ำอย่างถูกวิธี


นเมื่อคนไทยมีความเชื่อเรื่องทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์เพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ผู้เขียนก็ขอแนะนำการปล่อยสัตว์น้ำอย่างถูกวิธีและเหมาะสม เพื่อจะได้บุญดั่งใจนึก และไม่เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายระบบนิเวศตามธรรมชาติ

สภาพแหล่งธรรมชาติที่ควรปล่อยปลาช่อน และปลาดุก

ก่อนอื่นเราต้องคำนึงถึงพันธุ์สัตว์น้ำที่จะปล่อย ควรเป็นสายพันธุ์ไทย นอกจากจะได้บุญตามที่ตั้งใจไว้แล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ด้านประมงให้แก่ประเทศอีกทางหนึ่งด้วย สัตว์น้ำควรมีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีแผลตามลำตัว หากเราปล่อยสัตว์น้ำที่เป็นโรคหรือมีแผลตามลำตัวลงไป ย่อมเป็นการแพร่ขยายเชื้อโรคสู่ธรรมชาติ สัตว์น้ำแต่ละชนิดมีนิสัยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน จึงต้องดูสถานที่ที่จะปล่อย โดยอย่างแรกต้องสังเกตสีน้ำในแหล่งที่ปล่อย ต้องมีสีไม่ดำหรือเขียวเข้มจัด เพราะเป็นน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หากปล่อยลงไปจะทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้ นอกจากนั้นช่วงเวลาปล่อยสัตว์น้ำ ควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะหากปล่อยสัตว์น้ำในช่วงที่มีแสงแดดจัด อาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสรอดของสัตว์น้ำที่ผู้ใจบุญทั้งหลายจะนำไปปล่อยนั้น ไม่จำเป็นต้องปล่อยที่ท่าน้ำหน้าวัดเพียงอย่างเดียว เพราะหากสัตว์น้ำชนิดนั้นไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณท่าน้ำหน้าวัดได้ สุดท้ายมันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ จึงควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับสัตว์น้ำชนิดนั้นๆ ดังนี้

– ปลาช่อน และปลาดุก ควรปล่อยลงลำคลอง หนอง หรือบึงที่มีน้ำสะอาด น้ำไหลไม่แรงมาก และมีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่งบ้าง

– ปลาไหล ควรปล่อยลงในลำห้วย หนองน้ำ คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวนที่น้ำนิ่งและมีดินโคลนเฉอะแฉะ เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย
– ปลาสวาย ปลาบึก หรือปลาตะเพียน ควรปล่อยลงในแม่น้ำลำคลองที่มีระดับน้ำลึกและมีกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้เมื่อโตเต็มที่ เป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต

ตะพาบ

– กบ ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ จึงไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นาหรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้าหรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบจะได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และบริเวณดังกล่าวยังเป็นที่อยู่ของแมลง ซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

– เต่าน้ำ ควรเลือกปล่อยในสถานที่ที่มีตลิ่งไม่ลาดชันจนเกินไป สามารถให้เต่าขึ้นมาผึ่งแดดได้ เนื่องจากเต่าต้องการให้ปลิงที่ติดอยู่ตามตัวนั้นหลุดออก ลำน้ำที่ปล่อยนั้นต้องใสสะอาด และไม่ไหลเชี่ยวจนเกินไป รวมทั้งมีแหล่งอาหารของมัน ซึ่งเต่าน้ำชอบกินสัตว์มากกว่าพืช เช่น ปลาตัวเล็ก หอย เป็นต้น เวลาปล่อยก็ควรวางไว้บริเวณริมน้ำ เพื่อให้เต่าน้ำมีการเตรียมตัวและเดินลงน้ำเอง ห้ามเขวี้ยงหรือโยนลงน้ำ ที่สำคัญไม่ควรจับเต่าหงายท้อง เพราะปอดของเต่าอยู่บริเวณด้านบนของกระดอง


ความในใจ


เป็นที่รู้กันดีว่า“ปลา เต่า และนก ยังคงถูกใช้เป็นสินค้าเพื่อการทำบุญของคนจำนวนไม่น้อย โดยกลุ่มผู้ขายสัตว์ที่ยึดเป็นอาชีพ” วัดบางแห่งก็สนับสนุนให้มีผู้มาซื้อขายสัตว์หน้าวัด เพื่อให้นำไปปล่อย ถือเป็นการหารายได้และอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาทำบุญ แต่ก็มีวัดอีกหลายแห่งที่ต่อต้านไม่ให้มีพ่อค้าแม่ค้ามาใช้วิธีนี้หากินกับผู้มาทำบุญ เพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้มีการจับสัตว์ที่อยู่ในธรรมชาติอย่างปกติสุขมากักขัง หน่วงเหนี่ยว และทรมาน

บางวัดถึงขนาดมีป้ายประกาศห้ามซื้อขาย และห้ามนำมาปล่อยที่วัด แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร โดยผู้คนทั่วไปอ้างว่าถ้าไม่ให้ปล่อยปลา เต่า และนกที่วัด จะให้ไปปล่อยที่ไหน วัดปลอดภัยที่สุดแล้ว นี่แหละความเชื่อของคนไทยที่เชื่อฝังจำจนติดเป็นนิสัย ยากจะแก้ไข เฉกเช่นเดียวกับการนำสุนัขหรือแมวไปปล่อยทิ้งที่วัดนั่นแหละ ทำให้วัดต้องรับภาระ เคยถามทางวัดไหมว่าอยากจะอุปการะดูแลหรือไม่

นกกระจาบธรรมดา เพศเมีย

ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง บางคนยกตนเป็นศูนย์กลางของโลก ทั้งที่ความจริงเราต่างหากที่ต้องเข้าใจว่าโลกไม่เคยหยุดนิ่ง แต่โลกหมุนรอบตัวเองเสมอ

คนรักสันโดษไม่ได้เป็นผู้น่ารังเกียจ คนที่ชอบสรวญเสเฮฮาในหมู่ผู้คนก็ใช่ว่าจะเป็นผู้น่าคบหาเสมอไป เพราะปัญหาไม่ได้ผูกไว้อยู่ที่คนๆเดียว หรืออยู่มากกว่าหนึ่งคน

ดนตรีที่ปรารถนาจรรโลงมนุษย์ยังมีหลายท่วงทำนอง รถยนต์ยังมีหลายประเภทหลายยี่ห้อ รองเท้าก็ยังมีหลายไซส์ ประสาอะไรกันต่อความคิดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

โลกนี้อยู่เคียงคู่การที่จำต้องเลือกมาตลอด ทุกอย่างรอบตัวนั้นมักมีเกินหนึ่งชอยส์เสมอ อยู่ที่เรานั้นว่าอยากปักความเชื่อไว้ที่ตรงไหน

การทำบุญปล่อยชีวิตสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ ต้องกระทำด้วยจิตที่มุ่งเป็นกุศลจริงๆ หากนำสัตว์มาปล่อยแล้วอธิษฐานว่า“สาธุ ขอให้การปล่อยนี้ ขอให้อายุมั่นขวัญยืน ขอให้ถูกหวย ขอให้ร่ำรวย ขอให้หายซวย ขอให้ลูกหลานสอบเข้าได้” เหล่านี้ถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ เพราะมีเจตนาเคลือบแฝง เป็นการปล่อยสัตว์เพื่ออยากให้ชีวิตตนเองหรือวงศาคณาญาติดีขึ้น อย่างนี้ไม่ใช่การทำบุญ แต่เป็นการลงทุนมากกว่า อาจจะเรียกว่าเป็นการลงทุนทางจิตวิญญาณก็ได้ เพราะเจตนาจริงๆไม่ได้ต้องการปล่อยสัตว์ แต่ต้องการช่วยตัวเองมากกว่า โดยยืมชีวิตเขามาเป็นเครื่องมือ

ผู้เขียนขอเรียกว่า“เป็นการทำบุญแบบเจือกิเลส เพราะทำบุญแล้วหวังผล”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *